หมวด 3 สภาเฉพาะ
มาตรา 439 วรรค 1 การประชุมใหญ่ (plenary council) คือการประชุมที่จัดขึ้นสำหรับพระศาสนจักรเฉพาะถิ่นทั้งหมดที่ขึ้นต่อสภาพระสังฆราชเดียวกันต้องจัดขึ้นบ่อยเท่าที่เห็นว่าจำเป็นหรือมีประโยชน์ต่อสภาพระสังฆราชโดยได้รับการรับรองจากสันตะสำนัก
วรรค 2 กฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในวรรค 1 ยังใช้ได้กับการประชุมของสภาแขวงในแขวงฝ่ายพระศาสนจักรที่มีอาณาเขตเท่ากับอาณาเขตของประเทศ
มาตรา 440 วรรค 1 โดยคงไว้ซึ่งมาตรา 439 วรรค 2 การประชุมสภาแขวงสำหรับพระศาสนจักรเฉพาะถิ่นต่างๆ ในแขวง ศาสนจักรเดียวกันต้องจัดประชุมบ่อยเท่าที่บรรดาพระสังฆราชสังฆมณฑลส่วนใหญ่ในแขวงวินิจฉัยว่าเห็นสมควร
วรรค 2 เมื่อตำแหน่งพระอัครสังฆราชสังฆมณฑลนครว่างลง ต้องไม่เรียกประชุมสภาแขวง
มาตรา 441 บทบาทของสภาพระสังฆราชได้แก่
1. เรียกประชุมใหญ่
2. เลือกสถานที่ประชุมสภาภาย-ในเขตของสภาพระสังฆราช
3. เลือกประธานการประชุมใหญ่จากบรรดาพระสังฆราชสังฆมณฑล แต่ผู้ที่ได้รับเลือกต้องได้รับการรับรองจากสันตะสำนัก
4. กำหนดวาระ และเรื่องที่จะประชุม กำหนดวันเปิดและระยะเวลาการประชุม เลื่อน ยืดเวลา และเลิกการประชุมใหญ่
มาตรา 442 วรรค 1 โดยความยินยอมของบรรดาพระสังฆราชสังฆมณฑลรองส่วนใหญ่ บทบาทของพระอัครสังฆราชสังฆมณฑลนครได้แก่
1. เรียกประชุมแขวง
2. เลือกสถานที่ประชุมแขวงภายในอาณาเขตแขวง
3. กำหนดวาระและเรื่องที่จะประชุม กำหนดวันเปิดและระยะเวลาการประชุม เลื่อน ยืดเวลาและเลิกการประชุมแขวง
วรรค 2 บทบาทของพระอัครสังฆราชสังฆมณฑลนครคือเป็นประธานของการประชุมแขวงถ้าท่านถูกขัดขวางมิให้ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายบทบาทนี้ก็ตกแก่พระสังฆราชสังฆมณฑลรองที่ได้รับเลือกจากพระสังฆราชสังฆมณฑลรองอื่นๆ
มาตรา 443 วรรค 1 ต้องเรียกบุคคลต่อไปนี้ เข้าประชุมในการประชุมเฉพาะและมีสิทธิในการลงคะแนนเสียงตัดสินในการประชุม
1. บรรดาพระสังฆราชสังฆมณฑล
2. บรรดาพระสังฆราชรอง และบรรดาพระสังฆราชผู้ช่วย
3. บรรดาพระสังฆราชกิรติศักดิ์อื่น ซึ่งทำหน้าที่พิเศษที่ได้รับมอบหมายจากสันตะสำนักหรือสภาพระสังฆราชในเขตนั้น
วรรค 2 บรรดาพระสังฆราชกิรติศักดิ์อื่น ซึ่งอยู่ในเขตแม้เป็นพระสังฆราชกิตติคุณก็สามารถได้รับเชิญเข้าร่วมประชุมเฉพาะและมีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงตัดสิน
วรรค 3 ต้องเรียกบุคคลต่อไปนี้ เข้าประชุมในการประชุมเฉพาะ แต่พวกท่านมีเพียงคะแนนเสียงให้คำปรึกษาเท่านั้น
1. บรรดาอุปสังฆราชและผู้ช่วยพระสังฆราชของพระศาสนจักรเฉพาะถิ่น ทั้งหมดในอาณาเขต
2. บรรดาอัครธิการของสถาบันนักพรต และคณะชีวิตธรรมทูตต่างรับเลือกโดยบรรดาอัครธิการทั้งหมดของสถาบันนักพรตและคณะชีวิตธรรมทูตเองซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ในอาณาเขต ส่วนจำนวนชายและหญิงสภาพระสังฆราชหรือบรรดาพระสังฆราชของแขวงเป็นผู้กำหนด
3. บรรดาอธิการบดีของมหาวิทยาลัยฝ่ายพระศาสนจักรและมหาวิทยาลัยคาทอลิกพร้อมทั้งคณบดีคณะเทววิทยาและคณะกฎหมายพระศาสนจักรซึ่งตั้งอยู่ภายในอาณาเขต
4. บรรดาอธิการบางคนของสามเณราลัยใหญ่ได้รับเลือกจากบรรดาอธิการของสามเณราลัย ซึ่งตั้งอยู่ในอาณาเขตส่วนจำนวนนั้นต้องกำหนดตามข้อ 2 ข้างบน
วรรค 4 บรรดาพระสงฆ์และบรรดาคริสตชนสามารถได้รับเชิญเข้าร่วมประชุมในการประชุมเฉพาะด้วยพวกเขามีคะแนนเสียงเพียงให้คำปรึกษาเท่านั้นส่วนจำนวนนั้นต้องไม่เกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกที่กล่าวไว้ในวรรค 1-3
วรรค 5 ต้องเชิญคณะสงฆ์ประจำอาสนวิหาร, สภาสงฆ์และสภาอภิบาลของพระศาสนจักรเฉพาะถิ่นแต่ละแห่ง เข้าประชุมแขวงด้วยโดยให้แต่ละองค์กรส่งตัวแทนองค์กรละ 2 ท่านซึ่งควรได้รับเลือกจากหมู่คณะของแต่ละองค์กรพวกท่านมีคะแนนเสียงเพียงให้คำปรึกษาเท่านั้น
วรรค 6 ผู้อื่นอาจได้รับเชิญเป็นแขกในการประชุมเฉพาะได้หากสภาพระสังฆราชวินิจฉัยเห็นว่าเป็นประโยชน์ สำหรับการประชุมใหญ่หรือหากพระอัครสังฆราชสังฆมณฑลนครร่วมกับพระสังฆราชสังฆมณฑลรองวินิจฉัยเห็นว่าเป็นประโยชน์สำหรับการประชุมแขวง
มาตรา 444 วรรค 1 ทุกคนที่ได้รับเชิญเข้าประชุมในการประชุมเฉพาะต้องเข้าประชุมเว้นไว้แต่ว่า พวกเขามีข้อขัดขวางด้วยเหตุอันชอบซึ่งต้องแจ้งให้ประธานที่ประชุมทราบ
วรรค 2 บรรดาผู้ที่ได้รับเชิญเข้าประชุมในการประชุมเฉพาะและมีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงตัดสิน ถ้าพวกเขามีข้อขัดขวางด้วยเหตุอันชอบก็สามารถส่งตัวแทนเข้าร่วมประชุมได้ อย่างไรก็ตามตัวแทนมีสิทธิ์เพียงลงคะแนนเสียงให้คำปรึกษาเท่านั้น
มาตรา 445 ที่ประชุมเฉพาะต้องเอาใจใส่ดูแลถึงความจำเป็นด้านอภิบาลของประชากรของพระเป็นเจ้าในอาณาเขตของตนเอง และที่ประชุมนี้ ยังมีอำนาจปกครองโดยเฉพาะอย่างยิ่ง อำนาจนิติบัญญัติ ดังนั้นโดยคงไว้ซึ่งกฎหมายสากลของพระศาสนจักรเสมอที่ประชุมนี้สามารถออกข้อกฤษฎีกาที่เห็นว่าเหมาะสม เพื่อเพิ่มพูนความเชื่อจัดกิจกรรมด้านอภิบาลร่วมกัน ชี้นำด้านศีลธรรมและรักษาส่ง-เสริมหรือป้องกันระเบียบวินัยทั่วไปของพระศาสนจักร
มาตรา 446 เมื่อสิ้นสุดการประชุมเฉพาะประธานต้องเอาใจใส่ให้ส่งเอกสารทั้งหมดของการประชุมไปยังสันตะสำนักห้ามประกาศใช้กฤษฎีกาที่ออกโดยที่ประชุมจนกว่าได้รับการรับรองจากสันตะสำนักก่อนแล้วเป็นหน้าที่ของที่ประชุมเองที่จะกำหนดวิธีการประกาศกฤษฎีกาและกำหนดเวลาของกฤษฎีกาที่ประกาศแล้วเริ่มมีผลบังคับ
