Skip to main content

book

ประมวลกฎหมายพระศาสนจักรคาทอลิก

บรรพ 2 ประชากรของพระเจ้า

หมวด 4 หน้าที่ และสิทธิของสถาบัน และของสมาชิก

มาตรา 662 หลักสุดยอดของการดำเนินชีวิตนักพรต ต้องเป็นการติดตามองค์พระคริสตเจ้าดังที่เสนอแนะในพระวรสาร และที่ระบุไว้ในธรรมนูญของแต่ละสถาบัน

มาตรา 663 วรรค 1 การเพ่งภาวนาในสิ่งที่เกี่ยวกับพระเป็นเจ้าและการเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์อย่างสม่ำเสมอในการภาวนาต้องเป็นหน้าที่ประการแรก และสำคัญที่สุดของนักพรตทุกคน

วรรค 2 สมาชิกต้องร่วมถวายบูชามิสซาทุกวันเท่าที่จะทำได้ต้องรับพระกายอันศักดิ์สิทธิ์ยิ่งของพระคริสตเจ้าและนมัสการพระเจ้าองค์เดียวกัน ผู้ประทับอยู่ในศีลมหาสนิท

วรรค 3 นักพรตต้องใช้เวลาในการอ่านพระคัมภีร์ และรำพึงภาวนาต้องสวดทำวัตรอย่างศรัทธาตามข้อกำหนดของกฎหมายเฉพาะโดยคงไว้ซึ่งพันธะของสมณะในมาตรา 276 วรรค 2 ข้อ 3 และยังต้องปฏิบัติกิจศรัทธาอื่นๆ ด้วย

วรรค 4 นักพรตต้องปลูกฝังความศรัทธาด้วยคารวะกิจพิเศษต่อพระนางพรหมจารีพระมารดาพระเจ้า ผู้ซึ่งเป็นแบบอย่างและผู้คุ้มครองชีวิตที่ถวายแล้วรวมทั้งการสวดสายประคำด้วย

วรรค 5 นักพรตต้องถือช่วงเวลาเข้าเงียบประจำปีอย่างสัตย์ซื่อ

มาตรา 664. นักพรตควรเน้นการกลับใจเข้าหาพระเป็นเจ้า การพิจารณามโนธรรมแม้กระทั่งทุกวัน และการรับศีลอภัยบาปบ่อยๆ ด้วย

มาตรา 665 วรรค 1 นักพรตต้องดำเนินชีวิตรวมในบ้านนักพรตของตนและต้องไม่จากบ้านไป เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอธิการของตนอย่างไรก็ตามหากเป็นเรื่องของการจากบ้านเป็นเวลานาน เมื่อมีเหตุผลอันสมควรอธิการชั้นผู้ใหญ่พร้อมด้วยความยินยอมของคณะที่ปรึกษาอาจอนุญาตให้สมาชิกดำเนินชีวิตอยู่นอกบ้านของสถาบันได้แต่ไม่นานเกินกว่าหนึ่งปีเว้นแต่จะมีเหตุผลในเรื่องการดูแลสุขภาพที่อ่อนแอหรือเรื่องการศึกษา หรือการปฏิบัติงานแพร่ธรรมในนามของสถาบัน

วรรค 2 สมาชิกคนใดที่จากบ้านนักพรตอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมายด้วยเจตนาที่จะถอดถอนตนเองให้พ้นจากอำนาจของบรรดาอธิการต้องได้รับการติดตามตัวด้วยความห่วงใยจากบรรดาผู้ใหญ่และได้รับความช่วยเหลือให้กลับมาและให้มั่นคงอยู่ในกระแสเรียกของตนต่อไ

มาตรา 666 จำเป็นต้องใช้ดุลยพินิจในการใช้สื่อสารมวลชนและสิ่งใดก็ตามที่เป็นผลร้ายต่อกระแสเรียกของตนและเป็นอันตรายต่อพรหมจรรย์ของบุคคลที่ได้ถวายตัวแล้วก็ต้องหลีกเลี่ยง

มาตรา 667 วรรค 1 ในทุกบ้านต้องรักษาเขตพรตที่เหมาะกับคุณลักษณะและพันธกิจของสถาบันตามกำหนดของกฎหมายเฉพาะของสถาบันโดยสงวนบางส่วนของบ้านนักพรตไว้เสมอสำหรับสมาชิกเท่านั้น

วรรค 2 ในอารามที่ดำเนินชีวิตแบบเพ่งภาวนา ต้องรักษาระเบียบวินัยเกี่ยวกับเขตพรตอย่างเคร่งครัดกว่า

วรรค 3 อารามนักพรตหญิงที่มุ่งชีวิตแบบเพ่งภาวนาเท่านั้นต้องรักษาเขตพระสันตะปาปากล่าวคือตามกฎเกณฑ์ที่ให้ไว้โดยสันตะสำนักอารามนักพรตหญิงอื่นๆต้องรักษาเขตพรตที่เหมาะกับคุณลักษณะเฉพาะของตนและที่ได้กำหนดไว้ในธรรมนูญ

วรรค 4 เมื่อมีเหตุผลอันชอบพระสังฆราชสังฆมณฑลมีสิทธิ์ที่จะเข้าไปในเขตพรตของอารามนักพรตหญิงที่ตั้งในสังฆมณฑลของท่าน และเมื่อมีเหตุผลสำคัญ และพร้อมด้วยความยินยอมของอธิการพระสังฆราชสังฆมณฑลสามารถอนุญาตบุคคลอื่นเข้าในเขตพรตนั้นได้และอนุญาตให้นักพรตหญิงออกจากเขตพรตนั้นสำหรับช่วงเวลาที่จำเป็นจริงๆ

มาตรา 668 วรรค 1 ก่อนการปฏิญาณตนครั้งแรกสมาชิกต้องยกการบริหารทรัพย์สินของตนให้ผู้ใดก็ได้ที่ตนพอใจและจัดการอย่างอิสระกับการใช้ทรัพย์สินและกับผลประโยชน์จากทรัพย์สินเหล่านั้น เว้นไว้แต่ว่าธรรมนูญจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นยิ่งกว่านั้นอย่างน้อยก่อนการปฏิญาณตนตลอดชีพ พวกเขาต้องทำพินัยกรรมซึ่งมีผลทางกฎหมายบ้านเมืองด้วย

วรรค 2 การเปลี่ยนแปลงในการจัดการกับทรัพย์สินเหล่านี้เมื่อมีเหตุผลอันชอบ และการกระทำกิจกรรมใดๆ ในเรื่องทรัพย์สินฝ่ายโลกจำเป็นต้องมีอนุญาตจากอธิการผู้มีอำนาจในเรื่องนี้ตามกฎเกณฑ์แห่งกฎหมายเฉพาะของสถาบัน

วรรค 3 สิ่งใดก็ตามที่นักพรตได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเองหรือด้วยเหตุผลของสถาบัน ให้ถือว่าเป็นของสถาบัน รายได้อื่นๆของนักพรตซึ่งได้มาในรูปของเงินบำนาญ เงินช่วยเหลือหรือเงินประกันในรูปใดก็ตาม ให้ถือว่าเป็นของสถาบันด้วยเว้นไว้แต่จะได้มีการกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในกฎหมายเฉพาะของสถาบัน

วรรค 4 สมาชิกผู้ซึ่งจะต้องทำการสละทรัพย์สินทั้งหมดของตนอย่างสิ้นเชิงเนื่องจากลักษณะพิเศษของสถาบันจะต้องทำการสละสิทธิ์ก่อนการปฏิญาณตนตลอดชีพในรูปแบบที่มีผลทางกฎหมายบ้านเมืองเท่าที่จะทำได้ด้วยและการสละสิทธิ์นั้นมีผลบังคับตั้งแต่วันปฏิญาณตนนักพรตที่ถวายตัวตลอดชีพที่ปรารถนาจะสละทรัพย์สินของตนบางส่วนหรือทั้งหมดตามกฎเกณฑ์ของกฎหมายเฉพาะและโดยมีอนุญาตของอธิการสูงสุดต้องปฏิบัติเช่นเดียวกัน

วรรค 5 ผู้ที่ได้ปฏิญาณตนที่ได้สละสิทธิ์ในทรัพย์สินของตนทั้งหมดอย่างสิ้นเชิงตามลักษณะพิเศษของสถาบัน สูญเสียซึ่งความสามารถที่จะได้มาและที่จะครอบครองและดังนั้น ถ้านักพรตดังกล่าวทำกิจกรรมใดๆ ที่ขัดต่อสินบนความยากจนก็ถือว่ากิจกรรมนั้นเป็นโมฆะ ยิ่งกว่านั้นสิ่งใดก็ตามที่ได้มาหลังจากการสละสิทธิ์แล้วย่อมตกเป็นของสถาบันตามกฎเกณฑ์แห่งกฎหมายเฉพาะของสถาบัน

มาตรา 669 วรรค 1 นักพรตต้องสวมเครื่องแบบของสถาบัน ตามกฎเกณฑ์แห่งกฎหมายเฉพาะ เพื่อเป็นเครื่องหมายแห่งการถวายตัวและเป็นพยานแห่งความยากจน

วรรค 2 นักพรตสมณะของสถาบัน ซึ่งไม่มีเครื่องแบบเฉพาะของตนต้องสวมเครื่องแบบสมณะ ตามกฎเกณฑ์แห่งมาตรา 284

มาตรา 670 สถาบันควรจัดหาทุกสิ่งที่จำเป็นให้แก่สมาชิก ตามกฎเกณฑ์ของธรรมนูญ เพื่อบรรลุจุดหมายตามกระแสเรียกของตน

มาตรา 671 นักพรตต้องไม่รับหน้าที่และตำแหน่งใดๆ นอกสถาบันของตน โดยไม่มีอนุญาตจากอธิการที่ถูกต้องตามกฎหมาย

มาตรา 672 นักพรตมีพันธะตามข้อกำหนดของมาตรา 277285286287 และ 289และยิ่งกว่านั้นสมณะนักพรตยังมีพันธะตามข้อกำหนดของมาตรา 279 วรรค 2 ด้วยในสถาบันฆราวาส สิทธิสันตะสำนัก การอนุญาตที่ระบุไว้ในมาตรา 285 วรรค 4อธิการชั้นผู้ใหญ่ของตนสามารถให้ได้

book

"หน้าที่ และสิทธิของสถาบัน และของสมาชิก" (มาตรา 662-672)

"งานแพร่ธรรมของสถาบัน" (มาตรา 673-683) >>