Skip to main content

book

ประมวลกฎหมายพระศาสนจักรคาทอลิก

บรรพ 2 ประชากรของพระเจ้า

ส่วน 2 การออกจากสถาบัน

มาตรา 686 วรรค 1 อธิการสูงสุด ด้วยความเห็นชอบของคณะที่ปรึกษาเมื่อมีเหตุผลสำคัญสามารถให้เอกสิทธิ์พิเศษแก่สมาชิกที่ได้ปฏิญาณตนตลอดชีพแล้วให้ออกไปอยู่นอกอารามได้ แต่ต้องไม่เกิน 3 ปีและถ้าสมาชิกผู้นั้นเป็นสมณะก็จะต้องได้รับความยินยอมจากผู้ใหญ่ผู้ทรงอำนาจท้องถิ่นที่เขาจะไปอยู่นั้นเสียก่อนการขยายหรืออนุมัติเอกสิทธิ์พิเศษนานเกินกว่า 3 ปีสงวนไว้สำหรับสันตะสำนักหรือถ้าเป็นเรื่องของสถาบันสิทธิสังฆมณฑลก็เป็นสิทธิของพระสังฆราชสังฆมณฑล

วรรค 2 เป็นอำนาจของสันตะ-สำนักแต่ผู้เดียวที่จะอนุมัติเอกสิทธิ์พิเศษในการออกไปอยู่นอกอารามแก่นักพรตหญิง

วรรค 3 เมื่อได้รับการขอร้องจากอธิการสูงสุดพร้อมด้วยความยินยอมของคณะที่ปรึกษาสันตะสำนักสามารถบังคับสมาชิกของสถาบันสิทธิสันตะสำนักให้ออกไปอยู่นอกอารามได้หรือพระสังฆราชสังฆมณฑลก็สามารถทำเช่นเดียวกันนี้แก่สมาชิกของสถาบันสิทธิสังฆมณฑล เมื่อมีเหตุผลสำคัญ โดยรักษาไว้ซึ่งความเที่ยงธรรมและเมตตาธรรม

มาตรา 687 สมาชิกที่ออกไปอยู่นอกอาราม มีอิสระจากพันธะซึ่งไม่เหมาะกับสภาพใหม่แห่งชีวิตของตนและในเวลาเดียวกันเขายังขึ้นกับและอยู่ภายใต้การดูแลของอธิการของพวกเขาและของผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจท้องถิ่นด้วย เฉพาะอย่างยิ่งหากสมาชิกผู้นั้นเป็นสมณะสมาชิกอาจสวมเครื่องแบบของสถาบันเว้นไว้แต่ว่าได้มีกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในเอกสิทธิ์พิเศษ อย่างไรก็ดีเขาไม่มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงและสิทธิ์รับเลือก

มาตรา 688 วรรค 1 ผู้ใดก็ตามที่ปรารถนาจะออกไปจากสถาบันเมื่อจบช่วงเวลาของการปฏิญาณตน ก็ทำได้

วรรค 2 ระหว่างช่วงเวลาของการปฏิญาณตนชั่วคราวใครก็ตามที่ขออนุญาตออกไปจากสถาบันโดยมีเหตุผลสำคัญในสถาบันสิทธิสันตะสำนักสามารถได้รับเอกสิทธิ์พิเศษให้ออกไปจากสถาบันได้โดยอธิการสูงสุดพร้อมด้วยความยินยอมของคณะที่ปรึกษา ในสถาบันสิทธิสังฆมณฑลและในอารามที่กล่าวถึงในมาตรา 615เอกสิทธิ์พิเศษดังกล่าวจะมีผลถูกต้องตามกฎหมายต้องได้รับการรับรองจากพระสังฆราชของบ้านที่นักพรตไปประจำอยู่

มาตรา 689 วรรค 1 สมาชิก เมื่อจบช่วงเวลาของการปฏิญาณตนชั่วคราวแล้วหากมีเหตุผลอันชอบอธิการชั้นผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจอาจไม่อนุญาตให้ทำการปฏิญาณตนต่อหลังจากได้ปรึกษาหารือกับคณะที่ปรึกษาแล้ว

วรรค 2 ความพิการทางกายหรือทางจิต แม้จะเกิดขึ้นหลังจากการปฏิญาณตนแล้วซึ่งในการตัดสินของผู้เชี่ยวชาญทำให้สมาชิกที่กล่าวถึงในวรรค 1 ไม่เหมาะที่จะดำเนินชีวิตอยู่ในสถาบันย่อมถือเป็นสาเหตุที่จะไม่อนุญาตให้บุคคลเช่นนี้ปฏิญาณตนต่อ หรือทำการปฏิญาณตนตลอดชีพเว้นแต่เขาได้รับความพิการนั้นเพราะความไม่เอาใจใส่ของสถาบันหรือเพราะกิจการงานที่ทำอยู่ในสถาบัน

วรรค 3 อย่างไรก็ตามจะให้นักพรตที่เกิดอาการวิกลจริตระหว่างช่วงเวลาของการปฏิญาณตนชั่วคราวออกจากสถาบันไม่ได้ แม้ว่าเขาไม่สามารถปฏิญาณตนต่อได้

มาตรา 690 วรรค 1 นักพรตซึ่งเมื่อจบนวกภาพหรือหลังการปฏิญาณตนแล้วได้ออกไปจากสถาบันโดยชอบด้วยกฎหมายอธิการสูงสุดพร้อมด้วยความยินยอมของคณะที่ปรึกษาสามารถรับกลับเข้ามาใหม่ได้โดยไม่มีภาระต้องเข้านวกภาพซ้ำอีก เป็นสิทธิของอธิการคนเดียวกันนั้นที่จะกำหนดช่วงเวลาแห่งการทดลองอันเหมาะสม ก่อนการปฏิญาณตนชั่วคราวและกำหนดระยะเวลาของการถือสินบนนั้นก่อนการปฏิญาณตนตลอดชีพตามกฎเกณฑ์แห่งมาตรา 655และ 657

วรรค 2 พร้อมกับความยินยอมจากคณะที่ปรึกษาของตนอธิการของอารามสิทธิปกครองตนเอง มีอำนาจ ปฏิบัติ เช่นเดียวกัน

มาตรา 691 วรรค 1 ผู้ที่ได้ปฏิญาณตนตลอดชีพแล้วไม่พึงแสวงหาเอกสิทธิ์พิเศษในอันที่จะออกไปจากสถาบันโดยปราศจากเหตุผลสำคัญที่สุด ซึ่งได้ไตร่ตรองต่อพระพักตร์พระเป็นเจ้าแล้วให้เขาเสนอคำร้องของตนไปยังอธิการสูงสุดของสถาบันผู้ซึ่งจะต้องเสนอผ่านขึ้นไปยังผู้มีอำนาจ พร้อมกับความคิดเห็นของตนเองและของคณะที่ปรึกษา

วรรค 2 เอกสิทธิ์พิเศษประเภทนี้ในสถาบันสิทธิสันตะสำนักสงวนไว้สำหรับสันตะสำนัก ส่วนในสถาบันสิทธิสังฆมณฑลพระสังฆราชสังฆมณฑล ณ ที่ซึ่งบ้านทำงานของนักพรตผู้นั้นตั้งอยู่สามารถอนุมัติให้ได้ด้วย

มาตรา 692 เอกสิทธิ์พิเศษซึ่งอนุมัติโดยชอบด้วยกฎหมายและได้แจ้งให้สมาชิกทราบแล้วโดยกฎหมายเองยังผลให้ได้รับการยกเว้นจากสินบนและพันธะทั้งสิ้นอันเกิดมาจากการปฏิญาณตนเว้นไว้แต่ว่าเอกสิทธิ์พิเศษนั้นถูกสมาชิกผู้นั้นปฏิเสธในขณะที่แจ้งให้ทราบ

มาตรา 693 ถ้าสมาชิกเป็นสมณะจะให้เอกสิทธิ์พิเศษนั้นแก่เขาไม่ได้ก่อนที่เขาจะพบพระสังฆราชผู้จะรับเขาเข้าสังกัดในสังฆมณฑล หรืออย่างน้อยจะรับเขาเพื่อทดลองหากรับเขาไว้เพื่อทดลองเมื่อครบ 5ปีแล้วเขาก็จะสังกัดในสังฆมณฑลโดยกฎหมายเองเว้นแต่พระสังฆราชได้ปฏิเสธไม่ยอมรับเขา

book

"การออกจากสถาบัน" (มาตรา 686-693)

"การขับสมาชิกออกจากสถาบัน" (มาตรา 694-704) >>