มาตรา 747 วรรค 1 พระศาสนจักรซึ่งได้รับฝากข้อความเชื่อจากพระคริสตเจ้าเพื่อให้รักษาความจริงที่พระเจ้าไขแสดงไว้ด้วยศรัทธาเพื่อพิจารณาศึกษาอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นและเพื่อประกาศ และอธิบายอย่างซื่อสัตย์ โดยมีพระจิตเจ้าช่วยเหลือมีหน้าที่ และสิทธิโดยกำเนิดที่จะประกาศข่าวดีแก่นานาชาติไม่ขึ้นต่ออำนาจใดๆ ของมนุษย์โดยใช้เครื่องมือสื่อสารทางสังคมอันเหมาะสมกับตนเองด้วย
วรรค 2 พระศาสนจักรมีหน้าที่เสมอไปและทุกหนทุกแห่งที่จะประกาศหลักศีลธรรมรวมทั้งสิ่งที่เกี่ยวกับระเบียบทางสังคมและมีหน้าที่ตัดสินทุกเรื่องที่เกี่ยวกับมนุษย์ในขอบข่ายที่เกี่ยวกับสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลมนุษย์หรือเกี่ยวกับความรอดของวิญญาณ
มาตรา 748 วรรค 1 มนุษย์ทุกคนมีพันธะต้องแสวงหาความจริงในเรื่องที่เกี่ยวกับพระเจ้าและพระศาสนจักรของพระองค์และเมื่อพบความจริงแล้วก็มีหน้าที่และสิทธิที่จะรับและปฏิบัติตามโดยกฎหมายของพระเจ้า
วรรค 2 ไม่มีใครสามารถบังคับใครให้มานับถือความเชื่อคาทอลิก โดยฝืนมโนธรรมของเขา
มาตรา 749 วรรค 1 สมเด็จพระสันตะปาปาทรงไม่ผิดพลาดในหน้าที่การสอนเมื่อพระองค์ทำหน้าที่ในฐานะที่เป็นชุมพาบาลและอาจารย์สูงสุดของบรรดาคริสตชน พระองค์ทรงมีหน้าที่ทำให้พี่น้องของพระองค์มั่นคงในความเชื่อและมีหน้าที่ประกาศและชี้ขาดข้อคำสอนที่ต้องเชื่อและศีลธรรมที่ต้องปฏิบัติ
วรรค 2 คณะพระสังฆราชมีอำนาจในการสอนอย่างไม่ผิดพลาดด้วยเมื่อพระสังฆราชใช้อำนาจในการสอนในการประชุมร่วมกันในสังคายนาสากลเมื่อพวกท่านประกาศข้อความเชื่อ และศีลธรรมที่ต้องยึดถืออย่างเด็ดขาดสำหรับพระศาสนจักรสากลในฐานะอาจารย์ และตุลาการแห่งความเชื่อและศีลธรรมพวกท่านยังใช้อำนาจนี้ขณะที่กระจายอยู่ทั่วโลกด้วยโดยรักษาสายสัมพันธ์ระหว่างพวกท่านเอง และกับผู้สืบตำแหน่ง นักบุญเปโตรสอนเรื่องความเชื่อ และศีลธรรม ในฐานะผู้สอนอย่างแท้จริงรวมกับพระสันตะปาปาองค์เดียวกัน ลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า คำสอนนั้นต้องถือเป็นเด็ดขาด
วรรค 3 ต้องเข้าใจว่าไม่มีคำสอนใดเป็นคำสอนที่ไม่ผิดพลาด เว้นแต่ว่าคำสอนนั้น กำหนดเป็นเช่นนั้นอย่างแจ้งชัด
มาตรา 750 คำสอนทุกประการซึ่งมีอยู่ในพระวาจาของพระเจ้าที่บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรก็ดีที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมาก็ดี กล่าวคือที่มีอยู่ในคลังความเชื่อซึ่งพระศาสนจักรได้รับมอบไว้และได้สอนว่าเป็นคำสอนที่พระเจ้าไขแสดงไม่ว่าด้วยอำนาจสอนที่สอนอย่างสง่าหรืออย่างปกติและสากลต้องเชื่อด้วยความเชื่อแบบเป็นพระวาจาของพระเจ้า และแบบเป็นคำสอนของพระศาสนจักรคาทอลิก ความเชื่อนี้แสดงออกโดยการยอมรับร่วมกันของคริสตชนภายใต้การนำของอำนาจสอนอันศักดิ์สิทธิ์ เพราะฉะนั้นทุกคนมีพันธะต้องหลีกเลี่ยงคำสอนใดๆ ไม่ว่าที่ขัดแย้งต่อความจริงเหล่านี้
มาตรา 751 การเป็นเฮเรติกคือการปฏิเสธอย่างดื้อดึงหลังการรับศีลล้างบาปต่อความจริงบางประการที่ต้องเชื่อด้วยความเชื่อแบบเป็นพระวาจาพระเจ้าและแบบเป็นคำสอนคาทอลิกหรือเช่นเดียวกันเป็นการสงสัยอย่างดื้อดึงเกี่ยวกับเรื่องเดียวกันนั้น การเป็นอาโปสตาตา คือ การละทิ้งความเชื่อคริสตชนทั้งหมดการเป็นกิสมาติกคือการไม่ยอมขึ้นกับพระสันตะปาปาหรือไม่ยอมอยู่ร่วมในวงสัมพันธ์กับสมาชิกพระศาสนจักรที่ภักดีต่อองค์สมเด็จพระสันตะปาปา
มาตรา 752 แม้ไม่ต้องยินยอมด้วยความเชื่อ กระนั้นก็ดีต้องน้อมรับด้วยศรัทธาด้านสติปัญญาและจิตใจ ต่อคำสอนซึ่งพระสันตะปาปาก็ดีคณะพระสังฆราชก็ดี ประกาศเกี่ยวกับความเชื่อและศีลธรรมขณะที่ท่านใช้อำนาจสอนแท้จริง แม้ว่าท่านไม่ตั้งใจสอนคำสอนนั้นแบบชี้ขาดเพราะฉะนั้นคริสตชนต้องเอาใจใส่หลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับคำสอนนั้น
มาตรา 753 บรรดาพระสังฆราชซึ่งอยู่ในวงสัมพันธ์กับหัวหน้าและสมาชิกของคณะพระสังฆราชไม่ว่าจะเป็นรายบุคคล หรือชุมนุมกันในสภาพระสังฆราช หรือในการประชุมเฉพาะแม้ว่าพวกท่านจะไม่มีอภิสิทธิ์สอนอย่างไม่ผิดพลาดแต่ท่านก็เป็นอาจารย์และผู้สอนที่แท้จริงด้านความเชื่อแก่สัตบุรุษ ซึ่งอยู่ในความดูแลของท่านสัตบุรุษต้องยึดมั่นในคำสอนแท้จริงของพระสังฆราชของตนเองด้วยจิตศรัทธาภักดี
มาตรา 754 คริสตชนทุกคนมีพันธะต้องถือ ธรรมนูญและคำสั่งซึ่งผู้มีอำนาจที่ชอบด้วยกฎหมายของพระศาสนจักรประกาศออกมาเพื่อเสนอคำสอนและประณามความคิดเห็นที่ผิด ที่ว่านี้เป็นจริงโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับธรรมนูญและคำสั่งที่ออกโดยพระสันตะปาปาหรือคณะพระสังฆราช
มาตรา 755 วรรค 1 เป็นหน้าที่ของคณะพระสังฆราชทั้งมวลและของสันตะสำนักที่จะส่งเสริมและนำขบวนการศาสนสัมพันธ์ในหมู่คาทอลิกจุดประสงค์ก็คือเพื่อฟื้นฟูความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างคริสตชนทั้งปวงซึ่งเป็นน้ำพระทัยของพระคริสตเจ้าที่จะให้พระศาสนจักรต้องทำหน้าที่นี้
วรรค 2 เช่นเดียวกัน เป็นหน้าที่ของบรรดาพระสังฆราชและตามกฎเกณฑ์ของกฎหมาย เป็นหน้าที่ของสภาพระสังฆราชด้วยที่จะส่งเสริมความเป็นหนึ่งเดียวกันนี้และออกกฎเกณฑ์เชิงปฏิบัติตามความจำเป็นและโอกาสของสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันโดยคำนึงถึงข้อกำหนดที่ออกโดยอำนาจสูงสุดของพระศาสนจักร
