Skip to main content

book

ประมวลกฎหมายพระศาสนจักรคาทอลิก

บรรพ 6 การลงโทษในพระศาสนจักร

ลักษณะที่ 3 บุคคลผู้ที่อยู่ใต้บทลงโทษทางอาญา

มาตรา 1321 วรรค 1 ไม่มีใครต้องโทษเว้นแต่บุคคลผู้นั้นทำการละเมิดภายนอกต่อกฎหมาย หรือต่อบัญญัติโดยที่การละเมิดนั้นถือเอาเป็นความผิดหนักได้เพราะเจตนาชั่วหรือเพราะมีความผิด

วรรค 2 บุคคลซึ่งละเมิดกฎหมายหรือบัญญัติโดยเจตนาต้องโทษตามที่กฎหมายหรือบัญญัตินั้นกำหนดไว้ส่วนบุคคลซึ่งละเมิดกฎหมายหรือบัญญัติ เพราะละเลยความเอาใจใส่ที่พึงมีไม่ต้องโทษ เว้นแต่กฎหมายหรือบัญญัตินั้นกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

วรรค 3 เมื่อมีการละเมิดภายนอก ให้สันนิษฐานว่ามีความผิด เว้นแต่จะปรากฏเป็นอย่างอื่น

มาตรา 1322 บุคคลที่ขาดสติสัมปะชัญ-ญะเป็นอาจิณแม้ละเมิดกฎหมายหรือบัญญัติ ขณะที่ดูเหมือนว่าเป็นคนปกติถือว่าเขาไม่สามารถกระทำความผิด

มาตรา 1323 บุคคลซึ่งไม่ต้องโทษใดๆ เมื่อละเมิดกฎหมายหรือบัญญัติ
    1. บุคคลผู้มีอายุไม่ครบ 16 ปีบริบูรณ์
    2. บุคคลผู้ที่ไม่ทราบโดยไม่มีความผิด ว่าตนละเมิดกฎหมายหรือบัญญัติ ส่วนความพลั้งเผลอ และความหลงผิด เทียบเท่ากับความไม่รู้
    3. บุคคลผู้กระทำเพราะถูกบังคับทางกาย หรือเพราะอุบัติเหตุ ซึ่งไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ หรือแม้รู้ล่วงหน้าก็ไม่สามารถป้องกันได้
    4. บุคคลผู้กระทำ เพราะถูกบังคับด้วยความกลัวหนัก แม้ความกลัวหนักนั้นจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับบุคคลเท่านั้น หรือเพราะความจำเป็นหรือเพราะความไม่สะดวกอย่างหนักเว้นแต่การกระทำนั้นเป็นการกระทำที่ชั่วในตัวเองหรือมุ่งไปทางทำความเสียหายแก่วิญญาณ
    5. บุคคลผู้กระทำ เพื่อป้องกันโดยชอบ ต่อต้านผู้บุกรุกที่ไม่เป็นธรรมต่อตัวเอง หรือต่อผู้อื่น โดยการกระทำที่พอประมาณอันควร
    6. บุคคลที่ขาดสติสัมปะชัญญะ โดยคงไว้ซึ่งข้อกำหนดของกฎหมายมาตรา 1324 วรรค 1 ข้อ 2 และ 1325
    7. บุคคลผู้ที่คิดโดยไม่มีความผิดว่ามีบางประการในกรณีต่างๆ ดังกล่าวในข้อ 4 และ 5 เกิดขึ้นจริง

มาตรา 1324 วรรค 1 ผู้ละเมิด ไม่พ้นการต้องโทษแต่โทษที่กฎหมายหรือบัญญัติกำหนด ต้องมีการลดหย่อนผ่อนปรนลงหรือทำกิจใช้โทษแทน ถ้าความผิดนั้นกระทำโดย:
    1. บุคคลซึ่งมีเพียงสติสัมปะชัญญะที่ไม่สมบูรณ์เท่านั้น
    2. บุคคลซึ่งขาดสติสัมปะชัญญะเพราะความมึนเมา หรือเพราะความปั่นป่วนอื่นๆ ทางด้านสติปัญญาที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งเอาเป็นความผิดได้
    3. บุคคลซึ่งกระทำเพราะความรุ่มร้อนของตัณหา ซึ่งกระนั้นก็ดีไม่ได้เกิดขึ้นก่อนและไม่ขัดขวางการยับยั้งชั่งใจและความยินยอมของจิตใจทั้งหมดเลยทีเดียว ขอแต่อย่าจงใจปลุกเร้าหรือส่งเสริมตัณหานั้นเอง
    4. ผู้เยาว์ที่มีอายุครบ 16 ปีบริบูรณ์
   
5. บุคคลที่ถูกบีบบังคับด้วยความกลัวหนักแม้ความกลัวนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับบุคคลเท่านั้น หรือเพราะความจำเป็นหรือความไม่สะดวกอย่างหนัก ถ้าการกระทำนั้นชั่วร้ายในตัวมันเองหรือมุ่งไปทางทำความเสียหายแก่วิญญาณ
   
6. บุคคลซึ่งกระทำเพื่อป้องกันโดยชอบต่อต้านผู้รุกรานที่ไม่เป็นธรรมต่อตัวเอง หรือต่อผู้อื่น แต่ว่าไม่รักษาความพอประมาณอันควร
   
7. บุคคลที่กระทำต่ออีกบุคคลหนึ่ง ที่ยั่วยุอย่างรุนแรงและไม่ยุติธรรม
   
8. บุคคลซึ่งคิดผิด แต่ยังมีความผิดอยู่ ว่ามีบางประการในกรณีต่างๆ ที่กล่าวถึงในกฎหมายมาตรา 1323 ข้อ 4 และ 5 เกิดขึ้นจริง
   
9. บุคคลซึ่งไม่รู้โดยไม่มีความผิดว่า มีโทษติดอยู่กับกฎหมาย หรือบัญญัตินั้น
   
10. บุคคลซึ่งกระทำโดยเอาผิดได้แต่ไม่เต็มที่ ขอแต่ว่า ความผิดนั้นยังคงเป็นเรื่องหนักอยู่

วรรค 2 ตุลาการสามารถทำเช่นเดียวกัน ถ้ามีกรณีแวดล้อมบางอย่าง ซึ่งลดความผิดให้หนักน้อยลง

วรรค 3 ในกรณีแวดล้อมที่กล่าวในวรรค 1 ผู้กระทำผิดไม่ต้องโทษแบบไม่ต้องมีคำพิพากษา

มาตรา 1325 ความไม่รู้เพราะไม่ขวน ขวาย หรือเพราะเกียจคร้านหรือเพราะไม่อยากรู้ ไม่สามารถนำมาพิจารณาใช้กับข้อกำหนดของกฎหมายมาตรา 1323 และ 1324 เช่นเดียวกัน ความมึนเมา หรือความปั่นป่วนอื่นๆทางด้านสติปัญญา ถ้าจงใจทำให้มีขึ้นเพื่อทำความผิด หรือเพื่อเป็นข้อแก้ตัว และตัณหาที่จงใจปลุกเร้า หรือส่งเสริมให้มีขึ้น ก็ไม่นำมาพิจารณาเช่นกัน

มาตรา 1326 วรรค 1 ตุลาการสามารถลงโทษหนักกว่าที่กฎหมาย หรือบัญญัติกำหนด แก่:
    1. บุคคลที่หลังการตัดสินลงโทษ หรือการประกาศโทษแล้ว ยังคงทำผิดต่อไปในลักษณะที่ว่า ความดื้อดึงในเจตนาชั่วของเขาสามารถสรุปได้อย่างรอบคอบจากกรณีแวดล้อมต่างๆ
   
2. บุคคลซึ่งได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งที่มีเกียรติ หรือบุคคลซึ่งใช้อำนาจ หรือหน้าที่ในทางที่ผิด เพื่อกระทำความผิด
   
3. ผู้ต้องหาซึ่งแม้เมื่อมีการกำหนดโทษสำหรับการกระทำที่มีความผิดแล้วทั้งๆ ที่ได้มองเห็นล่วงหน้าว่าอะไรจะเกิดขึ้น กระนั้นก็ดียังไม่ใช้ความระมัดระวัง ที่ผู้เอาใจใส่ทุกคนควรใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำความผิด

วรรค 4 ในกรณีที่กล่าวถึงในวรรค 1 ถ้าโทษที่กำหนดนั้น เป็นโทษแบบไม่ต้องมีคำพิพากษา ก็สามารถเพิ่มโทษ หรือกิจใช้โทษอื่นๆ ได้

มาตรา 1327 กฎหมายเฉพาะสามารถกำหนดเงื่อนไขแวดล้อม ซึ่งยกเว้น ลดหย่อนหรือเพิ่มโทษให้หนักขึ้น นอกเหนือไปจากกรณีที่กล่าวไว้ในกฎหมายมาตรา 13231326 นั้นได้ ด้วยกฎเกณฑ์ทั่วไป หรือสำหรับความผิดแต่ละอย่างเช่นเดียวกัน ในบัญญัติสามารถตั้งเงื่อนไขแวดล้อมที่ยกเว้น บรรเทาหรือเพิ่มโทษ ซึ่งมีกำหนดไว้ในบัญญัติ

มาตรา 1328 วรรค 1 บุคคลซึ่งทำการหรือละเว้นทำการ เพื่อกระทำความผิดแต่ทำความผิดไม่สำเร็จตามที่ได้ตั้งใจไว้ไม่ต้องโทษซึ่งมีกำหนดไว้สำหรับความผิดที่ทำสำเร็จ เว้นแต่กฎหมายหรือบัญญัติกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

วรรค 2 ถ้าการกระทำ หรือการละเว้นกระทำ โดยธรรมชาติของมันเองนำไปสู่การกระทำความผิด ผู้เป็นต้นเหตุสามารถถูกบังคับทำกิจใช้โทษหรือต้องโทษเยียวยา เว้นแต่เขาเองจะได้ยุติการกระทำความผิดที่ได้เริ่มแล้วนั้น กระนั้นก็ดี ถ้ามีการเป็นที่สะดุดหรือความเสียหายหนัก หรืออันตรายอื่นเกิดขึ้น ผู้เป็นต้นเหตุแม้จะได้ยุติการกระทำเอง สามารถต้องโทษที่เหมาะสม แต่กระนั้นก็ดียังเป็นโทษที่เบากว่าโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่ทำสำเร็จ

มาตรา 1329 วรรค 1 บุคคลผู้ร่วมคิดกระทำความผิดและกฎหมายหรือคำสั่งไม่ได้ระบุผู้สมรู้ร่วมคิดไว้อย่างชัดเจนถ้าโทษที่กำหนดไว้สำหรับตัวการสำคัญ เป็นโทษชนิดที่ต้องมีการพิจารณาตัดสินผู้สมรู้ร่วมคิดต้องโทษเดียวกันกับตัวการสำคัญ รวมทั้งต้องโทษอื่นๆ ที่มีความหนักหรือเบาเท่ากันด้วย

วรรค 2 ในกรณีที่กฎหมายหรือคำสั่ง ไม่ได้ระบุผู้สมรู้ร่วมคิดถ้าปราศจากการร่วมกระทำของพวกเขา ความผิดนั้นจะไม่เกิดขึ้นผู้สมรู้ร่วมคิดต้องโทษ แม้เป็นโทษชนิดที่ไม่ต้องมีการพิจารณาตัดสินแต่โทษที่รับนั้นเป็นโทษที่มีลักษณะที่มีผลถึงเขาด้วย มิฉะนั้นผู้สมรู้ร่วมคิดสามารถถูกลงโทษ โดยโทษชนิดที่ต้องมีการพิจารณา ตัดสิน

มาตรา 1330 ความผิดซึ่งเกิดจากการประกาศการแสดงออกของเจตนาคำสอนหรือวิชาการ ถือว่ายังไม่เป็นความผิดสมบูรณ์ ถ้ายังไม่มีใครทราบการประกาศหรือการแสดงออกนั้น

 

book

"บุคคลผู้ที่อยู่ใต้บทลงโทษทางอาญา" (มาตรา 1321-1330)

"โทษ และการลงทัณฑ์อื่นๆ" (มาตรา 1331-1335) >>