บท 1 ศาลชั้นต้น
ส่วน 1 ผู้พิพากษา
มาตรา 1419 วรรค 1 ในแต่ละสังฆมณฑลและสำหรับทุกคดีความที่ไม่ได้รับการยกเว้นอย่างแจ้งชัดจากกฎหมายผู้พิพากษาศาลชั้นต้น คือพระสังฆราชสังฆมณฑลซึ่งสามารถใช้อำนาจตุลาการโดยตนเอง หรือโดยผู้อื่นตามกฎหมายมาตราต่างๆที่ตามมา
วรรค 2 ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิหรือทรัพย์สินฝ่ายโลกของนิติบุคคลที่พระสังฆราชผู้นั้นเป็นผู้รับผิดชอบให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้พิจารณาคดีในศาลชั้นต้น
มาตรา 1420 วรรค 1 พระสังฆราชสังฆมณฑลใดไม่ว่าต้องแต่งตั้งผู้แทนสังฆราชฝ่ายตุลาการหรือเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่พร้อมกับอำนาจปกติตามหน้าที่ในการตัดสินคดีซึ่งต้องแยกจากผู้เป็นผู้แทน
สังฆราชฝ่ายบริหารทั่วไป เว้นไว้แต่ว่า เห็นควรเป็นอย่างอื่นเพราะเป็นสังฆมณฑลเล็ก หรือมีคดีความจำนวนไม่มาก
วรรค 2 ผู้แทนสังฆราชฝ่ายตุลาการประกอบเป็นศาลเดียวกันกับพระสังฆราช แต่ไม่สามารถตัดสินคดีที่พระสังฆราชสงวนไว้สำหรับตนเอง
วรรค 3 ผู้แทนสังฆราชฝ่ายตุลาการ สามารถให้มีผู้ช่วยหลายคนซึ่งมีชื่อว่า ผู้ช่วยผู้แทนสังฆราชฝ่ายตุลาการหรือผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่
วรรค 4 ทั้งผู้แทนสังฆราชฝ่ายตุลาการและผู้ช่วยผู้แทนสังฆราชฝ่ายตุลาการต้องเป็นพระสงฆ์ที่มีชื่อเสียงไม่ด่างพร้อยสำเร็จการศึกษาทางกฎหมายพระศาสนจักรในระดับปริญญาเอกหรือปริญญาโทเป็นอย่างน้อย และมีอายุไม่ต่ำกว่า 30 ปี
วรรค 5 เมื่อตำแหน่งพระสังฆราชว่างลง ผู้แทนสังฆราชฝ่ายตุลาการและผู้ช่วยยังต้องทำหน้าที่ต่อไปทั้งไม่สามารถถูกปลดออกจากหน้าที่โดยผู้บริหารสังฆมณฑล อย่างไรก็ตามเมื่อพระสังฆราชใหม่มา พวกเขาต้องได้รับการรับรองให้ทำหน้าที่ต่อไป
มาตรา 1421 วรรค 1 ในสังฆมณฑล พระสังฆราชต้องแต่งตั้งผู้พิพากษาสังฆมณฑล ซึ่งต้องเป็นพระสงฆ์
วรรค 2 สภาพระสังฆราช สามารถอนุญาติให้แต่งตั้งฆราวาสเป็นผู้พิพากษาด้วยและเมื่อเห็นว่าจำเป็น ก็สามารถเลือกผู้หนึ่งในบรรดาฆราวาสให้ประกอบขึ้นเป็นคณะผู้พิพากษา
วรรค 3 ผู้พิพากษาต้องเป็นผู้มีชื่อเสียงไม่ด่างพร้อย และได้รับปริญญาเอก หรือปริญญาโทเป็นอย่างน้อยในวิชากฎหมายพระศาสนจักร
มาตรา 1422 ผู้แทนสังฆราชฝ่ายตุลาการ ผู้ช่วยผู้แทนสังฆราชฝ่ายตุลาการและผู้พิพากษาอื่นๆ ต้องได้รับการแต่งตั้งโดยมีเวลากำหนดโดยคงไว้ซึ่งข้อกำหนดของกฎหมายมาตรา 1420 วรรค 5; พวกเขาไม่สามารถถูกปลดจากหน้าที่ เว้นแต่มีเหตุผลที่ชอบด้วยกฎหมาย และหนัก
มาตรา 1423 วรรค 1 เมื่อได้รับการเห็นชอบจากสันตะสำนักพระสังฆราชสังฆมณฑลหลายองค์สามารถร่วมตกลงกันในการจัดตั้งศาลชั้นต้นเพียงศาลเดียวแทนศาลสังฆมณฑลดังที่ระบุไว้ในกฎหมายมาตรา 1419–1421; และในกรณีนี้คณะพระสังฆราชเอง หรือพระสังฆราชที่ได้รับเลือกจากคณะพระสังฆราชดังกล่าวมีอำนาจทั้งหมดซึ่งพระสังฆราชสังฆมณฑลมีในศาลของตนเอง
วรรค 2 ศาลที่จัดตั้งขึ้นตามวรรค 1 สามารถได้รับการจัดตั้งขึ้นสำหรับคดีทุกคดี หรือคดีบางประเภทเท่านั้น
มาตรา 1424 ในการพิจารณาคดีที่มีผู้พิพากษาเพียงผู้เดียวท่านสามารถใช้ผู้เชี่ยวชาญ 2 ท่าน เป็นที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทั้งสองอาจเป็นพระสงฆ์ หรือฆราวาสที่มีประวัติดี
มาตรา 1425 วรรค 1 คดีต่อไปนี้ สงวนไว้สำหรับศาลที่เป็นองค์คณะ ที่มีผู้พิพากษา 3 ท่าน โดยยกเลิกประเพณีตรงข้ามทั้งหมด
1. คดีแพ่ง
(ก) ที่เกี่ยวกับพันธะของศีลบวช
(ข) ที่เกี่ยวกับพันธะของการแต่งงาน โดยคงไว้ซึ่งข้อกำหนดของมาตรา 1686 และ 1688
2. คดีอาญา
(ก) เกี่ยวกับความผิดที่มีโทษให้พ้นจากสถานภาพสมณะ
(ข) เกี่ยวกับโทษขับออกจากพระศาสนจักร โดยการลงโทษ หรือโดยการประกาศโทษ
วรรค 2 พระสังฆราชสามารถมอบคดีที่ค่อนข้างยาก หรือค่อนข้างสำคัญแก่การตัดสินของผู้พิพากษา 3 หรือ 5 ท่าน
วรรค 3 เว้นไว้แต่ว่า พระสังฆราชจะได้กำหนดเป็นอย่างอื่นในแต่ละคดีผู้ช่วยพระสังฆราชด้านศาลต้องมอบให้ผู้พิพากษาพิจารณาคดีโดยหมุนเวียนไปตามลำดับ
วรรค 4 ในการพิจารณาคดีศาลชั้นต้นหากไม่สามารถตั้งผู้พิพากษาเป็นองค์คณะ และตลอดเวลาที่สภาพเช่นนี้ยังคงอยู่สภาพระสังฆราชสามารถอนุญาตให้พระสังฆราชมอบคดีให้ผู้พิพากษาคนเดียวที่เป็นสมณะ และถ้าเป็นไปได้ ให้มีผู้เชี่ยวชาญ และผู้สอบคดีร่วมพิจารณา
วรรค 5 เมื่อได้แต่งตั้งผู้พิพากษาแล้วผู้ช่วยพระสังฆราชด้านศาลต้องไม่แต่งตั้งผู้อื่นมาแทนเว้นแต่มีเหตุสำคัญมากที่สุด ซึ่งต้องเขียนไว้ในคำสั่ง
มาตรา 1426 วรรค 1 ศาลที่เป็นองค์คณะ ต้องพิจารณาคดีในรูปขององค์คณะ และตัดสินความโดยใช้เสียงข้างมาก
วรรค 2 ผู้ช่วยพระสังฆราชด้านศาล หรือรองผู้ช่วยพระสังฆราชด้านศาล ต้องเป็นประธานในศาลที่เป็นองค์คณะ เท่าที่เป็นไปได้
มาตรา 1427 วรรค 1 เมื่อมีเรื่องโต้แย้งระหว่างนักพรตหรือบ้านของสถาบันเดียวกันที่เป็นนักพรตสมณะสิทธิสันตะสำนักผู้พิพากษาศาลชั้นต้น คือ เจ้าคณะแขวง เว้นไว้แต่ว่าธรรมนูญกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น หรือในกรณีที่เป็นอารามเอกเทศต้องเป็นอธิการประจำสถานที่
วรรค 2 โดยคงไว้ซึ่งข้อกำหนดที่แตกต่างของธรรมนูญถ้าเกี่ยวกับเรื่องโต้แย้งระหว่าง 2 แขวง ในศาลชั้นต้นผู้ใหญ่สูงสุดเป็นผู้ตัดสินโดยตนเอง หรือโดยผู้แทน ถ้าระหว่างอารามนักพรต 2 แห่ง อธิการใหญ่ของคณะนักพรตเป็นผู้ตัดสิน
วรรค 3 ในที่สุด ถ้าการโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างนักพรตที่เป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลของสถาบันนักพรตต่างสถาบันกันหรือแม้ระหว่างบุคคลของสถาบันเดียวกันที่เป็นสมณะสิทธิสังฆมณฑลหรือของสถาบันฆราวาสเดียวกัน หรือระหว่างบุคคลนักพรตกับบุคคลสมณะพื้นเมืองหรือกับฆราวาสหรือกับนิติบุคคลที่ไม่เป็นนักพรตเป็นศาลสังฆมณฑลตัดสินความในชั้นต้น
ส่วนที่ 2 ผู้สอบคดี และผู้ทำสำนวนคดี
มาตรา 1428 วรรค 1 ผู้พิพากษา หรือประธานของศาลที่เป็นองค์คณะสามารถแต่งตั้งผู้สอบคดีเพื่อทำคดี โดยเลือกจากคณะผู้พิพากษาท่านหนึ่งหรือจากบุคคลอื่นที่พระสังฆราชรับรองให้ปฏิบัติหน้าที่นี้ได้
วรรค 2 พระสังฆราชสามารถรับรองให้สมณะ หรือฆราวาสทำหน้าที่เป็นผู้สอบคดี แต่บุคคลนั้นต้องโดดเด่นในด้านความประพฤติที่ดีความรอบคอบ และวิชาการ
วรรค 3 ผู้สอบคดี มีหน้าที่เพียงรวบรวมหลักฐานตามคำสั่งของผู้พิพากษาและเมื่อรวบรวมแล้ว มอบให้ผู้พิพากษาเว้นไว้แต่ว่าผู้พิพากษามีคำสั่งเป็นอย่างอื่น เขาสามารถตัดสินใจเองว่าควรจะรวบรวมหลักฐานอะไรและอย่างไร ถ้าบังเอิญมีประเด็นอื่นในคดีนี้เกิดขึ้นขณะที่กำลังทำหน้าที่นี้อยู่
มาตรา 1429 ประธานศาลที่เป็นองค์คณะต้องแต่งตั้งท่านหนึ่งจากคณะผู้พิพากษาให้เป็นผู้เขียนคดี หรือผู้ทำสำนวนคดีซึ่งทำหน้าที่รายงานคดีแก่คณะผู้พิพากษาและเป็นผู้เขียนคำตัดสินเป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อมีเหตุผลสมควรประธานศาลคนเดียวกันนั้นสามารถแต่งตั้งบุคคลอื่นมาทำหน้าที่แทนผู้เขียนคดีคนเดิม
ส่วนที่ 3 ผู้ผดุงความยุติธรรม, ผู้ปกป้องพันธะ และนายทะเบียนศาล
มาตรา 1430 ผู้ผดุงความยุติธรรม ต้องได้รับการแต่งตั้งในสังฆมณฑลสำหรับคดีแพ่ง ซึ่งในคดีเหล่านี้ ความดีส่วนรวมอาจตกในภาวะวิกฤตและสำหรับคดีอาญา ผู้ผดุงความยุติธรรมมีพันธะโดยหน้าที่เพื่อรักษาความดีส่วนรวม
มาตรา 1431 วรรค 1 ในคดีแพ่ง เป็นหน้าที่ของพระสังฆราชสังฆมณฑลที่จะชี้ขาดว่า ความดีส่วนรวมตกอยู่ในภาวะวิกฤตหรือไม่ เว้นไว้แต่ว่าผู้ผดุงความยุติธรรมต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะได้ระบุไว้หรือเพราะปรากฏชัดแจ้งว่า จำเป็นจากธรรมชาติของเรื่อง
วรรค 2 หากในศาลก่อนนั้น ผู้ผดุงความยุติธรรมได้เข้ามาเกี่ยวข้องแล้วให้สันนิษฐานว่าการเกี่ยวข้องของผู้ผดุงความยุติธรรมเป็นเรื่องจำเป็นในศาลถัดไป
มาตรา 1432 ผู้ปกป้องพันธะต้องได้รับการแต่งตั้งในสังฆมณฑลสำหรับคดีที่เกี่ยวกับความเป็นโมฆะของศีลบวช หรือความเป็นโมฆะ หรือการยกเลิกของการแต่งงานผู้ปกป้องพันธะมีหน้าที่เสนอและให้ความกระจ่างในทุกเรื่องที่สามารถหาเหตุผลคัดค้านความเป็นโมฆะและการยกเลิกดังกล่าว
มาตรา 1433 ในคดีที่จำเป็นต้องมีผู้ผดุงความยุติธรรมหรือผู้ปกป้องพันธะการพิจารณาคดีเป็นโมฆะหากพวกเขาไม่ได้รับเรียกให้อยู่ในการพิจารณาคดี เว้นไว้แต่ว่าแม้ไม่ได้รับเรียก แต่ในความเป็นจริงพวกเขาอยู่หรืออย่างน้อยพวกเขาสามารถปฏิบัติหน้าที่หลังจากตรวจสอบคดีความแล้วก่อนการตัดสินคดี
มาตรา 1434 เว้นแต่มีกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นอย่างชัดแจ้ง
1. เมื่อใดก็ตามที่กฎหมายกำหนดให้ผู้พิพากษาต้องฟังคู่ความหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ผู้ผดุงความยุติธรรมและผู้ปกป้องพันธะก็ต้องได้รับฟังด้วย หากพวกเขาอยู่ในการพิจารณาคดี
2. เมื่อใดก็ตามที่ผู้พิพากษาต้องตัดสินบางสิ่งบางอย่างตามคำร้องขอของคู่ความคำร้องขอของผู้ผดุงความยุติธรรมและผู้ปกป้องพันธะมีน้ำหนักเช่นเดียวกันเมื่อพวกเขาอยู่ในการพิจารณคดี
มาตรา 1435 พระสังฆราชมีหน้าที่แต่งตั้งผู้ผดุงความยุติธรรมและผู้ปกป้องพันธะพวกเขาต้องเป็นพระสงฆ์หรือฆราวาสที่มีประวัติไม่ด่างพร้อยและมีวุฒิปริญญาเอก หรือปริญญาโททางกฎหมายพระศาสนจักร และมีความสุขุมรอบคอบและร้อนรนในความยุติธรรมอย่างแจ้งชัด
มาตรา 1436 วรรค 1 บุคคลเดียวกันสามารถทำหน้าที่เป็นผู้ผดุงความยุติธรรม และผู้ปกป้องพันธะได้ แต่ต้องมิใช่ในคดีเดียวกัน
วรรค 2 ผู้ผดุงความยุติธรรม และผู้ปกป้องพันธะสามารถได้รับการแต่งตั้งสำหรับทุกคดี หรือสำหรับแต่ละคดี อย่างไรก็ตามพระสังฆราชสามารถปลดพวกเขาจากหน้าที่ได้ เมื่อมีเหตุผลสมควร
มาตรา 1437 วรรค 1 นายทะเบียนศาล ต้องอยู่ในขณะพิจารณาคดีทุกครั้ง โดยถือว่าเอกสารต่างๆ เป็นโมฆะ หากนายทะเบียนศาลมิได้ลงลายมือชื่อ
วรรค 2 เอกสารที่นายทะเบียนศาลทำขึ้น เป็นเอกสารที่ทำให้เชื่อถือได้ทางสาธารณะ
