หมวด 3 พยานบุคคล และพยานเอกสาร
มาตรา 1547 หลักฐานพิสูจน์ด้วยวิธีการใช้พยานบุคคล เป็นที่ยอมรับในคดีทุกชนิดภายใต้การควบคุมดูแลของผู้พิพากษา
มาตรา 1548 วรรค 1 พยานบุคคลต้องพูดความจริง เมื่อผู้พิพากษาถามอย่างชอบด้วยกฎหมาย
วรรค 2 ยกเว้นข้อกำหนดตามกฎหมาย มาตรา 1550 วรรค 2 ข้อ 2 บุคคลต่อไปนี้ ได้รับการยกเว้นจากพันธะให้ตอบคำถาม
1. บรรดาสมณะ ในเรื่องต่างๆ ที่เปิดเผยแก่พวกเขาโดยเหตุผลของการปฏิบัติหน้าที่ศักดิ์สิทธิ์ บรรดาเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมืองแพทย์ สูติแพทย์ ทนายความ เจ้าหน้าที่ทะเบียนศาล และบุคคลอื่นๆที่ต้องรักษาความลับของวิชาชีพ ที่เกี่ยวกับเรื่องที่อยู่ภายใต้ความลับนี้แม้แต่จะเป็นการให้คำแนะนำก็ตาม
2. บุคคลที่จากการให้ของเขากลัวว่า การเสียชื่อเสียงการรบกวนที่เป็นอันตราย หรือภัยที่รุนแรงอื่นๆ จะเกิดขึ้นกับตนเองหรือคู่สมรส หรือผู้เกี่ยวข้องโดยทางสายโลหิต หรือผู้เกี่ยวดองโดยการสมรส
ส่วน 1 ผู้ที่สามารถเป็นพยาน
มาตรา 1549 ทุกคนสามารถเป็นพยานได้ เว้นแต่ กฎหมายห้ามไว้อย่างชัดแจ้ง ไม่ว่าบางส่วน หรือทั้งหมดก็ตาม
มาตรา 1550 วรรค 1 ห้ามรับผู้เยาว์ที่มีอายุต่ำกว่า 14 ปีและผู้พิการทางสมองเป็นพยาน อย่างไรก็ตาม พวกเขาสามารถให้การได้เมื่อผู้พิพากษาสั่ง เพราะเห็นว่าเหมาะสมที่จะทำเช่นนั้น
วรรค 2 บุคคลต่อไปนี้ เป็นผู้ไร้ความสามารถเป็นพยาน:
1. ผู้ที่เป็นคู่คดีของคดีความนั้นหรือผู้แทนของคู่คดีระหว่างการไต่สวนคดี ผู้พิพากษา และผู้ช่วย ทนายความและบุคคลอื่นๆ ที่มีส่วน หรือได้มีส่วนในการทำคดีนั้น
2. พระสงฆ์ ในทุกเรื่องที่เขาได้รู้จากการสารภาพ ในศีลอภัยบาป แม้ว่าผู้สารภาพขอให้เปิด
เผยเรื่องเหล่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นเรื่องใดก็ตามที่ได้รับฟังในโอกาสศีลอภัยบาป ไม่ว่าจะรับฟังโดยใครหรือโดยวิธีใด ไม่สามารถรับเป็นตัวบ่งชี้ความจริงได้
ส่วน 2 การนำพยานเข้า และการคัดออก
มาตรา 1551 คู่คดีที่นำพยานเข้ามาสามารถปฏิเสธการตรวจสอบพยานนั้นแต่อย่างไรก็ตาม อีกฝ่ายหนึ่งสามารถเรียกร้องให้ตรวจสอบพยานผู้นั้นได้
มาตรา 1552 วรรค 1 เมื่อขอให้มีการพิสูจน์โดยใช้พยาน ต้องให้ชื่อ และที่อยู่ของพยานแก่ศาล
วรรค 2 ต้องกำหนดประเด็นข้อถกเถียงที่จะต้องสอบถามพยาน และยื่นภายในเวลาที่ผู้พิพากษากำหนด มิฉะนั้น ถือว่าคำร้องนั้นตกไป
มาตรา 1553 ผู้พิพากษา มีหน้าที่จำกัดจำนวนพยานที่มีมากเกินไป
มาตรา 1554 ต้องมีการแจ้งชื่อพยานแก่คู่คดีก่อนการสอบถามพยาน ถ้าหากตามความเห็นที่รอบคอบของผู้พิพากษา การแจ้งชื่อนั้นไม่สามารถทำได้เพราะมีอุปสรรคที่สำคัญ อย่างน้อยก็ให้แจ้งชื่อก่อนการประกาศคำให้การเป็นพยาน
มาตรา 1555 โดยคำนึงถึงข้อกำหนดของกฎหมาย มาตรา 1550 คู่คดีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถขอให้คัดพยานคนใดคนหนึ่งออกได้ โดยมีข้อแม้ว่าสาเหตุอันชอบของการคัดออกต้องถูกแสดงก่อนการสอบถามพยานคนนั้น
มาตรา 1556 หมายเรียกพยาน มีผลโดยคำสั่งของผู้พิพากษา เมื่อได้แจ้งให้พยานผู้นั้นทราบตามกฎหมาย
มาตรา 1557 พยานที่ได้รับหมายเรียกอย่างถูกต้อง ต้องมาปรากฏตัวที่ศาล หรือต้องแจ้งให้ผู้พิพากษาทราบถึงสาเหตุที่ไม่ปรากฏตัว
ส่วน 3 การสอบถามพยาน
มาตรา 1558 วรรค 1 การสอบถามพยานต้องทำที่ศาลนั้นเอง เว้นไว้แต่ว่า ผู้พิพากษามีความเห็นเป็นอย่างอื่น
วรรค 2 พระคาร์ดินัล พระอัยกา พระสังฆราช และบุคคลที่กฎหมายบ้านเมืองของตนให้สิทธิพิเศษเช่นเดียวกัน ต้องถูกรับฟังในสถานที่ที่พวกท่านเลือกเอง
วรรค 3 ผู้พิพากษาต้องตัดสินว่า บรรดาพยานต้องให้การที่ใดหากมีปัญหาเรื่องระยะทาง การเจ็บป่วย หรืออุปสรรคอื่นที่พยานไม่สามารถหรือมีความลำบากในการมาศาล ทั้งนี้โดยคำนึงถึงข้อกำหนดของกฎหมาย มาตรา 1418 และ 1469 วรรค 2
มาตรา 1559 คู่คดีไม่สามารถอยู่ในการสอบถามพยานได้ เว้นไว้แต่ว่าผู้พิพากษาเห็นว่าพวกเขาต้องอยู่โดยเฉพาะเมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความดีส่วนตัว อย่างไรก็ตาม ทนายหรือผู้แทนอาจอยู่ได้ เว้นไว้แต่ว่าผู้พิพากษาเห็นว่าการพิจารณานี้ต้องทำอย่างลับโดยเหตุของสภาพแวดล้อมของเรื่อง และของบุคคล
มาตรา 1560 วรรค 1 พยานต้องถูกสอบถามทีละคน และแยกกัน
วรรค 2 หากพยานขัดแย้งกันเอง หรือกับฝ่ายหนึ่งของคู่คดีในเรื่องที่สำคัญ ผู้พิพากษาสามารถนำพยานมาพบกัน หรือทำให้มาตกลงกันโดยขจัดการทะเลาะกันเอง หรือการเป็นที่สะดุด เท่าที่ทำได้
มาตรา 1561 การสอบถามพยานทำโดยผู้พิพากษา ผู้แทนผู้พิพากษาหรือผู้สอบคดี ซึ่งต้องมีนายทะเบียนศาลอยู่ด้วย เพราะฉะนั้น คู่คดีหรือผู้ผดุงความยุติธรรม หรือผู้ปกป้องพันธะหรือทนายที่อยู่ในการสอบถามพยาน หากมีคำถามเพิ่มเติมที่จะถามพยานเขาต้องไม่ถามพยานโดยตรง แต่ต้องตั้งคำถามเหล่านี้ผ่านไปยังผู้พิพากษาหรือผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนผู้พิพากษา ซึ่งต้องถามพยานเองเว้นไว้แต่ว่ากฎหมายเฉพาะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
มาตรา 1562 วรรค 1 ผู้พิพากษา ต้องเตือนพยานถึงข้อผูกมัดอันหนักที่จะต้องพูดความจริงทั้งหมด และพูดแต่ความจริงเท่านั้น
วรรค 2 ผู้พิพากษา ต้องจัดให้พยานทำการสาบานตนตามกฎหมาย มาตรา 1532 อย่างไรก็ตาม ถ้าพยานปฏิเสธการสาบานตน เขาก็ยังเป็นพยานได้โดยไม่ต้องสาบาน
มาตรา 1563 ในการสอบถามพยานนั้น ก่อนอื่นผู้พิพากษาต้องตรวจสอบหลักฐานของพยานผู้พิพากษาควรตรวจสอบความเกี่ยวพันของพยานกับคู่คดีและเมื่อตั้งคำถามพิเศษเฉพาะต่อพยานเกี่ยวกับคดีความผู้พิพากษาต้องสอบถามเกี่ยวกับแหล่งที่มาของความรู้ของพยานและเวลาที่แน่นอนในเรื่องที่พยานยืนยัน
มาตรา 1564 คำถามต้องสั้น และเหมาะสมกับสติปัญญาของผู้ถูกถามและไม่ครอบคลุมหลายประเด็นในการถามแต่ละครั้งต้องไม่เป็นคำถามที่เป็นการวางกับดัก หรือไม่เป็นกลลวง หรือไม่เป็นคำถามนำทั้งต้องไม่เป็นคำถามแบบยั่วยุแต่ต้องเป็นคำถามเกี่ยวกับคดีที่กำลังดำเนินอยู่มาตรา 1565 วรรค 1 ต้องไม่แจ้งคำถามให้พยานทราบล่วงหน้า
วรรค 2 อย่างไรก็ตามหากเรื่องที่ต้องให้การเป็นพยานเป็นเรื่องที่พยานจำไม่ค่อยได้ซึ่งเขาไม่สามารถยืนยันอย่างแน่ชัด เว้นไว้แต่ว่าจะมีการทบทวนเรื่องเดิมนั้นเสียก่อนกรณีนี้ผู้พิพากษาอาจแนะนำเกี่ยวกับบางแง่มุมของเรื่องให้พยานทราบล่วงหน้าได้ เมื่อเห็นว่าการกระทำเช่นนี้ไม่เป็นอันตราย
มาตรา 1566 พยานต้องให้การโดยวาจา การให้การต้องไม่อ่านจากบันทึกเว้นไว้แต่ว่า เมื่อเป็นเรื่องเกี่ยวกับการคำนวณและบัญชี ในกรณีเช่นนี้พยานอาจอ่านบันทึกที่นำมาด้วยได้
มาตรา 1567 วรรค 1 คำตอบที่ได้จากพยานต้องบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรทันทีโดยนายทะเบียนศาลซึ่งต้องบันทึกคำให้การเป็นพยานนั้นเองอย่างน้อยในเรื่องที่เกี่ยวโดยตรงกับเรื่องที่เป็นความกัน
วรรค 2 อนุญาตให้ใช้เทปบันทึกคำพูดได้ แต่หลังจากนั้นต้องนำคำตอบไปเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร และหากทำได้ให้พยานที่ให้การลงลายมือชื่อ
มาตรา 1568 นายทะเบียนศาล ต้องระบุไว้ในสำนวนคดีว่า มีการสาบานตน หรือการละเว้น หรือการปฏิเสธการสาบานตน
หรือไม่ และระบุการอยู่ของคู่คดี และของบุคคลอื่นทั้งระบุคำถามที่เพิ่มเติมจากผู้พิพากษา และโดยทั่วไประบุทุกสิ่งทุกอย่างที่ควรค่าแก่การบันทึกที่อาจเกิดขึ้นในขณะที่พยานถูกสอบถาม
มาตรา 1569 วรรค 1 เมื่อจบการสอบถามแล้วต้องอ่านสิ่งที่นายทะเบียนศาลบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรจากการให้การให้พยานฟัง หรือให้พยานมีโอกาสฟังเทปที่บันทึกการให้การของตนโดยพยานสามารถเพิ่มเติม ตัด แก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงถ้อยคำที่บันทึกนั้นได้
วรรค 2 ที่สุด พยาน ผู้พิพากษา และนายทะเบียนศาล ต้องลงลายมือชื่อในบันทึกนั้น
มาตรา 1570 แม้ว่าพยานได้ให้การเรียบร้อยแล้วพยานดังกล่าวอาจถูกเรียกตัวมาสอบถามใหม่ได้ เมื่อคู่คดีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือผู้พิพากษาโดยตำแหน่งขอร้อง แต่ต้องกระทำก่อนการประกาศสำนวนคดีหรือคำให้การเป็นพยาน การกระทำเช่นนี้อาจทำได้ หากผู้พิพากษาเห็นว่าจำเป็นหรือเป็นประโยชน์ ขอเพียงแต่ ต้องไม่มีอันตรายของการสมรู้ร่วมคิดหรือการติดสินบนใดๆ
มาตรา 1571 พยานต้องได้รับค่าตอบแทนสำหรับรายจ่ายที่อาจเกิดขึ้นและรายได้ที่อาจเสียไปเพราะการเป็นพยานทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้พิพากษา
ส่วน 4 ความน่าเชื่อถือของคำให้การ
มาตรา 1572 ในการประเมินค่าคำให้การหลังจากที่ได้รับหนังสือบันทึกคำให้การแล้ว ถ้าจำเป็น ผู้พิพากษาต้องพิจารณา
1. สถานะภาพ และความเที่ยงธรรมของพยาน
2. ว่าคำให้การมาจากความรู้ของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิ่งที่ได้เห็นและได้ยินด้วยตนเอง หรือเป็นเพียงความคิดเห็นของตนเอง หรือเป็นข่าวลือหรือเป็นเรื่องที่ได้ฟังมาจากผู้อื่น
3. ว่าพยานเป็นผู้น่าเชื่อถือ และมีใจมั่นคง หรือเป็นคนไม่มั่นคง ไม่แน่นอน หรือรวนเร
4. ว่ามีความสอดคล้องของคำให้การ และมีหลักฐานยืนยันจากแหล่งอื่น หรือไม่
มาตรา 1573 คำให้การของพยานเพียงผู้เดียวไม่สามารถเป็นหลักฐานพิสูจน์ได้ครบ เว้นไว้แต่ว่า เป็นพยานที่มีคุณสมบัติซึ่งให้การเกี่ยวกับเรื่องที่ได้ปฏิบัติโดยตำแหน่ง หรือเว้นไว้แต่ว่าสภาพแวดล้อมของเรื่อง และของบุคคลชี้ชวนให้เห็นเป็นอย่างอื่น
