ลักษณะ 7 การประกาศคำตัดสินของผู้พิพากษา
มาตรา 1607 หลังจากคดีได้มีการไต่สวนตามกฎหมายแล้ว ถ้าเป็นคดีหลักผู้พิพากษาต้องตัดสินด้วยคำตัดสินอย่างเด็ดขาดถ้าเป็นคดีแทรกซ้อนให้ตัดสินด้วยวาจา โดยคำนึงถึงข้อกำหนดของกฎหมายมาตรา 1589 วรรค 1
มาตรา 1608 วรรค 1 ในการประกาศคำตัดสินใดๆ ผู้พิพากษาต้องมีความแน่ใจตามหลักจริยธรรม เกี่ยวกับเรื่องที่ต้องกำหนดด้วยการตัดสิน
วรรค 2 ผู้พิพากษาต้องเอาความแน่นอนนี้มาจากสำนวนคดี และจากหลักฐานพิสูจน์
วรรค 3 อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาต้องประเมินหลักฐานจากมโนธรรมของตนเองโดยคำนึงถึงข้อกำหนดของกฎหมายที่เกี่ยวกับความมีประสิทธิภาพของหลักฐานพิสูจน์บางประการ
วรรค 4 ผู้พิพากษาซึ่งไม่มาถึงความแน่ใจเช่นนี้ ผู้พิพากษาต้องประกาศว่าสิทธิของผู้ฟ้องไม่มีอยู่ และต้องให้จำเลยพ้นจากข้อกล่าวหา เว้นไว้แต่ว่ามีปัญหาของคดีที่ได้รับการสนับสนุนจากข้อกฎหมายในกรณีเช่นนี้ต้องตัดสินเข้าข้างคดีนั้น
มาตรา 1609 วรรค 1 ถ้าเป็นศาลองค์คณะประธานผู้พิพากษาต้องกำหนดวัน และเวลาที่คณะผู้พิพากษาต้องมารวมกันเพื่อการปรึกษาหารือกัน และการประชุมต้องทำที่ศาลเท่านั้น เว้นไว้แต่ว่ามีเหตุผลพิเศษชักนำให้ทำเป็นอย่างอื่น
วรรค 2 ในวันนัดประชุมผู้พิพากษาแต่ละคนต้องยื่นข้อสรุปความถูกผิดของคดีและเหตุผลของตนเป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งในข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงซึ่งต้องผนวกเข้ากับสำนวนคดี และต้องเก็บไว้เป็นความลับ
วรรค 3 หลังจากได้เรียกขานพระนามของพระเป็นเจ้าแล้วผู้พิพากษาแต่ละคนต้องให้ข้อสรุปของตนตามลำดับความสำคัญแต่ต้องเริ่มต้นด้วยผู้สอบคดีหรือผู้ทำสำนวนก่อนเสมอและต้องมีการอภิปรายให้เหตุผลภายใต้การนำของประธานผู้พิพากษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องตัดสินว่าอะไรต้องถูกกำหนดในแนวทางของคำตัดสิน
วรรค 4 อย่างไรก็ตาม ในการอภิปรายให้เหตุผลผู้พิพากษาแต่ละคนมีสิทธิ์ถอนข้อสรุปเดิมของตนส่วนผู้พิพากษาผู้ไม่พึงประสงค์จะเห็นด้วยกับคำตัดสินของคนอื่นสามารถเรียกร้องให้ส่งข้อสรุปของตนไปยังศาลที่สูงกว่า ถ้ามีการอุทธรณ์
วรรค 5 แต่ถ้าคณะผู้พิพากษาไม่ประสงค์ หรือไม่สามารถทำการตัดสินในการอภิปรายให้เหตุผลในครั้งแรกได้ การตัดสินสามารถเลื่อนไปในการประชุมครั้งใหม่ แต่ว่าไม่เกินหนึ่งสัปดาห์เว้นไว้แต่ว่า การสอบคดีต้องทำให้สำเร็จตามข้อกำหนดของกฎหมายมาตรา 1600
มาตรา 1610 วรรค 1 หากมีผู้พิพากษาเพียงคนเดียว ผู้พิพากษาคนนั้นจะเป็นผู้เขียนคำตัดสินเอง
วรรค 2 ในศาลที่เป็นองค์คณะเป็นหน้าที่ของผู้สอบคดีหรือผู้ทำสำนวนที่จะเขียนคำตัดสินโดยคัดเลือกเหตุผลจากเหตุผลต่างๆ ที่ผู้พิพากษาแต่ละคนนำเสนอในการอภิปรายให้เหตุผล เว้นไว้แต่ว่าผู้พิพากษาส่วนใหญ่ได้กำหนดเหตุผลที่ต้องใช้ไว้ก่อนแล้วจากนั้นต้องมอบคำตัดสินเพื่อให้ผู้พิพากษาแต่ละคนรับรอง
วรรค 3 ต้องส่งคำตัดสินในเวลาไม่เกิดหนึ่งเดือนนับจากวันที่ตัดสินคดีเว้นไว้แต่ว่า ในศาลที่เป็นองค์คณะ คณะผู้พิพากษากำหนดระยะเวลานานกว่าเพราะมีเหตุผลหนัก
มาตรา 1611 คำตัดสินต้อง:
1. ยุติข้อพิพาทที่ได้ฟ้องร้องในศาล โดยให้คำตอบที่เหมาะสมแก่ปัญหาแต่ละข้อ
2. กำหนดข้อบังคับบางประการใดที่เกิดขึ้นแก่คู่คดีจากการดำเนินคดี และกำหนดว่าข้อบังคับเหล่านี้ต้องทำให้สำเร็จได้อย่างไร
3. ให้เหตุผลหรือเหตุจูงใจทั้งในแง่กฎหมายและในข้อเท็จจริงว่าแนวทางของคำตัดสินนี้ มีพื้นฐานบนเหตุผลหรือเหตุจูงใจประการใด
4. กำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี
มาตรา 1612 วรรค 1 หลังจากได้เรียกขานพระนามของพระเป็นเจ้าแล้วคำตัดสินต้องประกาศตามลำดับว่า ใครเป็นผู้พิพากษาหรือเป็นศาลใดใครเป็นโจทก์ จำเลย ตัวแทน พร้อมกับระบุชื่อและภูมิลำเนาที่ถูกต้องผู้ผดุงความยุติธรรม และผู้ปกป้องพันธะ ถ้าหากพวกเขามีส่วนในการดำเนินคดี
วรรค 2 ลำดับต่อไป รายงานข้อเท็จจริงโดยสังเขป พร้อมกับข้อสรุปของคู่คดีและระบุข้อปัญหา
วรรค 3 ต่อจากนั้นเป็นแนวทางของคำตัดสินที่นำด้วยเหตุผลซึ่งเป็นพื้นฐานของคำตัดสิน
วรรค 4 คำพิพากษาต้องจบด้วยการระบุวันเดือนปี และสถานที่ที่ทำการตัดสินพร้อมกับลายมือชื่อของผู้พิพากษาผู้นั้น หรือถ้าเป็นศาลที่เป็นองค์คณะต้องมีลายมือชื่อของผู้พิพากษาทุกคน และของนายทะเบียนศาล
มาตรา 1613 ระเบียบที่กล่าวมาข้างต้นเกี่ยวกับคำตัดสินที่เด็ดขาด และให้นำมาปรับใช้กับการตัดสินด้วยวาจา
มาตรา 1614 คำตัดสินต้องปิดประกาศโดยเร็วที่สุดเท่าที่ทำได้พร้อมกับระบุวิธีการคัดค้านไว้คำตัดสินไม่มีผลบังคับแต่ประการใดก่อนการปิดประกาศถึงแม้ว่าผู้พิพากษาได้อนุญาตให้คู่คดีทราบถึงแนวทางของคำตัดสินแล้วก็ตาม
มาตรา 1615 การปิดประกาศ หรือการแจ้งให้ทราบคำตัดสินสามารถทำได้โดยทั้งวิธีให้สำเนาคำตัดสินแก่คู่คดี หรือแก่ตัวแทนของคู่คดีหรือโดยการส่งสำเนาไปยังพวกเขา ตามข้อกำหนดของกฎหมายมาตรา 1509
มาตรา 1616 วรรค 1 หากในตันฉบับของคำตัดสินมีข้อผิดพลาดในเรื่องของการคำนวณเกิดขึ้นหรือมีข้อผิดพลาดในเรื่องเนื้อหาในการคัดลอกแนวทางคำตัดสินหรือในรายงานข้อเท็จจริง หรือในคำฟ้องร้องของคู่คดีหรือสิ่งที่กำหนดตามกฎหมายมาตรา 1612 วรรค 4 ถูกละเลยศาลที่ออกคำตัดสินนั้นต้องแก้ไข หรือทำให้คำตัดสินนั้นสมบูรณ์โดยการร้องขอของคู่คดี หรือโดยหน้าที่แต่ต้องฟังคู่คดีก่อนและต้องออกคำสั่งผนวกใต้คำตัดสินเสมอ
วรรค 2 หากคู่คดีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคัดค้าน ต้องออกคำสั่งจัดการกับปัญหาแทรกซ้อนนั้น
มาตรา 1617 การประกาศอื่นๆ ของผู้พิพากษานอกเหนือคำตัดสิน เป็นคำสั่งถ้ามันไม่เป็นการปฏิบัติในกระบวนการทางศาลจริงๆ ก็ไม่มีผลบังคับเว้นไว้แต่ว่า อย่างน้อยมันแสดงเหตุผลแบบสั้นๆหรือเกี่ยวโยงกับเหตุผลที่แสดงออกในการกระทำอื่นๆ
มาตรา 1618 คำตัดสินด้วยวาจาหรือคำสั่งมีผลบังคับของคำตัดสินอย่างเด็ดขาดถ้ามันทำให้ขบวนการพิจารณาหยุด หรือมันทำให้ขบวนการพิจารณาหรือขั้นตอนการพิจารณาจบ อย่างน้อยเกี่ยวข้องกับแม้แต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในคดี
