ลักษณะ 11 การประกาศคำพิพากษา
มาตรา 1650 วรรค 1 คำพิพากษาที่มีผลให้คดีถึงที่สุดแล้ว สามารถนำไปปฏิบัติได้ โดยคำนึงถึงข้อกำหนดของมาตรา 1647
วรรค 2 ผู้พิพากษาที่ตัดสินและผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ด้วยถ้าได้ยื่นการอุทธรณ์ไปแล้วโดยหน้าที่หรือโดยคำขอของคู่คดีสามารถสั่งให้ปฏิบัติตามคำตัดสินที่ยังไม่เป็นคำตัดสินที่ถึงที่สุดแล้วไปก่อนได้ ถ้าเป็นกรณีที่ทำได้หลังจากจัดให้มีหลักประกันที่เหมาะสมแล้วสำหรับเรื่องค่าใช้จ่ายที่จำเป็นสำหรับการครองชีพ และสำหรับเหตุผลอื่นที่เร่งด่วน
วรรค 3 หากมีการคัดค้านคำตัดสินคดีตามที่ระบุไว้ในข้อ 2 และผู้พิพากษาเห็นว่าคำคัดค้านนั้นมีมูลและอาจมีผลเสียที่ไม่อาจเรียกคืนได้ในภายหลัง ผู้พิพากษานั้นก็สามารถระงับผลการตัดสินไว้ก่อนได้มาตรา 1651 ห้ามปฏิบัติตามคำพิพากษาก่อนที่ผู้พิพากษาจะออกคำสั่งให้ปฏิบัติซึ่งในคำสั่งนั้นจะต้องระบุให้ต้องปฏิบัติตามคำตัดสินคำสั่งนี้ต้องรวมอยู่ในเอกสารคำตัดสินหรือสั่งแยกต่างหากตามชนิดที่แตกต่างกันของคดี
มาตรา 1652 ถ้าหากว่าการปฏิบัติตามคำพิพากษานั้นเรียกร้องให้มีการแสดงเหตุผลก่อนคำเรียกร้องนี้เป็นเรื่องแทรกซ้อนที่ผู้พิพากษาผู้ที่ออกคำสั่งให้ปฏิบัติตามคำตัดสินนั้นต้องชี้ขาดให้หมดไป
มาตรา 1653 วรรค 1 พระสังฆราชของสังฆมณฑลที่มีการออกคำพิพากษาในศาลชั้นต้นนั้นต้องสั่งให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยตนเอง หรือโดยผู้อื่นเว้นไว้แต่ว่ามีกฎหมายเฉพาะระบุไว้เป็นเรื่องอื่น
วรรค 2 ถ้าพระสังฆราชองค์นี้ปฏิเสธหรือเพิกเฉยที่จะกระทำการดังกล่าวการปฏิบัติตามคำพิพากษานั้นตกเป็นหน้าที่ของศาลอุทธรณ์ตามข้อกำหนด ของมาตรา 1439 วรรค 3 ตามคำร้องของคู่กรณีที่มีส่วนได้เสียหรือแม้กระทั่งโดยหน้าที่
วรรค 3 ในระหว่างนักบวชการปฏิบัติตามคำพิพากษาเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ผู้ออกคำสั่งให้ออกปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือผู้ใหญ่ที่มอบอำนาจให้กับผู้พิพากษา
มาตรา 1654 วรรค 1 ผู้ปฏิบัติจะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาตามความหมายที่ชัดแจ้งของคำเว้นไว้แต่ว่าเอกสารคำตัดสินมอบให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ปฏิบัติตามคำพิพากษา
วรรค 2 ผู้ปฏิบัติตามคำพิพากษาอาจจะพิจารณายกเว้น วิธีการและอำนาจบังคับการปฏิบัติแต่ไม่เกี่ยวกับเหตุผลของคดีแต่ถ้าพบว่าหากทราบจากแหล่งอื่นว่าคำพิพากษาเป็นโมฆะหรือไม่ยุติธรรมอย่างแจ้งชัด ตามกฎเกณฑ์ของมาตรา 1620, 1622, 1645 ผู้ปฏิบัติตามคำพิพากษาต้องหยุดปฏิบัติการ และให้ส่งเรื่องไปให้ศาลซึ่งได้ออกคำพิพากษาพร้อมกับแจ้งให้คู่กรณีทราบ
มาตรา 1655 วรรค 1 สำหรับคดีที่เกี่ยวกับทรัพย์เมื่อพิพากษาว่าทรัพย์นั้นเป็นของโจทก์ต้องคืนให้แก่โจทก์ทันทีที่คดีถึงที่สุดวรรค 2 อย่างไรก็ตามหากเป็นคดีที่เกี่ยวกับบุคคล เมื่อจำเลยถูกพิพากษาให้จัดหาสังหาริมทรัพย์ ให้จ่ายเงินหรือให้ของบางอย่าง หรือให้ทำบางอย่างผู้พิพากษาในคำตัดสินนั้นหรือผู้ปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยมีความระมัดระวัง และโดยความสุขุมรอบคอบของตนเอง ต้องกำหนดเวลาเพื่อปฏิบัติตามพันธะดังกล่าวกำหนดเวลานี้ต้องไม่น้อยกว่า 15 วัน และไม่มากกว่า 6 เดือน
