Skip to main content

book

ประมวลกฎหมายพระศาสนจักรคาทอลิก

บรรพ 7 กระบวนการพิจารณาคดี

ภาค 3 ขบวนการพิจารณาแบบพิเศษ

ลักษณะ 1 ขบวนการพิจารณาเกี่ยวกับแต่งงาน

บท 1 คดีเพื่อการประกาศความเป็นโมฆะของการแต่งงาน

ส่วนที่ 1 ศาลที่มีอำนาจ

มาตรา 1671 คดีเกี่ยวกับการแต่งงานของผู้รับศีลล้างบาปขึ้นต่อผู้พิพากษาฝ่ายพระศาสนจักรโดยสิทธิเฉพาะ

มาตรา 1672 คดีที่เกี่ยวกับผลฝ่ายบ้านเมืองเท่านั้นของการแต่งงานขึ้นกับอำนาจฝ่ายบ้านเมือง เว้นไว้แต่ว่ามีกฎหมายเฉพาะกำหนดว่าคดีเหล่านี้สามารถพิจารณา และตัดสินได้โดยผู้พิพากษาฝ่ายพระศาสนจักร เมื่อเป็นคดีที่แทรกซ้อน และผนวกเข้ามา

มาตรา 1673 คดีเกี่ยวกับความเป็นโมฆะของการแต่งงาน ที่มิได้สงวนไว้สำหรับสันตะสำนัก ศาลต่อไปนี้มีอำนาจ
   1. ศาลของสถานที่ที่มีการแต่งงาน
   
2. ศาลของสถานที่ที่จำเลยมีภูมิลำเนาหรือกึ่งภูมิลำเนา
   
3. ศาลของสถานที่ที่โจทก์มีภูมิลำเนาขอแต่ให้คู่คดีทั้งสองอาศัยอยู่ในเขตของสภาพระสังฆราชเดียวกันและผู้แทนพระสังฆราชฝ่ายตุลาการของภูมิลำเนาของจำเลยยินยอมหลังจากได้ฟังจำเลยแล้ว
   
4. ศาลของสถานที่ซึ่งตามความเป็นจริงต้องรวบรวมหลักฐานพิสูจน์ส่วนใหญ่ที่นั่นขอแต่ให้ผู้แทนพระสังฆรการยินยอมโดยเขาต้องถามว่าจำเลยมีข้อคัดค้านหรือไม่ก่อนที่เขาจะให้คำยินยอมาชฝ่ายตุลาการของภูมิลำเนาของจำเลยให้

 

ส่วน 2 สิทธิในการต่อสู้เรื่องการแต่งงาน

มาตรา 1674 บุคคลต่อไปนี้สามารถต่อสู้เรื่องการแต่งงาน
   
1. คู่สมรส
   
2. ผู้ผดุงความยุติธรรมเมื่อความเป็นโมฆะเป็นที่รู้แก่สาธารณะ ถ้าการแต่งงานไม่สามารถทำให้ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมที่จะทำให้ถูกต้อง

มาตรา 1675 วรรค 1 การแต่งงานที่ไม่ได้นำมาต่อสู้ระหว่างที่คู่สมรสทั้งสองยังมีชีวิตอยู่ไม่สามารถนำมาต่อสู้หลังความตายของฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่าย เว้นไว้แต่ว่าปัญหาเรื่องความถูกต้องได้รับการตัดสินก่อนเพื่อแก้ไขความขัดแย้งอีกอันหนึ่ง ไม่ว่าในศาลพระศาสนจักรหรือศาลบ้านเมือง

วรรค 2 อย่างไรก็ตามหากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตขณะดำเนินคดีอยู่ ต้องถือตามมาตรา 1518

มาตรา 1676 ก่อนที่จะรับคดีและเมื่อใดก็ตามที่มีความหวังจะพบทางออกที่ดีผู้พิพากษาจะต้องใช้วิธีการอภิบาลถ้าเป็นไปได้เพื่อนำคู่สมรสมาให้ทำการแต่งงานอย่างถูกต้อง และเพื่อฟื้นชีวิตคู่

มาตรา 1677 วรรค 1 เมื่อรับหนังสือฟ้องแล้วประธานผู้พิพากษาหรือผู้เขียนคดีต้องดำเนินการแจ้งคำสั่งหมายเรียกตามกฎเกฎฑ์ของกฎหมายพระศาสนจักร มาตรา 1508

วรรค 2 เว้นไว้แต่ว่าคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ขอให้มีการระบุประเด็นปัญหาเมื่อเวลา 15 วันผ่านไปหลังจากที่ได้ส่งหมายเรียกประธานผู้พิพากษาหรือผู้เขียนคดีต้องกำหนดข้อความของข้อสงสัยหรือข้อสงสัยทั้งหลายภายใน 10 วันโดยคำสั่งตามหน้าที่ และแจ้งให้คู่กรณีทราบ

วรรค 3 ข้อความของข้อสงสัยไม่เพียงแต่ต้องถามว่ามีหลักฐานพิสูจน์ของความเป็นโมฆะในคดีหรือไม่แต่ต้องกำหนดด้วยว่าอะไรเป็นพื้นฐานหรือพื้นฐานทั้งหลายที่นำมาฟ้องร้องกันเกี่ยวกับความถูกต้องของการแต่งงาน

วรรค 4 หลังจากได้แจ้งคำสั่งแล้ว 10 วัน ประธานผู้พิพากษาหรือผู้เขียนคดีต้องจัดการเพื่อทำคดี โดยออกคำสั่งใหม่ถ้าคู่คดีไม่คัดค้าน

 

ส่วน 4 หลักฐานพิสูจน์

มาตรา 1678 วรรค 1 ผู้ปกป้องพันธะ ทนายของทั้งสองฝ่าย และผู้ผดุงความยุติธรรมถ้าเข้ามาเกี่ยวข้องกับขบวนการฟ้องร้องเขามีสิทธิ์
   
1. อยู่ในคู่คดีขณะการสอบปากคำพยาน และผู้เชี่ยวชาญ โดยคำนึงถึงข้อกำหนดของกฎหมายมาตรา 1559
   
2. ตรวจสอบสำนวนคดีแม้ที่ยังมิได้ปิดประกาศ และทบทวนเอกสารที่คู่คดีทำขึ้น

วรรค 2 คู่คดีไม่สามารถอยู่ในขณะสอบปากคำตามระบุไว้ในวรรค 1 ข้อ 1

มาตรา 1679 เว้นไว้แต่ว่ามีหลักฐานพิสูจน์ครบถ้วนจากแห่งอื่นในการประเมินคำให้การของคู่คดีตามกฎหมายมาตรา 1536 ผู้พิพากษาต้องใช้พยานเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของคู่คดีถ้าเป็นไปได้ต้องใช้ตัวบ่งชี้และเครื่องช่วยอื่นๆ ด้วย

มาตรา 1680 ในคดีที่เกี่ยวกับการไร้สมรรถภาพทางเพศหรือที่เกี่ยวกับความบกพร่องของการให้การยินยอมเนื่องจากความป่วยทางจิตผู้พิพากษาต้องใช้บริการของผู้เชี่ยวชาญหนึ่งท่านหรือมากกว่าเว้นไว้แต่ว่าเป็นที่แจ้งชัดจากสภาพแวดล้อมทั้งหลายว่าสิ่งนี้ไม่เป็นประโยชน์ ในกรณีอื่นๆ ให้ถือตามข้อกำหนดกฎหมายมาตรา 1574

  

ส่วน 5 คำพิพากษาและการอุทธรณ์

มาตรา 1681 ระหว่างการพิจารณาคดีเมื่อใดก็ตามที่ความสงสัยที่เป็นได้อย่างมากเกิดขึ้นเกี่ยวกับการแต่งงานที่ยังไม่มีเพศสัมพันธ์ หลังจากให้หยุดคดีความเป็นโมฆะโดยการยินยอมของคู่คดีศาลสามารถพิจารณาคดีให้เสร็จเพื่อการยกเว้นจากการแต่งงานที่ได้ทำถูกต้องแล้ว และให้ส่งสำนวนไปยังสันตะสำนักพร้อมคำขอยกเว้นจากคู่คดีฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายพร้อมกับความเห็นของศาล และของพระสังฆราชมาตรา 1682 วรรค 1 คำพิพากษาซึ่งครั้งแรกได้ประกาศความเป็นโมฆะของการแต่งงานพร้อมกับคำอุทธรณ์ถ้ามี และการกระทำอื่น ๆ ของการพิจารณาคดีต้องส่งโดยหน้าที่ไปยังศาลอุทธรณ์ภายในเวลา 20 วัน จากวันปิดประกาศคำตัดสิน

วรรค 2 ถ้าคำตัดสินออกมาว่าการแต่งงานเป็นโมฆะในการพิจารณาของศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์ต้องยืนยันด้วยคำตัดสินด้วยคำสั่งของตนทันทีหรือรับคดีให้เข้าพิจารณาตามปกติของศาลชั้นใหม่หลังจากได้พิจารณาข้อสังเกตของผู้ปกป้องพันธะและของคู่กรณีถ้ามี

มาตรา 1683 หากในศาลอุทธรณ์มีการเสนอพื้นฐานใหม่ของความเป็นโมฆะของการแต่งงาน ศาลสามารถรับและตัดสินเหมือนศาลชั้นต้น

มาตรา 1684 วรรค 1 หลังจากคำพิพากษาซึ่งครั้งแรกประกาศความเป็นโมฆะของการแต่งงานได้รับการยืนยัน ณ ศาลอุทธรณ์ จะโดยคำสั่งหรือโดยคำตัดสินอันอื่นบุคคลทั้งหลายที่การแต่งงานของเขาได้รับการประกาศเป็นโมฆะ สามารถ

วรรค 2 ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมายมาตรา 1644 แม้ว่าคำตัดสินที่ประกาศความเป็นโมฆะของการแต่งงานไม่ได้รับการยืนยันโดยการตัดสินอีกอันหนึ่งแต่ได้รับการยืนยันโดยคำสั่ง

มาตรา 1685 ทันทีหลังจากที่ได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้วผู้แทนพระสังฆราชฝ่ายตุลาการต้องแจ้งให้ผู้ทรงอำนาจของสถานที่ทำการแต่งงานทราบผู้ทรงอำนาจนั้นต้องเอาใจใส่ให้มีการบันทึกทันทีในหนังสือทะเบียนศีลกล่าวและศีลล้างบาปเกี่ยวกับการเป็นโมฆะของการแต่งงาน และข้อห้ามใดใดที่อาจมีกำหนดไว้

 

ส่วน 6 ขบวนการพิจารณาทางเอกสาร

มาตรา 1686 เมื่อได้รับคำร้องตามมาตรา 1677 แล้วตัวผู้แทนพระสังฆราชฝ่ายตุลาการหรือผู้พิพากษาที่เขาแต่งตั้งโดยละเว้นรูปแบบการพิจารณาคดีแบบปกติแต่ได้อ้างคู่คดีและพร้อมกับการเข้าแทรกแซงของผู้ปกป้องพันธะ สามารถประกาศความเป็นโมฆะของการแต่งงานโดยคำตัดสินได้ถ้าจากเอกสารที่ไม่เป็นประเด็นให้โต้แย้งหรือคัดค้านมีหลักฐานพิสูจน์แน่นอนของการมีอยู่ของข้อขัดขวางที่ทำให้ศีลกล่าวเป็นโมฆะหรือข้อบกพร่องของรูปแบบที่ถูกต้องตามกฎหมายขอแต่ว่ามันชัดเจนด้วยความแน่ใจที่เท่าเทียมกันว่าจะไม่ได้รับการยกเว้นการประกาศเป็นโมฆะ สามารถทำได้ด้วยถ้ามีหลักฐานพิสูจน์แน่ชัดถึงข้อบกพร่องของการมอบอำนาจที่ชอบของตัวแทน

มาตรา 1687 วรรค 1 ถ้าผู้ปกป้องพันธะคิดอย่างรอบคอบว่าทั้งช่องโหว่ที่พูดถึงในมาตรา 1686 หรือขาดการยกเว้นเป็นการไม่แน่นอนผู้ปกป้องพันธะต้องอุทธรณ์ ค้านคำประกาศนี้ ต่อผู้พิพากษาของศาลอุทธรณ์ซึ่งเอกสารจะต้องส่งไปถึงเขาและเขาจะต้องได้รับการแนะนำเป็นลายลักษณ์อักษรว่ามันเป็นปัญหาเกี่ยวกับขบวนการทางเอกสาร

วรรค 2 คู่คดีผู้ซึ่งรู้สึกว่าไม่สมหวังยังคงสิทธิอุทธรณ์ได้

มาตรา 1688 ผู้พิพากษาในศาลชั้นอุทธรณ์โดยการเข้าแทรกแซงของผู้ปกป้องพันธะเมื่อได้ฟังคู่คดีแล้วจะออกคำสั่งในทางเดียวกันเหมือนในมาตรา 1686 ว่าคำตัดสินจะได้รับการยืนยันหรือว่าคดีต้องได้รับการพิจารณาตามกระบวนการปกติของกฎหมาย และในกรณีเช่นนั้นให้ผู้พิพากษาส่งคดีคืนไปยังศาลชั้นต้น

 

ส่วน 7 กฎเกณฑ์ทั่วไป

มาตรา 1689 ในคำตัดสินคู่คดีต้องได้รับการตักเตือนเกี่ยวกับข้อผูกมัดทางศีลธรรมหรือแม้แต่ข้อผูกมัดทางฝ่ายบ้านเมืองที่เขาอาจมีต่อกันและกัน และต่อบุตรของตนเกี่ยวกับการเลี้ยงดู และการศึกษาของบุตร

มาตรา 1690 คดีที่ประกาศความเป็นโมฆะของการแต่งงานนั้นไม่สามารถดำเนินการในแบบการพิจารณาคดีด้วยวาจา

มาตรา 1691 ในเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับขบวนการดำเนินการคดีมาตราเกี่ยวกับการพิจารณาความทั่วไปและมาตราเกี่ยวกับการพิจารณาเกี่ยวกับคดีธรรมดาต้องนำมาใช้เว้นไว้แต่ว่าธรรมชาติของเรื่องไม่ให้ใช้วิธีการดังกล่าวอย่างไรก็ตามต้องนำกฎเกณฑ์พิเศษเรื่องคดีเกี่ยวกับสถานะของบุคคลเรื่องคดีที่มีผลต่อความดีสาธารณะมาใช้

 

บท 2 คดีเรื่องการแยกกันของคู่สมรส

มาตรา 1692 วรรค 1 เว้นไว้แต่ว่ามีการกำหนดอันชอบด้วยกำหมายไว้เป็นอย่างอื่นสำหรับบางสถานที่โดยเฉพาะการแยกกันอยู่ของคู่สมรสที่ได้รับศีลล้างบาปสามารถถูกกำหนดโดยคำสั่งของพระสังฆราชสังฆมณฑลหรือโดยคำตัดสินของผู้พิพากษาตามกฎหมายมาตราต่อไปนี้

วรรค 2 ในที่ๆ คำตัดสินของพระศาสนจักรไม่มีผลทางบ้านเมืองหรือถ้าเห็นได้ก่อนว่าคำตัดสินของบ้านเมืองไม่ขัดกับกฎของพระเจ้าพระสังฆราชของสังฆมณฑลที่คู่สมรสมีถิ่นที่อยู่สามารถอนุญาตให้พวกเขาขึ้นศาลฝ่ายบ้านเมืองได้ หลังจากได้พิจารณาสภาพแวดล้อมเฉพาะนั้นแล้ว

วรรค 3 เช่นเดียวกันถ้าเป็นคดีเกี่ยวกับผลทางฝ่ายบ้านเมืองของการแต่งงานเท่านั้นผู้พิพากษาสามารถกำหนดว่าเป็นการเพียงพอที่จะส่งมอบคดีต่อไปยังศาลบ้านเมืองตั้งแต่เริ่มต้น ทั้งนี้โดยคำนึงถึงข้อกำหนดของวรรค 2

มาตรา 1693 วรรค 1 ต้องใช้ขบวนการพิจารณาด้วยวาจา เว้นไว้แต่ว่าคู่คดีฝ่ายหนึ่ง หรือผู้ผดุงความยุติธรรมขอให้ใช้ขบวนการพิจารณาปกติ

วรรค 2 ถ้าได้ใช้วิธีการพิจารณาปกติ และได้มีการยื่นการอุทธรณ์ ต้องดำเนินการตามกฎเกณฑ์ของกฎหมายมาตรา 1682 วรรค 2 โดยปฏิบัติทุกอย่างที่ต้องปฏิบัติ

มาตรา 1694 ให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมายมาตรา 1673 เกี่ยวกับเรื่องอำนาจศาล

มาตรา 1695 ก่อนรับฟ้องคดีหรือเมื่อใดก็ตามที่เห็นว่ามีความหวังในผลสำเร็จที่จะออกมาผู้พิพากษาต้องใช้วิธีอภิบาลเพื่อให้คู่สมรสคืนดีกันและนำเขาให้ฟื้นการอยู่กินฉันท์สามีภรรยา

มาตรา 1696 คดีที่เกี่ยวกับการแยกกันอยู่ของคู่สมรสเป็นเรื่องเกี่ยวกับความดีสาธารณะด้วย ดังนั้นผู้ผดุงความยุติธรรมต้องเข้าแทรกแซงด้วยเสมอตามกฎเกณฑ์ของกฎหมายมาตรา 1433

 

บท 3 ขบวนการขอยกเว้นการแต่งงานที่ถูกต้อง และยังไม่สมบูรณ์

มาตรา 1697 คู่สมรสเท่านั้นหรือคู่สมรสฝ่ายหนึ่งแม้ว่าอีกฝ่ายไม่เห็นด้วยมีสิทธิ์ขอการยกเว้นจากการแต่งงานที่ถูกต้องและยังไม่สมบูรณ์

มาตรา 1698 วรรค 1 สันตะสำนักเท่านั้นตัดสินเรื่องข้อเท็จจริงของความไม่สมบูรณ์ของการสมรสและเรื่องการมีอยู่ของเหตุผลอันชอบเพื่อให้การยกเว้น

วรรค 2 อย่างไรก็ตามพระสันตะปาปาแต่ผู้เดียวเท่านั้นให้การยกเว้นนี้

มาตรา 1699 วรรค 1 ผู้มีอำนาจรับหนังสือฟ้องเพื่อขอการยกเว้นคือพระสังฆราชสังฆมณฑลที่ผู้ขอมีภูมิลำเนาหรือกึ่งภูมิลำเนาท่านต้องจัดขั้นตอนกระบวนการพิจารณา ถ้าท่านแน่ใจถึงพื้นฐานของคำขอ

วรรค 2 แต่หากคดีที่เสนอมานั้นมีความยุ่งยากพิเศษ ด้านกฎหมายหรือด้านจริยธรรม พระสังฆราชสังฆมณฑลต้องปรึกษาสันตะสำนัก

วรรค 3 ให้ร้องเรียนต่อสันตะสำนักได้ หากพระสังฆราชมีคำสั่งไม่รับหนังสือฟ้อง

มาตรา 1700 วรรค 1 โดยคำนึงถึงข้อกำหนดของกฎหมายมาตรา 1681 พระสังฆราชต้องมอบขั้นตอนของขบวนการพิจารณานี้จะโดยแบบถาวรหรือแบบเป็นคดีๆ ไปให้แก่ศาลของตน ศาลของสังฆมณฑลอื่นหรือพระสงฆ์ที่เหมาะสม

วรรค 2 แต่ถ้าคำขอให้ตัดสินได้ถูกนำเข้ามา เพื่อการประกาศเป็นโมฆะของคดีเดียวกันนี้ ศาลเดียวกันต้องรับเรื่องไปดำเนินการ

มาตรา 1701 วรรค 1 ผู้ปกป้องพันธะต้องอยู่ในการพิจารณาคดีเสมอ

วรรค 2 ไม่ให้มีตัวแทนด้านกฎหมาย แต่เพราะความยุ่งยากของคดี พระสังฆราชสามารถอนุญาตให้โจทก์หรือจำเลยมีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายช่วยได้

มาตรา 1702 เท่าที่จะเป็นไปได้ต้องฟังคู่สมรสแต่ละฝ่ายระหว่างการดำเนินคดี และต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่ว่าด้วยการรวบรวมหลักฐานพิสูจน์ในกระบวนการพิจารณาแบบปกติ และในคดีความเป็นโมฆะของการแต่งงานขอแต่ให้กฎหมายมาตราเหล่านี้สามารถปรับใช้ได้กับธรรมชาติของกระบวนการพิจารณาเหล่านี้

มาตรา 1703 วรรค 1 ไม่มีการปิดประกาศสำนวนคดีอย่างไรก็ตามเมื่อผู้พิพากษาเห็นว่าจากหลักฐานพิสูจน์ที่นำมาเกิดมีข้อขัดขวางหนักต่อคำขอของโจทก์หรือต่อคำคัดค้านของจำเลยผู้พิพากษาต้องเปิดเผยเรื่องนี้อย่างรอบคอบแก่ฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

วรรค 2 ผู้พิพากษาสามารถแสดงเอกสารที่นำมาหรือสามารถแสดงหลักฐานที่ได้รับแก่คู่คดีที่เกี่ยวข้องซึ่งขอมาและกำหนดเวลาให้แสดงข้อสังเกตมาตรา 1704 วรรค 1 หลังจากที่ได้ดำเนินการตามขบวนการแล้วผู้พิพากษาที่ดำเนินการต้องส่งมอบสำนวนทั้งหมดพร้อมกับคำรายงานที่เหมาะสมแก่พระสังฆราชท่านต้องเตรียมให้ความเห็นของท่านเกี่ยวกับข้อเท็จจริงของเรื่องทั้งที่เกี่ยวกับความไม่สมบูรณ์ของการแต่งงานและทั้งเหตุผลอันชอบที่ขอยกเว้น และความเหมาะสมที่จะให้การยกเว้นนั้น

วรรค 2 ถ้าการดำเนินคดีได้มอบให้แก่ศาลอื่นตามมาตรา 1700 แล้วข้อสังเกตที่เข้าข้างพันธะผูกพันธ์จะต้องทำที่ศาลเดียวกันแต่ความเห็นที่กล่าวในวรรค 1 เป็นหน้าที่ของพระสังฆราชที่ได้มอบเรื่องนี้ผู้ดำเนินเรื่องต้องส่งสำนวนคดีพร้อมกับคำรายงานที่เหมาะสมแก่ท่าน

มาตรา 1705 วรรค 1 พระสังฆราชต้องส่งสำนวนคดีทั้งหมดพร้อมกับความเห็นของท่าน และข้อสังเกตของผู้ปกป้องพันธะแก่สันตะสำนัก

วรรค 2 ถ้าสันตะสำนักตัดสินว่าต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อดำเนินเรื่องพระสังฆราชจะได้รับการแจ้งเกี่ยวกับส่วนประกอบสำคัญที่ต้องทำเพื่อให้การดำเนินเรื่องนี้ครบถ้วน

วรรค 3 ถ้าสันตะสำนักตอบว่าการแต่งงานที่ไม่สมบูรณ์ไม่ได้รับการพิสูจน์โดยข้อมูลที่ยื่นไป ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายตามที่ระบุไว้ในมาตรา 1701 วรรค 2 สามารถทบทวนคดีแต่ไม่ต้องทบทวนความเห็นของพระสังฆราช ที่ศาลนั้นเองเพื่อดูว่ามีเหตุผลหนักที่สามารถนำมาเพื่อยื่นขอใหม่

มาตรา 1706 สันตะสำนักส่งคำตอบการยกเว้นแก่พระสังฆราชพระสังฆราชจะแจ้งคำตอบนั้นแก่คู่คดี และโดยเร็วเท่าที่เป็นไปได้พระสังฆราชสั่งให้เจ้าอาวาสของสถานที่ที่มีการแต่งงาน และเจ้าอาวาสของสถานที่ที่ได้รับศีลล้างบาปเพื่อบันทึกในหนังสือทะเบียนศีลสมรสและศีลล้างบาปเรื่องการยกเว้นที่ได้รับนั้น

 

 บท 4 ขบวนการพิจารณาการสันนิษฐานเรื่องความตายของคู่สมรส

มาตรา 1707 วรรค 1 เมื่อใดก็ตามที่ไม่สามารถพิสูจน์ถึงความตายของคู่สมรสด้วยเอกสารที่แท้จริงของพระศาสนจักรหรือของบ้านเมืองคู่สมรสอีกฝ่ายยังไม่ถูกถือว่าพ้นจากพันธะของการสมรสจนกระทั่งหลังจากมีคำประกาศถึงการสันนิษฐานว่าตาย โดยพระสังฆราชสังฆมณฑล

วรรค 2 พระสังฆราชสังฆมณฑลสามารถทำการประกาศตามที่ระบุไว้ในวรรค 1 ได้เฉพาะเมื่อได้สอบสวนอย่างเหมาะสมจนทำให้ท่านบรรลุถึงความแน่ใจตามหลักจริยธรรม ถึงความตายของคู่สมรส จากการให้การของพยาน จากข่าวลือหรือจากเครื่องบ่งชี้ทั้งหลาย เพียงการไม่ปรากฏตัวของคู่สมรสเท่านั้นแม้ว่าจะยาวนาน ยังไม่เพียงพอ

วรรค 3 พระสังฆราชต้องปรึกษาสันตะสำนักเกี่ยวกับคดีที่ไม่ชัดเจนและยุ่งยากซับซ้อน

book

"ขบวนการพิจารณาเกี่ยวกับแต่งงาน" (มาตรา 1671-1707)

"คดีเพื่อการประกาศความเป็นโมฆะของศีลบรรพชา" (มาตรา 1708-1716) >>