Skip to main content

book

ประมวลกฎหมายพระศาสนจักรคาทอลิก

บรรพ 7 กระบวนการพิจารณาคดี

ภาค 5 ขบวนการร้องเรียนอำนาจบริหาร และการปลด หรือการย้ายเจ้าอาวาส

ตอน 1 การร้องเรียนสู้คำสั่งฝ่ายบริหาร

มาตรา 1732 สิ่งที่กำหนดเกี่ยวกับคำสั่งในมาตราต่างๆ ของตอนนี้ให้ปรับใช้กับการกระทำทั้งหมดของฝ่ายบริหารที่ประกาศออกมานอกเหนือจากการพิจารณาคดีทางศาล โดยยกเว้นเรื่องที่ให้โดยพระสันตะปาปาเองหรือโดยสภาสังคายนาสากล

มาตรา 1733 วรรค 1 เมื่อผู้ใดรู้สึกตนได้รับความเสียหายจากคำสั่งเป็นการปรารถนาอย่างยิ่งให้หลีกเลี่ยงการโต้แย้งระหว่างบุคคลนั้นกับผู้มีอำนาจออกคำสั่งแต่ให้เอาใจใส่ให้บรรลุถึงการแก้ไขที่เที่ยงธรรมโดยการปรึกษาร่วมกันอาจทำได้โดยใช้ความช่วยเหลือของผู้รอบรู้ที่เป็นคนกลางช่วยพิจารณาและศึกษาปัญหาด้วยวิธีนี้ข้อโต้แย้งอาจได้รับการหลีกเลี่ยงหรือนำไปสู่ข้อสรุปโดยวิธีการอันเหมาะสมบางประการ

วรรค 2 สภาพระสังฆราชสามารถกำหนดให้แต่ละสังฆมณฑล ตั้งสำนักงานถาวรหรือตั้งสภาที่มีหน้าที่ตามกฎเกณฑ์ที่ออกโดยสภาพระสังฆราชเพื่อแสวงหาและแนะนำข้อแก้ไขที่ชอบธรรม แม้ว่าสภาพระสังฆราชไม่ได้สั่งพระสังฆราชอาจตั้งสำนักงานหรือสภาดังกล่าวได้

วรรค 3 สำนักงานหรือสภาที่กล่าวในวรรค 2 ต้องเอาใจใส่ในงานของตนโดยเฉพาะเมื่อมีการร้องขอให้ยกเลิกคำสั่งตามมาตรา 1734 และเวลากำหนดสำหรับการร้องขอยังไม่สิ้นสุดถ้าการร้องขอเป็นการยื่นคัดค้านคำสั่งเมื่อใดก็ตามเมื่อผู้ใหญ่มองเห็นว่ามีความหวังของทางออกที่ดีผู้ใหญ่ผู้ที่ได้ตรวจคำร้องเรียนต้องกระตุ้นเตือนทั้งผู้ร้องเรียนและผู้ออกคำสั่งให้แสวงหาทางออกแบบนี้

มาตรา 1734 วรรค 1 ก่อนการยื่นคำร้องเรียนบุคคลผู้นี้ต้องเขียนขอให้มีการถอนหรือแก้ไขคำสั่งจากผู้ออกคำสั่งเมื่อยื่นคำขอดังกล่าวก็ถือเป็นที่เข้าใจว่าการระงับการปฏิบัติตามคำสั่งถูกขอด้วย

วรรค 2 การร้องขอต้องกระทำภายในระยะเวลา 10 วันทำการ นับจากได้รับคำสั่งตามกฎหมายแล้ว

วรรค 3 กฎเกณฑ์ของวรรค 1 และวรรค 2 นำมาใช้ไม่ได้เมื่อ:
    1. เกี่ยวกับการยื่นคำร้องเรียนต่อพระสังฆราช เพื่อคัดค้านคำสั่งที่ออกโดยอำนาจที่ขึ้นกับท่าน
    2. เกี่ยวกับการยื่นคำร้องเรียนคัดค้านคำสั่งซึ่งโดยคำสั่งนี้คำร้องเรียนตามฐานันดรถูกตัดสินแล้ว เว้นไว้แต่ว่าคำตัดสินนั้นเป็นของพระสังฆราชเอง
    3. เกี่ยวกับการร้องเรียนตามมาตรา 57 และมาตรา 1735

มาตรา 1735 ถ้าภายใน 30 วัน นับจากวันที่คำร้องที่ระบุในมาตรา 1734 มาถึงผู้ออกคำสั่งผู้ออกคำสั่งแจ้งคำสั่งใหม่ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขคำสั่งเดิมหรือออกคำสั่งให้คำร้องขอตกไปกำหนดเวลาร้องเรียนให้นับจากวันแจ้งคำสั่งใหม่ อย่างไรก็ตามถ้าผู้ออกคำสั่งไม่ออกคำสั่งใดๆ ภายใน 30 วัน กำหนดเวลาเริ่มนับจากวันที่30

มาตรา 1736 วรรค 1 ในกรณีของการร้องเรียนตามฐานันดรที่ระงับการปฏิบัติคำสั่ง คำร้องขอที่ระบุในมาตรา 1734 มีผลบังคับเช่นกัน

วรรค 2 ในกรณีอื่น หากภายใน 10 วันของการได้รับคำร้องตามที่ระบุในมาตรา 1734 ผู้ออกคำสั่งมิได้ออกคำสั่งให้ระงับการปฏิบัติการระงับการปฏิบัติชั่วคราวสามารถขอจากผู้ใหญ่ตามฐานันดรของผู้ออกคำสั่งได้ผู้ใหญ่ผู้นี้สามารถออกคำสั่งได้เฉพาะเมื่อมีเหตุผลหนักเท่านั้นและต้องคำนึงเสมอที่จะไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อความรอดของวิญญาณในทางใดๆ

วรรค 3 เมื่อมีการระงับการปฏิบัติตามคำสั่งตามวรรค 2หากในภายหลังมีการร้องเรียนผู้ต้องตรวจคำร้องเรียนตามมาตรา 1737 วรรค 3 ต้องกำหนดว่า จะยืนยันหรือยกเลิกการระงับนั้น

วรรค 4 หากไม่มีการยื่นคำร้องเรียนสู้คำสั่งภายในระเวลากำหนด การระงับการปฏิบัติที่มีผลแบบชั่วคราวตามวรรค 1 และวรรค 2 ก็เป็นอันตกไป

มาตรา 1737 วรรค 1 บุคคลใดที่รู้สึกว่าตนเองได้รับความเสียหายจากคำสั่งสามารถทำการร้องเรียนด้วยเหตุผลที่ชอบธรรมใดๆต่อผู้ใหญ่ตามฐานันดรของผู้ออกคำสั่งคำร้องเรียนนี้สามารถยื่นต่อผู้ออกคำสั่งซึ่งต้องส่งคำร้องเรียนต่อไปยังผู้ใหญ่ตามฐานนันดรผู้ทรงอำนาจโดยทันที

วรรค 2 การร้องเรียนต้องยื่นภายในกำหนดเวลาเด็ดขาดของ 15 วันทำการในกรณีที่ระบุตามมาตรา 1734 วรรค 3ระยะเวลากำหนดเริ่มนับจากวันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง ในกรณีอื่นๆระยะเวลากำหนดเริ่มนับตามกฎเกณฑ์ของมาตรา 1735

วรรค 3 แม้ในบรรดากรณีซึ่งการร้องเรียนมิได้ระงับการปฏิบัติตามคำสั่งโดยตัวกฎหมายเอง หรือในกรณีที่การระงับได้ออกเป็นคำสั่งตามกฎเกณฑ์ของมาตรา 1736 วรรค 2 ผู้ใหญ่ด้วยเหตุผลอันหนักสามารถออกคำสั่งให้ระงับการปฏิบัติแต่ต้องระวังเสมอไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อความรอดของวิญญาณในทางใดๆ

มาตรา 1738 ผู้ทำการร้องเรียนมีสิทธิ์มีทนายหรือตัวแทนได้เสมอเพื่อหลีกเลี่ยงความล่าช้าโดยไม่จำเป็นยิ่งกว่านั้นต้องตั้งทนายทางการหากผู้ร้องไม่มีทนายและผู้ใหญ่เห็นว่าจำเป็นกระนั้นก็ดีผู้ใหญ่สามารถสั่งให้ผู้ร้องเรียนมาปรากฏตัวเพื่อให้ปากคำได้เสมอ

มาตรา 1739 เท่าที่กรณีเรียกร้องอนุญาตให้ผู้ใหญ่ซึ่งตรวจสอบคำร้องเรียนไม่เพียงแต่ยืนยันคำสั่งหรือประกาศให้คำสั่งเป็นโมฆะเท่านั้นแต่ยังสามารถยกเลิก

เพิกถอน หรือถ้าผู้ใหญ่เห็นว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสมกว่า ท่านสามารถแก้ไข ออกใหม่ หรือออกคำสั่งที่ตรงกันข้าม

ตอน 2 กระบวนการปลด และโยกย้ายเจ้าอาวาส

บท 1 วิธีการดำเนินการปลดเจ้าอาวาส

มาตรา 1740 เมื่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าอาวาสองค์ใดก่อให้เกิดผลเสียหายหรืออย่างน้อยไม่มีประสิทธิภาพด้วยเหตุผลบางประการแม้ว่าไม่ได้เป็นความผิดหนักของท่านเองท่านสามารถถูกปลดจากวัดโดยพระสังฆราชสังฆมณฑล

มาตรา 1741 เหตุผลที่สามารถปลดเจ้าอาวาสโดยชอบด้วยกฎหมายจากวัดของท่าน มีดังต่อไปนี้
    1. วิธีปฏิบัติที่ก่อให้เกิดผลเสียร้ายแรง หรือก่อให้เกิดความไม่สงบต่อชุมชนพระศาสนจักร
    2. ขาดความสามารถ หรือเจ็บป่วยทางจิตหรือทางกายแบบถาวร ซึ่งทำให้เจ้าอาวาสไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิผล
    3. การเสียชื่อเสียงที่ดีท่ามกลางสัตบุรุษที่ดีและศรัทธา หรือมีความไม่พอใจต่อเจ้าอาวาส ซึ่งคาดการว่าจะไม่จบลงในเวลาอันสั้น
    4. มีการละเลยหรือละเมิดอย่างร้ายแรงต่อหน้าที่เจ้าอาวาส และยังเป็นเช่นนั้นหลังจากได้รับการเตือนแล้ว
    5. บริหารทรัพย์สินไม่ดี ก่อให้เกิดความเสียร้ายแรงต่อพระศาสนจักรที่ไม่อาจแก้ไขได้ด้วยวิธีอื่นใด

มาตรา 1742 วรรค 1 หากการสอบสวนแสดงว่ามีเหตุผลตามที่ระบุมาตรา 1740 พระสังฆราชต้องถกเรื่องนี้กับพระสงฆ์เจ้าอาวาส 2องค์ที่เลือกจากกลุ่มที่ตั้งขึ้นอย่างถาวรโดยสภาสงฆ์ตามข้อเสนอของพระสังฆราชเพื่อการนี้ถ้าพระสังฆราชเห็นว่าท่านต้องดำเนินการปลดเพื่อความถูกต้องพระสังฆราชต้องชี้แจงเหตุผลและข้อพิสูจน์แก่เจ้าอาวาสและขอร้องเจ้าอาวาสเยี่ยงบิดาให้ลาออกจากวัดภายใน 15 วัน

วรรค 2 ข้อกำหนดของมาตรา 682 วรรค 2 ต้องนำมาใช้กับเจ้าอาวาสที่เป็นสมาชิกของสถาบันนักพรต หรือของคณะชีวิตแพร่ธรรม

มาตรา 1743 พระสงฆ์เจ้าอาวาสยื่นการลาออกไม่เพียงแต่แบบบริสุทธิ์และแบบธรรมดาเท่านั้น แต่เป็นแบบมีเงื่อนไขได้ด้วยขอเพียงแต่พระสังฆราชสามารถรับเงื่อนไขได้โดยชอบด้วยกฎหมายและท่านก็รับจริงๆ

มาตรา 1744 วรรค 1 หากพระสงฆ์เจ้าอาวาสไม่ได้ตอบภายในเวลาที่กำหนด พระสังฆราชต้องย้ำการขอร้องของท่าน โดยขยายเวลาสำหรับการตอบ

วรรค 2 หากเป็นที่ชัดแจ้งแก่พระสังฆราชว่าพระสงฆ์เจ้าอาวาสได้รับคำขอร้องครั้งที่สองแต่ไม่ได้ตอบแม้ไม่มีข้อขัดขวางใดเป็นอุปสรรคให้ทำดังกล่าวหรือหากพระสงฆ์เจ้าอาวาสปฏิเสธที่จะลาออกและไม่ให้เหตุผลพระสังฆราชต้องออกคำสั่งปลด

มาตรา 1745 อย่างไรก็ตามหากพระสงฆ์เจ้าอาวาสคัดค้านสาเหตุการปลดและเหตุผลในการปลดโดยเหตุผลซึ่งปรากฏว่าไม่มีน้ำหนักต่อพระสังฆราชเพื่อพระสังฆราชจะปฏิบัติอย่างถูกต้อง ท่านต้อง:
    1. เชิญพระสงฆ์ให้มาตรวจสอบคดี เพื่อเขียนคำคัดค้านการปลดเป็นลายลักษณ์อักษร และยิ่งกว่านั้นให้หลักฐานพิสูจน์แย้ง หากมี
    2. หลังจากนั้นให้สรุปคดีหากจำเป็นและพิจารณาเรื่องพร้อมกับพระสงฆ์เจ้าอาวาส 2 คนเดิม ดังระบุในมาตรา 1742 วรรค 1 เว้นไว้แต่ว่าพระสงฆ์อื่นต้องได้รับการแต่งตั้งเหตุเพราะความไม่สามารถของเจ้าอาวาส 2 คนเดิม
    3. ในที่สุดต้องตัดสินใจว่า ต้องปลดพระสงฆ์เจ้าอาวาสหรือไม่ และออกคำสั่งเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยไม่ชักช้า

มาตรา 1746 เมื่อพระสงฆ์เจ้าอาวาสถูกปลดแล้วพระสังฆราชต้องมอบหน้าที่อื่นให้ หากเขาเหมาะสมกับหน้าที่นั้นหรือให้พักจากหน้าที่ตามที่กรณีอนุญาตให้ทำ

มาตรา 1747 วรรค 1 พระสงฆ์เจ้าอาวาสที่ถูกปลดต้องหยุดจากการปฏิบัติหน้าที่เจ้าอาวาสให้ออกจากบ้านพักพระสงฆ์โดยเร็วเท่าที่จะทำได้และมอบทุกสิ่งที่เป็นของวัดแก่พระสงฆ์ที่พระสังฆราชได้มอบวัดให้

วรรค 2 กระนั้นก็ดีหากมีปัญหาว่าเจ้าอาวาสผู้นั้นป่วยจนไม่สามารถย้ายจากบ้านพักพระสงฆ์ไปอยู่ที่อื่นโดยสะดวกได้พระสังฆราชต้องปล่อยให้เขาใช้บ้านพักพระสงฆ์นานเท่าที่ยังมีความจำเป็นอยู่แม้เป็นการใช้เพื่อเขาเองโดยเฉพาะ

วรรค 3 ขณะที่การร้องเรียนสู้คำสั่งปลดยังไม่สิ้นสุดพระสังฆราชไม่สามารถแต่งตั้งเจ้าอาวาสใหม่แต่ในระหว่างนั้นท่านต้องจัดให้มีผู้บริหารวัด

 

บท 2 ขบวนการย้ายพระสงฆ์เจ้าอาวาส                                                      

มาตรา 1748 หากเพื่อความดีของวิญญาณ หรือความจำเป็นหรือผลประโยชน์ของพระศาสนจักรเรียกร้องให้ต้องย้ายเจ้าอาวาสจากวัดซึ่งเขาได้ปกครองอย่างเกิดประโยชน์ ไปยังวัดอีกแห่งหนึ่งหรือไปปฏิบัติหน้าที่อื่นพระสังฆราชต้องเสนอการย้ายแก่เขาเป็นลายลักษณ์อักษร และชักชวนให้เห็นด้วยเพื่อความรักของพระเจ้าและของวิญญาณ

มาตรา 1749 หากพระสงฆ์เจ้าอาวาสผู้นั้นไม่ยินยอมทำตามคำแนะนำ และคำชักชวนของพระสังฆราช เขาต้องให้เหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษร

มาตรา 1750 แม้ว่าได้ให้เหตุผลอธิบายแล้วหากพระสังฆราชตัดสินว่ายังคงไม่เปลี่ยนความตั้งใจในกรณีนี้ท่านต้องถกเหตุผลที่สนับสนุนหรือขัอแย้งการย้ายกับเจ้าอาวาส 2องค์ที่ได้รับเลือกตามกฎเกณฑ์ของมาตรา 1742 วรรค 1 หากท่านยังตัดสินว่ายังต้องมีการย้ายท่านต้องย้ำคำเตือนเยี่ยงบิดาต่อเจ้าอาวาสนั้น

มาตรา 1751 วรรค 1 เมื่อได้ปฏิบัติสิ่งเหล่านี้แล้ว พระสงฆ์เจ้าอาวาสยังคงปฏิเสธ และพระสังฆราชยังคิดว่าจำเป็นต้องย้าย ท่านต้องออกคำสั่งย้าย โดยระบุว่าวัดจะต้องว่างลงหลังจากเวลาที่กำหนดไว้สิ้นสุดลง

วรรค 2 หากเวลากำหนดสิ้นสุดลงโดยไม่เกิดผลอะไร ท่านต้องประกาศให้วัดว่างลง

มาตรา 1752 ในกรณีการย้าย ให้นำข้อกำหนดของมาตรา 1747 มาปรับใช้โดยคำนึงถึงความชอบธรรมของกฎหมายพระศาสนจักรและโดยคำนึงถึงความรอดของวิญญาณซึ่งเสมอไปต้องเป็นกฎหมายสูงสุดของพระศาสนจักร

book

"ขบวนการร้องเรียนอำนาจบริหาร และการปลด หรือการย้ายเจ้าอาวาส" (มาตรา 1732-1752)