ตามที่พระเยซูเจ้าทรงเปิดเผยแก่เราผ่านทางนักบุญโฟสตินา โควัลสกา
- พระฉายาลักษณ์พระเมตตา
- วันอาทิตย์ฉลองพระเมตตา
- บทสวดสายประคำพระเมตตา
- บทภาวนาเวลาบ่ายสามโมง ชั่วโมงแห่งพระเมตตายิ่งใหญ่
- ประกาศพระเมตตา
1. พระฉายาลักษณ์พระเมตตา
![]()
กว่า 80 ปีมาแล้วในปี 1931 พระเยซูเจ้าทรงปรากฏพระองค์ให้ซิสเตอร์โฟสตินาเห็นในนิมิต เธอเห็นพระองค์ในฉลองพระองค์สีขาว พระหัตถ์ขวาทรงยกขึ้นในท่าอวยพร พระหัตถ์ซ้ายแตะฉลองพระองค์ตรงบริเวณพระหฤทัยที่ซึ่งมีลำแสงสองสายฉายออกมา ลำแสงหนึ่งเป็นสีแดง อีกลำแสงหนึ่งสีจาง พระเยซูเจ้าตรัสแก่เธอว่า:
จงวาดภาพขึ้นมาภาพหนึ่งตามแบบที่ลูกเห็น พร้อมกับคำจารึกว่า “พระเยซูเจ้า ลูกวางใจในพระองค์”
...เราสัญญาว่า วิญญาณที่แสดงความเคารพต่อภาพนี้จะไม่พินาศ เราขอสัญญาด้วยว่าเขาจะชนะศัตรูของเขาตั้งแต่อยู่บนโลกนี้ โดยเฉพาะเมื่อใกล้จะตาย เราจะปกป้องวิญญาณนั้นเสมือนหนึ่งสิริรุ่งโรจน์ของเราเอง ...เรากำลังหยิบยื่นภาชนะหนึ่งให้แก่คนทั้งหลาย ซึ่งเขาจะเข้ามาหาพระหรรษทานจากต้นธารความเมตตาได้เสมอ ภาชนะนั้นคือรูปภาพนี้ ซึ่งมีคำจารึกว่า “พระเยซูเจ้าข้า ลูกวางใจในพระองค์” ...เราปรารถนาให้ภาพนี้ได้รับการคารวะ เริ่มจากวัดน้อยของลูก และ (หลังจากนั้น) ทั่วโลก”
คุณพ่อวิญญาณของซิสเตอร์โฟสตินาขอให้เธอถามพระเยซูเจ้าถึงความหมายของลำแสงทั้งสองในภาพ เธอได้ยินคำตอบดังนี้:
“รังสีทั้งสองหมายถึงโลหิตและน้ำ ลำแสงสีจางหมายถึงน้ำซึ่งทำให้วิญญาณบริสุทธิ์ ลำแสงสีแดงหมายถึงโลหิตซึ่งเป็นชีวิตของวิญญาณ ลำแสงทั้งสองนี้ออกมาจากส่วนลึกที่สุดของความเมตตาอันอ่อนโยนของเรา เมื่อดวงใจอันทุกข์ระทมของเราถูกหอกทิ่มแทงบนไม้กางเขน... บุคคลที่อาศัยอยู่ในลำแสงนี้ย่อมเป็นสุขเพราะพระหัตถ์อันเที่ยงธรรมของพระเจ้าจะยึดเขาไว้มิได้ (299) ...เราจะมอบพระหรรษทานอย่างมากมายแก่วิญญาณทั้งหลายด้วยภาพนี้ ภาพนี้ควรเป็นเครื่องเตือนใจให้ระลึกถึงสิ่งที่ความเมตตาของเรารียกร้อง เพราะแม้แต่ความเชื่อที่แข็งแกร่งที่สุดก็ไร้ประโยชน์หากปราศจากผลงาน”
พระดำรัสเหล่านี้บ่งบอกว่า พระฉายาลักษณ์เป็นสัญลักษณ์ของพระหรรษทานแห่งพระเมตตาของพระเจ้าที่ประทานให้แก่ชาวโลก โดยเฉพาะโดยทางศีลล้างบาปและศีลมหาสนิท มีการวาดภาพนี้ขึ้นหลายรุ่น แต่ละรุ่นแตกต่างกัน แต่พระเยซูเจ้าทรงให้ความกระจ่างว่า ความสำคัญมิได้อยู่ที่ภาพเขียน เมื่อซิสเตอร์โฟสตินาได้เห็นภาพแรกที่วาดขึ้นตามคำแนะนำของเธอ เธอร้องไห้ด้วยความผิดหวังและโอดครวญกับพระเยซูเจ้าว่า “ใครเล่าจะวาดภาพพระองค์ได้งามเท่าพระองค์จริง” เธอได้ยินคำตอบว่า “ความยิ่งใหญ่ของภาพนี้ไม่ได้อยู่ที่ความงามของสีหรือเส้นสายลายพู่กัน แต่อยู่ที่พระหรรษทานของเรา”
ดังนั้น การที่เราชอบภาพรุ่นใดมากกว่าจึงมิใช่สาระสำคัญ เราสามารถมั่นใจได้ว่าภาพนั้นๆคือสื่อกลางแห่งพระหรรษทาน ถ้าเราแสดงความเคารพด้วยความไว้วางใจในพระเมตตาของพระองค์
บทภาวนาต่อพระรูปพระเมตตา
ข้าแต่พระเยซูพระทัยอ่อนหวาน พระองค์ทรงตั้งบัลลังก์แห่งความเมตตาของพระองค์ เพื่อนำความชื่นชมยินดีและความหวังมาสู่คนบาป จากดวงพระหฤทัยที่เปิดกว้างดุจเสมือนต้นธารบริสุทธิ์ สายธารแห่งความบรรเทาใจก็หลั่งไหลท่วมท้นสู่จิตวิญญาณที่สำนึกผิด
ขอให้คำสรรเสริญและคำสดุดีแห่งพระรูปนี้ จงหลั่งไหลจากดวงวิญญาณมนุษย์มิเว้นวาย ขอให้คำสรรเสริญแห่งพระเมตตาของพระเจ้า จงพรั่งพรูออกมาจากดวงใจทุกดวง ทุกๆโมงยามและตลอดนิรันดร อาแมน
2. วันฉลองพระเมตตา
![]()
วันฉลองพระเมตตามีความสำคัญเป็นอันดับแรกในบรรดากิจศรัทธาต่อพระเมตตาทั้งหมดที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเรียกร้องผ่านทางซิสเตอร์โฟสตินา:
ลูกรัก จงบอกชาวโลกเกี่ยวกับความเมตตาอันน่าพิศวงของเรา เราปรารถนาให้วันฉลองพระเมตตาเป็นดังที่หลบภัยและที่กำบังสำหรับวิญญาณทั้งมวล โดยเฉพาะคนบาปที่น่าสงสาร ในวันนั้น... เราระบายมหาสมุทรแห่งพระหรรษทานต่างๆ เหนือวิญญาณที่เข้ามาหาต้นธารความเมตตาของเรา ...วิญญาณที่จะไปแก้บาปและรับศีลมหาสนิทจะได้รับอภัยโทษจากบาปและโทษบาปทั้งหมด ในวันนั้นประตูทำนบสวรรค์จะเปิดออกให้พระหรรษทานไหลผ่าน อย่าให้วิญญาณใดกลัวที่จะเข้ามาใกล้เราเลย ไม่ว่าบาปของเขาจะหนักหนาสักเพียงไร ...เป็นความประสงค์ของเราเองที่จะให้มีพิธีฉลองอย่างเป็นทางการในวันอาทิตย์แรกหลังวันอาทิตย์ปัสกา มนุษยชาติจะไม่มีวันประสบสันติสุขจนกว่าพวกเขาจะหันมาพึ่งต้นธารแห่งความเมตตาของเรา
องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงปรารถนาชัดเจนให้ฉลองวันอาทิตย์พระเมตตาในวันอาทิตย์แรกหลังปัสกา ซึ่งได้กำหนดไว้ใน “บทภาวนาทำวัตรและการฉลองศีลมหาสนิท” ว่าเป็น “อัฐมวารปัสกา” มีการเรียกอย่างเป็นทางการว่าอาทิตย์ที่สองเทศกาลปัสกา หลังจากการปฎิรูปด้านพิธีกรรมของสภาสังคายนาวาติกันครั้งที่สองด้วยกฤษฎีกาของสมณกระทรวงพิธีกรรมและศีลศักดิ์สิทธิ์ในปัจจุบัน ได้มีการเปลี่ยนชื่อวันตามพิธีกรรมเป็น “อาทิตย์ที่สองเทศกาลปัสกา หรือ วันอาทิตย์ฉลองพระเมตตา”
คำสัญญาพิเศษ: ซิสเตอร์โฟสตินาบันทึกคำสัญญาของพระเยซูเจ้าที่จะทรงยกบาปและโทษบาปทั้งหมดในวันฉลองพระเมตตานี้ไว้ถึงสามครั้ง แต่ละครั้งใช้ถ้อยคำที่ต่างกันเพียงเล็กน้อย
“เราปรารถนาจะอภัยโทษทั้งหมดให้กับวิญญาณที่สารภาพบาปและรับศีลมหาสนิทในวันฉลองความเมตตาของเรา” “ใครก็ตามที่เข้าถึงต้นธารแห่งชีวิตในวันนี้จะได้รับการอภัยบาปและโทษบาปทั้งหมด”
“วิญญาณที่จะไปสารภาพบาปและรับศีลมหาสนิทจะได้รับอภัยโทษจากบาปและโทษบาปทั้งหมด”
เพื่อจะถือวันฉลองพระเมตตาได้อย่างเหมาะสมเราจึงควร...
- ทำนพวารเตรียมวันฉลองพระเมตตา **
- จัดวันฉลองนี้ในวันอาทิตย์แรกหลังปัสกา
- สำนึกผิดในบาปของเราอย่างจริงใจ
- วางใจในพระเยซูเจ้าอย่างสิ้นสุดจิตใจ
- ไปสารภาพบาป โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนวันอาทิตย์นั้น
- รับศีลมหาสนิทในวันฉลอง
- แสดงความเคารพต่อพระฉายาลักษณ์พระเมตตา
- แสดงความเมตตาต่อผู้อื่นโดยทางคำพูด กิจการและการภาวนา
** นพวารพระเมตตา: วันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ปี 1937 พระเยซูเจ้าทรงขอให้ซิสเตอร์โฟสตินาทำนพวารเป็นกรณีพิเศษก่อนวันฉลองพระเมตตา โดยเริ่มตั้งแต่วันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ต่อเนื่องไปจนถึงวันเสาร์ถัดมา พระองค์ทรงบอกจุดประสงค์สำหรับแต่ละวันด้วยพระองค์เอง แล้วให้เธอนำวิญญาณของกลุ่มต่างๆเข้ามาหาพระหฤทัยของพระองค์ในแต่ละวัน เพื่อชุบตัวพวกเขาในมหาสมุทรแห่งพระเมตตาของพระองค์และวิงวอนขอพระหรรษทานจากพระบิดาเพื่อพวกเขา โดยอาศัยพระมหาทรมานของพระเยซูเจ้า
3. สายประคำพระเมตตา
![]()
ปี 1935 ซิสเตอร์โฟสตินาได้รับภาพนิมิตของทูตสวรรค์องค์หนึ่ง ที่พระเจ้าทรงส่งมาลงทัณฑ์เมืองๆหนึ่ง เธอเริ่มสวดภาวนาขอพระเมตตา แต่คำภาวนาของเธอไร้ผล ทันใดนั้น เธอได้เห็นพระตรีเอกภาพและได้สัมผัสพลังจากพระหรรษทานของพระเยซูเจ้าภายในตัวเธอ ในเวลาเดียวกัน เธอก็พบว่าตนเองกำลังวิงวอนขอความเมตตาจากพระเจ้าด้วยคำพูดที่เธอได้ยินจากภายในตัวเธอว่า
“ข้าแต่พระบิดานิรันดร ลูกขอถวายแด่พระองค์ซึ่งพระกาย พระโลหิต พระวิญญาณ และพระเทวภาพแห่งพระบุตรสุดที่รักของพระองค์ พระเยซูคริสตเจ้า พระเจ้าของลูกทั้งหลาย เพื่อชดเชยบาปของลูกและของชาวโลกทั้งมวล เดชะพระมหาทรมานอันน่าเศร้าสลดยิ่งของพระเยซูเจ้า ขอทรงโปรดเมตตาลูกทั้งหลายเทอญ”
ขณะที่เธอสวดภาวนาตามเสียงดลใจนี้ ทูตสวรรค์ก็หมดฤทธิ์ไม่สามารถดำเนินการลงโทษได้ตามความบาปอันสมควรได้รับ วันรุ่งขึ้นเมื่อเธอเข้าไปภาวนาในวัดน้อย เธอได้ยินเสียงจากภายในสอนให้สวดบทภาวนาที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเรียกในเวลาต่อมาว่า “สายประคำพระเมตตา” คราวนี้พอสวดถึง ขอทรงโปรดเมตตาลูกทั้งหลาย แล้ว มีต่อท้ายว่า และชาวโลกทั้งมวลเทอญ ด้วย นับแต่นั้นมา เธอสวดภาวนาในรูปแบบนี้เสมอ เพื่ออุทิศให้แก่คนใกล้ตายเป็นพิเศษ
ในการเปิดเผยคราวต่อมา องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสชัดเจนว่า พระองค์มิได้ให้สายประคำนี้สำหรับเธอเพียงคนเดียว แต่สำหรับคนทั้งโลก พระองค์ทรงให้คำสัญญาพิเศษสำหรับการสวดสายประคำนี้:
“จงส่งเสริมให้วิญญาณทั้งหลายสวดสายประคำพระเมตตาที่เราสอนลูกไว้ ...ใครก็ตามที่จะสวดสายประคำนี้จะได้รับความเมตตาอันใหญ่หลวงในเวลาที่เขาจะสิ้นใจ ...เมื่อพวกเขาสวดสายประคำนี้ต่อหน้าคนใกล้ตาย เราจะยืนคั่นกลางระหว่างพระบิดาของเราและเขา มิใช่ในฐานะผู้พิพากษา แต่ในฐานะพระผู้ไถ่ผู้เปี่ยมด้วยความเมตตา ...พระสงฆ์จงแนะนำให้คนบาปสวดบทสายประคำนี้ เป็นความหวังสุดท้ายเพื่อความรอดของพวกเขา ถ้าคนบาปผู้ใจแข็งกระด้างที่สุดสวดบทสายประคำนี้แม้เพียงครั้งเดียว เขาก็จะได้รับพระหรรษทานจากความเมตตาอันไม่มีที่สิ้นสุดของเรา ...เราปรารถนาจะมอบพระหรรษทานเหนือความคิดให้แก่วิญญาณเหล่านั้นที่วางใจในความเมตตาของเรา...อาศัยการสวดสายประคำนี้ ลูกจะได้รับทุกสิ่ง ถ้าสิ่งที่ลูกขอสอดคล้องกับความประสงค์ของเรา”
4. ชั่วโมงแห่งพระเมตตา
![]()
ในการเปิดเผยต่อนักบุญโฟสตินา พระเยซูเจ้าทรงขอให้เราภาวนาและรำพึงถึงพระมหาทรมานของพระองค์เป็นพิเศษทุกวันเวลาบ่ายสามโมง ซึ่งเป็นชั่วโมงที่เตือนใจให้เราระลึกถึงการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนของพระองค์
เมื่อถึงเวลาบ่ายสามโมง จงวิงวอนขอความเมตตาของเราโดยเฉพาะเพื่อคนบาปทั้งหลาย และหากทำได้แม้เพียงชั่วครู่ จงสำรวมจิตใจรำพึงถึงมหาทรมานของเรา โดยเฉพาะการยอมมอบตัวเราไว้ในพระหัตถ์ของพระบิดาเจ้าขณะที่เราเข้าตรีทูต นี่คือชั่วโมงแห่งความเมตตาอันยิ่งใหญ่... ภายในชั่วโมงนี้ เราจะไม่ปฏิเสธสิ่งใดต่อวิญญาณที่วิงวอนขอเรา โดยอาศัยพระมหาทรมานของเรา
ทุกครั้งที่ลูกได้ยินนาฬิกาตีบอกเวลาบ่ายสามโมง จงซุบตัวลูกลงในความเมตตาของเราเพื่อชาวโลกทั้งมวล และโดยเฉพาะเพื่อคนบาปที่น่าสงสาร เพราะในเวลานั้น ความเมตตาของเราจะเปิดกว้างสำหรับวิญญาณทุกดวง ภายในชั่วโมงนี้ ลูกจะได้รับทุกสิ่งที่ลูกขอสำหรับตัวเองและเพื่อผู้อื่น นี่คือห้วงเวลาแห่งพระหรรษทานสำหรับคนทั้งโลก เป็นความเมตตาที่อยู่เหนือความยุติธรรม...
ลูกรัก จงพยายามให้มากที่สุดที่จะทำ ‘มรรคากางเขน’ ในชั่วโมงนี้หากลูกว่างจากหน้าที่การงาน ถ้าหากลูกไม่สามารถทำมรรคาศักดิ์สิทธิ์ได้ อย่างน้อยก็จงเข้าไปในวัดสักครู่ เพื่อนมัสการดวงใจที่เปี่ยมด้วยความเมตตาของเราในศีลมหาสนิท และถ้าลูกไม่สามารถไปเยี่ยมวัดได้ จงสำรวมใจภาวนาจากสถานที่ที่ลูกอยู่ในขณะนั้นแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆก็ตาม”
เราอาจไม่สามารถทำมรรคากางเขนหรือเฝ้าพระองค์ในศีลมหาสนิทได้ แต่เราทุกคนสามารถหยุด ‘สักชั่วขณะ’ เพื่อรำลึกถึงการถวายพระองค์แด่พระเจ้าขณะทรงเข้าตรีทูต แล้วสวดภาวนาสั้นๆ อย่างเช่น “พระเยซูเจ้าองค์ความเมตตา” หรือ “เดชะพระมหาทรมานอันน่าเศร้าสลดยิ่งของพระเยซูเจ้า ขอทรงโปรดเมตตาลูกทั้งหลายและชาวโลกทั้งมวลเทอญ”
5. ประกาศพระเมตตา
![]()
พระเยซูเจ้าทรงสัญญาว่า
“เราจะปกป้องวิญญาณซึ่งเผยแผ่ความศรัทธาต่อความเมตตาของเราไปตลอดชีวิตของเขา”
ซิสเตอร์โฟสตินาทำให้พระเมตตาได้รับการสรรเสริญไปทั่วโลกเพราะความวางใจในพระเมตตาแบบซื่อๆของเธอ เราทุกคนสามารถประกาศพระเมตตาของพระเจ้าได้ด้วยการเป็นคริสตชนที่ดีมีความรัก ความเมตตาต่อเพื่อนพี่น้อง นั่นคือวิธีประกาศพระเมตตาได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
พระเยซูทรงด้วยสัญญาว่า วิญญาณที่สรรเสริญพระเมตตาและเผยแพร่การสวดพระเมตตา แนะนำให้ผู้อื่นมีความวางใจในพระเมตตา จะไม่ประสบความน่ากลัวในเวลาที่เขาจะสิ้นใจ พระเมตตาของพระองค์จะปกป้องเขาในการต่อสู้ครั้งสุดท้ายแห่งชีวิต
การกลับใจของคนบาป: พระเยซูเจ้าตรัสกับซิสเตอร์โฟสตินาว่า
“ลูกบรรเทาใจเราเสมอเมื่อลูกภาวนาให้คนบาป คำภาวนาที่เราพอใจมากที่สุดคือการภาวนาเพื่อการกลับใจของพวกเขา ลูกรู้ไว้เถิดว่า นั่นเป็นคำภาวนาที่เราฟังและตอบรับเสมอ”
“จงอ้อนวอนขอความเมตตาของเราแทนคนบาปทั้งหลาย เราปรารถนาให้พวกเขาได้รับความรอด เมื่อลูกสวดบทภาวนานี้ด้วยความสำนึกเสียใจและด้วยความเชื่อแทนคนบาปบางคน เราจะมอบพระหรรษทานแห่งการกลับใจแก่เขาเหล่านั้น นี่คือบทภาวนา: โอ้! พระโลหิตและน้ำ ซึ่งหลั่งไหลมาจากพระหฤทัยของพระเยซูเจ้า เป็นท่อธารพระเมตตาเพื่อลูกทั้งหลาย ลูกวางใจในพระองค์”
เมื่อเราสวดบทภาวนานี้ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ เราก็มั่นใจได้ว่าพระเจ้าจะทรงสดับฟัง
“จงเป็นผู้เมตตากรุณา ดังที่พระบิดาของท่านทรงเมตตากรุณาเถิด” (ลูกา 6:36)
“พระเยซูคริสตเจ้าทรงสอนไว้ว่า นอกจากการรับพระเมตตาและสัมผัสพระเมตตาของพระเจ้าแล้ว มนุษย์ยังได้รับการเรียกร้องให้ปฏิบัติกิจเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ด้วย ‘ผู้มีใจเมตตา ย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะได้รับพระเมตตา’ (มธ.5:7) พระศาสนจักรตระหนักรู้ว่าถ้อยคำเหล่านี้เป็นเสียงเรียกให้ลงมือปฏิบัติ พระศาสนจักรจึงพากเพียรปฏิบัติกิจเมตตา... มนุษย์ได้รับพระเมตตาจากพระเจ้า อันเป็นความรักเปี่ยมพระเมตตากรุณาของพระองค์ ในระดับที่ชีวิตภายในของเขาได้รับการเปลี่ยนสภาพในจิตตารมณ์แห่งความรักของพระเจ้าที่มีต่อเพื่อนมนุษย์” (พระสันตะปาปายอห์น ปอลที่สอง, บริบูรณ์ด้วยพระเมตตา, 14)
พระศาสนจักรสอนว่าเราสามารถปฏิบัติกิจเมตตาได้ 14 วิธีดังนี้
|
กิจเมตตาฝ่ายกาย |
กิจเมตตาฝ่ายจิต |
|
1. ให้อาหารแก่ผู้หิวโหย 2. ให้น้ำดื่มแก่ผู้ที่กระหาย 3. ให้เสื้อผ้าแก่ผู้ที่เปลือยเปล่า 4. ให้ที่พักแก่ผู้ไร้ที่อยู่อาศัย 5. ให้ความบรรเทาแก่ผู้ถูกจองจำ 6. เยี่ยมเยียนผู้ป่วย 7. ฝังผู้ตาย |
1. เตือนใจคนบาป 2. สอนคนที่ไม่รู้ 3. แนะนำผู้ที่สงสัย 4. บรรเทาผู้ที่มีความทุกข์ 5. อดทนต่อคนที่ทำผิด 6. ให้อภัยความผิดบกพร่องของผู้อื่น 7. ภาวนาอุทิศแก่ผู้เป็นและผู้ตาย |
|
|
|
|
|
|
|
|
|