Skip to main content
การแสดงความศรัทธาต่อพระเมตตา 5 แนวทาง

ตามที่พระเยซูเจ้าทรงเปิดเผยแก่เราผ่านทางนักบุญโฟสตินา โควัลสกา

  1. พระฉายาลักษณ์พระเมตตา
  2. วันอาทิตย์ฉลองพระเมตตา
  3. บทสวดสายประคำพระเมตตา
  4. บทภาวนาเวลาบ่ายสามโมง ชั่วโมงแห่งพระเมตตายิ่งใหญ่
  5. ประกาศพระเมตตา

1. พระฉายาลักษณ์พระเมตตา

Line deco2

กว่า 80 ปีมาแล้วในปี 1931 พระเยซูเจ้าทรงปรากฏพระองค์ให้ซิสเตอร์โฟสตินาเห็นในนิมิต เธอเห็นพระองค์ในฉลองพระองค์สีขาว พระหัตถ์ขวาทรงยกขึ้นในท่าอวยพร พระหัตถ์ซ้ายแตะฉลองพระองค์ตรงบริเวณพระหฤทัยที่ซึ่งมีลำแสงสองสายฉายออกมา ลำแสงหนึ่งเป็นสีแดง อีกลำแสงหนึ่งสีจาง พระเยซูเจ้าตรัสแก่เธอว่า:

จงวาดภาพขึ้นมาภาพหนึ่งตามแบบที่ลูกเห็น พร้อมกับคำจารึกว่า “พระเยซูเจ้า ลูกวางใจในพระองค์”

...เราสัญญาว่า วิญญาณที่แสดงความเคารพต่อภาพนี้จะไม่พินาศ เราขอสัญญาด้วยว่าเขาจะชนะศัตรูของเขาตั้งแต่อยู่บนโลกนี้ โดยเฉพาะเมื่อใกล้จะตาย เราจะปกป้องวิญญาณนั้นเสมือนหนึ่งสิริรุ่งโรจน์ของเราเอง ...เรากำลังหยิบยื่นภาชนะหนึ่งให้แก่คนทั้งหลาย ซึ่งเขาจะเข้ามาหาพระหรรษทานจากต้นธารความเมตตาได้เสมอ ภาชนะนั้นคือรูปภาพนี้ ซึ่งมีคำจารึกว่า “พระเยซูเจ้าข้า ลูกวางใจในพระองค์”  ...เราปรารถนาให้ภาพนี้ได้รับการคารวะ เริ่มจากวัดน้อยของลูก และ (หลังจากนั้น) ทั่วโลก” 

คุณพ่อวิญญาณของซิสเตอร์โฟสตินาขอให้เธอถามพระเยซูเจ้าถึงความหมายของลำแสงทั้งสองในภาพ เธอได้ยินคำตอบดังนี้:

“รังสีทั้งสองหมายถึงโลหิตและน้ำ ลำแสงสีจางหมายถึงน้ำซึ่งทำให้วิญญาณบริสุทธิ์ ลำแสงสีแดงหมายถึงโลหิตซึ่งเป็นชีวิตของวิญญาณ ลำแสงทั้งสองนี้ออกมาจากส่วนลึกที่สุดของความเมตตาอันอ่อนโยนของเรา เมื่อดวงใจอันทุกข์ระทมของเราถูกหอกทิ่มแทงบนไม้กางเขน... บุคคลที่อาศัยอยู่ในลำแสงนี้ย่อมเป็นสุขเพราะพระหัตถ์อันเที่ยงธรรมของพระเจ้าจะยึดเขาไว้มิได้ (299) ...เราจะมอบพระหรรษทานอย่างมากมายแก่วิญญาณทั้งหลายด้วยภาพนี้ ภาพนี้ควรเป็นเครื่องเตือนใจให้ระลึกถึงสิ่งที่ความเมตตาของเรารียกร้อง เพราะแม้แต่ความเชื่อที่แข็งแกร่งที่สุดก็ไร้ประโยชน์หากปราศจากผลงาน” 

พระดำรัสเหล่านี้บ่งบอกว่า พระฉายาลักษณ์เป็นสัญลักษณ์ของพระหรรษทานแห่งพระเมตตาของพระเจ้าที่ประทานให้แก่ชาวโลก โดยเฉพาะโดยทางศีลล้างบาปและศีลมหาสนิท มีการวาดภาพนี้ขึ้นหลายรุ่น แต่ละรุ่นแตกต่างกัน แต่พระเยซูเจ้าทรงให้ความกระจ่างว่า ความสำคัญมิได้อยู่ที่ภาพเขียน เมื่อซิสเตอร์โฟสตินาได้เห็นภาพแรกที่วาดขึ้นตามคำแนะนำของเธอ เธอร้องไห้ด้วยความผิดหวังและโอดครวญกับพระเยซูเจ้าว่า “ใครเล่าจะวาดภาพพระองค์ได้งามเท่าพระองค์จริง”  เธอได้ยินคำตอบว่า “ความยิ่งใหญ่ของภาพนี้ไม่ได้อยู่ที่ความงามของสีหรือเส้นสายลายพู่กัน แต่อยู่ที่พระหรรษทานของเรา” 

ดังนั้น การที่เราชอบภาพรุ่นใดมากกว่าจึงมิใช่สาระสำคัญ เราสามารถมั่นใจได้ว่าภาพนั้นๆคือสื่อกลางแห่งพระหรรษทาน ถ้าเราแสดงความเคารพด้วยความไว้วางใจในพระเมตตาของพระองค์

บทภาวนาต่อพระรูปพระเมตตา

ข้าแต่พระเยซูพระทัยอ่อนหวาน พระองค์ทรงตั้งบัลลังก์แห่งความเมตตาของพระองค์ เพื่อนำความชื่นชมยินดีและความหวังมาสู่คนบาป จากดวงพระหฤทัยที่เปิดกว้างดุจเสมือนต้นธารบริสุทธิ์ สายธารแห่งความบรรเทาใจก็หลั่งไหลท่วมท้นสู่จิตวิญญาณที่สำนึกผิด

ขอให้คำสรรเสริญและคำสดุดีแห่งพระรูปนี้ จงหลั่งไหลจากดวงวิญญาณมนุษย์มิเว้นวาย ขอให้คำสรรเสริญแห่งพระเมตตาของพระเจ้า จงพรั่งพรูออกมาจากดวงใจทุกดวง ทุกๆโมงยามและตลอดนิรันดร อาแมน

 

2. วันฉลองพระเมตตา

Line deco2

วันฉลองพระเมตตามีความสำคัญเป็นอันดับแรกในบรรดากิจศรัทธาต่อพระเมตตาทั้งหมดที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเรียกร้องผ่านทางซิสเตอร์โฟสตินา:

ลูกรัก จงบอกชาวโลกเกี่ยวกับความเมตตาอันน่าพิศวงของเรา เราปรารถนาให้วันฉลองพระเมตตาเป็นดังที่หลบภัยและที่กำบังสำหรับวิญญาณทั้งมวล โดยเฉพาะคนบาปที่น่าสงสาร ในวันนั้น... เราระบายมหาสมุทรแห่งพระหรรษทานต่างๆ เหนือวิญญาณที่เข้ามาหาต้นธารความเมตตาของเรา ...วิญญาณที่จะไปแก้บาปและรับศีลมหาสนิทจะได้รับอภัยโทษจากบาปและโทษบาปทั้งหมด ในวันนั้นประตูทำนบสวรรค์จะเปิดออกให้พระหรรษทานไหลผ่าน อย่าให้วิญญาณใดกลัวที่จะเข้ามาใกล้เราเลย ไม่ว่าบาปของเขาจะหนักหนาสักเพียงไร ...เป็นความประสงค์ของเราเองที่จะให้มีพิธีฉลองอย่างเป็นทางการในวันอาทิตย์แรกหลังวันอาทิตย์ปัสกา มนุษยชาติจะไม่มีวันประสบสันติสุขจนกว่าพวกเขาจะหันมาพึ่งต้นธารแห่งความเมตตาของเรา 

องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงปรารถนาชัดเจนให้ฉลองวันอาทิตย์พระเมตตาในวันอาทิตย์แรกหลังปัสกา ซึ่งได้กำหนดไว้ใน “บทภาวนาทำวัตรและการฉลองศีลมหาสนิท” ว่าเป็น “อัฐมวารปัสกา” มีการเรียกอย่างเป็นทางการว่าอาทิตย์ที่สองเทศกาลปัสกา หลังจากการปฎิรูปด้านพิธีกรรมของสภาสังคายนาวาติกันครั้งที่สองด้วยกฤษฎีกาของสมณกระทรวงพิธีกรรมและศีลศักดิ์สิทธิ์ในปัจจุบัน ได้มีการเปลี่ยนชื่อวันตามพิธีกรรมเป็น “อาทิตย์ที่สองเทศกาลปัสกา หรือ วันอาทิตย์ฉลองพระเมตตา”

คำสัญญาพิเศษ: ซิสเตอร์โฟสตินาบันทึกคำสัญญาของพระเยซูเจ้าที่จะทรงยกบาปและโทษบาปทั้งหมดในวันฉลองพระเมตตานี้ไว้ถึงสามครั้ง แต่ละครั้งใช้ถ้อยคำที่ต่างกันเพียงเล็กน้อย

“เราปรารถนาจะอภัยโทษทั้งหมดให้กับวิญญาณที่สารภาพบาปและรับศีลมหาสนิทในวันฉลองความเมตตาของเรา”  “ใครก็ตามที่เข้าถึงต้นธารแห่งชีวิตในวันนี้จะได้รับการอภัยบาปและโทษบาปทั้งหมด” 

 

“วิญญาณที่จะไปสารภาพบาปและรับศีลมหาสนิทจะได้รับอภัยโทษจากบาปและโทษบาปทั้งหมด” 

เพื่อจะถือวันฉลองพระเมตตาได้อย่างเหมาะสมเราจึงควร...

  1. ทำนพวารเตรียมวันฉลองพระเมตตา **
  2. จัดวันฉลองนี้ในวันอาทิตย์แรกหลังปัสกา
  3. สำนึกผิดในบาปของเราอย่างจริงใจ
  4. วางใจในพระเยซูเจ้าอย่างสิ้นสุดจิตใจ
  5. ไปสารภาพบาป โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนวันอาทิตย์นั้น
  6. รับศีลมหาสนิทในวันฉลอง
  7. แสดงความเคารพต่อพระฉายาลักษณ์พระเมตตา
  8. แสดงความเมตตาต่อผู้อื่นโดยทางคำพูด กิจการและการภาวนา

** นพวารพระเมตตา: วันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ปี 1937 พระเยซูเจ้าทรงขอให้ซิสเตอร์โฟสตินาทำนพวารเป็นกรณีพิเศษก่อนวันฉลองพระเมตตา โดยเริ่มตั้งแต่วันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ต่อเนื่องไปจนถึงวันเสาร์ถัดมา พระองค์ทรงบอกจุดประสงค์สำหรับแต่ละวันด้วยพระองค์เอง แล้วให้เธอนำวิญญาณของกลุ่มต่างๆเข้ามาหาพระหฤทัยของพระองค์ในแต่ละวัน เพื่อชุบตัวพวกเขาในมหาสมุทรแห่งพระเมตตาของพระองค์และวิงวอนขอพระหรรษทานจากพระบิดาเพื่อพวกเขา โดยอาศัยพระมหาทรมานของพระเยซูเจ้า

 

3. สายประคำพระเมตตา

Line deco2

ปี 1935 ซิสเตอร์โฟสตินาได้รับภาพนิมิตของทูตสวรรค์องค์หนึ่ง ที่พระเจ้าทรงส่งมาลงทัณฑ์เมืองๆหนึ่ง เธอเริ่มสวดภาวนาขอพระเมตตา แต่คำภาวนาของเธอไร้ผล ทันใดนั้น เธอได้เห็นพระตรีเอกภาพและได้สัมผัสพลังจากพระหรรษทานของพระเยซูเจ้าภายในตัวเธอ ในเวลาเดียวกัน เธอก็พบว่าตนเองกำลังวิงวอนขอความเมตตาจากพระเจ้าด้วยคำพูดที่เธอได้ยินจากภายในตัวเธอว่า

“ข้าแต่พระบิดานิรันดร ลูกขอถวายแด่พระองค์ซึ่งพระกาย พระโลหิต พระวิญญาณ และพระเทวภาพแห่งพระบุตรสุดที่รักของพระองค์ พระเยซูคริสตเจ้า พระเจ้าของลูกทั้งหลาย เพื่อชดเชยบาปของลูกและของชาวโลกทั้งมวล เดชะพระมหาทรมานอันน่าเศร้าสลดยิ่งของพระเยซูเจ้า ขอทรงโปรดเมตตาลูกทั้งหลายเทอญ” 

ขณะที่เธอสวดภาวนาตามเสียงดลใจนี้ ทูตสวรรค์ก็หมดฤทธิ์ไม่สามารถดำเนินการลงโทษได้ตามความบาปอันสมควรได้รับ วันรุ่งขึ้นเมื่อเธอเข้าไปภาวนาในวัดน้อย เธอได้ยินเสียงจากภายในสอนให้สวดบทภาวนาที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเรียกในเวลาต่อมาว่า “สายประคำพระเมตตา” คราวนี้พอสวดถึง ขอทรงโปรดเมตตาลูกทั้งหลาย แล้ว มีต่อท้ายว่า และชาวโลกทั้งมวลเทอญ ด้วย  นับแต่นั้นมา เธอสวดภาวนาในรูปแบบนี้เสมอ เพื่ออุทิศให้แก่คนใกล้ตายเป็นพิเศษ

ในการเปิดเผยคราวต่อมา องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสชัดเจนว่า พระองค์มิได้ให้สายประคำนี้สำหรับเธอเพียงคนเดียว แต่สำหรับคนทั้งโลก พระองค์ทรงให้คำสัญญาพิเศษสำหรับการสวดสายประคำนี้:

“จงส่งเสริมให้วิญญาณทั้งหลายสวดสายประคำพระเมตตาที่เราสอนลูกไว้  ...ใครก็ตามที่จะสวดสายประคำนี้จะได้รับความเมตตาอันใหญ่หลวงในเวลาที่เขาจะสิ้นใจ  ...เมื่อพวกเขาสวดสายประคำนี้ต่อหน้าคนใกล้ตาย เราจะยืนคั่นกลางระหว่างพระบิดาของเราและเขา มิใช่ในฐานะผู้พิพากษา แต่ในฐานะพระผู้ไถ่ผู้เปี่ยมด้วยความเมตตา  ...พระสงฆ์จงแนะนำให้คนบาปสวดบทสายประคำนี้ เป็นความหวังสุดท้ายเพื่อความรอดของพวกเขา ถ้าคนบาปผู้ใจแข็งกระด้างที่สุดสวดบทสายประคำนี้แม้เพียงครั้งเดียว เขาก็จะได้รับพระหรรษทานจากความเมตตาอันไม่มีที่สิ้นสุดของเรา ...เราปรารถนาจะมอบพระหรรษทานเหนือความคิดให้แก่วิญญาณเหล่านั้นที่วางใจในความเมตตาของเรา...อาศัยการสวดสายประคำนี้ ลูกจะได้รับทุกสิ่ง ถ้าสิ่งที่ลูกขอสอดคล้องกับความประสงค์ของเรา” 

 

4. ชั่วโมงแห่งพระเมตตา

Line deco2

ในการเปิดเผยต่อนักบุญโฟสตินา พระเยซูเจ้าทรงขอให้เราภาวนาและรำพึงถึงพระมหาทรมานของพระองค์เป็นพิเศษทุกวันเวลาบ่ายสามโมง ซึ่งเป็นชั่วโมงที่เตือนใจให้เราระลึกถึงการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนของพระองค์

เมื่อถึงเวลาบ่ายสามโมง จงวิงวอนขอความเมตตาของเราโดยเฉพาะเพื่อคนบาปทั้งหลาย และหากทำได้แม้เพียงชั่วครู่ จงสำรวมจิตใจรำพึงถึงมหาทรมานของเรา โดยเฉพาะการยอมมอบตัวเราไว้ในพระหัตถ์ของพระบิดาเจ้าขณะที่เราเข้าตรีทูต นี่คือชั่วโมงแห่งความเมตตาอันยิ่งใหญ่... ภายในชั่วโมงนี้ เราจะไม่ปฏิเสธสิ่งใดต่อวิญญาณที่วิงวอนขอเรา โดยอาศัยพระมหาทรมานของเรา 

 

ทุกครั้งที่ลูกได้ยินนาฬิกาตีบอกเวลาบ่ายสามโมง จงซุบตัวลูกลงในความเมตตาของเราเพื่อชาวโลกทั้งมวล และโดยเฉพาะเพื่อคนบาปที่น่าสงสาร เพราะในเวลานั้น ความเมตตาของเราจะเปิดกว้างสำหรับวิญญาณทุกดวง ภายในชั่วโมงนี้ ลูกจะได้รับทุกสิ่งที่ลูกขอสำหรับตัวเองและเพื่อผู้อื่น นี่คือห้วงเวลาแห่งพระหรรษทานสำหรับคนทั้งโลก เป็นความเมตตาที่อยู่เหนือความยุติธรรม...

 

ลูกรัก จงพยายามให้มากที่สุดที่จะทำ ‘มรรคากางเขน’ ในชั่วโมงนี้หากลูกว่างจากหน้าที่การงาน ถ้าหากลูกไม่สามารถทำมรรคาศักดิ์สิทธิ์ได้ อย่างน้อยก็จงเข้าไปในวัดสักครู่ เพื่อนมัสการดวงใจที่เปี่ยมด้วยความเมตตาของเราในศีลมหาสนิท และถ้าลูกไม่สามารถไปเยี่ยมวัดได้ จงสำรวมใจภาวนาจากสถานที่ที่ลูกอยู่ในขณะนั้นแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆก็ตาม” 

เราอาจไม่สามารถทำมรรคากางเขนหรือเฝ้าพระองค์ในศีลมหาสนิทได้ แต่เราทุกคนสามารถหยุด ‘สักชั่วขณะ’ เพื่อรำลึกถึงการถวายพระองค์แด่พระเจ้าขณะทรงเข้าตรีทูต แล้วสวดภาวนาสั้นๆ อย่างเช่น “พระเยซูเจ้าองค์ความเมตตา” หรือ “เดชะพระมหาทรมานอันน่าเศร้าสลดยิ่งของพระเยซูเจ้า ขอทรงโปรดเมตตาลูกทั้งหลายและชาวโลกทั้งมวลเทอญ”

 

5. ประกาศพระเมตตา

Line deco2

พระเยซูเจ้าทรงสัญญาว่า

“เราจะปกป้องวิญญาณซึ่งเผยแผ่ความศรัทธาต่อความเมตตาของเราไปตลอดชีวิตของเขา”

ซิสเตอร์โฟสตินาทำให้พระเมตตาได้รับการสรรเสริญไปทั่วโลกเพราะความวางใจในพระเมตตาแบบซื่อๆของเธอ เราทุกคนสามารถประกาศพระเมตตาของพระเจ้าได้ด้วยการเป็นคริสตชนที่ดีมีความรัก ความเมตตาต่อเพื่อนพี่น้อง นั่นคือวิธีประกาศพระเมตตาได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

พระเยซูทรงด้วยสัญญาว่า วิญญาณที่สรรเสริญพระเมตตาและเผยแพร่การสวดพระเมตตา แนะนำให้ผู้อื่นมีความวางใจในพระเมตตา จะไม่ประสบความน่ากลัวในเวลาที่เขาจะสิ้นใจ พระเมตตาของพระองค์จะปกป้องเขาในการต่อสู้ครั้งสุดท้ายแห่งชีวิต

การกลับใจของคนบาป: พระเยซูเจ้าตรัสกับซิสเตอร์โฟสตินาว่า

“ลูกบรรเทาใจเราเสมอเมื่อลูกภาวนาให้คนบาป คำภาวนาที่เราพอใจมากที่สุดคือการภาวนาเพื่อการกลับใจของพวกเขา ลูกรู้ไว้เถิดว่า นั่นเป็นคำภาวนาที่เราฟังและตอบรับเสมอ” 

 

“จงอ้อนวอนขอความเมตตาของเราแทนคนบาปทั้งหลาย เราปรารถนาให้พวกเขาได้รับความรอด เมื่อลูกสวดบทภาวนานี้ด้วยความสำนึกเสียใจและด้วยความเชื่อแทนคนบาปบางคน เราจะมอบพระหรรษทานแห่งการกลับใจแก่เขาเหล่านั้น นี่คือบทภาวนา: โอ้! พระโลหิตและน้ำ ซึ่งหลั่งไหลมาจากพระหฤทัยของพระเยซูเจ้า เป็นท่อธารพระเมตตาเพื่อลูกทั้งหลาย ลูกวางใจในพระองค์” 

เมื่อเราสวดบทภาวนานี้ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ เราก็มั่นใจได้ว่าพระเจ้าจะทรงสดับฟัง

“จงเป็นผู้เมตตากรุณา ดังที่พระบิดาของท่านทรงเมตตากรุณาเถิด” (ลูกา 6:36)

“พระเยซูคริสตเจ้าทรงสอนไว้ว่า นอกจากการรับพระเมตตาและสัมผัสพระเมตตาของพระเจ้าแล้ว มนุษย์ยังได้รับการเรียกร้องให้ปฏิบัติกิจเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ด้วย ‘ผู้มีใจเมตตา ย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะได้รับพระเมตตา’ (มธ.5:7) พระศาสนจักรตระหนักรู้ว่าถ้อยคำเหล่านี้เป็นเสียงเรียกให้ลงมือปฏิบัติ พระศาสนจักรจึงพากเพียรปฏิบัติกิจเมตตา... มนุษย์ได้รับพระเมตตาจากพระเจ้า อันเป็นความรักเปี่ยมพระเมตตากรุณาของพระองค์ ในระดับที่ชีวิตภายในของเขาได้รับการเปลี่ยนสภาพในจิตตารมณ์แห่งความรักของพระเจ้าที่มีต่อเพื่อนมนุษย์” (พระสันตะปาปายอห์น ปอลที่สอง, บริบูรณ์ด้วยพระเมตตา, 14)

พระศาสนจักรสอนว่าเราสามารถปฏิบัติกิจเมตตาได้ 14 วิธีดังนี้

กิจเมตตาฝ่ายกาย

กิจเมตตาฝ่ายจิต

1. ให้อาหารแก่ผู้หิวโหย

2. ให้น้ำดื่มแก่ผู้ที่กระหาย

3. ให้เสื้อผ้าแก่ผู้ที่เปลือยเปล่า

4. ให้ที่พักแก่ผู้ไร้ที่อยู่อาศัย

5. ให้ความบรรเทาแก่ผู้ถูกจองจำ

6. เยี่ยมเยียนผู้ป่วย

7. ฝังผู้ตาย

1. เตือนใจคนบาป

2. สอนคนที่ไม่รู้

3. แนะนำผู้ที่สงสัย

4. บรรเทาผู้ที่มีความทุกข์

5. อดทนต่อคนที่ทำผิด

6. ให้อภัยความผิดบกพร่องของผู้อื่น

7. ภาวนาอุทิศแก่ผู้เป็นและผู้ตาย