หลังจากที่เขาถูกจับ พวกนั้นก็ให้ข้าคุมตัวเขาไว้ ปอนติอัส ปิลาตมีคำสั่งมาถึงข้า ให้คุมตัวเขาไว้จนกว่าจะถึงรุ่งสางพรุ่งนี้
ลูกน้องของข้านำตัวเขาไปยังคุก เขาเดินตามไปอย่างว่าง่าย
ตกเที่ยงคืน ข้าจึงผละลูกเมียกลับไปยังกองทหาร เพราะเป็นกฎของทหารที่ต้องนำกองของตนออกตรวจตรารอบกรุงเยรู-ซาเลม และคืนนั้น เมื่อข้ากลับไปยังกองทหาร ข้าก็พบกับเขา
ลูกน้องของข้ากับยิวหนุ่มบางคนกำลังยั่วเยาะเย้ยเขาอย่างสนุกปาก พวกนั้นทึ้งเสื้อผ้าของเขาออก แล้วเอาหนามไม้แห้งมาสานเป็นมงกุฎสวมให้เขา
พวกนั้นผูกเขาไว้กับเสาปูน ทุกคนร้องตะโกนแล้วเต้นรำไปรอบ ๆ
ทั้งยังเอากิ่งไม้อ้อมาให้เขาถือไว้ด้วย
พอข้าเข้าไป ก็มีคนร้องบอกข้า
“ดูนี่สิ หัวหน้า นี่ไง กษัตริย์ของชาวยิว”
ข้าหยุดยืนอยู่ มองหน้าเขา รู้สึกละอายใจ แต่ไม่รู้จะทำประการใด
ข้าเคยไปออกรบที่กัลเลียและที่สเปน ข้าเคยเห็นลูกน้องตายไปต่อหน้าต่อตา โดยไม่รู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงหรือขลาดกลัวเลย แต่เมื่อข้ามายืนต่อหน้าชายคนนี้ การจ้องมองของเขากลับทำให้ข้าปอดลอย ข้าเสียขวัญ รู้สึกเหมือนมีบางอย่างมาจุกปากข้า จนไม่อาจกล่าวอะไรได้สักคำ
จากนั้นข้าจึงวิ่งหนีจากกองทหารมา
เวลาผ่านมาสามสิบปีแล้ว เหล่าลูกชายของข้าเติบโตเป็นหนุ่มใหญ่ พวกเขาเข้าสังกัดในกองทัพ คอยรับใช้ซีซาร์และอาณาจักรโรม
บ่อยครั้งที่ข้าว่ากล่าวสั่งสอนพวกเขา ข้าจะพูดถึงบุรุษผู้นั้น บุรุษที่เผชิญหน้ากับความตาย ทั้งที่ริมปากยังอิ่มเอมสดใสเปี่ยมชีวิตชีวา บุรุษผู้พร้อมรับมือมรณา ทั้งที่ในดวงตายังบ่งบอกถึงใจอภัยแก่เพชฌฆาต
ตอนนี้ข้าชราภาพลงไปมาก ข้าได้ใช้ชีวิตมาจนสุกงอมดีแล้ว และข้าคิดว่าทั้งปอมเปย์และซีซาร์นั้นไม่ได้ยิ่งใหญ่ไปกว่าบุรุษแห่งกาลิลีผู้นั้นเลย
เพราะในความตายที่มิอาจต้านทานได้นั้น กองทัพทั้งกองต้องเร่งรุดมาเพื่อกุมตัวเขา...และเขาก็ยอมตอบแทนกองทัพด้วยความตาย ในขณะที่กองทัพต้องตอบแทนปอมเปย์และซีซาร์ด้วยชีวิต