Skip to main content
Son of Man

BOOK

ซูซานนา แห่งนาซาเร็ธเพื่อนบ้านของมารี

ฉันรู้จักมารี แม่ของเยซู ตั้งแต่ก่อนที่เธอจะเป็นเมียของช่างไม้โยแซฟเสียอีก ตอนนั้นเรายังไม่ได้ออกเรือนด้วยกันทั้งคู่

          ช่วงนั้นมารีเห็นภาพนิมิต และได้ยินเสียงกระซิบลึกลับ อยู่บ่อยครั้ง เธอเล่าให้เราฟังว่า มีทูตสวรรค์มาเยี่ยมเยียนความฝันของเธอ

          ชาวบ้านนาซาเร็ธต่างให้ความสนใจกับเรื่องของเธอ ไม่ว่าจะมาจะไป ใคร ๆ ก็คอยสอดส่อง พวกเขามองเธอด้วยสายตาที่อ่อนโยน เพราะรับรู้ถึงโก่งคิ้วที่สูงส่งและช่องว่างระหว่างย่างก้าวที่แผ่วเบาของเธอ

          แต่บางคนบอกว่า เธอถูกผีเข้า ที่เขาว่าดังนี้ เพราะเธอชอบทำกิจต่าง ๆ ตามลำพัง

   ฉันคิดว่า เธอดูแก่กว่าวัยที่เป็นอยู่ เพราะฉันเห็นลูกไม้ผลหนึ่งกลางพุ่มดอกของเธอ และมันจะสุกเต็มที่เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง

          เธอกำเนิดและเติบโตอย่างแปลกหน้าอยู่ท่ามกลางพวกเรา เธอเหมือนดังคนต่างชาติจากประเทศทางเหนือ ในดวงตาของเธอสะท้อนความพิศวงออกมา ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็นในดวงตาของใครมาก่อนเลย

          เธอมีทีท่าเฉยเมย และถือตัวเหมือนแม่เฒ่ามิเรียมที่เดินทางจากแม่น้ำไนล์ไปสู่แดนกันดารพร้อมกับพวกพี่ชาย

          และแล้วเธอก็ได้เป็นคู่หมั้นของช่างไม้โยแซฟ

          ช่วงที่ตั้งท้องเยซูอยู่นั้น เธอจะเดินลัดเลาะไปตามเนินเขาและกลับมาเมื่อสนทยายาม พร้อมด้วยดวงตาที่เปี่ยมด้วยความปวดร้าวแต่ก็ปลื้มปิติในขณะเดียวกัน

          พอเยซูเกิด ฉันก็ได้ยินมาว่า มารีเอ่ยกับแม่ของเธอ “แม่ จ๋า ฉันเป็นแต่ต้นไม้พันธุ์ทางที่ให้ผลไม่ดีนัก นี่ไงจ๊ะผลของฉัน”                         ขณะนั้นมาร์ธา หมอตำแยประจำหมู่บ้านก็อยู่ด้วย

          หลังจากนั้นสามวันฉันไปเยี่ยมเธอ เห็นแต่แววประหลาดใจในดวงตาของเธอ หน้าอกหน้าใจกำลังเคร่งครัด ที่แขนก็โอบอุ้มลูกน้อยเอาไว้เหมือนมือที่ถือไข่มุก

          พวกเรารักใคร่เอ็นดูลูกชายของมารีมาก สายตาทุกคู่จับจ้องที่เขา ทุกการเคลื่อนไหวของเจ้าหนูดูอบอุ่น ลมหายใจของเขากำลังเดินหน้าไปเรื่อย ๆ

          ฤดูกาลผ่านไป เขาเติบใหญ่ขึ้น กลายเป็นเด็กชายผู้ชมชอบเสียงหัวเราะและรักการเดินทาง ไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังจะทำอะไรที่ผ่าเหล่าผ่ากอของพวกเราออกไป ถึงเขาจะชอบทำการเสี่ยงและดูอาจหาญเกินวัย แต่ไม่มีใครคิดดุด่าว่ากล่าวเขาเลย

          เขาชอบเล่นกับเด็กอื่นมากกว่าจะให้เด็กอื่นเล่นกับเขา

          วันหนึ่งเมื่ออายุได้สิบสองขวบ เขาจูงชายตาบอดข้ามลำธารไปสู่ถนนฝั่งตรงข้ามได้อย่างปลอดภัย   

          เพื่อเป็นการขอบคุณ ชายตาบอดจึงถามเขา “หนูน้อย เจ้าชื่ออะไรเรอะ?”

          เขาตอบ “ผมไม่ใช่หนูน้อย ผมชื่อเยซู”

          ชายตาบอดจึงว่า “แล้วพ่อเจ้าล่ะชื่ออะไร?”

          เขาตอบ “พ่อผมคือพระเป็นเจ้า”

          ชายตาบอดหัวเราะ และถามต่อไป “แล้วแม่เจ้าล่ะ หนูน้อย แม่เจ้าชื่ออะไร?”

          เขาตอบ “ผมไม่ใช่หนูน้อย แม่ผมคือแผ่นดิน”

          ชายตาบอดจึงว่า “แน่แล้ว ลูกชายของพระเจ้าและแผ่นดินเป็นคนพาฉันข้ามลำธารแน่แล้ว”

          เขาตอบ “ผมจะพาลุงไปทุกที่ที่ลุงอยากไป ตาของผมจะนำลุงไปเอง”

          เขาเติบโตขึ้นเหมือนต้นปาล์มสูงค่าในสวนของเรา

          พออายุได้สิบเก้าปี เขาก็งดงามเหมือนกวางหนุ่ม นัยน์ตาหวานล้ำฉ่ำน้ำผึ้งเป็นประกายสดใสอยู่ทั้งวัน

          เขาเดินตัดทุ่งนาไปตามลำพัง  สายตาของเราจับจ้องอยู่ที่เขา สายตาแอบซ่อนของผู้สาวชาวนาซาเร็ธต่างมองไปยังเขา แต่ทุกคนก็ขลาดอายเกินไป

          ความรักคือความงามที่ขลาดอายอยู่ตลอดกาล และความงามก็คงอยู่ได้เพราะความรัก

          หลายปีผ่านไป เขาออกไปเทศน์สอนตามศาลาธรรมและบ้านสวนหลายแห่งในแถบกาลิลี

          มารีติดตามเขาไปทุกแห่งเพื่อจะได้ฟังคำเทศน์สอน ของเขา และเพื่อเธอจะได้ยินเสียงหัวใจของตัวเอง แต่เมื่อเขาและเหล่าสหายเข้าไปยังเยรูซาเลม เธอก็หยุดการติดตามเพียง เท่านั้น

          เพราะเราชาวเมืองเหนือเป็นที่หมายหมิ่นตามถนนในเยรูซาเลม แม้เมื่อเราเข้าไปถวายบูชาในพระวิหารก็ยังมิวายถูกเยาะเย้ยเสียดสี

          และมารีก็หยิ่งทระนงเกินกว่าจะยอมโอนอ่อนให้กับเมืองใต้ได้

   ครั้งที่เยซูไปเยี่ยมเยียนดินแดนทางตะวันตกและตะวัน ออก เราไม่รู้เลยว่าเขาไปยังแห่งหนตำบลใดบ้าง แต่ใจของเราล่องลอยตามเขาไปด้วย

          มารียังรอคอยเขาอยู่ที่ประตูเรือน ทุกยามเย็นสายตาของเธอจะมองไปที่ถนน รอคอยการกลับมาของเขา

          เมื่อเขายังไม่กลับมา เธอจะบอกกับเรา “เขาโตเกินกว่าจะเป็นลูกชายของฉันแล้ว เขาเก่งกล้าเกินกว่าจะมาซุกในดวงใจที่เงียบเชียบของฉันแล้ว ฉันจะไปเรียกร้องอะไรกับเขาได้?”

          คล้ายมารีไม่เคยเชื่อว่า ทุ่งหญ้าคือผู้ให้กำเนิดแก่ภูเขา และในดวงใจอันแสนงามของเธอก็ไม่เคยสำนึกว่ามีเส้นทางมากมายนำขึ้นไปสู่ยอดเขา

          เธอรู้จักเขาดี แต่เพราะเขาคือลูกชายของเธอเอง เธอจึงกลัวที่จะรู้จักเขา

          แล้ววันหนึ่ง เยซูกลับมายังทะเลสาบพร้อมกับพวกคนเรือ มารีบอกกับฉัน “ลูกคนนี้ไม่เคยรู้จักเหน็ดเหนื่อยเลยหรือ ลูกคนนี้พร้อมจะลุกขึ้นและปรารถนาจะคว้าดาวให้ได้ใช่ไหม?

          “ใช่ ลูกชายของฉันคือความปรารถนาประการหนึ่ง เขาคือความหวังทั้งมวลของเราที่จะคว้าดาวมาให้ได้

          “อา ฉันว่าเขาเป็นลูกชายของฉันหรือ? พระเจ้าข้า โปรดยกโทษให้ลูกด้วย แต่ถึงอย่างไรใจฉันก็ยังรู้สึกว่าฉันเป็นแม่ของเขาอยู่ดี”

          ณ.เวลานี้แล้ว เป็นการยากมากที่จะเล่าเรื่องเกี่ยวกับมารีและลูกชายของเธอ  แม้เรื่องราวเหล่านั้นจะจุกอออยู่ที่คอแล้ว  แต่ถ้อยคำของฉันยังอ้อแอ้ฟังไม่ได้ศัพท์อยู่ดี ฉันต้องการนั่งลงทบทวนถึงสิ่งที่เห็นและเรื่องที่ยินมาอีกครั้งหนึ่ง

          ขณะนั้นยังเป็นขวบปีแห่งวัยเยาว์ ดงดอกไม้แห่งเนินเขาเพิ่งงอกงาม  เยซูเรียกผู้ติดตามของเขามา และกล่าวกับพวกเขา “พวกเธอจงไปเยรูซาเลมกับฉัน และเป็นพยานถึงลูกเกาะที่จะถูกฆ่าบูชายัญในงานฉลองอิสรภาพของชาวยิวเถิด”

          ในวันเดียวกันนั้น มารีมาหาฉันที่เรือนและเอ่ยปาก  “เขาจะไปยังนครศักดิ์สิทธิ์ เธอจะตามเขาไปพร้มกับพวกเราไหม?”

          พวกเราจึงเติดตามมารีและลูกชายของนางไปยังเยรูซา-เลม มีชาวบ้านชายหญิงร้องอวยชัยให้พรอยู่หน้าประตูบ้าน เพราะใคร ๆ ต่างรู้ว่าเขาเดินผ่านมา และทุกคนก็รักเขา

          ตกกลางคืน เยซูค่อยเข้าไปในเมืองกับคนของเขา

          มีคนบอกเราว่า เขาไปที่เบธานี

          ฝ่ายมารียังอยู่กับเราในห้องพัก เพื่อรอคอยเขากลับมา

          และในเย็นวันพฤหัสบดีต่อมา เขาก็ถูกจับโดยไม่ได้ต่อสู้ขัดขืนเลย เขากลายเป็นนักโทษไปเสียแล้ว

          เมื่อพวกเราได้ยินข่าวนี้ มารีมิได้ว่ากล่าวอะไร หากแต่สิ่งที่ปรากฏในดวงตาของเธอ มีทั้งแววสุขและแววโศกระคนกัน เราเคยเห็นดวงตาของหญิงสาวแห่งนาซาเร็ธเป็นเช่นนี้เมื่อครั้งที่เธอยังเป็นเจ้าสาว และคราวนี้มันเฉิดฉายขึ้นอีกครั้ง

          เธอไม่ได้เศร้าโศกเสียใจ เธอเพียงเดินผ่านพวกเราไปเหมือนวิญญาณของแม่ที่มิได้คร่ำครวญถึงวิญญาณของลูกชาย

          พวกเรานั่งลงที่พื้น แต่เธอยังยืนอยู่และเดินวนเวียนไปรอบ ๆ ห้อง

          จากนั้นเธอจึงหยุดยืนอยู่ที่หน้าต่าง มองออกไปทางทิศตะวันออก ใช้นิ้วนางสางผมไปทางด้านหลัง

          ถึงตอนเย็นย่ำค่ำ เธอก็ยังยืนอยู่ท่ามกลางพวกเรา เหมือนหัวหน้าผู้โดดเดี่ยวอยู่กลางถิ่นทุรกันดาร จะหาลูกน้องสักคนก็ไม่มี

          พวกเราเศร้าใจ เพราะต่างรู้ดีถึงชะตากรรมของลูกชายเธอ แต่เธอกลับไม่เป็นทุกข์สักนิด เพราะเธอก็รู้ดีว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเขา

          กระดูกของเธอทำด้วยทองแดง และเส้นเอ็นของเธอเปรียบต้นเอลม์โบราณ ดวงตาของเธอเป็นดังท้องฟ้า มันเบิกกว้างและหาญกล้า

          ท่านเคยได้ยินเสียงนกร้องเพลงในขณะที่รวงรังของมันกำลังมอดไหม้ในกองเพลิงบ้างไหม?

          ท่านเคยเห็นสตรีที่เศร้าโศกจนมิอาจเสียน้ำตา และมีแผลใจฉีกขาดเกินกว่าความเจ็บปวดที่นางกำลังรับอยู่หรือเปล่า?

          ท่านคงไม่เคยเห็นหญิงนางนั้น เพราะท่านไม่ได้มายืนอยู่ต่อหน้ามารีในขณะนี้ และท่านไม่เคยได้รับการโอบกอดจากมารดาที่มองไม่เห็นด้วย

          ในขณะที่ก้าวย่ำของส่ำสัตว์ ต่างเหยียบย่ำลงมาบนอกแม่ ที่มิเคยได้พักผ่อน ยอห์น ลูกคนเล็กของเศเบดี ก็เข้ามา เขาบอกกับเรา  “คุณแม่มารีครับ  เยซูออกมาแล้ว  มาเถิด ให้เราตามเขาไปกัน”

          มารีวางมือบนบ่าของยอห์น แล้วทั้งสองก็เดินออกไป พวกเราเดินตามไปด้วย

          เมื่อมาถึงหอคอยดาวิด เราเห็นเยซูกำลังแบกไม้กางเขน มีผู้คนกลุ่มใหญ่ห้อมล้อมเขาไว้

          มีชายอีกสองคนแบกไม้กางเขนของตนตามไปด้วย

          ศีรษะของมารีตั้งสูงขึ้น เธอเดินนำพวกเราไปยังลูกชายของเธอ ฝีเท้าของเธอมั่นคงยิ่งนัก

          อา ใช่ ศิโยนและโรมก็เดินตามหลังเธอไปด้วย มันต้องชดใช้ในเคราะห์กรรมที่ทำกับชายผู้ไร้ความผิดคนนี้

          เมื่อเรามาถึงเนินเขา เขาก็ถูกตอกตะปูตรึงไว้กับกางเขน

          ฉันมองไปยังมารี ดวงหน้านั้นไม่ใช่ดวงหน้าของหญิงที่โศกเศร้าถึงการจากไป แต่มันสำแดงให้เห็นผืนโลกอันอุดมสมบูรณ์ เป็นแผ่นดินที่ให้กำเนิด และเป็นแผ่นดินที่จะฝังลูกชายของเธอไว้ตลอดกาล

          ดวงตาของเธอย้อนรำลึกถึงเยาว์วัยของเขา แล้วเธอก็ร้องเสียงดัง “ลูกชายของแม่หรือ! เจ้าไม่ใช่ลูกชายของแม่หรอก เจ้าแค่เข้ามาเยี่ยมเยือนในครรภ์ของแม่เท่านั้น แม่ได้รับเกียรติเพราะฤทธิ์ของเจ้า และแม่รู้ดีว่า เลือดทุกหยาดจากมือเจ้าจะเป็นท่อธารสำหรับชาติของเรา

          “ลูกชายเอ๋ย เจ้าจะตายในยามคับขันนี้ เหมือนดังที่ใจแม่แห้งตายไปในยามตะวันตกดิน แต่แม่จะไม่ยอมร้องไห้เลย”

          เวลานั้นเอง ฉันแทบอยากจะซ่อนหน้ามิดในชายผ้า และวิ่งหนีกลับไปยังภาคเหนือที่จากมา แต่แล้วฉันก็ได้ยินมารีกล่าวอีกครา  “ลูกชายที่ไม่ใช่ลูกชายของแม่ ในยามทุกขเทวษเช่นนี้ เจ้าจะไม่กล่าวปลอบใจชายที่อยู่ข้างขวาของเจ้าบ้างหรือ? เงาความตายฉายทาบบนใบหน้าของเขาแล้ว และเขายังไม่ได้ละสายตาไปจากเจ้าเลย”

          “ยิ้มให้แม่หน่อยสิ เพราะรอยยิ้มของเจ้าทำให้แม่รู้ว่า เจ้าคือคนชนะ”

          เยซูจึงมองมาทางแม่ และกล่าวกับนาง “แม่เอ๋ย นี่แน่ะ แม่เป็นแม่ของยอห์นนะ”

          ยอห์นจึงตอบเขา “ข้าจะเป็นลูกที่ดีของแม่ท่าน ข้าจะไปอยู่ที่เรือนของแม่ และให้เงาของท่านทาทาบธรณีประตูที่ข้ายืนอยู่ ข้าจะจำคำท่านไม่มีวันลืมเลย”

          ตอนนี้มารีเหยียดมือขวาออก ยืนไปทางเยซู ดูคล้ายต้นไม้ที่มีกิ่งอยู่เพียงหนึ่ง เธอร้องขึ้นอีกครั้ง “ลูกชายที่ไม่ใช่ลูกชายของแม่ ถ้าสิ่งนี้เป็นประสงค์ของพระเจ้า ก็โปรดบอกพระองค์ให้เราสามารถทนรับและเข้าใจมันด้วยเถิด แต่ถ้าสิ่งนี้เป็นเพราะประสงค์ร้ายของมนุษย์  ก็ขอพระองค์ยกโทษให้คนพวกนั้นด้วย

          “ถ้าสิ่งนี้มาจากพระเจ้า หิมะแห่งเลบานอนจะเป็นตราสังของเจ้า แต่ถ้าสิ่งนี้เป็นเพราะพวกสงฆ์และทหาร แม่ก็ยังมีเสื้อผ้าสำหรับร่างเปลือยเปล่าของเจ้านะ

          “ลูกชายที่ไม่ใช่ลูกชายของแม่ สิ่งใดพระเจ้าปลูกสร้างขึ้นแล้ว สิ่งนั้นย่อมไม่มีวันถูกทำลาย แต่ถ้ามนุษย์ทำลายลงได้ มันจะถูกสร้างขึ้นใหม่ โดยที่มนุษย์มิอาจมองเห็นมันอีกเลย”

          ณ.เวลานั้น สวรรค์ก้มกราบแทบแผ่นดิน ยอมนอบน้อมแก่เขา เสียงร่ำไห้และถอนใจระงมดัง

          มารีมอบร่างของลูกชายให้แก่ชายคนหนึ่ง ร่างนั้นเต็มไปด้วยบาดแผลและน้ำมันยา

          มารีเอ่ยขึ้น “ดูเถิด  เขาไปแล้ว  การต่อสู้สิ้นสุดลง  ดวงดาวสุกใสอยู่ฟ้าโน้น เรือเร่เห่คลื่นถึงฝั่งแล้ว เจ้า-ผู้ครั้งหนึ่งเคยอิงแอบในอกแม่อย่างสำราญใจ”

          พวกเราขยับเข้าไปใกล้เธอ เธอจึงเอ่ยกับพวกเรา “แม้เมื่อจะตาย เขาก็ยังยิ้มแย้ม เขาชนะแล้ว ฉันได้เป็นแม่ของคนชนะ”

          จากนั้นมารีจึงกลับไปยังเยรูซาเลม และพำนักกับยอห์นผู้ติดตามรุ่นเยาว์คนนั้น

          เธอได้กลายเป็นหญิงเต็มตัวในวันนั้นเอง

          เมื่อเรากลับมาถึงที่ประตูเมือง ฉันเหลือบมองหน้าของเธอ ก็รู้สึกอัศจรรย์ใจ เพราะในวันนั้นชื่อของเยซูได้รับการเชิดชูให้สูงเด่นกว่าใคร แต่ชื่อของเธอ-มารี ยังคงต่ำต้อยอยู่เช่นเดิม

          เรื่องราวเหล่านี้ผ่านพ้นฤดูใบไม้ผลิแห่งขวบปีไปเสียแล้ว

          และเวลานี้เป็นฤดูใบไม้ร่วง มารี-แม่ของเยซู กลับมายังบ้านเกิดของเธออีกครั้ง คราวนี้มีเธออยู่เพียงลำพัง

          ในวันพระเจ้าเมื่อสองอาทิตย์ก่อน หัวใจของฉันแน่นิ่งคล้ายหินอยู่ในอก เพราะลูกชายจะจากฉันไปกับเรือสินค้าของไทระ เขาจะไปเป็นกะลาสี

          เขาว่า เขาอาจไม่ได้กลับมาอีก

          เย็นวันหนึ่ง ฉันจึงไปหามารี

          ตอนฉันเข้าไปในเรือนนั้น ฉันเห็นเธอนั่งอยู่ที่หูกทอผ้า แต่ไม่ได้ทอผ้า เธอกำลังนั่งมองท้องฟ้าแห่งนาซาเร็ธด้วยใจเลื่อนลอย

          ฉันเอ่ยขึ้น “สายัณห์สวัสดิ์จ้ะ มารี”

          เธอยืนแขนมาทางฉันและกล่าว “มานั่งตรงนี้สิ มาดูดวงอาทิตย์สีเลือดกำลังลับเหลี่ยมเขาด้วยกัน”

          ฉันนั่งลงข้างเธอบนม้ายาว เราทั้งสองมองผ่านหน้าต่างไปทางทิศตะวันตก

          สักครู่หนึ่งมารีจึงเอ่ยขึ้น “ฉันแปลกใจจริง ๆ ว่าใครกันนะที่ตรึงกางเขนดวงตะวันเมื่อยามสายัณห์มาถึง”

          ฉันเอ่ย “ฉันอยากมาปรับทุกข์กับเธอ ลูกชายของฉันเพิ่งจากฉันไปออกทะเล ตอนนี้เหลือฉันอยู่เรือนคนเดียวเท่านั้น”

          มารีเอ่ย “ฉันน่ะหรือจะช่วยปลอบใจเธอได้?”

          ฉันเอ่ย “ขอเพียงเธอเล่าถึงเรื่องลูกชายของเธอ ฉันก็จะรู้สึกสบายใจ”

          มารียิ้มให้ฉัน แล้ววางมือบนบ่าฉัน แล้วกล่าว “ฉันจะเล่าเรื่องของเขาให้ฟัง เธอจะได้สบายใจ และฉันจะได้สบายใจด้วย”

          แล้วเธอจึงเริ่มเล่าเรื่องของเยซูให้ฉันฟังตั้งแต่ต้นจนจบ

          ที่เธอเล่ามานั้น ดูไม่แตกต่างอะไรกันเลย ระหว่างลูกชายของเธอและลูกชายของฉัน

          เพราะเธอบอกกับฉัน “ลูกของฉันก็เป็นคนเรือ แล้วเธอจะไม่วางใจลูกชายเธอให้ไปเผชิญกับคลื่นลมเหมือนกับที่ฉันไว้ใจลูกชายฉันละหรือ?

          “ผู้หญิงเป็นท้องที่อุ้มครรภ์ และเป็นดังเปลนอน แต่ผู้หญิงไม่ใช่หลุมศพ เพราะเมื่อเราตาย เราก็ได้มอบชีวิตให้กับอีกชีวิตหนึ่ง เหมือนเราปั่นด้ายเพื่อทอเสื้อผ้าที่เราไม่เคยได้ลองสวมใส่นั่นเอง

          “เราเหวี่ยงแหออกไปจับปลา แต่ไม่เคยได้ลิ้มรสปลา

          “ดังนั้น แม้ว่าเรากำลังจะเศร้าโศกอยู่ก็ตาม แต่ความจริงแล้วเรานับเป็นผู้เบิกบานอย่างยิ่ง”

          มารีกล่าวดังนี้กับฉัน

               ฉันลาเธอมา และกลับไปยังเรือน แม้แสงแดดของวันจะโรยราไปมากแล้ว แต่ฉันก็รีบเข้าไปนั่งที่หูกทอและเริ่มปั่นด้าย

BOOK

➥ ซูซานนา แห่งนาซาเร็ธเพื่อนบ้านของมารี