Skip to main content

Jesus before
C h r i s t i a n i t y

บทที่ 19 ความเชื่อในพระเยซู

พระเยซูไม่ได้ตั้งองค์การอะไรขึ้นมา แต่ได้ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งเราเรียกว่า ขบวนการ ในไม่ช้าขบวนการก็กลายเป็นองค์การอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในระยะแรกเริ่ม มีแต่คนนี้คนนั้นหรือกลุ่มนี้กลุ่มนั้น ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพระเยซู มีกลุ่มสาวก ๑๒ คน กลุ่มสตรี ครอบครัวของพระเยซู(มารีอา ยากอบ ยูดา) คนจนและคนถูกกดขี่ที่ได้รับการปลดปล่อย ศิษย์ของพระเยซูในแคว้นกาลิลี ศิษย์ในเยริโก(เช่นซัคเคียส) ศิษย์ในเยรูซาเลม (เช่นโจเซฟ อริมาเทีย และนิโคดิมัส) กลุ่มชาวยิวที่พูดภาษากรีกที่ได้ฟังเกี่ยวกับพระเยซูแล้วเกิดแรงบันดาลใจ (กิจการ.๖,๑-๖) และมีแม้กระทั่งฟาริสีและสงฆ์ยิวหลายคนที่ได้เข้าร่วมกลุ่มในเมืองเยรูซาเลม(กิจการ.๖,๗; ๑๕,๕)

1. ความรู้สึกที่มีต่อพระเยซู

          ต่างคนต่างระลึกถึงพระเยซูตามแต่ตัวเองจะจําได้ บางคนได้ฟังเกี่ยวกับพระเยซูแล้วเกิดมีความประทับใจในแง่หนึ่งแง่ใดเป็นพิเศษ ในระยะเริ่มแรกไม่มีประมวลคําสอน ไม่มีประมวลข้อความเชื่อ ไม่มีวิธีปฏิบัติหรือวิธีเชื่อที่เรียกว่าเป็นทางการ

          พระเยซูไม่มีผู้สืบตําแหน่ง พระเยซูไม่ได้ริเริ่มขบวนการแบบที่มีการตั้งผู้สืบตําแหน่งต่อจากผู้นํา หรือแบบ พวกซีลอทและพวกมัคคาบี ที่กําหนดให้ลูกสืบตําแหน่งแทนพ่อ แต่ขบวนการที่พระเยซูเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดขึ้นนี้มีลักษณะพิเศษ คือพระเยซูยังคงเป็นผู้นําและเป็นแรงบันดาลใจต่อไปแม้จะตายไปแล้ว พวกศิษย์ทั้งหลายมีความรู้สึกว่าไม่มีใครจะมาแทนพระเยซูได้ ถ้าพระเยซูตาย ขบวนการนี้ก็ตายไปด้วย ถ้าขบวนการนี้ยังคงมีชีวิตอยู่ ก็แปลว่าพระเยซูยังคงมีชีวิตอยู่ในแบบใดแบบหนึ่ง

          ในตอนแรกขบวนการนี้มีรูปแบบหลากหลาย หรืออาจพูดว่าไม่มีรูปแแบบก็ได้ แต่มีจุดรวมอยู่จุดเดียว นั่นคือ พระเยซูเอง มันไม่ใช่เป็นเพียงการถ่ายทอดคําสอนของพระเยซูต่อๆ ไปอย่างไม่ให้มีสิ้นสุดเท่านั้น แต่พวกคริสตชนรุ่นแรกมีประสบการณ์ส่วนตัวอะไรบางอย่าง ที่ทําให้รู้สึกว่ามีพลังอันเนื่องมาจากพระเยซูผู้ยังคงอยู่กับพวกเขา ทุกคนยังคงรู้สึกว่า แม้พระเยซูจะตายไปแล้ว แต่ก็ยังคงนําทางและเป็นแรงบันดาลใจเหมือนเดิม บางคนที่เคยเห็นและเคยรู้จักพระเยซูก่อนที่พระเยซูจะตาย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มสาวก ๑๒ คน) แน่ใจว่าได้เห็นพระเยซูกลับมีชีวิตอีก และได้สั่งสอนพวกตนอีกเหมือนแต่ก่อน ศิษย์กลุ่มนี้และผู้หญิงหลายคนที่ได้พบคูหาฝังศพว่างเปล่า ยืนยันว่าพระเยซูกลับเป็นขึ้นมาจากความตาย

          ประสบการณ์ส่วนตัวดังกล่าวนี้ บางคนเข้าใจในแง่ที่ว่า ตนได้รับจิตของพระเยซูเป็นมรดก นั่นคือได้รับจิตของพระเจ้า พวกเขารู้สึกว่ามีจิตของพระเยซูสิงสถิตอยู่ในตัว และจิตนี้ช่วยชี้นําชีวิตของตน พระเยซูยังคงอยู่และยังมีบทบาทโดยทางจิต(คริสตชนไทยเรียกว่า "พระจิต" หรือ "พระวิญญาณ")

          พระเยซูได้สร้างความประทับใจและผลกระทบที่ลึกซึ้งในบรรดาศิษย์ จนกระทั่งพวกเขาคิดว่าไม่มีใครในโลกที่จะเทียมเท่าหรือยิ่งใหญ่กว่าพระเยซู ไม่ว่าจะเป็นโมเสสหรือเอลิยาห์ (มก.๙,๒-๘) หรืออับบราฮัมเอง (ยน.๘,๕๘) พวกเขาคิดว่าแม้จะมีประกาศกหรือเมสสิยาห์มาในภายหลัง ก็จะไม่มีทางเทียบกับพระเยซูได้เช่นกัน (ยน.๗,๓๑) ไม่จําเป็นจะต้องรอใครอื่นอีกแล้ว (มธ. ๑๑,๓) พระเยซูคือทุกสิ่งทุกอย่างสําหรับพวกเขา พระเยซูคือทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกยิวรอคอยและได้เคยภาวนาขอ คําสัญญาและคําประกาศล่วงหน้าในพระคัมภีร์ได้สําเร็จลงในตัวพระเยซู ถ้าจะต้องมีใครเป็นผู้ปกครองโลก ก็ต้องเป็นพระเยซู (กิจการ.๑๐,๔๒; ๑๗,๓๑) และถ้าจะต้องมีใครได้รับแต่งตั้งเป็นเมสสิยาห์ กษัตริย์ เจ้านาย หรือบุตรพระเจ้าในพระอาณาจักร ผู้นั้นจะเป็นใครอื่นไม่ได้นอกจากพระเยซูแต่ผู้เดียว (กิจการ.๒,๓๖; ๓,๒๐-๒๑; โรม.๑,๔;วิวรณ์๑๗,๑๔; ๑๙, ๑๖)

          พวกศิษย์มีความเคารพนับถือและนิยมชมชอบพระเยซูอย่างล้นพัน พระเยซูเป็นสุดยอดในชีวิตของพวกเขา เป็นผู้ตัดสินแยกแยะความดีและความชั่ว แยกแยะความจริงและความเท็จ เป็นความหวังสําหรับอนาคต เป็นพลังอย่างเดียวที่จะสามารถพลิกโฉมโลกใหม่ได้ พวกศิษย์ยกย่องให้เกียรติพระเยซูถึงขั้นให้อยู่เบื้องขวาพระเจ้า (กิจการ.๒,๓๓-๓๔; ๕,๓๑; เอฟ.๑, ๒๐-๒๓; ๑โค.๑๕,๒๔-๒๗; ๑เป.๓,๒๑-๒๒; ฮีบ.๑๐,๑๒-๑๓) พวกศิษย์คิดว่าพระเจ้ากลับคําตัดสินของพวกผู้นําชาวยิว พวกนั้นปฏิเสธพระเยซู ทรยศพระเยซู และได้ฆ่าพระเยซู แต่พระเจ้ายกพระเยซูกลับคืนมา ให้เกียรติสูงสุดและแต่งตั้งพระเยซูให้เป็นเจ้านายและเมสสิยาห์ (กิจการ.๒,๒๒; ๒,๓๖; ๓,๑๓-๑๕; ๔,๑๑; ๕,๓๐-๓๑)

2.ประสบการณ์ของศิษย์

          จากประสบการณ์ในส่วนลึกของพวกศิษย์ พระเยซูเป็นผู้เปิดยุคใหม่แห่งประวัติศาสตร์มนุษย์ พระเยซูอยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยพูดเคยทํากันมาในประวัติศาสตร์ พระเยซูเป็นสุดยอด เป็นผู้ชี้ขาด พระเยซูเทียบเท่าได้กับพระเจ้า คําพูดของพระเยซูเป็นคําพูดของพระเจ้า จิตของพระเยซูเป็นจิตของพระเจ้า ความรู้สึกของพระเยซูเป็นความรู้สึกของพระเจ้า จุดมุ่งหมายของพระเยซูเป็นจุดมุ่งหมายของพระเจ้า ไม่มีทางที่จะประเมินพระเยซูได้สูงกว่านี้

          สําหรับเราในปัจจุบัน การมีความเชื่อในพระเยซู ก็คือเห็นด้วยกับการประเมินพระเยซูเช่นนี้ เราอาจจะใช้ศัพท์หรือคํานําหน้าแตกต่างออกไปก็ได้ แต่ถ้าในการจัดอันดับค่านิยมของเรา เราวางพระเยซูเป็นอันดับสอง นั่นก็แปลว่าเราปฏิเสธที่จะรับพระเยซู พระเยซูเกี่ยวพันกับชีวิตและความตายซึ่งเป็นเรื่องสําคัญสุดยอด ถ้าเราจะยอมรับอาณาจักรพระเจ้า ก็ต้องรับแบบที่พระเยซูคิด มิฉะนั้นแล้วเราก็ไม่ได้รับอาณาจักรพระเจ้า เราจะรับใช้นายสองคนไม่ได้ ถ้ารับก็ต้องรับทั้งครบ ไม่มีการรับครึ่ง ๆ  เชื่อในพระเยซูคือ เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า

          เราทุกคนนับถือพระเจ้า เพราะเราทุกคนมีอะไรบางอย่างเป็นอันดับหนึ่งในชีวิต เช่นเงินทอง อํานาจ ยศศักดิ์ ตัวเอง หน้าที่การงาน ความรัก ฯลฯ  ในชีวิตของเราแต่ละคน มีสิ่งหนึ่งที่เป็นบ่อเกิดแห่งกําลัง และทําให้ทุกอย่างมีความหมาย และสิ่งนั้นเราถือว่าเป็นพลังสูงสุดในชีวิตของเรา ถ้าเราถือว่าอันดับแรกในชีวิตของเราคือบุคคลที่อยู่เหนือมนุษย์ ในกรณีนี้ เรานับถือพระเจ้า(ซึ่งมีแต่องค์เดียว) แต่ถ้าถือว่าสิ่งที่มีค่าสูงสุดคือเป้าหมายของการต่อสู้ในชีวิต  ในกรณีนี้ เรานับถืออุดมการณ์ ซึ่งอาจถือว่าเป็นพระเจ้าในอีกรูปแบบหนึ่ง (ซึ่งมีได้หลายๆ รูปแบบ) ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดก็ตาม เราทุกคนมีอะไรที่เราถือว่าเป็นพระเจ้า

          การเชื่อว่าพระเยซูคือพระเจ้า คือการยอมรับพระเยซูพร้อมกับค่านิยมของพระเยซู ให้เป็นอันดับหนึ่งในชีวิต

3. พระเยซูเป็นพระวาจาของพระเจ้า

          ในหนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนได้เลือกแนวทางศึกษาที่แตกต่างออกไป มันเป็นวิธีที่ทําให้เราเริ่มต้นศึกษาเกี่ยวกับพระเจ้า ด้วยความคิดที่เปิดกว้าง และหลีกเลี่ยงความผิดพลาดในอดีต วิธีการในอดีตมักจะเป็นเช่นนี้คือ เราเริ่มโดยมีความคิดความเข้าใจว่า พระเจ้าต้องเป็นอย่างโน้นต้องเป็นอย่างนี้ แล้วก็เอาไปยัดเยียดใส่เข้าไปใน ชีวิตและบุคลิกภาพของพระเยซู ภาพพจน์ของพระเจ้าที่เคยมีมาแต่เดิม เป็นที่เข้าใจยากและไม่สามารถเข้ากันได้กับข้อเท็จจริงในชีวิตพระเยซู จึงทําให้หลายคนมองไม่ออกว่าพระเยซูเป็นพระเจ้าองค์นั้น  สําหรับคนจํานวนมากในสมัยนี้ พระเยซูยังคงน่าสนใจและมีบทบาทมาก แต่พระเจ้าในภาพพจน์เดิมตายไปเสียแล้ว

          เราเห็นจากคําพูดและการปฏิบัติของพระเยซูว่า เป็นพระเยซูเองที่ได้เปลี่ยนเนื้อหาของคําว่า "พระเจ้า" ถ้าเราไม่ยอมให้พระเยซูเปลี่ยนภาพพจน์ของพระเจ้าที่เราเคยมีอยู่ก่อน เราก็จะพูดไม่ได้ว่า เรานับถือพระเยซูเป็นเจ้านายและเป็นพระเจ้าของเรา เมื่อเรารับพระเยซูเป็นพระเจ้าของเราแล้ว เราก็ต้องเรียนรู้จากพระเยซูเองว่า พระเจ้าเป็นอย่างไร และเราจะไม่บังอาจเอาความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับพระเจ้าไปยัดเยียดใส่ให้พระเยซู

          นี่คือความหมายของคําว่า พระเยซูคือพระวาจาของพระเจ้า คือพระเยซูเผยให้เรารู้เกี่ยวกับพระเจ้า ไม่ใช่พระเจ้าเผยให้เรารู้เกี่ยวกับพระเยซู ถ้าเราเริ่มจากความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า เราจะไม่สามารถเห็นและเข้าใจชีวิตของพระเยซู เราต้องเริ่มเข้าใจพระเยซูก่อน แล้วจึงจะสามารถเข้าใจพระเจ้า คริสตชนจํานวนมากทําตรงกันข้าม คือเริ่มแสวงหาความหมายของพระเจ้าก่อน แล้วค่อยพยายามทําความเข้าใจกับพระเยซู ผลก็คือได้ก่อให้เกิดสมมุติฐานที่ไร้ความหมายหลายอย่าง ทําให้ภาพมัวยิ่งขึ้น และกีดกันไม่ให้พระเยซูเผยความจริงเกี่ยวกับพระเจ้าให้เราเห็น

          อาศัยความรู้(ที่เราคิดว่าเรารู้)เกี่ยวกับพระเจ้า เราไม่อาจยืนยันอะไรเกี่ยวกับพระเยซูได้ แต่เราต้องอาศัยความรู้(ที่เรารู้จริง)เกี่ยวกับพระเยซู เพื่อค้นหาความจริงเกี่ยวกับพระเจ้า

          ดังนั้นเมื่อเราพูดว่า พระเยซูเป็นพระเจ้า เราไม่ต้องการที่จะเพิ่มอะไรเข้าไปให้พระเยซู นอกเหนือจากที่เราได้ค้นพบมาแล้ว เราไม่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เราได้พูดมาแล้วจนถึงเวลานี้ เมื่อเราพูดขึ้นมาตอนนี้ว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า เราไม่ได้เปลี่ยนความเข้าใจเกี่ยวกับพระเยซู แต่เราเปลี่ยนความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้า เราหันหลังให้พระเจ้าแห่งเงินตรา พระเจ้าแห่งอํานาจยศศักดิ์ ไม่ใช่เท่านั้น เรายังหันหลังให้พระเจ้าในภาพพจน์ต่างๆ ที่เราเคยถือมาก่อน และหันมาค้นหาพระเจ้าในตัวพระเยซู และในอุดมการณ์ของพระเยซู

          นี่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องล้มล้างพันธสัญญาเดิม และไม่ยอมรับพระเจ้าของอับราฮัม ของอิสอัค และของยากอบ แต่หมายความว่า ถ้าเรายอมรับพระเยซูเป็นพระเจ้า เราจําเป็นต้องเข้าใจพันธสัญญาเดิมเสียใหม่จากมุมมองของพระเยซู และเราต้องเข้าใจพระเจ้าของอับราฮัมตามที่พระเยซูเข้าใจ เรายอมรับพระเจ้าแห่งพันธสัญญาเดิมในฐานะพระเจ้าที่ได้เปลี่ยนไปแล้ว และบัดนี้เป็นพระเจ้าแห่งความรักเมตตาต่อมนุษย์ทุกคน ทุกชาติ ทุกภาษา

4. พระเยซูเป็นพระเจ้า

          เมื่อเรายอมรับพระเยซูเป็นพระเจ้า เรายอมรับผู้ซึ่งพระเยซูเรียกว่าพ่อ ในฐานะพระเจ้าของเราด้วย พระเจ้าของเราเป็นทั้งพระเยซูและเป็นทั้งพระบิดา เนื่องจากความเป็นหนึ่งเดียวกันที่แยกไม่ออก ("เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน") เมื่อเรานมัสการพระเยซู เราก็นมัสการพระบิดา และเช่นเดียวกัน เมื่อเรานมัสการพระบิดา เราก็นมัสการพระเยซู กระนั้นก็ดี ทั้งสองก็แยกได้ในแง่ที่ว่า พระเยซูเท่านั้นที่คนมองเห็นได้ด้วยตา และพระเยซูเท่านั้นที่เป็นแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับพระบิดา(ไม่ใช่พระเจ้าที่เป็นแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับพระเยซู) พระเยซูเท่านั้นที่เป็นพระวาจาของพระเจ้า

          เราได้เห็นมาแล้วว่าพระเยซูเป็นอย่างไร ถ้าเราอยากนับถือพระเยซูเป็นพระเจ้า เราต้องสรุปว่าพระเจ้าของเราไม่ต้องการให้เราปรนนิบัติรับใช้ แต่อยากปรนนิบัติรับใช้เรา พระเจ้าของเราไม่ต้องการยศศักดิ์สูงสุดในสังคม ไม่ต้องการให้คนกลัวและนอบน้อม พระเจ้าอยากให้เราพบกับพระองค์ในความทุกข์ทรมานของคนจนและคนอ่อนแอ พระเจ้าไม่ใช่เมินเฉยต่อมนุษย์ และไม่ใช่อยู่ไกลโพ้น แต่พระเจ้ามีความมุ่งมั่นที่จะปลดปล่อยมนุษย์ให้เป็นอิสระ เพราะพระเจ้าได้เลือกทําตัวเป็นหนึ่งเดียวกับมวลมนุษย์ และมีความรักเมตตา ถ้านี่ไม่ใช่ภาพที่แท้จริงของพระเจ้า ก็แปลว่า พระเยซูไม่ใช่พระเจ้า แต่ถ้านี่เป็นภาพที่แท้จริงของพระเจ้า นั่นก็แปลว่าพระเจ้ามีความเป็นมนุษย์ยิ่งกว่ามนุษย์ใดๆ (Deus humanissimus -Schillebeeckx)

          คําว่า "ความเป็นมนุษย์"(humanity) และ"ความเป็นพระเจ้า" (divinity) จะมีความหมายอย่างไรก็ตามในภาษาปรัชญา แต่ในภาษาทางพระสําหรับผู้ที่นับถือพระเยซูเป็นพระเจ้า ความเป็นมนุษย์กับความเป็นพระ ถูกรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียว เป็นความจริงอย่างเดียว ดังนั้นความเป็นพระกับความเป็นมนุษย์ของพระเยซู ไม่ใช่อะไร ๒ อย่างที่แตกต่างกัน ความเป็นพระ ไม่ใช่สิ่งที่เอามาใส่เพิ่มให้แก่ความเป็นมนุษย์ของพระเยซู แต่ความเป็นพระ คือความเป็นมนุษย์อย่างลึกล้ำ พระเยซูมีความเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์ลึกล้ำกว่ามนุษย์ทุกคนในโลก และนี่คือสิ่งที่เราตีค่าสูงสุดในตัวพระเยซู  ในเมื่อเรานับถือพระเยซูเป็นพระเจ้า

          มีอะไรที่เป็นพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ ที่ทําให้เราเชื่อว่า ชายคนนี้เป็นพระเจ้า ในฐานะที่เป็นคนคนหนึ่ง ? การเลือกนับถืออะไรบางอย่างเป็นพระเจ้า เช่นเงินทองหรืออํานาจ เป็นเรื่องของใจจะเลือก แต่การที่เราเลือกนับถือพระเยซูเป็นพระเจ้าไม่ใช่เช่นนั้น เพราะการเลือกนี้มีความสมเหตุสมผล เชื่อถือได้

          คริสตชนหลายคนอ้างเหตุผลที่ใช้ไม่ได้ เช่น พระเยซูเองอ้างว่าตนเป็นพระเจ้าโดยการอ้างตําแหน่งหรือ อํานาจพระเจ้า หรือพระเยซูพูดและกระทําด้วยอํานาจของพระเจ้า และบางครั้งก็ยืนยันด้วยการทําอัศจรรย์ต่างๆ รวมทั้งการกลับเป็นขึ้นมา

          ดังที่เราได้ศึกษามาแล้วว่า พระเยซูไม่เคยอ้างตําแหน่งหรืออํานาจใดๆเลย แต่เคยอ้างว่ารู้ความจริง และไม่ต้องพึ่งพิงอํานาจอื่นใดมายืนยัน ความจริงยืนยันความจริงเอง  พระเยซูอ้างโดยทางอ้อมว่าตนสัมผัสความจริงอย่างใกล้ชิดลึกซึ้ง หรืออาจพูดได้ว่า ความจริงแสดงตัวออกมาโดยทางพระเยซู ดังนั้นผู้ฟังไม่ต้องอาศัยอํานาจของพระเยซูมายืนยัน เพียงแต่ให้จับเอาความจริงในสิ่งที่พูดออกมา ซึ่งเป็นการเอาความจริงเองเป็นอํานาจ ยืนยัน ผู้ที่เห็นคล้อยตามพระเยซู ก็คือผู้ที่เห็นคล้อยตามการจูงใจของความจริง เราอาจจะพูดในเชิงเปรียบเทียบได้ว่า ความจริงดูดซับพระเยซูเข้าไป หรือว่า ความจริงตกผลึกกลายเป็นเนื้อหนังในตัวพระเยซู

          พระเยซูคงจะมีประสบการณ์ส่วนตัวและรู้สํานึกว่า ตัวเองมีความกลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า คิดและรู้สึกเหมือนกับพระเจ้าคิดและรู้สึก จึงไม่จําเป็นต้องอ้างอิงหรือพึ่งพาอํานาจใดๆ ไม่ต้องอาศัยพลังใดๆ ภายนอกตัวเอง

          แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า การอ้างอํานาจความจริงดังที่กล่าวมานี้ ไม่ใช่สิ่งหลอกหลอน ? ไม่มีทางพิสูจน์ว่าใช่ หรือพิสูจน์ว่าไม่ใช่ เราต้องใช้คําเปรียบเทียบของพระเยซูเรื่องต้นไม้ คือเราพิสูจน์ต้นไม้ด้วยผลของมัน ถ้าผลไม้ดีก็แปลว่าต้นไม้ดี ถ้าเราเห็นว่าคําพูดและการกระทําของพระเยซูเป็นความจริง ก็แปลว่าบ่อเกิดของมันจะเป็นสิ่งหลอกหลอนไม่ได้ เมื่อเราได้ฟังพระเยซูด้วยสมองและจิตใจที่เปิดกว้าง แล้วได้เห็นจริงและเชื่อในสิ่งที่พระเยซูพูดเกี่ยวกับชีวิต เราก็รู้แน่นอนว่าความจริงในตัวพระเยซูนั้นไม่ใช่สิ่งหลอกหลอน

          นี่คือประสบการณ์ของบรรดาศิษย์พระเยซู นี่คือความประทับใจและแรงกระทบที่เกิดขึ้นในตัวพวกเขา พวกเขาอาจจะไม่ได้แสดงออกมาด้วยคําพูดแบบนี้ เพราะคําพูดและทฤษฎีช่วยเผยความจริงในตัวเราออกมาได้ไม่มาก ที่จริงแล้ว ความเชื่อไม่ใช่วิธีพูดหรือวิธีคิด แต่ความเชื่อคือวิถีชีวิต และแสดงออกมาได้ด้วยแนวปฏิบัติจริงเท่านั้น  การยอมรับว่าพระเยซูเป็นพระเจ้าและผู้ไถ่ของเรา จะมีความหมายก็ต่อเมื่อ เราพยายามเจริญชีวิตตามแบบที่พระเยซูเคยทํามา และจัดชีวิตของเราให้สอดคล้องกับค่านิยมของพระเยซู เราไม่ต้องถกเถียงปัญหาทางทฤษฎีเกี่ยวกับพระเยซู แต่เราต้องช่วยให้พระเยซูปรากฏชัดเจนในยุคของเราและในสถานการณ์ของเรา เราต้องทําเหมือนพระเยซูในการแสวงหา คือแสวงหาการปฏิบัติที่แท้จริง(orthopraxis) มากกว่าที่จะแสวงหาความรู้ที่แท้จริง(orthodoxy) การปฏิบัติที่แท้จริงเท่านั้นจะพิสูจน์ว่าสิ่งที่เราเชื่อเป็นความจริงหรือไม่ เราอาจจะอ้างอิงอํานาจทางการที่เคยมีมาแต่เดิม หรืออ้างอิงการศึกษาค้นคว้าทางศาสนศาสตร์ แต่สิ่งที่เราเชื่อจะกลายเป็นความจริง และเป็นที่รับรู้ว่าจริง ก็ต่อเมื่อบรรลุผลจริงในโลก

5. การเชื่อถึงพระเยซู

          เริ่มเชื่อในพระเยซู ก็คือเริ่มอ่าน "สัญญาณแห่งกาลเวลา" ในยุคปัจจุบัน เหมือนกับที่พระเยซูทําในยุคก่อน มีบางอย่างที่เหมือนกันและมีบางอย่างที่แตกต่างกันด้วย เราจะทําแค่ซํ้าคําพูดของพระเยซูเท่านั้นไม่ได้ แต่เราต้องวิเคราะห์ยุคสมัยของเราด้วยท่าทีเดียวกับที่พระเยซูวิเคราะห์ยุคสมัยก่อน

          เราต้องเริ่มเหมือนกับพระเยซู คือเริ่มมีความรักเมตตาต่อคนอดหยากจํานวนหลายล้านคน ต่อคนที่ถูกกดขี่ข่มเหงในรูปแบบต่างๆ ต่อคนจํานวนพันๆ ล้านในอนาคต ที่จะต้องทนทุกข์ทรมานเพราะการกระทําของเราในขณะนี้ เมื่อเราค้นพบว่าเรามีความเป็นคน เหมือนกับมนุษย์อื่นๆ ในโลก เราจะเริ่มมีประสบการณ์เหมือนกับที่พระเยซูเคยมี เฉพาะคนที่ตีคุณค่าศักดิ์ศรีมนุษย์เหนือสิ่งอื่นใดเท่านั้น ที่จะเข้ากันได้กับพระเจ้า "ผู้สร้าง มนุษย์ตามพระฉายาของพระองค์" ถ้าเราบอกว่าเชื่อในพระเยซู แต่ไม่เคารพและเมตตาสงสารเพื่อนมนุษย์อย่างจริงจัง เราเป็นคนโกหก (ดู ๑โค.๑๓,๑-๒; ยากอบ ๒,๑๔-๒๖)  ร่วมเป็นหนึ่งกับพระเยซู แปลว่า ร่วมเป็นหนึ่งกับมนุษย์ทุกคน

          การมองหาเครื่องหมายแห่งกาลเวลาตามแบบของพระเยซู คือการพยายามมองหาพลังชั่วร้ายต่างๆ ที่ต่อต้านมนุษย์ โลกปัจจุบันถูกมารซึ่งเป็นศัตรูของมนุษย์ครอบครอง พลังแห่งความชั่วกําลังฉุดลากทุกคนไปสู่ความหายนะหรือนรกบนแผ่นดิน เราต้องพยายามเข้าใจโครงสร้างของความชั่วร้ายในโลกทุกวันนี้ ลองสังเกตดูว่า เราตั้งรากฐานอยู่บนค่านิยมของ "โลก" (คือไม่ใช่ของพระเยซู)มากน้อยแค่ไหน เช่นทรัพย์สินเงินทอง ยศศักดิ์ สิทธิพิเศษ อํานาจ พรรคพวก ชนชั้น เชื้อชาติ ศาสนา ? ถ้าเรายึดสิ่งเหล่านี้เป็นค่านิยมสูงสุด เราก็ไม่ใช่พวกเดียวกันกับพระเยซู

6. สรุป

          เชื่อในพระเยซูคือ เชื่อว่าความดีจะมีชัยชนะเหนือความชั่ว แม้จะมีระบบขวางอยู่ แม้ปัญหาจะใหญ่โตซับซ้อนและดูเหมือนว่าแก้ไม่ได้ แต่เราเชื่อว่ามนุษย์จะหลุดพ้นและเป็นอิสระได้ ความชั่วร้ายในทุกรูปแบบ บาปและผลอันเนื่องมาจากบาป อันได้แก่ความเจ็บป่วย ความทุกข์ทรมาน ความน่าสมเพช ความกลัว การกดขี่ข่มเหงและความอยุติธรรม ฯลฯ ทั้งหมดนี้จะถูกทําลายให้หมดสิ้นไป พลังอย่างเดียวที่จะสามารถทําให้สําเร็จก็คือพลังแห่งความเชื่อ เพราะความเชื่อคือพลังแห่งความดี คือพลังแห่งความจริง คือพลังแห่งพระเจ้า

          มีพลังอย่างหนึ่งที่สามารถต่อต้านระบบ และป้องกันไม่ให้ระบบทําลายเรา มีแรงผลักดันอย่างหนึ่งที่แข็งแรง กว่าความกระหายผลประโยชน์ มีแรงจูงใจอย่างหนึ่งที่สามารถชักจูงโลกให้เคลื่อนไหว ทําให้คนรํ่ารวย พร้อมที่จะลดระดับการครองชีพเพื่อช่วยกันกระจายความมั่งคั่งในโลกให้ทั่วถึง และกระจายประชากรโลกให้ทั่วด้วย  มันเป็นพลัง หรือแรงผลักดัน หรือแรงจูงใจ อย่างเดียวกันที่พระเยซูมี นั่นคือ ความรักเมตตาและความเชื่อ  บางคนเรียกว่า ความเชื่อ ความหวัง และความรัก แต่ไม่ว่าจะเรียกอะไรก็ตาม เราต้องเข้าใจว่ามันเป็นพลังของพระเจ้าและในเวลาเดียวกันเป็นพลังในธรรมชาติมนุษย์เรา

          เมื่อเราเผชิญปัญหาของยุคปัจจุบันในแนวนี้ เราจะเห็นว่า โอกาสที่ภัยพิบัติกําลังจะเกิดขึ้นได้นี้ เป็นโอกาสที่เหมาะมากสําหรับอาณาจักรพระเจ้า ภัยพิบัติไม่ใช่เรื่องเล็กสําหรับเรา แต่เป็นมหันตรายที่มีโอกาสเป็นไปได้สูง มันเป็นสัญญาณที่เตือนว่าเราต้องทําอย่างไรในขณะนี้ ถ้าเราอ่านสัญญาณนี้ออกและยอมให้มันเขย่ารากฐานชีวิตของเรา นั่นก็หมายความว่า พระเยซูได้ปลุกเราให้มีความเชื่อและความหวัง เพื่อเราจะได้เห็นอาณาจักรพระเจ้าเข้ามาอยู่ในท่ามกลางเรา  สัญญาณเตือนภัยเป็นโอกาสให้เราเลือกว่าจะเอาภัยพิบัติหรือจะเอาอาณาจักรพระเจ้า

           เราจะได้เห็นว่ายุคของเรานี้เป็นโอกาสเหมาะ ที่จะทําให้มนุษยชาติได้รับการปลดปล่อยอย่างสมบูรณ์ พระเจ้ากําลังพูดกับเราด้วยวิธีใหม่ พระเจ้ากําลังพูดกับเราโดยผ่านทางเหตุการณ์และปัญหาของยุคปัจจุบัน

          พระเยซูสามารถช่วยเราให้เข้าใจเสียงของความจริง แต่ในที่สุดแล้ว เป็นตัวเราที่ต้องตัดสินใจทําอะไรลงไป

 

 

คำถาม

1. พวกศิษย์รู้สึกอย่างไรต่อพระเยซู ?
2. ท่านมีประสบการณ์อย่างไรเกี่ยวกับพระเยซู ?
3. ท่านเข้าใจ “พระเยซูเป็นพระวาจาของพระเจ้า” อย่างไร?
4. ท่านเชื่อในพระเยซูอย่างไร ?

ท่านกำลังอ่าน

“ บทที่ 19 ความเชื่อในพระเยซู “

บทที่ 19 ความเชื่อในพระเยซู

หมายเหตุเกี่ยวกับหนังสือ

 ชื่อในภาษาอังกฤษคือ JESUS BEFORE CHRISTIANITY โดย ALBERT NOLAN OP. ตีพิมพ์ครั้งแรก ในปี ค.ศ.๑๙๗๗ ต่อมาในปี ค.ศ. ๑๙๘๗ ผู้เขียนได้ทบทวนแต่ไม่ได้แก้ไข และยืนยันแนวคิดเดิมทั้งหมดเกี่ยวกับผู้เขียน แอลเบิรต์ โนลัน เกิดที่ประเทศแอฟริกาใต้ เข้าคณะนักบวชโดมินิกันในปี ค.ศ.๑๙๕๔  เคยเป็นจิตตาธิการองค์การนักศึกษาคาทอลิกแห่งชาติแอฟริกาใต้ เป็นอาจารย์สอนที่ Kolbe School of Theology เมืองเคปทาวน์  ได้รับเลือกเป็นเจ้าคณะแขวงโดมินิกันในแอฟริกาใต้ ต่อมาในปี ค.ศ. ๑๙๘๓ ได้รับเลือกเป็น  อัคราธิการของคณะโดมินิกันทั่วโลก  แต่ไม่ยอมรับตําแหน่งนี้ เนื่องจากความรีบเร่งของภารกิจในประเทศแอฟริกาใต้เกี่ยวกับการแปลและเรียบเรียง