ในปี ค.ศ. 2012 ศูนย์วิจัยประยุกต์ในงานแพร่ธรรม (Center of Applied Research in the Apostolate) ระบุว่าเครือข่ายโรงเรียนคาทอลิกเป็นระบบโรงเรียนเอกชน (ที่ไม่ใช่ของรัฐ) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีโรงเรียนระดับประถมศึกษาประมาณ 93,000 แห่งและโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา 44,000 แห่งที่ดำเนินการโดยคาทอลิก เด็กประมาณ 48 ล้านคนทั่วโลกได้รับการศึกษาจากโรงเรียนคาทอลิก [1] สถิติเหล่านี้ไม่ได้แสดงให้เห็นเพียงแค่ความยิ่งใหญ่ของกิจการคาทอลิกในด้านการศึกษาเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและการอุทิศตนของพระศาสนจักรที่มีต่อสังคมมนุษย์ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของศาสนาคริสต์ ในปริมณฑลทางศาสนาของความเป็นคาทอลิก โรงเรียนคาทอลิกทุกแห่งได้แบ่งปันลักษณะเฉพาะที่โดดเด่นร่วมกันประการหนึ่ง ภายใต้หลักการแห่งการเป็นหนึ่งเดียวกัน (communio) พวกเขามีหลักคำสอนร่วมกันเกี่ยวกับศีลธรรมและความเชื่อของคริสตชน (หลักความเชื่อ - Creed) พวกเขาปฏิบัติชีวิตทางพิธีกรรมและการนมัสการ (พิธีกรรม - Cult) และพวกเขาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกฎหมายเฉพาะและกฎหมายสากลของพระศาสนจักร (ประมวลกฎหมาย - Code)
ปัจจุบัน ท่ามกลางพลวัตที่เคลื่อนไหวของจิตตารมณ์แห่งสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 หลักความเชื่อ (Creed) พิธีกรรม (Cult) และประมวลกฎหมาย (Code) ของคาทอลิก ได้รับการแสดงออกอย่างเปิดเผยและถูกระบุตัวตนในความเป็นหนึ่งเดียวกัน (communio) ท่ามกลางสังคมพหุนิยม พันธกิจสำหรับเยาวชนในบริบทงานแพร่ธรรมด้านโรงเรียนถือเป็นพันธกิจสำคัญที่ไม่ควรถูกประเมินค่าต่ำเกินไป Francis G. Morrisey (1986) ได้โต้แย้งถึงบทบาทของกฎหมายพระศาสนจักรสำหรับพันธกิจในปัจจุบันว่า
"การประกาศใช้ประมวลกฎหมายฉบับปรับปรุงใหม่เปิดโอกาสให้เราได้ ‘faire le point’ (ทบทวนและประเมิน) - เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ - และเพื่อดูว่ารายการสิ่งที่เรามีจะนำพาเราไปสู่จุดใดในอนาคตข้างหน้า… ท้ายที่สุด เราสามารถถามตัวเองได้ว่ามีขอบข่ายใดบ้างที่นักกฎหมายพระศาสนจักรสามารถใช้ความพยายามของตนเพื่อให้เกิดการนำแนวคิดของสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 และประมวลกฎหมายปี ค.ศ. 1983 ไปปฏิบัติอย่างสมบูรณ์ในอนาคตอันใกล้นี้" [2]
ไม่ใช่แค่การตีความกฎหมายเท่านั้น แต่การนำบรรทัดฐานทางกฎหมายไปประยุกต์ใช้กับพันธกิจนั้นเป็นงานที่ค่อนข้างสำคัญ หลักความเชื่อ (Creed) และพิธีกรรม (Cult) ต้องการประมวลกฎหมาย (Code) เพื่อทำให้เกิดเป็นจริง (actualization) ดังที่ Ladislas Orsy (1989) ได้แสดงทรรศนะไว้ว่า ศาสตร์แห่งกฎหมายพระศาสนจักรคือ fides quaerens actionem (ความเชื่อที่แสวงหาการปฏิบัติ) [3]
การส่งเสริมคุณธรรมแห่งความเชื่อ ความหวัง และความรัก ไม่ใช่เป็นเพียงแค่พันธกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยกำหนด (parameters) และคุณธรรมของกฎหมายพระศาสนจักรในตัวมันเองด้วย ไม่ว่าจะเป็นผู้มีอำนาจหรือนักกฎหมายพระศาสนจักรต่างก็ไม่ควรละทิ้งมุมมองนี้เกี่ยวกับการรับใช้ของกฎหมายพระศาสนจักรในสายงานแพร่ธรรมใดๆ ซึ่งรวมถึงโรงเรียนคาทอลิกด้วย
เชิงอรรถ
[1] Engebretson, Catholic Schools and the Future of the Church, 1.
[2] Francis G. Morrisey, "Applying the 1983 Code of Canon Law: The Task of Canonists in the Years Ahead," in The New Code of Canon Law: Proceedings of the 5th International Congress of Canon Law, ed. Michel Theriault and Jean Thorn (Canada: Faculty of Canon Law Saint Paul University, 1986), 1143.
[3] Ladislas M. Orsy, "Moral Theology and Canon Law: The Quest for a Sound Relationship," Theological Studies 50, no. 1 (1989): 151-67 (157).