Skip to main content

แปลและเรียบเรียงโดย Faith4Thai.com

17. ชายและหญิง ของประทานให้แก่กันและกัน

เรามาพิจารณาถึง "ปฐมกาล" นั้นกันต่อ ซึ่งพระเยซูเจ้าทรงอ้างถึงในการสนทนากับชาวฟาริสีในเรื่องการสมรส การรำพึงนี้เรียกร้องให้เราก้าวข้ามขีดจำกัดประวัติศาสตร์ของมนุษย์ และไปให้ถึงสภาวะของความไร้เดียงสาแรกเริ่ม เพื่อที่จะเข้าใจความหมายของความไร้เดียงสานี้ ในแง่หนึ่ง เราใช้ประสบการณ์ของมนุษย์ในประวัติศาสตร์ รวมทั้งประจักษ์พยานแห่งจิตใจและมโนธรรมของเขาเป็นพื้นฐาน

การประกอบสร้างความไร้เดียงสาแรกเริ่มขึ้นใหม่

ตามแนวทางจากประสบการณ์ภายหลังในประวัติศาสตร์ (historical a posteriori) เราจงพยายามประกอบสร้างลักษณะเฉพาะของความไร้เดียงสาแรกเริ่มขึ้นมาใหม่ ซึ่งแฝงอยู่ในประสบการณ์ร่วมกันทางร่างกายและความหมายแบบวิวาห์ของมัน ตามปฐมกาล 2:23-25 สถานการณ์ที่อธิบายไว้ในที่นี้ เผยให้เห็นประสบการณ์อันเปี่ยมสุขเกี่ยวกับความหมายของร่างกาย ภายในธรรมล้ำลึกแห่งการเนรมิตสร้าง มนุษย์บรรลุถึงสิ่งนี้ได้ในการเติมเต็มซึ่งกันและกันของสิ่งที่เป็นชายและหญิงในตัวเขา

อย่างไรก็ตาม ที่รากฐานของประสบการณ์นี้ จะต้องมีเสรีภาพภายในแห่งการเป็นของประทาน (interior freedom of the gift) ซึ่งรวมเป็นหนึ่งเดียวกับความไร้เดียงสาเหนือสิ่งอื่นใด เจตจำนงของมนุษย์นั้นไร้เดียงสามาแต่กำเนิด ด้วยวิธีนี้ การพึ่งพาอาศัยกันและการแลกเปลี่ยนของประทานแห่งร่างกาย (ตามความเป็นชายและความเป็นหญิง ในฐานะของประทานแห่งบุคคล) จึงเป็นไปอย่างราบรื่น ด้วยเหตุนี้ ความไร้เดียงสาที่ปฐมกาล 2:25 เป็นพยานถึง จึงสามารถนิยามได้ว่าเป็น ความไร้เดียงสาแห่งประสบการณ์ร่วมทางร่างกาย

ประโยคที่ว่า "ชายและภรรยาของเขาเปลือยกายทั้งสองคน แต่พวกเขาไม่รู้สึกละอายเลย" แสดงออกถึงความไร้เดียงสานี้ในประสบการณ์ที่ต่างฝ่ายต่างมีต่อร่างกาย ความไร้เดียงสานี้เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการแลกเปลี่ยนภายในของของประทานแห่งบุคคล ในความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน สิ่งนี้ทำให้ความหมายแบบวิวาห์ของความเป็นชายและหญิงปรากฏเป็นจริงอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อที่จะเข้าใจความไร้เดียงสาของประสบการณ์ร่วมทางร่างกาย เราต้องพยายามอธิบายให้ชัดเจนว่า ความไร้เดียงสาภายในในการแลกเปลี่ยนของประทานแห่งบุคคลนั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง การแลกเปลี่ยนนี้เป็นแหล่งกำเนิดที่แท้จริงของประสบการณ์แห่งความไร้เดียงสา

การยอมรับบุคคลอื่นในฐานะของประทาน

ความไร้เดียงสาภายใน (นั่นคือ ความชอบธรรมของเจตนา) ในการแลกเปลี่ยนของประทาน ประกอบด้วยการ "ยอมรับ" (acceptance) อีกฝ่ายหนึ่งซึ่งกันและกัน ในลักษณะที่สอดคล้องกับแก่นแท้ของของประทาน ด้วยวิธีนี้ การมอบให้ซึ่งกันและกันจึงสร้าง ความสนิทสัมพันธ์ฉันบุคคล (communion of persons) ขึ้นมา มันเป็นเรื่องของการ "รับ" (receiving) มนุษย์อีกคนหนึ่ง และ "ยอมรับ" (accepting) เขา ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะในความสัมพันธ์ระหว่างกันนี้ (ซึ่งปฐมกาล 2:23-25 กล่าวถึง) ชายและหญิงกลายเป็นของประทานให้แก่กันและกัน ผ่านความจริงและหลักฐานทั้งหมดของร่างกายของตนในความเป็นชายและความเป็นหญิง

ดังนั้น มันจึงเป็นเรื่องของการ "ยอมรับ" หรือ "ต้อนรับ" ซึ่ง (ในความเปลือยเปล่าที่มีร่วมกัน) ได้แสดงออกและค้ำจุนความหมายของของประทาน ดังนั้น มันจึงทำให้ศักดิ์ศรีของประทานนั้นลึกซึ้งยิ่งขึ้น ศักดิ์ศรีนี้สอดคล้องอย่างลึกซึ้งกับความจริงที่ว่า พระผู้สร้างทรงมีพระประสงค์ (และทรงประสงค์อย่างต่อเนื่อง) ให้มนุษย์ชายหญิงดำรงอยู่ "เพื่อตัวเขาเอง" ความไร้เดียงสา "แห่งจิตใจ" และผลที่ตามมาคือ ความไร้เดียงสาแห่งประสบการณ์ หมายถึงการมีส่วนร่วมทางศีลธรรมในการกระทำอันเป็นนิรันดร์และถาวรแห่งพระประสงค์ของพระเจ้า

สิ่งที่ตรงกันข้ามกับการ "ต้อนรับ" หรือ "ยอมรับ" มนุษย์อีกคนหนึ่งในฐานะของประทาน ก็คือการลิดรอนของประทานนั้นเสียเอง ดังนั้น มันจึงเป็นการเปลี่ยนแปลงและแม้กระทั่งการลดทอนอีกฝ่ายให้กลายเป็นเพียง "วัตถุสำหรับตัวฉันเอง" (วัตถุแห่งตัณหา ของการฉวยโอกาสนำไปใช้ในทางที่ผิด ฯลฯ)

ในตอนนี้ เราจะไม่ลงรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นขั้วตรงข้ามอันหลากหลายของของประทานนี้ อย่างไรก็ตาม ในบริบทของปฐมกาล 2:23-25 เราจะสังเกตเห็นได้ว่า การขู่เข็ญเอาของประทานจากมนุษย์อีกคนหนึ่ง (จากหญิงโดยชาย และในทางกลับกัน) และการลดทอนเขาหรือเธอจากภายในให้กลายเป็นเพียง "วัตถุสำหรับฉัน" นั้น น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของความละอาย สิ่งนี้สอดคล้องกับภัยคุกคามที่กระทำต่อของประทานในระดับความใกล้ชิดส่วนบุคคล และเป็นพยานถึงการล่มสลายภายในของความไร้เดียงสาในประสบการณ์ร่วมกัน

การมอบให้และการรับที่หลอมรวมกัน

ตามปฐมกาล 2:25 "ชายและภรรยาของเขาไม่รู้สึกละอาย" เราสามารถสรุปได้ว่า การแลกเปลี่ยนของประทาน (ซึ่งความเป็นมนุษย์ทั้งหมดของพวกเขามีส่วนร่วม ทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ ความเป็นหญิงและความเป็นชาย) เกิดขึ้นจริงโดยการรักษาคุณลักษณะภายใน (ซึ่งก็คือ ความไร้เดียงสา) ของการมอบตนเองและการยอมรับอีกฝ่ายในฐานะของประทาน หน้าที่ของการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันทั้งสองประการนี้ เชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้งในกระบวนการทั้งหมดของการมอบตนเอง การให้และการรับของประทานนั้นแทรกซึมเข้าหากัน จน การให้กลายเป็นการรับ และการรับก็แปรเปลี่ยนเป็นการให้

ปฐมกาล 2:23-25 ช่วยให้เราอนุมานได้ว่า หญิงซึ่งในธรรมล้ำลึกแห่งการเนรมิตสร้างนั้น "ถูกมอบ" ให้แก่ชายโดยพระผู้สร้าง ได้ "ถูกรับ" ไว้ด้วยความไร้เดียงสาแรกเริ่ม นั่นคือ เธอได้รับการยอมรับจากชายในฐานะของประทาน ตัวบทพระคัมภีร์มีความชัดเจนและกระจ่างแจ้งมากในจุดนี้ ในเวลาเดียวกัน การที่ชายยอมรับหญิงและวิถีทางในการยอมรับเธอนั้น ได้กลายเป็นดั่งการมอบให้ครั้งแรก ในการมอบตนเอง (ตั้งแต่ก้าวแรกที่เธอ "ถูกมอบ" ให้แก่ชายโดยพระผู้สร้างในธรรมล้ำลึกแห่งการเนรมิตสร้าง) หญิงก็ได้ "ค้นพบตัวเองใหม่อีกครั้ง" ไปพร้อมๆ กัน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเธอได้รับการยอมรับและต้อนรับ และเพราะวิถีทางที่ชายรับเธอไว้

ดังนั้น เธอจึงค้นพบตนเองอีกครั้งในความเป็นจริงแห่งการมอบตนเอง "ผ่านการมอบตนเองอย่างจริงใจ" (เทียบ GS 24) เมื่อเธอได้รับการยอมรับในแบบที่พระผู้สร้างทรงมีพระประสงค์ให้เธอเป็น นั่นคือ "เพื่อตัวเธอเอง" ผ่านความเป็นมนุษย์และความเป็นหญิงของเธอ เมื่อศักดิ์ศรีทั้งหมดของของประทานได้รับการยืนยันในการยอมรับนี้ ผ่านการมอบสิ่งที่เธอเป็นในความจริงทั้งหมดของความเป็นมนุษย์ และในความเป็นจริงทั้งหมดของร่างกาย เรื่องเพศ และความเป็นหญิงของเธอ เธอจึงบรรลุถึงความลึกซึ้งภายในของบุคคล และการครอบครองตนเองอย่างสมบูรณ์

เราขอเสริมว่า การค้นพบตนเองในการมอบตนเองนี้ กลายเป็นแหล่งกำเนิดของการมอบตนเองครั้งใหม่ สิ่งนี้เติบโตขึ้นด้วยอาศัยความพร้อมภายในสำหรับการแลกเปลี่ยนของประทาน และขยายขอบเขตไปสู่การได้รับการยอมรับและต้อนรับอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากความตระหนักรู้อย่างเข้มข้นถึงความเป็นของประทานนั้นเอง

การเสริมสร้างซึ่งกันและกัน (Mutual Enrichment)

ดูเหมือนว่าเรื่องราวการเนรมิตสร้างฉบับที่สอง ได้มอบหมายให้ชายทำหน้าที่เป็น "ผู้รับ" ของประทานเหนือสิ่งอื่นใด "ตั้งแต่แรกเริ่ม" (เทียบ โดยเฉพาะปฐมกาล 2:23) "ตั้งแต่แรกเริ่ม" หญิงถูกมอบหมายไว้กับสายตาของเขา จิตสำนึกของเขา ความรู้สึกของเขา และจิตใจของเขา ในทางกลับกัน ในแง่หนึ่ง เขาจะต้องรักษากระบวนการแลกเปลี่ยนของประทานนี้ไว้ นั่นคือการแทรกซึมเข้าหากันของการให้และการรับในฐานะของประทาน และผ่านการพึ่งพาอาศัยกันนี้เอง มันจึงสร้างความสนิทสัมพันธ์ฉันบุคคลที่แท้จริงขึ้นมา

ในธรรมล้ำลึกแห่งการเนรมิตสร้าง หญิง "ถูกมอบ" ให้แก่ชาย ในส่วนของชาย เมื่อเขารับเธอไว้เป็นของประทานในความจริงทั้งหมดแห่งบุคคลและความเป็นหญิงของเธอ ชายจึงได้เสริมสร้างความสมบูรณ์ให้แก่เธอ ในขณะเดียวกัน เขาก็ได้รับการเสริมสร้างในความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันนี้ด้วย ชายไม่เพียงได้รับการเสริมสร้างความสมบูรณ์ผ่านทางเธอ (ผู้มอบบุคคลและความเป็นหญิงของเธอให้แก่เขา) แต่ยังได้รับการเสริมสร้างผ่านการมอบตนเองของเขาด้วย การที่ชายมอบตนเองเพื่อตอบสนองต่อหญิง ย่อมเป็นการเสริมสร้างความสมบูรณ์ให้ตัวเขาเอง มันแสดงให้เห็นแก่นแท้เฉพาะความเป็นชายของเขา ซึ่งผ่านความเป็นจริงของร่างกายและเรื่องเพศ ได้ก้าวไปถึงก้นบึ้งอันลึกซึ้งของการ "ครอบครองตนเอง" ด้วยเหตุนี้ เขาจึงสามารถทั้งมอบตนเองและรับของประทานจากอีกฝ่ายได้

ดังนั้น ชายจึงไม่ได้เป็นเพียงผู้รับของประทานเท่านั้น แต่ในขณะเดียวกัน เขาเองก็ถูกรับไว้เป็นของประทานโดยหญิงด้วย ในการเปิดเผยแก่นแท้ฝ่ายจิตวิญญาณภายในแห่งความเป็นชายของเขา พร้อมกับความจริงทั้งหมดแห่งร่างกายและเรื่องเพศของเขา เมื่อได้รับการยอมรับเช่นนี้ เขาจึงได้รับการเสริมสร้างให้สมบูรณ์ขึ้นผ่านการยอมรับและการต้อนรับของประทานแห่งความเป็นชายของเขาเอง ในเวลาต่อมา การยอมรับนี้ (ซึ่งชายค้นพบตัวเองอีกครั้งผ่านการมอบตนเองอย่างจริงใจ) ก็กลายเป็นแหล่งกำเนิดของการเสริมสร้างความสมบูรณ์อันใหม่และลึกซึ้งยิ่งขึ้นให้แก่หญิง การแลกเปลี่ยนนี้เป็นไปในทั้งสองทาง ในการแลกเปลี่ยนนี้ ผลของการมอบตนเองอย่างจริงใจและการค้นพบตนเองอีกครั้งได้ถูกเปิดเผยและเติบโตขึ้น

ด้วยวิธีนี้ เมื่อตามรอยประสบการณ์ภายหลังในประวัติศาสตร์ และเหนือสิ่งอื่นใด คือตามรอยจิตใจของมนุษย์ เราจะสามารถจำลองและประกอบสร้างการแลกเปลี่ยนของประทานแห่งบุคคลซึ่งกันและกันนั้น (ที่บรรยายไว้ในตัวบทโบราณของหนังสือปฐมกาลอย่างลึกซึ้งและอุดมสมบูรณ์) ขึ้นมาใหม่ได้

 February 6, 1980

The Redemption of the Body
and Sacramentality of Marriage
(Theology of the Body)
From the Weekly Audiences of His Holiness
September 5, 1979 – November 28, 1984