Skip to main content

หลักการเกื้อหนุน (Principle of Subsidiarity) ในกฎหมายพระศาสนจักร

หากเรามองโครงสร้างของพระศาสนจักรคาทอลิก ก็มักจะเข้าใจว่าเป็นระบบราชการที่สั่งการจากบนลงล่างอย่างเข้มงวด โดยทุกการตัดสินใจต้องผ่านกรุงโรม แต่ในความเป็นจริง แม้ว่าพระสันตะปาปาจะทรงมีอำนาจสูงสุด แต่ หลักการเกื้อหนุน (Principle of Subsidiarity) ถือเป็นกลไกถ่วงดุลที่สำคัญยิ่ง ทั้งในเชิงกฎหมายและการอภิบาลในการบริหารปกครองพระศาสนจักร

หัวใจสำคัญของหลักการนี้คือ

         "การตัดสินใจ ควรเกิดขึ้นในระดับท้องถิ่น หรือ ระดับปฏิบัติการที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงให้มากที่สุด และผู้มีอำนาจในระดับที่สูงกว่าจะเข้ามาแทรกแซงหรือช่วยเหลือก็ต่อเมื่อระดับล่างไม่สามารถจัดการงานนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วเท่านั้น"

ที่มาของหลักการนี้

ก่อนที่ "หลักการเกื้อหนุน" จะกลายมาเป็นหลักกฎหมายที่ชัดเจนในกฎหมายพระศาสนจักร หลักการนี้เคยเป็นเสาหลักของ คำสอนทางสังคมของพระศาสนจักร (Catholic Social Teaching) มาก่อน หลักการเกื้อหนุน ได้รับการจำกัดความอย่างเป็นทางการครั้งแรกโดยสมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 11 ในสมณสาสน์ Quadragesimo Anno ปี ค.ศ. 1931 เพื่ออธิบายว่ารัฐบาลทางโลกควรเคารพความเป็นอิสระของสถาบันครอบครัว ธุรกิจท้องถิ่น และกลุ่มชุมชนต่าง

 หลังจากการสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 (Vatican II) ในช่วงทศวรรษ 1960 พระศาสนจักรได้ริเริ่มการปรับปรุงประมวลกฎหมายครั้งใหญ่ โดยในปี ค.ศ. 1967 สมัชชาพระสังฆราช (Synod of Bishops) ได้เห็นชอบ หลักการชี้นำ 10 ประการ ในการชำระกฎหมายนี้ ซึ่ง หลักการข้อที่ 5 ได้ระบุอย่างชัดเจนให้นำ "หลักการเกื้อหนุน" มาใช้เพื่อส่งเสริม "การกระจายอำนาจอย่างเหมาะสม" (Healthy Decentralization) ภายในพระศาสนจักร

หลักการเกื้อหนุนได้
    'ปฏิรูปกฎหมายพระศาสนจักร'
        อย่างไร?

ปัจจุบันเราใช้ ประมวลกฎหมายพระศาสนจักร ปี ค.ศ. 1983 (1983 Code of Canon Law) โครงสร้างการบริหารของพระศาสนจักรได้เปลี่ยนผ่านจาก "การรวมศูนย์อำนาจอย่างเข้มงวด" ในประมวลกฎหมายฉบับปี ค.ศ. 1917 มาสู่ "การกระจายอำนาจอย่างเป็นรูปธรรม" ดังนี้

การมอบอำนาจให้พระสังฆราชประจำสังฆมณฑล
      (Diocesan Bishops)

ภายใต้กฎหมายเก่าปี 1917 พระสังฆราชท้องถิ่นต้องเขียนจดหมายขออนุมัติจากกรุงโรมในเรื่องการอภิบาลทั่วไปอยู่เสมอ แต่กฎหมายฉบับปี 1983 ได้กลับวิธีคิด โดยกำหนดให้พระสังฆราชประจำสังฆมณฑลมี "อำนาจปกครองตามปกติ โดยตรง และโดยชอบธรรม" ทั้งหมดที่จำเป็นสำหรับการปกครองสังฆมณฑลของตน เว้นแต่กรณีที่สงวนไว้สำหรับพระสันตะปาปาโดยเฉพาะเท่านั้น

กฎหมายเฉพาะและสภาพระสังฆราช
      (Particular Law & Episcopal Conferences)

หลักการเกื้อหนุนช่วยให้สภาพระสังฆราชคาทอลิกในแต่ละประเทศสามารถออก "กฎหมายเฉพาะ" เพื่อตอบสนองต่อบริบททางวัฒนธรรมและการอภิบาลในท้องถิ่นของตนได้ทันที โดยไม่ต้องรอคำสั่งสากลจากวาติกัน

ความเป็นอิสระของคณะนักบวช
     (Autonomy of Religious Orders)

หลักการนี้ช่วยคุ้มครองระบบการปกครองภายในของคณะนักบวชต่างๆ (เช่น คณะเยสุอิต, คณะซาเลเซียน, หรือคณะพระมหาไถ่) โดยกรุงโรมจะเคารพ "กฎหมายเฉพาะ" (ธรรมนูญของแต่ละคณะ) เพื่อให้พวกเขาสามารถบริหารจัดการงานภายในและรักษาจิตตารมณ์เฉพาะของตนไว้ได้

ความสมดุลที่ละเอียดอ่อน:
   หลักการเกื้อหนุน
    VS
      อำนาจสูงสุดของพระสันตะปาปา

การนำหลักการเกื้อหนุนมาใช้กับสถาบันศาสนา มีความแตกต่างอย่างมากกับการใช้ในองค์กรทางโลก เพราะในทางเทววิทยาคาทอลิก พระศาสนจักรไม่ใช่สมาพันธ์ของโบสถ์ท้องถิ่นที่แยกจากกัน แต่คือหนึ่งเดียวกันในความเชื่อและความเป็นหนึ่งเดียวกัน (Communion)

ด้วยเหตุนี้ หลักการเกื้อหนุนจึงต้องดำเนินควบคู่ไปกับ อำนาจการปกครองสูงสุดของพระสันตะปาปา (Papal Primacy - มาตรา 331) ซึ่งระบุว่าพระสันตะปาปาทรงมีอำนาจสูงสุด เต็มที่ โดยตรง และเป็นสากลเหนือพระศาสนจักรทั้งหมด

กฎทองของหลักการเกื้อหนุนในกฎหมายพระศาสนจักร คือการรักษาอำนาจให้อยู่ในระดับท้องถิ่น มีไว้เพื่อให้การอภิบาลดูแลสัตบุรุษเป็นไปอย่างรวดเร็ว ใกล้ชิด และสอดคล้องกับวัฒนธรรมของชุมชนนั้นๆ ส่วนการใช้อำนาจจากศูนย์กลาง (กรุงโรม) จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเป็นเรื่องที่กระทบต่อความเป็นหนึ่งเดียวของความเชื่อ ศีลศักดิ์สิทธิ์ หรือเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของพระศาสนจักรสากลเท่านั้น

กรณีศึกษา
   (Case Study)

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่า หลักการเกื้อหนุน (Principle of Subsidiarity) ทำงานอย่างไรในทางปฏิบัติจริงของพระศาสนจักรคาทอลิก เราสามารถดูได้จาก 3 กรณีศึกษา (Case Studies) ที่ครอบคลุมทั้งระดับสังฆมณฑล คณะนักบวช และชีวิตในระดับวัดหรือเขตอภิบาล ดังนี้ครับ...

กรณีศึกษาที่ 1: การอนุญาตให้คาทอลิกแต่งงานกับคนต่างความเชื่อ
      (Dispensation from Disparity of Cult)

ในกรณีสัตบุรุษคาทอลิกต้องการแต่งงานกับผู้ที่ไม่ได้ล้างบาป (เช่น ชาวพุทธ หรือชาวมุสลิม)

ในอดีต (ประมวลกฎหมายปี 1917 - เน้นรวมศูนย์) หากคู่บ่าวสาวในสังฆมณฑลใดๆ ในโลกต้องการแต่งงานกันในลักษณะนี้ พระสังฆราชท้องถิ่นไม่มีอำนาจอนุญาตเองโดยตรง จะต้องทำเรื่องส่งคำร้องเป็นเอกสารอย่างเป็นทางการไปยัง กรุงโรม (วาติกัน) เพื่อขอ "การผ่อนผันข้อขัดขวางการสมรส" (Dispensation) ซึ่งกระบวนการนี้ใช้เวลานานหลายเดือน และไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในพื้นที่ที่มีคริสตชนเป็นชนกลุ่มน้อย

ในปัจจุบัน (ประมวลกฎหมายปี 1983 - นำหลักเกื้อหนุนมาใช้): ตาม มาตรา 1086 และ 1125 พระศาสนจักรมอบอำนาจนี้ให้เป็นของ "ผู้แทนพระสังฆราชประจำท้องถิ่น" (Local Ordinary / พระสังฆราชประจำสังฆมณฑล) โดยตรง พระสังฆราชสามารถพิจารณาและอนุมัติการผ่อนผันนี้ได้เองในระดับสังฆมณฑล เพราะพระสังฆราชและคุณพ่อเจ้าวัดในพื้นที่มีความเข้าใจในบริบทครอบครัวและสังคมของคู่บ่าวสาวดีที่สุด ไม่จำเป็นต้องส่งเรื่องไปถึงกรุงโรมอีกต่อไป

หมายเหตุ ทางโรมจะเข้ามามีบทบาทเฉพาะกรณีที่เกิดข้อพิพาทรุนแรง หรือต้องการแนวปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานสากลเท่านั้น

กรณีศึกษาที่ 2: ความเป็นอิสระและการปิดโรงเรียน/อารามของคณะนักบวช
    (The Autonomy of Religious Orders)

อำนาจการตัดสินใจของคณะนักบวช (เช่น คณะพระมหาไถ่ คณะซาเลเซียน คณะเซนต์คาเบรียลฯลฯ) ในการบริหารจัดการทรัพย์สิน หรือปิดสถานศึกษา/โรงเรียนในเครือเนื่องจากขาดแคลนบุคลากร

คณะนักบวชสามารถการใช้อำนาจตามหลักเกื้อหนุน แม้ว่าโรงเรียนหรืออารามเหล่านั้นจะตั้งอยู่ในพื้นที่การปกครอง (เขตสังฆมณฑล) ของพระสังฆราชท้องถิ่น แต่กฎหมายพระศาสนจักร มาตรา 586 ให้การรับรอง "ความเป็นอิสระอย่างชอบธรรมในการดำเนินชีวิตและการปกครอง" (Just Autonomy) ของคณะนักบวชแต่ละคณะ

ในการบริหารภายใน อาทิเช่น การตัดสินใจโยกย้ายนักบวช การแต่งตั้งอธิการโรงเรียน หรือแม้กระทั่งการปรับปรุงโครงสร้างภายในของสถาบันการศึกษา เป็นอำนาจหน้าที่ของ "อธิการเจ้าคณะ" (Major Superior) ของคณะนักบวชนั้นๆ ร่วมกับคณะที่ปรึกษา ไม่ใช่อำนาจของพระสังฆราชประจำสังฆมณฑล และไม่ใช่เรื่องที่ต้องให้สันตะสำนัก (กรุงโรม) ลงมาสั่งการ

พระสังฆราชท้องถิ่นมีหน้าที่ดูแลเรื่องความถูกต้องของหลักคำสอนและการอภิบาลศีลศักดิ์สิทธิ์ในโรงเรียนเท่านั้น แต่ไม่มีสิทธิ์เข้าไปแทรกแซงการบริหารจัดการภายในหรือการเงินของคณะนักบวช

กรณีศึกษาที่ 3: การตั้งสภาภิบาลวัดและสภากรรมการการเงิน
     (Parish Pastoral & Finance Councils)

ในเรื่องการดูแลจัดการเงินบริจาคและกิจกรรมการอภิบาลในวัดระดับท้องถิ่น ก็เป็นไปตามหลักการใช้อำนาจเกื้อหนุน พระสังฆราชไม่สามารถลงมาตรวจตราหรือตัดสินใจเรื่องการซ่อมบำรุงหลังคาวัด หรือการจัดงานฉลองประจำปีของทุกๆ วัดในสังฆมณฑลได้ด้วยตนเอง กฎหมายพระศาสนจักรจึงกำหนดโครงสร้างให้มี สภาภิบาลวัด (Parish Pastoral Council - มาตรา 536) และ สภากรรมการการเงินของวัด (Parish Finance Council - มาตรา 537)

ในทางปฏิบัติแล้ว เมื่อวัดต้องการซ่อมแซมอาคาร หรือจัดโครงการช่วยเหลือสังคมในชุมชน คุณพ่อเจ้าวัดจะประชุมร่วมกับสัตบุรุษที่เป็นตัวแทนในท้องถิ่น (สภาภิบาลและสภากรรมการการเงิน) เพื่อตัดสินใจและดำเนินงานได้ทันที โดยใช้ทรัพยากรของวัดเอง

พระสังฆราชจะเข้ามาดูแลหรือต้องขออนุมัติเป็นกรณีพิเศษ (ระดับเหนือกว่าเข้ามาแทรกแซง) เฉพาะเมื่อมีการทำธุรกรรมทางการเงินที่มีมูลค่าสูงเกินเกณฑ์ที่กำหนดไว้ของสังฆมณฑล (Acts of Extraordinary Administration) เพื่อป้องกันความเสียหายทางการเงินของพระศาสนจักรในภาพรวม

บทสรุป
 พลังแห่งการเกื้อหนุน
   สู่การเติบโตของพระศาสนจักร

ท้ายที่สุดแล้ว หลักการเกื้อหนุน (Principle of Subsidiarity) มิได้เป็นเพียงกลไกทางบริหารหรือข้อบัญญัติทางกฎหมายที่ดำเนินไปตามตัวอักษร หากแต่คือภาพสะท้อนอันงดงามของพระเมตตาและความรักที่พระศาสนจักรมีต่อประชากรของพระเจ้าในทุกระดับชั้น โดยการเคารพในศักดิ์ศรีและความจำเพาะเจาะจงของกลุ่มคริสตชนในทุกท้องถิ่นอย่างแท้จริง

หลักการนี้เปรียบประดุจ ประทีปแห่งความหวัง ที่ส่องสว่างให้สัตบุรุษทุกคนมั่นใจว่า พวกเขาจะไม่ถูกละเลยหรือกลืนหายไปในโครงสร้างอันกว้างใหญ่ ทว่าเสียงและความต้องการของพวกเขาในพื้นที่ จะได้รับการรับฟังและตอบสนองอย่างทันท่วงที นำมาซึ่ง ประสิทธิภาพของการอภิบาลสูงสุด ที่เปี่ยมด้วยความเข้าใจ เข้าถึง และใส่ใจ ซึ่งนี่คือประโยชน์อันจับต้องได้ที่ช่วยหล่อเลี้ยง พยุง และเยียวยาจิตวิญญาณของชุมชนแห่งความเชื่อให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง

ยิ่งไปกว่านั้น อิสระและความไว้วางใจที่ส่งผ่านจากระดับบนลงสู่ระดับปฏิบัติการนี้ ยังเป็น พลังขับเคลื่อนอันมหาศาลและทรงชีวิตชีวาสำหรับการแพร่ธรรม เมื่อพระศาสนจักรท้องถิ่น ตั้งแต่สังฆมณฑล คณะนักบวช สภาภิบาลวัด ไปจนถึงสถาบันครอบครัว ได้รับการหนุนเสริมให้ตื่นตัวและมีบทบาทอย่างเต็มศักยภาพ การประกาศข่าวดีเรื่องความรักของพระเจ้า ย่อมสามารถหยั่งรากลึก ผลิบาน และถักทอเข้ากับวัฒนธรรมของผู้คนในแต่ละพื้นที่ได้อย่างทรงพลัง โดยมีพระศาสนจักรสากล ณ กรุงโรม เป็นดั่งศูนย์กลางและหลักศิลาอันมั่นคงที่ร้อยรัดความหลากหลายอันงดงามทั้งหมดนี้ ให้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันในความเชื่อและความรักชั่วนิรันดร์

 

 

 

บทความโดย
บาทหลวง วรวุฒิ สารพันธุ์ C.Ss.R. JCL

Catholic Priest & Canonist
Author & Administrator 
Faith4Thai.com

*juris canonici licentiatus 
หรือ JCL เป็นปริญญาทางกฏหมายพระศาสนจักร

Email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
FaceBook: Worawut Saraphan
Iine ID: mcssrsp

ท่านกำลังอ่าน

“ หลักการเกื้อหนุน (Principle of Subsidiarity) ในกฎหมายพระศาสนจักร “