แหล่งข้อมูลบางประการ
223. บรรดาปิตาจารย์แห่งสมัชชาตั้งข้อสังเกตว่า “ปีแรกๆ ของการแต่งงานเป็นช่วงเวลาที่สำคัญและละเอียดอ่อน ซึ่งคู่สมรสจะตระหนักถึงความท้าทายและความหมายของชีวิตแต่งงานมากขึ้น ดังนั้น การดูแลติดตามด้านงานอภิบาลจึงจำเป็นต้องก้าวข้ามไปไกลกว่าแค่การเฉลิมฉลองศีลศักดิ์สิทธิ์ตามจริง (Familiaris Consortio, ภาคที่ 3) ในแง่นี้ คู่สมรสที่มีประสบการณ์มีบทบาทสำคัญ เขตวัดคือสถานที่ที่คู่สมรสที่มีประสบการณ์ดังกล่าวสามารถช่วยเหลือคู่สมรสที่อายุน้อยกว่าได้ โดยท้ายที่สุดอาจได้รับความร่วมมือจากสมาคม ขบวนการต่างๆ ในพระศาสนจักร และชุมชนใหม่ๆ คู่สมรสอายุน้อยจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนให้เปิดใจรับของประทานอันยิ่งใหญ่แห่งการมีบุตร ควรให้ความสำคัญกับความสำคัญของจิตวิญญาณครอบครัว การสวดภาวนา และการมีส่วนร่วมในศีลมหาสนิทวันอาทิตย์ และควรสนับสนุนให้คู่สมรสพบปะกันเป็นประจำเพื่อส่งเสริมการเติบโตในชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความต้องการที่เป็นรูปธรรมของชีวิต พิธีกรรม วัตรปฏิบัติที่แสดงความศรัทธา และการเฉลิมฉลองศีลมหาสนิทสำหรับครอบครัว โดยเฉพาะในวันครบรอบแต่งงาน ได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมการประกาศข่าวดีผ่านทางครอบครัว”
224. กระบวนการนี้ต้องใช้เวลา ความรักต้องการเวลาและพื้นที่ ส่วนสิ่งอื่นๆ ล้วนเป็นเรื่องรอง จำเป็นต้องมีเวลาเพื่อพูดคุยหารือสิ่งต่างๆ เพื่อสวมกอดกันอย่างสบายใจ เพื่อแบ่งปันแผนการ เพื่อรับฟังกันและกันและมองสบตากัน เพื่อชื่นชมยินดีในกันและกัน และเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น บางครั้งจังหวะชีวิตที่เร่งรีบในสังคมของเราและความกดดันในที่ทำงานก็สร้างปัญหาได้ ในบางครั้ง ปัญหาก็คือการขาดเวลาที่มีคุณภาพร่วมกัน การอยู่ร่วมห้องเดียวกันโดยที่อีกคนหนึ่งไม่ทันได้สังเกตเห็นอีกคนหนึ่งด้วยซ้ำ ผู้ปฏิบัติงานอภิบาลและกลุ่มคนแต่งงานแล้วควรคิดหาวิธีช่วยให้คู่รักหนุ่มสาวหรือคู่รักที่เปราะบางได้ใช้ช่วงเวลาเหล่านั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อที่จะอยู่ตรงนั้นเพื่อกันและกัน แม้กระทั่งผ่านการแบ่งปันช่วงเวลาแห่งความเงียบที่มีความหมาย
225. คู่สมรสที่ได้เรียนรู้วิธีทำสิ่งนี้เป็นอย่างดีสามารถแบ่งปันข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติบางประการที่พวกเขาพบว่ามีประโยชน์: การวางแผนเวลาว่างร่วมกัน ช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนหย่อนใจกับลูกๆ วิธีต่างๆ ในการเฉลิมฉลองเหตุการณ์สำคัญ โอกาสที่แบ่งปันร่วมกันสำหรับการเติบโตทางจิตวิญญาณ พวกเขายังสามารถจัดหาแหล่งข้อมูลที่ช่วยคู่แต่งงานใหม่ในการทำให้ช่วงเวลาเหล่านั้นมีความหมายและเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก และด้วยเหตุนี้จึงช่วยปรับปรุงการสื่อสารของพวกเขา สิ่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับช่วงเวลาที่ความแปลกใหม่ของการแต่งงานจางหายไป เมื่อคู่รักไม่รู้วิธีใช้เวลาร่วมกันอีกต่อไป ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายก็จะลงเอยด้วยการหลบภัยในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ การหาภาระผูกพันอื่นๆ การแสวงหาอ้อมกอดของคนอื่น หรือเพียงแค่มองหาวิธีหลบหนีจากสิ่งที่กลายเป็นความใกล้ชิดที่น่าอึดอัดใจ
226. คู่แต่งงานใหม่ควรได้รับการสนับสนุนให้พัฒนากิจวัตรที่ให้ความรู้สึกที่ดีถึงความใกล้ชิดและความมั่นคงผ่านกิจวัตรประจำวันที่แบ่งปันร่วมกัน สิ่งเหล่านี้อาจรวมถึงการจุมพิตในตอนเช้า การอวยพรในตอนเย็น การรอที่ประตูเพื่อต้อนรับอีกฝ่ายกลับบ้าน การไปเที่ยวด้วยกัน และการแบ่งปันงานบ้าน ถึงกระนั้น มันก็ยังช่วยแบ่งเบาความจำเจด้วยการจัดงานเลี้ยง และการเพลิดเพลินกับการเฉลิมฉลองของครอบครัวในวันครบรอบและกิจกรรมพิเศษต่างๆ เราต้องการช่วงเวลาเหล่านี้เพื่อทะนุถนอมของประทานจากพระเจ้าและรื้อฟื้นความกระตือรือร้นในชีวิต ตราบใดที่เราสามารถเฉลิมฉลองได้ เราก็สามารถจุดไฟแห่งความรักของเราขึ้นมาใหม่ เพื่อปลดปล่อยมันจากความซ้ำซากจำเจและแต่งแต้มกิจวัตรประจำวันของเราด้วยความหวัง
227. พวกเราที่เป็นผู้อภิบาลต้องสนับสนุนให้ครอบครัวเติบโตในความเชื่อ สิ่งนี้หมายถึงการส่งเสริมให้ไปรับศีลอภัยบาปบ่อยๆ การรับการแนะนำทางจิตวิญญาณ และการเข้าเงียบในบางโอกาส นอกจากนี้ยังหมายถึงการส่งเสริมการสวดภาวนาระดับครอบครัวในระหว่างสัปดาห์ เนื่องจาก “ครอบครัวที่สวดภาวนาด้วยกันย่อมอยู่ด้วยกัน” เมื่อไปเยี่ยมบ้านของสัตบุรุษ เราควรรวบรวมสมาชิกทุกคนในครอบครัวและร่วมกันสวดภาวนาสั้นๆ เผื่อกันและกัน โดยมอบครอบครัวไว้ในพระหัตถ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า นอกจากนี้ยังเป็นประโยชน์ในการสนับสนุนให้คู่สมรสแต่ละคนหาเวลาสวดภาวนาตามลำพังกับพระเจ้า เนื่องจากแต่ละคนมีกางเขนที่เป็นความลับของตนเองที่ต้องแบกรับ ทำไมเราถึงไม่ควรบอกพระเจ้าเกี่ยวกับปัญหาของเรา และทูลขอให้พระองค์ประทานการเยียวยาและความช่วยเหลือที่เราต้องการเพื่อให้ยังคงซื่อสัตย์ต่อไป? บรรดาปิตาจารย์แห่งสมัชชาตั้งข้อสังเกตว่า “พระวาจาของพระเจ้าเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตและจิตวิญญาณของครอบครัว งานอภิบาลทั้งหมดในนามของครอบครัวจะต้องเปิดโอกาสให้ผู้คนได้รับการหล่อหลอมและเสริมสร้างจากภายในให้เป็นสมาชิกของพระศาสนจักรระดับครอบครัวผ่านการอ่านพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ด้วยความศรัทธาของพระศาสนจักร พระวาจาของพระเจ้าไม่เพียงแต่เป็นข่าวดีในชีวิตส่วนตัวของบุคคลเท่านั้น แต่ยังเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจและเป็นแสงสว่างในการพินิจพิเคราะห์ความท้าทายต่างๆ ที่คู่แต่งงานและครอบครัวต้องเผชิญ”
228. ในบางกรณี คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้รับศีลล้างบาปหรือไม่ต้องการปฏิบัติความเชื่อ สิ่งนี้สามารถทำให้ความปรารถนาของอีกฝ่ายที่จะดำเนินชีวิตและเติบโตในชีวิตคริสตชนนั้นยากลำบากและเจ็บปวดในบางครั้ง ถึงกระนั้น ก็ยังสามารถค้นพบคุณค่าบางอย่างร่วมกัน และสิ่งเหล่านี้สามารถถูกแบ่งปันและชื่นชมได้ ไม่ว่าในกรณีใด การแสดงความรักต่อคู่สมรสที่ไม่ใช่ผู้มีความเชื่อ การมอบความสุขให้ การปลอบประโลมความเจ็บปวด และการใช้ชีวิตร่วมกัน ล้วนเป็นเส้นทางที่แท้จริงสู่ความศักดิ์สิทธิ์ ความรักเป็นของประทานจากพระเจ้าเสมอ ไม่ว่ามันจะถูกหลั่งไหลไปที่ใด มันย่อมทำให้รู้สึกถึงการประทับอยู่ที่เปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ได้ ซึ่งมักมาในรูปแบบที่ลึกลับซับซ้อน จนถึงขั้นที่ว่า “สามีที่ไม่เชื่อพระเจ้าก็จะได้รับการทำให้ศักดิ์สิทธิ์ผ่านทางภรรยาของเขา และภรรยาที่ไม่เชื่อพระเจ้าก็จะได้รับการทำให้ศักดิ์สิทธิ์ผ่านทางสามีของเธอ” (1 คร 7:14)
229. เขตวัด ขบวนการต่างๆ โรงเรียน และสถาบันอื่นๆ ของพระศาสนจักร สามารถให้ความช่วยเหลือได้หลายวิธีเพื่อสนับสนุนครอบครัวและช่วยให้พวกเขาเติบโต สิ่งเหล่านี้อาจรวมถึง: การประชุมของคู่สมรสที่อาศัยอยู่ในละแวกเดียวกัน, การเข้าเงียบสั้นๆ สำหรับคู่สมรส; การบรรยายโดยผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับปัญหาที่เป็นรูปธรรมที่ครอบครัวเผชิญ, การให้คำปรึกษาด้านการแต่งงาน, ธรรมทูตประจำบ้านที่ช่วยคู่สมรสหารือเกี่ยวกับความยากลำบากและความปรารถนาของพวกเขา, บริการทางสังคมที่จัดการกับปัญหาครอบครัว เช่น การเสพติด ความไม่ซื่อสัตย์ และความรุนแรงในครอบครัว, โปรแกรมการเติบโตทางจิตวิญญาณ, เวิร์กชอปสำหรับพ่อแม่ที่มีลูกที่มีปัญหา และการประชุมครอบครัว สำนักงานเขตวัดควรเตรียมพร้อมที่จะรับมืออย่างเป็นประโยชน์และมีความละเอียดอ่อนต่อความต้องการของครอบครัว และสามารถส่งต่อเมื่อจำเป็นไปยังผู้ที่สามารถให้ความช่วยเหลือได้ นอกจากนี้ยังมีการมีส่วนร่วมของกลุ่มคู่แต่งงานที่ให้ความช่วยเหลือในฐานะส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นต่อการรับใช้ การสวดภาวนา การอบรม และการสนับสนุนซึ่งกันและกัน กลุ่มดังกล่าวช่วยให้คู่สมรสมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เพื่อช่วยเหลือครอบครัวอื่นๆ และแบ่งปันความเชื่อ; ในขณะเดียวกันพวกเขาก็เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับการแต่งงานและช่วยให้คู่สมรสเติบโตขึ้น
230. เป็นความจริงที่หลายคู่ เมื่อแต่งงานแล้ว ก็หลุดออกไปจากชุมชนคริสตชน อย่างไรก็ตาม บ่อยครั้งที่เราเองก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากโอกาสเหล่านั้นเมื่อพวกเขากลับมา เพื่อเตือนพวกเขาถึงอุดมคติที่สวยงามของการแต่งงานแบบคริสตชนและการสนับสนุนที่เขตวัดของเราสามารถมอบให้พวกเขาได้ ตัวอย่างเช่น พ่อนึกถึงงานรับศีลล้างบาปและการรับศีลมหาสนิทครั้งแรกของลูกๆ ของพวกเขา หรืองานศพและงานแต่งงานของญาติหรือเพื่อนของพวกเขา คู่แต่งงานเกือบทุกคู่จะปรากฏตัวอีกครั้งในโอกาสเหล่านี้ และเราควรใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้ให้มากขึ้น อีกวิธีหนึ่งในการเข้าใกล้ชิดกันมากขึ้นคือการเสกบ้านหรือการนำรูปแม่พระจาริกไปตามบ้านในละแวกนั้น; สิ่งนี้เป็นโอกาสสำหรับการสนทนาเชิงอภิบาลเกี่ยวกับสถานการณ์ของครอบครัว นอกจากนี้ยังอาจเป็นประโยชน์ที่จะขอให้คู่แต่งงานที่อายุมากกว่าไปช่วยเหลือคู่แต่งงานที่อายุน้อยกว่าในละแวกบ้าน โดยการไปเยี่ยมพวกเขาและให้คำแนะนำในช่วงปีแรกๆ ของการแต่งงาน ด้วยจังหวะชีวิตในปัจจุบัน คู่สมรสส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าร่วมการประชุมได้บ่อยนัก; ถึงกระนั้น เราไม่สามารถจำกัดการเข้าถึงด้านงานอภิบาลของเราให้อยู่แต่กลุ่มเล็กๆ ที่เฉพาะเจาะจง ทุกวันนี้ การดูแลเอาใจใส่ด้านงานอภิบาลสำหรับครอบครัวต้องมีพื้นฐานในเชิงการเผยแผ่ศาสนา โดยต้องออกไปยังสถานที่ที่ผู้คนอยู่ เราไม่สามารถเป็นเหมือนโรงงานที่ปั๊มหลักสูตรออกมามากมาย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็มีคนเข้าร่วมน้อยนิดอีกต่อไป
การให้ความสว่างแก่วิกฤต ความกังวล และความยากลำบาก
231. ควรกล่าวถึงคนเหล่านั้นที่ความรักของพวกเขาเปรียบเสมือนไวน์ชั้นดี ที่ได้บ่มเพาะจนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่นเดียวกับที่ไวน์ที่ดีเริ่ม "หายใจ" (breathe) ไปตามกาลเวลา ประสบการณ์แห่งความซื่อสัตย์ในแต่ละวันก็มอบความสมบูรณ์และ "ความเข้มข้น" (body) ให้กับชีวิตแต่งงานเช่นกัน ความซื่อสัตย์นั้นเกี่ยวข้องกับความอดทนและความคาดหวัง ความชื่นชมยินดีและการเสียสละของมันจะผลิดอกออกผลเมื่อหลายปีผ่านไป และคู่สมรสก็ชื่นชมยินดีที่ได้เห็นลูกหลานของลูกของตน ความรักที่มีมาตั้งแต่ต้นจะมีความตระหนักรู้มากขึ้น มั่นคงขึ้น และเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ในขณะที่คู่สมรสค้นพบซึ่งกันและกันใหม่วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า นักบุญยอห์นแห่งไม้กางเขนบอกเราว่า “คู่รักเก่าแก่นั้นผ่านการทดสอบและเป็นของจริง” พวกเขา “ไม่ได้ลุกโชนด้วยอารมณ์และแรงกระตุ้นที่รุนแรงภายนอกอีกต่อไป แต่บัดนี้ได้ลิ้มรสความหอมหวานของไวน์แห่งความรัก ซึ่งบ่มมาอย่างดีและเก็บรักษาไว้ลึกซึ้งในหัวใจของพวกเขา” คู่สมรสดังกล่าวประสบความสำเร็จในการเอาชนะวิกฤตการณ์และความยากลำบากโดยไม่หนีจากความท้าทายหรือปกปิดปัญหา
ความท้าทายของวิกฤต
232. ชีวิตของทุกครอบครัวล้วนมีวิกฤตการณ์ทุกรูปแบบ แต่นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของความงดงามที่น่าทึ่งของมัน คู่สมรสควรได้รับการช่วยเหลือให้ตระหนักว่าการข้ามผ่านวิกฤตไม่จำเป็นต้องทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาอ่อนแอลงเสมอไป; ในทางกลับกัน มันสามารถปรับปรุง ทำให้มั่นคง และบ่มเพาะไวน์แห่งความผูกพันของพวกเขาให้สุกงอม การใช้ชีวิตร่วมกันไม่ควรลดทอนแต่ควรเพิ่มความพึงพอใจของพวกเขา; ก้าวใหม่แต่ละก้าวในเส้นทางนี้สามารถช่วยให้คู่สมรสค้นพบวิถีทางใหม่ๆ สู่ความสุข แต่ละวิกฤตกลายเป็นเหมือนการฝึกงานในการเติบโตใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น หรือเรียนรู้เพิ่มเติมเล็กน้อยเกี่ยวกับความหมายของการแต่งงาน คู่สมรสไม่จำเป็นต้องยอมจำนนต่อวงจรขาลงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือยอมทนกับความธรรมดาๆ ในทางตรงกันข้าม เมื่อมองว่าการแต่งงานเป็นความท้าทายที่ต้องก้าวข้ามอุปสรรค วิกฤตแต่ละครั้งก็จะกลายเป็นโอกาสที่เปิดให้ไวน์แห่งความสัมพันธ์ของพวกเขาได้บ่มเพาะและดียิ่งขึ้น คู่สมรสจะได้รับประโยชน์จากการได้รับความช่วยเหลือในการเผชิญกับวิกฤต การรับมือกับความท้าทาย และการยอมรับว่าสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตครอบครัว คู่สมรสที่มีประสบการณ์และผ่านการฝึกอบรมควรเปิดกว้างที่จะให้คำแนะนำ เพื่อไม่ให้คู่สมรสต้องเสียขวัญกับวิกฤตเหล่านี้ หรือถูกล่อลวงให้ตัดสินใจอย่างเร่งรีบ วิกฤตแต่ละครั้งมีบทเรียนให้เราได้เรียนรู้; เราต้องเรียนรู้วิธีรับฟังบทเรียนเหล่านั้นด้วยหูแห่งหัวใจ
233. เมื่อเผชิญกับวิกฤต เรามักจะมีปฏิกิริยาตอบสนองในเชิงป้องกันตัวเป็นอันดับแรก เนื่องจากเรารู้สึกว่ากำลังสูญเสียการควบคุม หรือรู้สึกว่าตนเองเป็นฝ่ายผิดในทางใดทางหนึ่ง และสิ่งนี้ทำให้เราไม่สบายใจ เรามักจะหันไปใช้การปฏิเสธปัญหา การปิดบัง หรือลดความสำคัญของปัญหาลง และหวังว่ามันจะหายไปเอง แต่วิธีนี้ไม่ได้ช่วยอะไร; มันรังแต่จะทำให้แย่ลง สิ้นเปลืองพลังงาน และทำให้การแก้ไขปัญหาล่าช้า คู่สมรสจะเริ่มห่างเหินกันและสูญเสียความสามารถในการสื่อสาร เมื่อปัญหาไม่ได้รับการจัดการ การสื่อสารคือสิ่งแรกที่จะหายไป ทีละเล็กทีละน้อย "คนที่ฉันรัก" ค่อยๆ กลายเป็นเพียง "คู่สมรสของฉัน" แล้วกลายเป็นแค่ "พ่อหรือแม่ของลูกๆ ของฉัน" และท้ายที่สุดก็กลายเป็นคนแปลกหน้า
234. วิกฤตการณ์จำเป็นต้องเผชิญหน้าไปด้วยกัน สิ่งนี้เป็นเรื่องยาก เนื่องจากบางครั้งบุคคลมักจะถอยห่างเพื่อหลีกเลี่ยงการพูดในสิ่งที่ตนรู้สึก; พวกเขาถอยกลับไปสู่ความเงียบอันขี้ขลาด ในเวลาเช่นนี้ สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือการสร้างโอกาสในการพูดคุยอย่างเปิดอก (heart to heart) นอกเสียจากว่าคู่สมรสจะได้เรียนรู้ที่จะทำเช่นนี้ พวกเขาจะพบว่ามันยากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป การสื่อสารคือศิลปะที่เรียนรู้ในช่วงเวลาแห่งความสงบเพื่อนำไปฝึกฝนในช่วงเวลาที่ยากลำบาก คู่สมรสต้องการความช่วยเหลือในการค้นพบความคิดและความรู้สึกที่ลึกซึ้งที่สุดของตนและแสดงสิ่งเหล่านั้นออกมา เช่นเดียวกับการคลอดบุตร นี่เป็นกระบวนการที่เจ็บปวดแต่นำมาซึ่งขุมทรัพย์ชิ้นใหม่ คำตอบที่ได้รับจากการปรึกษาหารือก่อนการประชุมสมัชชาแสดงให้เห็นว่า ผู้คนส่วนใหญ่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากหรือวิกฤต มักจะไม่แสวงหาความช่วยเหลือด้านงานอภิบาล เนื่องจากพวกเขาพบว่ามันไม่เห็นอกเห็นใจ ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง หรือไม่ได้ใส่ใจในกรณีของแต่ละบุคคล สิ่งนี้ควรกระตุ้นให้เราพยายามเข้าถึงวิกฤตการณ์การแต่งงานด้วยความละเอียดอ่อนที่มากขึ้นต่อภาระแห่งความเจ็บปวดและความวิตกกังวลของพวกเขา
235. วิกฤตบางอย่างเป็นเรื่องปกติของการแต่งงานเกือบทุกคู่ คู่สมรสที่เพิ่งแต่งงานใหม่จำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการยอมรับความแตกต่างของกันและกัน และการแยกตัวเป็นอิสระจากพ่อแม่ของตน การมาถึงของลูกนำมาซึ่งความท้าทายทางอารมณ์แบบใหม่ การเลี้ยงดูเด็กเล็กเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ในขณะที่การเข้าสู่วัยรุ่นก่อให้เกิดความตึงเครียด ความคับข้องใจ และแม้กระทั่งความขัดแย้งระหว่างพ่อแม่ ภาวะ "รังว่างเปล่า" (empty nest) บังคับให้คู่สมรสต้องกำหนดความสัมพันธ์ของตนเองใหม่ ในขณะที่ความจำเป็นในการดูแลพ่อแม่ที่ชราภาพเกี่ยวข้องกับการต้องตัดสินใจที่ยากลำบาก สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสถานการณ์ที่เรียกร้องความสนใจ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความวิตกกังวล ความรู้สึกผิด อาการซึมเศร้า และความเหนื่อยล้า โดยมีผลกระทบที่ร้ายแรงต่อการแต่งงาน
236. นอกจากนี้ยังมีวิกฤตส่วนบุคคลที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตคู่ ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับการเงิน ปัญหาในที่ทำงาน ความยากลำบากทางอารมณ์ สังคม และจิตวิญญาณ สถานการณ์ที่ไม่คาดคิดสามารถเกิดขึ้นได้ รบกวนชีวิตครอบครัวและเรียกร้องให้มีกระบวนการแห่งการให้อภัยและการคืนดีกัน ในการตั้งใจอย่างจริงใจที่จะให้อภัยอีกฝ่าย แต่ละฝ่ายต้องถามตัวเองเงียบๆ และถ่อมตัวว่า เขาหรือเธอไม่ได้เป็นผู้สร้างเงื่อนไขที่นำไปสู่ความผิดพลาดของอีกฝ่ายหรือไม่ ครอบครัวบางครอบครัวแตกสลายเมื่อคู่สมรสกล่าวโทษซึ่งกันและกัน แต่ “ประสบการณ์แสดงให้เห็นว่าด้วยความช่วยเหลือและการคืนดีที่เหมาะสม ผ่านทางพระหรรษทาน การแต่งงานที่มีปัญหาในเปอร์เซ็นต์ที่สูง สามารถค้นพบทางออกได้อย่างน่าพอใจ การรู้วิธีการให้อภัยและความรู้สึกว่าได้รับการให้อภัยเป็นประสบการณ์พื้นฐานในชีวิตครอบครัว” “ศิลปะแห่งการคืนดีอันแสนยากลำบากนี้ ซึ่งต้องการการสนับสนุนจากพระหรรษทาน ต้องการความร่วมมืออย่างเอื้อเฟื้อจากญาติพี่น้องและเพื่อนฝูง และบางครั้งก็ยังต้องการความช่วยเหลือจากภายนอกและความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้วย”
237. ปัจจุบันกลายเป็นเรื่องธรรมดามากขึ้นเรื่อยๆ ที่จะคิดว่า เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายไม่รู้สึกเติมเต็มอีกต่อไป หรือเมื่อสิ่งต่างๆ ไม่เป็นไปตามที่พวกเขาต้องการ ก็มีเหตุผลเพียงพอที่จะยุติการแต่งงาน หากเป็นเช่นนี้ จะไม่มีการแต่งงานใดที่ยั่งยืน บางครั้งสิ่งที่ใช้ในการตัดสินใจว่าทุกอย่างสิ้นสุดลงแล้ว อาจเป็นแค่เหตุการณ์เดียวของความไม่พอใจ การไม่อยู่ของอีกฝ่ายในเวลาที่ต้องการมากที่สุด ความภาคภูมิใจที่ถูกทำร้าย หรือความกลัวที่คลุมเครือ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความอ่อนแอของมนุษย์ย่อมจะเกิดขึ้น และสิ่งเหล่านี้อาจครอบงำอารมณ์ได้อย่างท่วมท้น คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจรู้สึกว่าตนไม่ได้รับการเห็นคุณค่าอย่างเต็มที่ หรืออาจรู้สึกดึงดูดใจบุคคลอื่น ความหึงหวงและความตึงเครียดอาจปรากฏขึ้น หรือความสนใจใหม่ๆ ที่กินเวลาและความสนใจของอีกฝ่าย การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในทุกคน สิ่งเหล่านี้ และอื่นๆ อีกมากมาย แทนที่จะคุกคามความรัก กลับเป็นโอกาสมากมายในการฟื้นฟูและทำให้มันกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
238. ในสถานการณ์เช่นนี้ บางคนมีวุฒิภาวะที่จำเป็นในการยืนยันทางเลือกของตนอีกครั้งในการเลือกอีกฝ่ายเป็นคู่ชีวิตบนเส้นทางชีวิต แม้จะมีความจำกัดของความสัมพันธ์ก็ตาม พวกเขายอมรับตามความเป็นจริงว่าอีกฝ่ายไม่สามารถเติมเต็มความฝันที่รักทั้งหมดของตนได้ บุคคลเช่นนี้จะหลีกเลี่ยงการคิดว่าตนเองเป็นผู้เสียสละ; พวกเขาใช้ประโยชน์สูงสุดจากความเป็นไปได้ใดๆ ก็ตามที่ชีวิตครอบครัวมอบให้ และทำงานอย่างอดทนเพื่อเสริมสร้างสายใยแห่งการแต่งงานให้แข็งแกร่ง ท้ายที่สุดพวกเขาตระหนักดีว่า วิกฤตแต่ละครั้งสามารถเป็นคำว่า “ใช่” (yes) ครั้งใหม่ ซึ่งช่วยให้ความรักได้รับการต่ออายุ ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และเข้มแข็งขึ้นจากภายใน เมื่อวิกฤตมาถึง พวกเขาไม่กลัวที่จะเข้าถึงต้นตอของมัน เพื่อเจรจาข้อตกลงพื้นฐานใหม่ เพื่อบรรลุความสมดุลใหม่ และเพื่อก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน ด้วยความเปิดกว้างอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ พวกเขาจะสามารถเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากกี่ครั้งก็ได้ ไม่ว่าในกรณีใด ในขณะที่ตระหนักว่าการคืนดีเป็นไปได้ เราก็ยังเห็นด้วยว่า “สิ่งที่มีความจำเป็นเร่งด่วนในปัจจุบันคือพันธกิจในการดูแลผู้ที่ความสัมพันธ์ในชีวิตสมรสได้พังทลายลง”
ท่านกำลังอ่าน
“ บทที่ 6: บางทัศนะทางการอภิบาล (03) “
- บทนำ
- บทที่ 1 ในแสงสว่างแห่งพระวาจา (01)
- บทที่ 1 ในแสงสว่างแห่งพระวาจา (02)
- บทที่ 2: บริบทและความท้าทายของครอบครัว (01)
- บทที่ 2: บริบทและความท้าทายของครอบครัว (02)
- บทที่ 3: มองดูพระเยซู "กระแสเรียกของครอบครัว" (01)
- บทที่ 3: มองดูพระเยซู "กระแสเรียกของครอบครัว" (02)
- บทที่ 3: มองดูพระเยซู "กระแสเรียกของครอบครัว" (03)
- บทที่ 4: ความรักในชีวิตสมรส (01)
- บทที่ 4: ความรักในชีวิตสมรส (02)
- บทที่ 4: ความรักในชีวิตสมรส (03)
- บทที่ 4: ความรักในชีวิตสมรส (04)
- บทที่ 5: ความรักที่บังเกิดผล (01)
- บทที่ 5: ความรักที่บังเกิดผล (02)
- บทที่ 6: บางทัศนะทางการอภิบาล (01)
- บทที่ 6: บางทัศนะทางการอภิบาล (02)
- บทที่ 6: บางทัศนะทางการอภิบาล (03)
- บทที่ 6: บางทัศนะทางการอภิบาล (04)
- บทที่ 7: สู่การอบรมเลี้ยงดูบุตรที่ดียิ่งขึ้น (01)
- บทที่ 7: สู่การอบรมเลี้ยงดูบุตรที่ดียิ่งขึ้น (02)
- บทที่ 8 การร่วมเดินทาง การพิจารณาไตร่ตรอง และการหลอมรวมความอ่อนแอ (01)
- บทที่ 8 การร่วมเดินทาง การพิจารณาไตร่ตรอง และการหลอมรวมความอ่อนแอ (02)
- บทที่ 8 การร่วมเดินทาง การพิจารณาไตร่ตรอง และการหลอมรวมความอ่อนแอ (03)
- บทที่ 8 การร่วมเดินทาง การพิจารณาไตร่ตรอง และการหลอมรวมความอ่อนแอ (04)
- บทที่ 9: จิตตารมณ์ของการแต่งงานและครอบครัว
