คำแนะนำจากผู้แปล
หนังสือ “จำลองแบบพระคริสต์” เล่มนี้ แตกต่างจากหนังสือทั่วไปตรงที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้เร่งรีบอ่านรวดเดียวจนจบ ในทางกลับกัน หนังสือเล่มนี้เปรียบเสมือนอาหารฝ่ายจิตวิญญาณที่ต้องอาศัยเวลาในการค่อยๆ ซึมซับและย่อยอย่างช้าๆ
หากเป็นไปได้ ขอแนะนำให้ท่านผู้อ่านจัดสรรเวลาอันสงบ อ่านเพียง วันละหนึ่งบท เมื่ออ่านเนื้อหาจบแล้ว ลองหยุดพักเพื่อทบทวนตัวเอง ค่อยๆ คิดและไตร่ตรองมโนธรรมผ่าน “คำถาม” ประจำบท ปล่อยให้ถ้อยคำเหล่านั้นได้ทำงานกับส่วนลึกของจิตใจ แล้วจึงปิดท้ายช่วงเวลาแห่งความสงบนี้ด้วย “บทภาวนา”
เมื่อท่านค่อยๆ ก้าวเดินไปตามจังหวะนี้อย่างสม่ำเสมอ ท่านจะเริ่มสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลง ท่านจะเห็นว่าชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของท่านมีความก้าวหน้า มั่นคง และได้รับการชำระให้ศักดิ์สิทธิ์มากยิ่งขึ้น
แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องระลึกไว้เสมอคือ... ความศักดิ์สิทธิ์ที่เบ่งบานขึ้นในใจนี้ ไม่ได้เกิดจากบุญกุศล ความพยายาม หรือความดีงามส่วนตัวของท่านเองเลย หากแต่เป็นความงดงามที่เกิดขึ้นจากการที่วิถีชีวิต ทัศนคติ และความประพฤติของท่าน กำลังถูกหล่อหลอมให้ก้าวเข้าไปใกล้เคียงกับแบบอย่างชีวิตของ องค์พระเยซูคริสต์ มากยิ่งขึ้นนั่นเอง
ขอให้หนังสือเล่มนี้เป็นดั่งเพื่อนร่วมทาง ที่ช่วยนำพาท่านให้ก้าวเดินไปในมรรคาแห่งความเชื่อด้วยความชื่นชมยินดีครับ
Faith4thai.com
- บทที่ 1 ว่าด้วยการเลียนแบบองค์พระคริสต์ แลความชิงชังต่อความอนิจจังทั้งปวงแห่งโลกนั้น
- บทที่ 2 ว่าด้วยการพิจารณาตนด้วยความถ่อมใจ
- บทที่ 3 ว่าด้วยความรู้ในสัจธรรม
- บทที่ 4 ว่าด้วยความสุขุมรอบคอบในกิจการทั้งปวง
- บทที่ 5 ว่าด้วยการอ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์
- บทที่ 6 ว่าด้วยความปรารถนาอันเกินพอดี
- บทที่ 7 ว่าด้วยการหลีกหนีจากความหวังอันว่างเปล่าแลความจองหอง
- บทที่ 8 ว่าด้วยภยันตรายแห่งความคุ้นเคยอันเกินควร
- บทที่ 9 ว่าด้วยความเชื่อฟังแลการยอมจำนน
- บทที่ 10 ว่าด้วยภยันตรายแห่งการเจรจาอันมากความ
- บทที่ 11 ว่าด้วยการแสวงหาความสงบแห่งจิตใจ แลความก้าวหน้าฝ่ายวิญญาณจิต
- บทที่ 12 ว่าด้วยคุณประโยชน์แห่งความทุกข์ยาก
- บทที่ 13 ว่าด้วยการต่อต้านการผจญล่อลวง
- บทที่ 14 ว่าด้วยการหลีกเลี่ยงการด่วนตัดสิน
- บทที่ 15 ว่าด้วยกิจการแห่งความเมตตาปรานี
- บทที่ 16 ว่าด้วยการอดทนต่อข้อบกพร่องของผู้อื่น
- บทที่ 17 ว่าด้วยวิถีชีวิตแห่งนักบวช
- บทที่ 18 ว่าด้วยแบบอย่างแห่งบรรดาปิตาจารย์ผู้ศักดิ์สิทธิ์
- บทที่ 19 ว่าด้วยข้อวัตรปฏิบัติแห่งศรัทธาชน
- บทที่ 20 ว่าด้วยความรักในความสันโดษแลความเงียบสงัด
- บทที่ 21 ว่าด้วยความสำนึกเสียใจในบาปแห่งดวงใจ
- บทที่ 22 ว่าด้วยการเพ่งพินิจ ถึงความน่าเวทนาแห่งวิสัยมนุษย์
- บทที่ 23 ว่าด้วยการเพ่งพินิจถึงความตาย
- บทที่ 24 ว่าด้วยการพิพากษาแลการลงทัณฑ์ชนผู้อธรรม
- บทที่ 25 ว่าด้วยความร้อนรนในการแก้ไขชีวิตทั้งสิ้นของเรา
- บทที่ 1 ว่าด้วยเสียงภายในของพระคริสต์ ที่ตรัสแก่ดวงจิตผู้ซื่อสัตย์
- บทที่ 2 พระสัจธรรมตรัสอยู่ภายใน โดยปราศจากเสียงแห่งถ้อยคำ
- บทที่ 3 ว่าด้วยการน้อมรับพระวาจาของพระเจ้าด้วยความถ่อมใจ และผู้คนมากมายที่มิได้พิจารณาพระวาจาเหล่านั้น
- บทที่ 4 ว่าด้วยวิธีที่เราต้องดำเนินชีวิตในความจริงและความถ่อมใจเบื้องพระพักตร์พระเจ้า
- บทที่ 5 ว่าด้วยพลานุภาพอันอัศจรรย์แห่งความรักของพระเจ้า
- บทที่ 6 ว่าด้วยการพิสูจน์ผู้ที่รักอย่างแท้จริง
- บทที่ 7 ว่าด้วยการซ่อนเร้นพระหรรษทานไว้ภายใต้การปกป้องแห่งความถ่อมใจ
- บทที่ 8 ว่าด้วยการประเมินตนเองต่ำต้อยในสายพระเนตรของพระเจ้า
- บทที่ 9 ว่าด้วยการน้อมนำสรรพสิ่งให้มุ่งตรงสู่พระเจ้า
- บทที่ 10 ว่าด้วยความหวานชื่นในการชิงชังโลก แลการปรนนิบัติรับใช้พระเจ้า
- บทที่ 11 ว่าด้วยความปรารถนาแห่งดวงใจ ที่จำต้องได้รับการพินิจพิเคราะห์แลควบคุม
- บทที่ 12 การเติบโตของความพากเพียรภายใน แลการต่อสู้กับความปรารถนาอันชั่วร้าย
- บทที่ 13 ความนอบน้อมเชื่อฟัง ของผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาอันต่ำต้อย ตามแบบอย่างของพระเยซูคริสต์
- บทที่ 14 การรำพึงถึงการพิพากษาอันเร้นลับของพระเจ้า เพื่อมิให้เรายกตนขึ้นเนื่องด้วยกิจการอันดีงามของเรา
- บทที่ 15 ท่าทีและถ้อยคำของเรา ในสรรพสิ่งที่เราปรารถนา
- บทที่ 16 การปลอบประโลมที่แท้จริงนั้น พึงแสวงหาในพระเจ้าเพียงผู้เดียว
- บทที่ 17 พึงมอบถวาย ความพะวักพะวงทั้งสิ้นไว้แด่พระเจ้า
- บทที่ 18 ความทุกข์ยากชั่วคราวที่พึงแบกรับ ด้วยความพากเพียร ตามแบบอย่างของพระคริสต์
- บทที่ 19 การแบกรับความอยุติธรรม แลผู้ใดที่สมควรได้รับการรับรองว่า เป็นผู้พากเพียรอย่างแท้จริง
- บทที่ 20 คำสารภาพถึงความอ่อนแอของเรา แลความน่าเวทนาแห่งชีวิตนี้
- บทที่ 21 เราพึงพักพิงในพระเจ้า ผู้อยู่เหนือความดีงามแลของประทานทั้งปวง
- บทที่ 22 การรำลึกถึงพระคุณอันอเนกประการของพระเจ้า
- บทที่ 23 สิ่งสี่ประการอันนำมาซึ่งสันติสุขยิ่งนัก
- บทที่ 24 การหลีกเลี่ยงความอยากรู้อยากเห็นในชีวิตของผู้อื่น
- บทที่ 25 รากฐานแห่งสันติสุขอันมั่นคงของดวงใจ แลประโยชน์อันแท้จริง
- บทที่ 26 การยกชูวิญญาณจิตอันเป็นอิสระ จากสวดภาวนาด้วยความถ่อมใจ
- บทที่ 27 ความรักในตนเองนั้นขัดขวางความดีงามสูงสุดอย่างยิ่ง
- บทที่ 28 การต้านทานลิ้นของผู้กล่าวร้าย
- บทที่ 29 การร้องเรียกแลถวายพระพรแด่พระเจ้า ในยามที่ความทุกข์ยากมาเยือน
- บทที่ 30 การแสวงหาความช่วยเหลือจากสวรรค์ แลความวางใจที่จะได้รับพระหรรษทาน
- บทที่ 31 การละทิ้งสิ่งเนรมิตทั้งปวง เพื่อจะได้พานพบพระผู้สร้าง
- บทที่ 32 การปฏิเสธตนเอง แลการสละละทิ้งความเห็นแก่ตัวทั้งสิ้น
- บทที่ 33 ความไม่มั่นคงแห่งดวงใจ แลการมุ่งความมุ่งหมายไปสู่พระเจ้า
- บทที่ 34 ว่าด้วยสำหรับผู้ที่รักพระเจ้านั้น พระองค์ทรงหวานชื่นเหนือสรรพสิ่งแลในสรรพสิ่ง
- บทที่ 35 หามีความปลอดภัยใดจากการผจญล่อลวงในชีวิตนี้
- บทที่ 36 การต้านทานการตัดสินอันว่างเปล่าของมนุษย์
- บทที่ 37 การสละละทิ้งตนเองอย่างบริสุทธิ์แลสิ้นเชิง เพื่อให้ได้มาซึ่งเสรีภาพแห่งดวงใจ
- บทที่ 38 การปกครองอันดีในสิ่งภายนอก แลการพึ่งพาพระเจ้าในยามเผชิญภยันตราย
- บทที่ 39 มนุษย์มิสมควรจมปลักอยู่ในกิจธุระการงาน
- บทที่ 40 มนุษย์หามีความดีงามใดในตนเอง แลหามีสิ่งใดให้อวดอ้างสิริรุ่งโรจน์ได้
- บทที่ 41 การชิงชังเกียรติยศชั่วคราวทั้งปวง
- บทที่ 42 สันติสุขของเรามิสมควรถูกวางไว้ในมนุษย์
- บทที่ 43 การต้านทานความรู้อันว่างเปล่าแลเป็นของโลก
- บทที่ 44 พึงกระทำตน มิให้ว้าวุ่นเกี่ยวกับสิ่งภายนอก
- บทที่ 45 เรามิสมควรเชื่อถือมนุษย์ทุกคน แลว่าด้วยเรามักพลาดพลั้งในถ้อยคำของเราเสมอ
- บทที่ 46 การมีความวางใจในพระเจ้า เมื่อถูกสาดส่องด้วยถ้อยคำอันชั่วร้าย
- บทที่ 47 ความยากลำบากทั้งปวง สมควรได้รับการอดทนแบกรับ เพื่อเห็นแก่ชีวิตนิรันดร์
- บทที่ 48 วันแห่งนิรันดร์กาล แลความยากแค้นแห่งชีวิตนี้
- บทที่ 49 ความปรารถนาถึงชีวิตนิรันดร์ แลพระพรยิ่งใหญ่เพียงใดที่ถูกสัญญาวางไว้สำหรับบรรดาผู้ที่ดิ้นรนต่อสู้
- บทที่ 50 ชายผู้เปล่าเปลี่ยว สมควรจะมอบตนเอง ไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้าอย่างไร
- บทที่ 51 เราจำต้องมอบตนเองให้แก่กิจการอันถ่อมตน เมื่อเรามิอาจทัดเทียมกับกิจการอันสูงส่ง
- บทที่ 52 มนุษย์มิสมควรประเมินว่า ตนคู่ควรแก่ความปลอบประโลม ทว่าคู่ควรแก่การตีสอนมากกว่า
- บทที่ 53 พระหรรษทานของพระเจ้า มิผูกพันตนเองกับบรรดาผู้ที่ฝักใฝ่สิ่งของทางโลก
- บทที่ 54 การขับเคลื่อนอันหลากหลาย ของธรรมชาติ แลพระหรรษทาน
- บทที่ 55 ความเสื่อมทรามของธรรมชาติ แลประสิทธิผลของพระหรรษทานแห่งสวรรค์
- บทที่ 56 เราสมควรปฏิเสธตนเอง แลจำลองแบบพระคริสต์โดยมรรคาแห่งกางเขน
- บทที่ 57 มนุษย์มิสมควรท้อแท้จนเกินไป เมื่อเขาร่วงหล่นลงสู่ความผิดพลาดบางประการ
- บทที่ 58 เรื่องราวอันลึกซึ้ง แลการพิพากษาอันซ่อนเร้นของพระเจ้าซึ่งมิสมควรสืบเสาะ
- บทที่ 59 ความหวังและความไว้วางใจทั้งสิ้น พึงยึดมั่นในพระเจ้าเพียงผู้เดียว
- บทที่ 1 ว่าด้วย ความยำเกรงอันใหญ่หลวงเพียงใด ที่เราสมควรมีในการรับองค์พระคริสต์
- บทที่ 2 ว่าด้วย ความยิ่งใหญ่และความรักใคร่ของพระเจ้า ได้ถูกสำแดงแก่มนุษย์ในศีลศักดิ์สิทธิ์
- บทที่ 3 ว่าด้วย การรับศีลบ่อยครั้งนั้นเป็นประโยชน์
- บทที่ 4 ว่าด้วย ของประทานอันดีงามมากมาย ได้ถูกมอบให้แก่บรรดาผู้ที่รับศีลด้วยกิจศรัทธา
- บทที่ 5 ว่าด้วย ศักดิ์ศรีแห่งศีลศักดิ์สิทธิ์นี้ แลว่าด้วยหน้าที่ของสมณะ
- บทที่ 6 การไถ่ถามเกี่ยวกับการตระเตรียมตัวเพื่อรับศีลมหาสนิท
- บทที่ 7 ว่าด้วยการพิจารณามโนธรรม แลปณิธานแห่งการแก้ไขตนเอง
- บทที่ 8 ว่าด้วย เครื่องบูชาขององค์พระคริสต์บนกางเขน แลการยอมสละละทิ้งตนเอง
- บทที่ 9 ว่าด้วย เราสมควรผูกมัดตัวเราแลสรรพสิ่งอันเป็นของเรา เพื่อเป็นเครื่องบูชาแด่พระเจ้า แลสวดภาวนาเพื่อคนทั้งปวง
- บทที่ 10 ว่าด้วย มิสมควรละเว้นการรับศีลมหาสนิทอย่างง่ายดาย
- บทที่ 11 ว่าด้วย พระกายแลพระโลหิตขององค์พระคริสต์ ตลอดจนพระคริสตธรรมคัมภีร์นั้น เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวดต่อวิญญาณจิตที่สัตย์ซื่อ
- บทที่ 12 ว่าด้วย ผู้ที่มาตรหมายจะรับศีลมหาสนิทกับองค์พระคริสต์ สมควรตระเตรียมตนเองด้วยความอุตสาหะอันยิ่งใหญ่
- บทที่ 13 ว่าด้วย วิญญาณจิตที่มีกิจศรัทธา สมควรโหยหาการหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับองค์พระคริสต์ในศีลศักดิ์สิทธิ์ด้วยสิ้นสุดดวงใจ
- บทที่ 14 ว่าด้วย ความปรารถนาอันเร่าร้อนของบุคคลผู้มีกิจศรัทธาบางประการในการรับพระกายแลพระโลหิตขององค์พระคริสต์
- บทที่ 15 ว่าด้วย พระหรรษทานแห่งกิจศรัทธา ย่อมได้มาโดยความถ่อมตนแลการปฏิเสธตนเอง
- บทที่ 16 ว่าด้วย เราสมควรเปิดเผยความขัดสนของเราต่อองค์พระคริสต์ แลวิงวอนขอพระหรรษทานจากพระองค์
- บทที่ 17 ว่าด้วย ความรักอันร้อนรนแลความปรารถนาอันแรงกล้า ที่จะรับองค์พระคริสต์
- บทที่ 18 ว่าด้วย มนุษย์มิสมควรเป็นผู้สอดรู้สอดเห็นค้นคว้าในศีลศักดิ์สิทธิ์ ทว่าสมควรเป็นผู้จำลองแบบองค์พระคริสต์ด้วยความถ่อมตน โดยน้อมนำความรู้สึกของตนให้อยู่ใต้ความเชื่ออันศักดิ์สิทธิ์
บทเกริ่นนำ
หนังสือ “จำลองแบบพระคริสต์” (The Imitation of Christ) ดูเหมือนจะถูกเขียนขึ้นครั้งแรกเป็นภาษาละตินในช่วงต้นศตวรรษที่สิบห้า วันที่ที่แน่ชัดและนามผู้แต่งยังคงเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่ ต้นฉบับภาษาละตินยังคงหลงเหลืออยู่เป็นจำนวนมากทั่วทั้งยุโรปตะวันตก และเมื่อรวมกับฉบับแปลและฉบับตีพิมพ์ที่มีรายชื่อยาวเหยียด สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความนิยมที่แทบจะหาใครเทียบได้ ผู้คัดลอกคนหนึ่งระบุว่าหนังสือเล่มนี้เป็นผลงานของ นักบุญเบอร์นาร์ดแห่งแคลร์โวซ์ (St. Bernard of Clairvaux) แต่ข้อเท็จจริงที่ว่าในเนื้อหามีการอ้างอิงคำกล่าวของ นักบุญฟรานซิสแห่งอัสซีซี (St. Francis of Assisi) ซึ่งเกิดหลังจากนักบุญเบอร์นาร์ดมรณภาพไปแล้วถึงสามสิบปี ได้ทำให้ทฤษฎีนี้ตกไป
ในประเทศอังกฤษ มีต้นฉบับมากมายของหนังสือสามเล่มแรก ซึ่งถูกเรียกว่า “Musica Ecclesiastica” โดยมักจะถูกระบุว่าเป็นผลงานของ วอลเตอร์ ฮิลตัน (Walter Hilton) ผู้ภาวนาแบบเพ่งพิศ (Mystic) ชาวอังกฤษ แต่ดูเหมือนว่าฮิลตันจะเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1395 และไม่มีหลักฐานใดที่บ่งชี้ว่ามีผลงานชิ้นนี้ดำรงอยู่ก่อนปี ค.ศ. 1400 ต้นฉบับหลายฉบับที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วยุโรประบุว่าหนังสือเล่มนี้เป็นผลงานของ ฌอง เลอ ชาร์ลิเยร์ เดอ แฌร์ซง (Jean le Charlier de Gerson) อธิการบดีผู้ยิ่งใหญ่แห่งมหาวิทยาลัยปารีส ผู้เป็นบุคคลชั้นนำในคริสตจักรช่วงต้นศตวรรษที่สิบห้า
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่น่าจะเป็นผู้แต่งมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากหลักฐานภายในเนื้อหา คือ โธมัส แฮมเมอร์ไลน์ (Thomas Haemmerlein) หรือที่รู้จักกันดีในนาม โธมัส อา เคมปิส (Thomas à Kempis) ตามชื่อเมืองเคมเพน (Kempen) บ้านเกิดของท่านซึ่งอยู่ใกล้แม่น้ำไรน์ ห่างจากเมืองโคโลญจน์ไปทางเหนือประมาณสี่สิบไมล์ แฮมเมอร์ไลน์เกิดในปี ค.ศ. 1379 หรือ 1380 ท่านเป็นสมาชิกของคณะภราดาแห่งชีวิตร่วมกัน (Brothers of Common Life) และใช้เวลาเจ็ดสิบปีสุดท้ายของชีวิตที่ เมานท์เซนต์แอกเนส (Mount St. Agnes) ซึ่งเป็นอารามของคณะนักบวชออกัสติเนียน (Augustinian canons) ในสังฆมณฑลอูเทรคต์ (Utrecht) ณ ที่แห่งนี้ ท่านได้มรณภาพลงเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม ค.ศ. 1471 หลังจากใช้ชีวิตอันเรียบง่ายไปกับการคัดลอกต้นฉบับ อ่านหนังสือ ประพันธ์งานเขียน และดำเนินกิจวัตรอันสงบสุขตามวิถีความศรัทธาของนักบวช
หากไม่นับรวมพระคริสตธรรมคัมภีร์ (Bible) ไม่มีงานเขียนทางคริสต์ศาสนาชิ้นใดที่จะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย หรือมีความนิยมยืนยงยาวนานเท่าหนังสือเล่มนี้ ถึงกระนั้น ในแง่หนึ่ง หนังสือเล่มนี้ก็แทบจะไม่ใช่งานเขียนที่คิดค้นขึ้นใหม่ด้วยตัวเองทั้งหมด โครงสร้างของหนังสือส่วนใหญ่หยิบยืมมาจากงานเขียนของเหล่าผู้ภาวนาแบบเพ่งพิศในยุคกลาง ส่วนแนวคิดและถ้อยคำต่างๆ ก็เป็นการนำเนื้อหาจากพระคริสตธรรมคัมภีร์และบรรดาปิตาจารย์ของคริสตจักรยุคแรก (Fathers of the early Church) มาร้อยเรียงเข้าด้วยกัน แต่อย่างไรก็ตาม องค์ประกอบเหล่านี้ได้รับการถักทอเข้าด้วยกันด้วยทักษะอันประณีตงดงาม ผสานกับความรู้สึกทางศาสนาที่ทั้งร้อนรนและหนักแน่น ทำให้มั่นใจได้ว่าหนังสือเล่มนี้จะยังคงดำรงอยู่ เป็นดั่งที่เคยเป็นมาตลอดห้าร้อยปี ในฐานะเสียงเพรียกสูงสุดและเครื่องนำทางสู่ความมุ่งมาดปรารถนาทางจิตวิญญาณ