อันว่าปุถุชนทั้งหลายย่อมมีความปรารถนาโดยธรรมชาติที่จะใคร่รู้ ทว่าความรู้นั้นจะเป็นคุณประโยชน์อันใดเล่า หากปราศจากซึ่งความยำเกรงพระผู้เป็นเจ้า? แท้จริงแล้ว ชาวนาผู้ต่ำต้อยทว่าปรนนิบัติพระเจ้า ย่อมประเสริฐล้ำกว่านักปราชญ์ผู้จองหอง ซึ่งเฝ้าสังเกตดวงดารา แต่กลับละทิ้งการทำความรู้จักกับตนเองเสีย บุคคลผู้รู้จักตนเองอย่างถ่องแท้ ย่อมเห็นความต่ำต้อยในสายตาของตน แลหานำพาต่อคำสรรเสริญเยินยอของมนุษย์ไม่ แม้ว่าข้าพเจ้าหยั่งรู้สรรพสิ่งในโลกหล้า ทว่าหาได้มีความเมตตาปรานีไม่ สิ่งนั้นจะเป็นคุณประโยชน์อันใดแก่ข้าพเจ้าในเบื้องพระพักตร์พระเจ้า ผู้ทรงพิพากษาข้าพเจ้าตามการกระทำอันข้าพเจ้าได้ประพฤติไว้เล่า?
2. จงระงับเสียซึ่งความปรารถนาอันเกินพอดีในการแสวงหาความรู้ ด้วยเหตุว่าในสิ่งนั้นมักพบแต่ความว้าวุ่นแลความหลอกลวง ชนผู้มีความรู้มักปรารถนาที่จะสำแดงตนให้ปรากฏว่าคงแก่เรียน แลปรารถนาให้ผู้คนขนานนามว่าตนเป็นผู้มีปัญญา มีสรรพสิ่งมากหลายให้เรียนรู้ ซึ่งเป็นคุณประโยชน์ต่อวิญญาณจิตเพียงน้อยนิด หรือหามีประโยชน์อันใดไม่เลย แลเป็นความเขลาอย่างหาที่สุดมิได้ สำหรับบุคคลผู้ฝักใฝ่ในสิ่งอื่น ยิ่งกว่าสิ่งอันจะค้ำจุนสุขภาวะแห่งวิญญาณจิตของตน วาจาอันมากหลายหาได้กระทำให้วิญญาณจิตอิ่มหนำไม่ ทว่าชีวิตอันดีงามต่างหากที่ชุบชูจิตใจให้แช่มชื่น แลมโนธรรมอันผุดผ่องย่อมประทานความวางใจอันยิ่งใหญ่ต่อพระเจ้า
3. ยิ่งท่านมีความรู้มากแลบริบูรณ์เพียงใด ท่านก็ยิ่งจักถูกพิพากษาอย่างเข้มงวดมากขึ้นเพียงนั้น เว้นเสียแต่ท่านจักได้ดำเนินชีวิตอย่างบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ เหตุฉะนี้ จงอย่าได้มีใจทะนงด้วยทักษะหรือความรู้ใดๆ ที่ท่านมีอยู่ แต่จงมีความยำเกรงในความรู้ที่ท่านได้รับประทานมานั้นเถิด แม้ว่าท่านเห็นว่าตนล่วงรู้สิ่งต่างๆ มากมาย แลเข้าใจสิ่งเหล่านั้นเป็นอย่างดี ก็จงพึงรู้เถิดว่ายังมีสิ่งอื่นอีกมากหลายนักที่ท่านยังหาได้รู้ไม่ จงอย่าได้มีใจมักใหญ่ใฝ่สูง แต่จงยอมรับในความเขลาของตนเถิด ไฉนท่านจึงปรารถนาที่จะยกตนขึ้นเหนือผู้อื่นเล่า ในเมื่อยังมีผู้คงแก่เรียนแลผู้เชี่ยวชาญในพระคริสตธรรมคัมภีร์อีกมากหลายที่ประเสริฐกว่าท่าน? แม้ว่าท่านปรารถนาจะรู้แลเรียนสิ่งใดให้เป็นคุณประโยชน์ไซร้ จงรักที่จะเป็นผู้ไร้ชื่อเสียง แลพึงพอใจที่จะถูกนับว่าเป็นผู้ไร้ซึ่งความสำคัญอันใดเลย
4. บทเรียนอันสูงสุดแลเป็นคุณประโยชน์ยิ่ง คือการที่มนุษย์รู้จักตนเองอย่างถ่องแท้ แลประเมินตนเองด้วยความถ่อมใจ การมิได้ถือสิทธิ์ว่าตนเองสำคัญประการใด แลการคิดถึงผู้อื่นด้วยความเมตตาแลยกย่องผู้อื่นอยู่เป็นนิจ ย่อมเป็นปัญญาอันยิ่งใหญ่แลบริบูรณ์ แม้ท่านจักเห็นเพื่อนบ้านของท่านกระทำบาปอย่างเปิดเผยหรืออย่างร้ายแรง ทว่าท่านก็หาควรคิดว่าตนเองประเสริฐกว่าเขาไม่ ด้วยว่าท่านหาอาจล่วงรู้ได้เลยว่า ท่านจักรักษาความซื่อสัตย์สุจริตของตนไปได้อีกยาวนานเพียงใด เราทั้งหลายล้วนอ่อนแอแลเปราะบาง เหตุฉะนี้ จงอย่าได้ถือว่ามีผู้ใดที่อ่อนแอเปราะบางไปกว่าตัวท่านเองเลย
คำถามเพื่อการรำพึงแลเจริญชีวิตฝ่ายวิญญาณจิต
1. ข้าพเจ้าปรารถนาจะเป็นผู้คงแก่เรียนเพื่อรับคำสรรเสริญจากมนุษย์ หรือปรารถนาจะเป็นผู้มีมโนธรรมอันบริสุทธิ์จำเพาะพระพักตร์พระเจ้า?
2. เมื่อประจักษ์ถึงข้อบกพร่องของผู้อื่น ข้าพเจ้าเผลอยกตนข่มท่าน หรือได้รำลึกอยู่เสมอว่าตัวข้าพเจ้าเองก็เป็นผู้อ่อนแอแลเปราะบางเช่นกัน?
บทภาวนาประจำบทที่ 2
ข้าแต่พระผู้สร้าง ผู้ทรงหยั่งรู้สรรพสิ่ง ขอทรงโปรดพิทักษ์รักษาวิญญาณจิตของข้าพระองค์ให้พ้นจากความเย่อหยิ่งจองหองในสติปัญญาแลความรู้ ขอทรงสอนให้ข้าพระองค์รู้จักตนเองอย่างถ่องแท้ ประจักษ์ในความต่ำต้อยแลข้อบกพร่องของตน แลมีมโนธรรมอันบริสุทธิ์ยิ่งกว่าการแสวงหาคำสรรเสริญจากมนุษย์ ขอทรงเมตตาให้ข้าพระองค์รู้จักประเมินตนเองด้วยความถ่อมใจ แลระแวดระวังมิให้เผลอยกตนข่มผู้อื่น
ทั้งนี้ เพื่อข้าพระองค์จะสามารถจำลองแบบชีวิตขององค์พระคริสต์ ได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อคู่ควรกับชีวิตนิรันดร์ด้วยเทอญ อาแมน