จงเฝ้าระวังแลอุตสาหะพากเพียรในการปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าเถิด แลจงรำลึกอยู่เนืองๆ ว่าเหตุไฉนท่านจึงได้สละละทิ้งโลกนี้ มิใช่เพื่อท่านจักได้ดำรงชีวิตอยู่เพื่อพระเจ้าแลกลายเป็นผู้ลึกซึ้งฝ่ายจิตดอกหรือ? เหตุฉะนี้ จงร้อนรนเพื่อคุณประโยชน์ฝ่ายวิญญาณจิตของท่านเถิด ด้วยว่าในไม่ช้าท่านจักได้รับบำเหน็จแห่งการตรากตรำของท่าน แลความหวาดกลัวหรือความโศกเศร้าจักมิย่างกรายเข้ามาในอาณาเขตของท่านอีกต่อไป บัดนี้ท่านจักต้องตรากตรำเพียงเล็กน้อย แลท่านจักพานพบการพักผ่อนอันยิ่งใหญ่ แท้จริงแล้วคือความชื่นชมยินดีอันเป็นนิรันดร์ แม้ท่านยังคงซื่อสัตย์แลร้อนรนในการตรากตรำ จงอย่าได้กังขาเลยว่าพระเจ้าจักทรงซื่อสัตย์แลทรงพระกรุณาประทานบำเหน็จรางวัลแก่ท่านอย่างอุดมสมบูรณ์ เป็นหน้าที่ของท่านที่จะต้องมีความหวังอันดีงามว่าท่านจักได้รับชัยชนะ ทว่าท่านจำต้องมิหลงระเริงในความปลอดภัย เกรงว่าท่านจักกลายเป็นผู้เกียจคร้านหรือจองหองอวดดี
2. มีบุรุษผู้หนึ่งซึ่งตกอยู่ในความกระวนกระวายแห่งดวงใจ จิตใจของเขาแกว่งไกวไปมาระหว่างความหวังแลความหวาดหวั่นอยู่เป็นนิจ แลในวันหนึ่งเมื่อถูกความโศกเศร้าเข้าครอบงำ เขาได้ทิ้งตัวลงอธิษฐานภาวนาเบื้องหน้าพระแท่นในพระวิหาร แลรำพึงอยู่ในใจว่า "โอ! แม้ข้าพเจ้าเพียงแต่ล่วงรู้ว่าตนจักสามารถยืนหยัดพากเพียรต่อไปได้" ทันใดนั้น เขาก็ได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าดังขึ้นภายในใจว่า "แลแม้เจ้าล่วงรู้แล้ว เจ้าจักกระทำสิ่งใดเล่า? จงกระทำในบัดนี้ ดุจเดียวกับที่เจ้าจักกระทำในเพลานั้นเถิด แลเจ้าจักปลอดภัยยิ่งนัก" แลในบัดดลนั้น เมื่อได้รับการปลอดประโลมใจแลเสริมเรี่ยวแรง เขาจึงมอบความไว้วางใจแด่พระประสงค์ของพระเจ้า แลความปั่นป่วนแห่งวิญญาณจิตก็สงบลง เขาหาได้มีความมุ่งมาดที่จะอยากรู้อยากเห็นถึงสิ่งอันจักบังเกิดขึ้นกับตนในกาลภายหน้าอีกต่อไปไม่ ทว่าเพียรศึกษาเพื่อเสาะแสวงหาว่าสิ่งใดคือพระประสงค์อันดีงามแลเป็นที่ชอบพระทัยของพระเจ้า เพื่อเป็นปฐมบทแลความบริบูรณ์แห่งสรรพกิจอันดีงามทุกประการ
3. จงวางใจในพระเจ้าและกระทำความดี ประกาศกกล่าวไว้ จงอาศัยอยู่ในแผ่นดินแลท่านจักได้รับการเลี้ยงดู(1) ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของที่แห่งนั้น มีสิ่งหนึ่งซึ่งฉุดรั้งชนเป็นอันมากไว้มิให้เจริญก้าวหน้าแลแก้ไขตนเองอย่างร้อนรน นั่นคือความหวาดหวั่นต่อความยากลำบาก หรือการตรากตรำในการต่อสู้ ถึงกระนั้น บุคคลที่ก้าวหน้ารุดหน้าเหนือผู้อื่นทั้งปวงในฤทธิ์กุศล ก็คือผู้ที่ต่อสู้อย่างชายชาตรีเพื่อเอาชนะสิ่งอันแสนสาหัสแลขัดแย้งกับตนมากที่สุด ด้วยว่า ณ ที่แห่งนั้น มนุษย์ย่อมได้รับคุณประโยชน์สูงสุดแลคู่ควรแก่พระหรรษทานอันยิ่งใหญ่กว่า ในยามที่เขาสามารถเอาชนะตนเองแลตีกายให้ตายฝ่ายวิญญาณจิตได้มากที่สุด
4. ทว่ามนุษย์ทุกคนหาได้มีราคะตัณหาที่จะต้องเอาชนะแลประหารให้ตายเหมือนกันหมดไม่ ถึงกระนั้น ผู้ที่มีความอุตสาหะพากเพียรย่อมได้รับคุณประโยชน์มากกว่า แม้ว่าเขาจักมีตัณหาอันรุนแรงกว่าก็ตาม ยิ่งกว่าผู้ที่มีอุปนิสัยใจเย็นแลรู้จักยับยั้งชั่งใจ ทว่ากลับมีความร้อนรนน้อยกว่าในการแสวงหาฤทธิ์กุศล มีสองสิ่งอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งยวดต่อการเจริญขึ้นในความศักดิ์สิทธิ์ นั่นคือ ความหนักแน่นมั่นคงที่จะถอนตัวเราออกจากบาปอันเป็นสิ่งที่ธรรมชาตินิสัยของเราโอนเอียงไปหามากที่สุด แลความร้อนรนอย่างจริงจังต่อความดีงามซึ่งเรายังขาดแคลนมากที่สุด แลจงบากบั่นอย่างแข็งขันที่จะตั้งยามระแวดระวังแลปราบปรามข้อบกพร่องทั้งหลาย ซึ่งมักจะกระทำให้ท่านรู้สึกขัดเคืองใจเมื่อได้เห็นในตัวผู้อื่น
5. จงเก็บเกี่ยวคุณประโยชน์บางประการให้แก่วิญญาณจิตของท่านไม่ว่าท่านจักอยู่ ณ หนแห่งใด แลไม่ว่าท่านจักเห็นหรือได้ยินแบบอย่างอันดีงาม ณ ที่ใด จงปลุกเร้าตนเองให้ดำเนินรอยตามสิ่งเหล่านั้น ทว่าหากท่านเห็นสิ่งใดอันน่าตำหนิติเตียน จงระแวดระวังมิให้ท่านกระทำในสิ่งเดียวกันนั้น หรือแม้ในคราใดที่ท่านได้เผลอกระทำลงไป จงบากบั่นที่จะแก้ไขตนเองอย่างรวดเร็ว สายตาของท่านเฝ้ามองผู้อื่นฉันใด สายตาของผู้อื่นก็เฝ้ามองท่านอยู่ฉันนั้น ช่างหวานชื่นแลเบิกบานใจเสียนี่กระไร ที่ได้เห็นบรรดาพี่น้องผู้ร้อนรนแลมีความยำเกรงพระเจ้า รู้จักยับยั้งชั่งใจแลมีระเบียบวินัยอันดีงาม แลช่างน่าเศร้าสลดแลขมขื่นเสียนี่กระไร ที่ได้เห็นเขาทั้งหลายดำเนินชีวิตอย่างมัวเมาไร้ระเบียบ หาได้ปฏิบัติหน้าที่ซึ่งตนถูกเพรียกหามาไม่ การละเลยจุดมุ่งหมายแห่งกระแสเรียกของตน แลหันเหความโอนเอียงไปสู่สิ่งอันมิใช่กงการของตนนั้น ช่างเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสียหายเสียนี่กระไร
6. จงพึงระลึกถึงหน้าที่ซึ่งท่านได้สมาทานไว้ แลจงตั้งความรำลึกถึงพระผู้ถูกตรึงกางเขนไว้เบื้องหน้าท่านอยู่เสมอ แท้จริงแล้วท่านสมควรจักละอายใจเมื่อท่านเพ่งพินิจดูพระชนมชีพขององค์พระเยซูคริสต์ ด้วยเหตุว่าท่านยังหาได้บากบั่นที่จะดัดแปลงตนเองให้สอดคล้องกับพระองค์มากยิ่งขึ้นไม่ แม้ว่าท่านจักได้ดำเนินอยู่ในมรรคาแห่งพระเจ้ามาเนิ่นนานแล้วก็ตาม ศรัทธาชนผู้ซึ่งฝึกฝนตนเองอย่างจริงจังแลด้วยกิจศรัทธา ในพระชนมชีพอันบริสุทธิ์ยิ่งแลพระมหาทรมานขององค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา จักพานพบสรรพสิ่งอันเป็นคุณประโยชน์แลจำเป็นสำหรับตนอย่างอุดมสมบูรณ์ ณ ที่แห่งนั้น แลหามีความจำเป็นอันใดที่เขาจักต้องแสวงหาสิ่งใดอันประเสริฐยิ่งกว่า นอกเหนือไปจากองค์พระเยซูคริสต์ไม่ โอ! แม้พระเยซูผู้ถูกตรึงกางเขนได้เสด็จเข้ามาในดวงใจของเรา เราก็คงจักได้เรียนรู้สรรพสิ่งอันเราจำต้องรู้ อย่างรวดเร็วแลบริบูรณ์เพียงใด!
7. ชนผู้ซึ่งมีความร้อนรนเอาจริงเอาจัง ย่อมรับแลแบกรับสรรพสิ่งที่ถูกวางทับลงบนตัวเขาไว้ได้อย่างดีงาม ชนผู้ซึ่งประมาทเลินเล่อแลอุ่นๆ ย่อมพานพบกับความทุกข์ยากซ้ำแล้วซ้ำเล่า แลต้องทนรับความรวดร้าวใจจากทุกสารทิศ ด้วยเหตุว่าเขาปราศจากความเล้าโลมใจภายใน แลถูกขัดขวางมิให้แสวงหาความเล้าโลมใจภายนอก ชนผู้ซึ่งดำรงชีวิตโดยปราศจากระเบียบวินัย ย่อมเปิดช่องทางไปสู่ความพินาศอันน่าสลดใจ ชนผู้ซึ่งแสวงหาระเบียบวินัยอันง่ายดายแลเบาบางกว่า จักต้องตกอยู่ในความว้าวุ่นใจอยู่เป็นนิจ ด้วยเหตุว่าไม่สิ่งใดก็สิ่งหนึ่งย่อมกระทำให้เขาเกิดความขัดเคือง
8. โอ! แม้หามีหน้าที่อื่นใดถูกวางทับลงบนเรา นอกเสียจากการสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของเราด้วยสิ้นสุดดวงใจแลน้ำเสียงของเรา! โอ! แม้ท่านมิต้องมีความจำเป็นที่จะต้องกิน ดื่ม หรือหลับใหลเลย ทว่าสามารถสรรเสริญพระเจ้าได้อยู่เสมอ แลอุทิศตนให้แก่ข้อวัตรปฏิบัติฝ่ายวิญญาณจิตแต่เพียงอย่างเดียว เมื่อนั้นท่านคงจักมีความผาสุกยิ่งกว่าในบัดนี้ ที่ท่านต้องปรนเปรอเนื้อหนังด้วยความจำเป็นอันมากหลาย โอ! แม้ความจำเป็นเหล่านี้หามีไม่ ทว่ามีเพียงความสดชื่นฝ่ายวิญญาณของดวงจิต ซึ่งอนิจจา เราได้ลิ้มรสมันน้อยครั้งนัก
9. เมื่อมนุษย์ได้ลุถึงจุดนี้ จุดที่เขามิได้แสวงหาความเล้าโลมใจจากสรรพสิ่งที่ถูกเนรมิตขึ้น เมื่อนั้นเขาจึงเริ่มต้นที่จะชื่นชมยินดีในพระเจ้าอย่างบริบูรณ์ แลเมื่อนั้นเขาก็จักพึงพอใจอย่างยิ่ง ไม่ว่าสิ่งใดจักบังเกิดขึ้นกับเขาก็ตาม เมื่อนั้นเขาจักมิลิงโลดเมื่อได้รับสิ่งมากหลาย แลมิโศกเศร้าเมื่อได้รับเพียงน้อยนิด ทว่าเขามอบตนเองอย่างสิ้นเชิงแลด้วยความไว้วางใจอันเปี่ยมล้นแด่พระเจ้า ผู้ทรงเป็นสรรพสิ่งในทุกสิ่งสำหรับเขา พระองค์ผู้ซึ่งหามีสิ่งใดสูญสลายหรือดับสูญไปจากพระองค์ ทว่าสรรพสิ่งล้วนดำรงชีวิตอยู่เพื่อพระองค์ แลยอมเชื่อฟังทุกพระวาจาของพระองค์โดยมิชักช้า
10. จงรำลึกถึงบั้นปลายของท่านอยู่เสมอ แลระลึกว่าเพลาที่สูญเสียไปย่อมหวนคืนมามิได้ หากปราศจากความเอาใจใส่แลความอุตสาหะพากเพียร ท่านจักหามีวันได้รับฤทธิ์กุศลไม่ แม้ท่านเริ่มเกิดความเยือกเย็น สรรพสิ่งก็จักเริ่มเลวร้ายสำหรับท่าน ทว่าหากท่านอุทิศตนให้แก่ความร้อนรน ท่านจักพานพบสันติสุขอันยิ่งใหญ่ แลจักพบว่าการตรากตรำของท่านนั้นบางเบาลง ด้วยเหตุแห่งพระหรรษทานของพระเจ้าแลความรักในฤทธิ์กุศล ชนผู้ร้อนรนแลอุตสาหะพากเพียรย่อมพร้อมสรรพสำหรับทุกสิ่ง การต่อต้านบาปแลราคะตัณหานั้น นับเป็นการตรากตรำอันยิ่งใหญ่กว่าการทำงานหนักด้วยแรงกาย บุคคลผู้มิหลีกหนีข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ย่อมพลัดตกลงสู่ข้อบกพร่องที่ใหญ่กว่าทีละเล็กทีละน้อย ในยามสายัณห์ท่านย่อมจักเบิกบานใจเสมอ หากท่านได้ใช้เวลาในวันนั้นไปอย่างเป็นคุณประโยชน์ จงตั้งยามระแวดระวังตนเอง จงปลุกเร้าตนเอง จงตักเตือนตนเอง แลไม่ว่าผู้อื่นจักเป็นเช่นไร จงอย่าละเลยตัวท่านเอง ยิ่งท่านกระทำรุนแรง(บังคับฝืนใจ)ต่อตนเองมากเพียงใด ท่านก็จักยิ่งได้รับคุณประโยชน์มากเพียงนั้น อาแมน
(1) สดุดี 37:3
คำถามเพื่อการรำพึงแลเจริญชีวิตฝ่ายวิญญาณจิต
1. ใจของข้าพเจ้ายังคงอุ่นๆ แลเกียจคร้านในการเจริญฤทธิ์กุศลด้วยความหวาดหวั่นต่อความยากลำบาก หรือได้บังคับฝืนใจตนเองเพื่อเอาชนะข้อบกพร่องอย่างร้อนรน?
2. เมื่อเห็นข้อบกพร่องของผู้อื่น ข้าพเจ้าด่วนตำหนิ หรือได้หันกลับมาพินิจพิเคราะห์แลแก้ไขตนเองอย่างเอาจริงเอาจัง เพื่อถวายกิจศรัทธาแด่พระเจ้า?
บทภาวนาประจำบทที่ 25
ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า องค์ความรักแลบำเหน็จรางวัลอันยิ่งใหญ่ ข้าพระองค์ขอกราบวิงวอนต่อเบื้องพระพักตร์ ขอทรงโปรดจุดไฟแห่งความร้อนรนให้ลุกโชนขึ้นในดวงใจของข้าพระองค์ ขออย่าให้ข้าพระองค์ตกอยู่ในความเกียจคร้านแลความเยือกเย็น ทว่าประทานพละกำลังให้ข้าพระองค์ลุกขึ้นต่อสู้กับราคะตัณหาแลบังคับฝืนใจตนเอง เพื่อเอาชนะข้อบกพร่องที่ขัดขวางข้าพระองค์จากพระองค์
ขอทรงสอนข้าพระองค์ให้รู้จักเพ่งพินิจรอยพระบาทแลพระมหาทรมานของพระผู้ถูกตรึงกางเขน เพื่อที่ข้าพระองค์จักได้เรียนรู้ถึงความเสียสละแลความรักอันปราศจากเงื่อนไข ขออย่าให้ข้าพระองค์ผัดผ่อนเวลาในการแก้ไขชีวิต ทว่าขอให้ข้าพระองค์อุตสาหะพากเพียรในการเจริญฤทธิ์กุศลแลกิจศรัทธาในทุกเมื่อเชื่อวัน
ทั้งนี้ เพื่อข้าพระองค์จะสามารถจำลองแบบชีวิตขององค์พระคริสต์ ได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อคู่ควรกับชีวิตนิรันดร์ด้วยเทอญ อาแมน