“บุตรของเราเอ๋ย ผู้ใดที่ดิ้นรนจะถอนตัวออกจากการนอบน้อมเชื่อฟัง ผู้นั้นย่อมถอนตัวออกจากพระหรรษทานด้วย แลผู้ใดที่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน ย่อมสูญเสียผลประโยชน์อันเป็นส่วนรวมสำหรับคนทั้งปวง หากมนุษย์มิยอมจำนนด้วยความอิสระแลด้วยความเต็มใจต่อผู้ที่ถูกตั้งไว้เหนือเขา นั่นย่อมเป็นเครื่องหมายว่าเนื้อหนังของเขายังมิได้อยู่ภายใต้บังคับของตนเองอย่างสมบูรณ์ ทว่ามักจะต่อต้านแลพร่ำบ่นอยู่เสมอ เหตุฉะนี้ จงเรียนรู้ที่จะยอมจำนนต่อผู้ที่อยู่เหนือเจ้าอย่างรวดเร็วเถิด หากเจ้าแสวงหาที่จะนำเนื้อหนังของเจ้าเองเข้าสู่การอยู่ใต้บังคับ ด้วยว่าศัตรูภายนอกย่อมถูกพิชิตได้อย่างรวดเร็ว หากมนุษย์ภายในมิได้ถูกทำลายให้พ่ายแพ้ไปเสียก่อน หามีศัตรูใดที่ร้ายกาจแลเป็นภัยถึงตายต่อวิญญาณจิตมากไปกว่าตัวเจ้าเอง หากเจ้ามิได้รับการนำทางโดยพระจิตเจ้า จำเป็นอย่างยิ่งที่เจ้าจะต้องบังเกิดความชิงชังในตนเองอย่างสิ้นเชิง หากเจ้าปรารถนาจะมีชัยชนะเหนือเนื้อหนังแลสายเลือด เพราะเหตุที่เจ้ายังคงรักตนเองอย่างเกินขอบเขต เจ้าจึงถดถอยจากการยอมจำนนตนเองต่อเจตจำนงของผู้อื่น”
2. “ทว่ามันจะเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ประการใดเล่า ที่เจ้าผู้เป็นเพียงธุลีดินแลความว่างเปล่า จะยอมจำนนตนเองต่อมนุษย์เพื่อเห็นแก่พระเจ้า ในเมื่อเรา องค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์แลองค์ผู้สูงสุด ผู้ทรงเนรมิตสร้างสรรพสิ่งจากความว่างเปล่า ได้ยอมจำนนตัวเราเองต่อมนุษย์เพื่อเห็นแก่เจ้า? เราได้กลายเป็นผู้ที่ถ่อมตนที่สุดแลถูกดูแคลนที่สุดในหมู่มนุษย์ เพื่อที่ด้วยความถ่อมใจของเรา เจ้าจักสามารถพิชิตความจองหองของเจ้าได้ จงเรียนรู้ที่จะเชื่อฟังเถิด โอ ธุลีดินเอ๋ย! จงเรียนรู้ที่จะถ่อมตนลง โอ ดินโคลนเอ๋ย แลจงค้อมตัวของเจ้าลงใต้ฝ่าเท้าของคนทั้งปวง จงเรียนรู้ที่จะบดขยี้กิเลสของเจ้า แลยอมจำนนตนเองในการอยู่ใต้บังคับอย่างสิ้นเชิง”
3. “จงมีความร้อนรนในการต่อสู้กับตนเอง แลอย่าปล่อยให้ความจองหองมีชีวิตอยู่ภายในตัวเจ้า ทว่าจงแสดงให้เห็นว่าเจ้าเป็นผู้อยู่ใต้บังคับแลไร้ซึ่งชื่อเสียง เพื่อคนทั้งปวงจักสามารถเดินข้ามเจ้า แลเหยียบย่ำเจ้าลงดุจดินโคลนบนท้องถนน โอ มนุษย์ผู้โง่เขลาเอ๋ย เจ้ามีสิ่งใดที่จะต้องพร่ำบ่นเล่า? โอ คนบาปผู้ต่ำช้าเอ๋ย เจ้าจะตอบโต้สิ่งใดต่อผู้ที่กล่าวร้ายต่อเจ้าได้เล่า ในเมื่อเจ้าได้ล่วงละเมิดต่อพระเจ้าบ่อยครั้งเพียงนั้น แลสมควรตกนรกตั้งหลายครา? ทว่าดวงตาของเราได้ละเว้นเจ้า เพราะวิญญาณจิตของเจ้านั้นมีค่ายิ่งในสายตาของเรา เพื่อเจ้าจักได้ล่วงรู้ถึงความรักของเรา แลจักได้กตัญญูต่อความดีงามของเรา แลเพื่อเจ้าจักได้มอบตนเองอย่างสิ้นเชิงให้แก่การอยู่ใต้บังคับแลความถ่อมใจอย่างแท้จริง ทั้งอดทนแบกรับความดูแคลนที่เจ้าสมควรได้รับอย่างพากเพียร”
คำถามเพื่อการรำพึงแลเจริญชีวิตฝ่ายวิญญาณจิต
1. ข้าพเจ้ายินดีนอบน้อมเชื่อฟังผู้บังคับบัญชาและผู้ที่อยู่เหนือกว่าด้วยความเต็มใจ เพื่อทำลายความจองหองและกิเลสในตนเองหรือไม่?
2. เมื่อถูกข่มเหงหรือดูแคลน ข้าพเจ้าตระหนักหรือไม่ว่าตนเองเป็นเพียงธุลีดินที่สมควรได้รับโทษทัณฑ์ และพระคริสต์ได้ทรงถ่อมพระองค์เพื่อเป็นแบบอย่างแก่ข้าพเจ้าแล้ว?
บทภาวนาประจำบทที่ 13
ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า องค์พระผู้สูงสุด ผู้ทรงถ่อมพระองค์ลงมาต่ำที่สุดเพื่อข้าพระองค์ ข้าพระองค์ขอกราบวิงวอนต่อเบื้องพระพักตร์ ขอทรงโปรดประทานพระหรรษทานให้ข้าพระองค์มีดวงใจที่นอบน้อมเชื่อฟัง แลยอมจำนนต่อผู้ที่อยู่เหนือกว่าด้วยความเต็มใจ
ขอทรงช่วยข้าพระองค์บดขยี้ความรักตนเองและความจองหอง เพื่อข้าพระองค์จักได้ตระหนักเสมอว่าตนเป็นเพียงธุลีดินและดินโคลน ขอให้ข้าพระองค์สามารถอดทนแบกรับการเหยียดหยามและความดูแคลนด้วยความพากเพียร โดยปราศจากการพร่ำบ่น
ทั้งนี้ เพื่อข้าพระองค์จะสามารถจำลองแบบชีวิตขององค์พระคริสต์ ได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อคู่ควรกับชีวิตนิรันดร์ด้วยเทอญ อาแมน