“บุตรของเราเอ๋ย เจ้าสามารถก้าวออกจากตนเองได้มากเพียงใด เจ้าก็จักสามารถก้าวเข้ามาในเราได้มากเพียงนั้น การมิปรารถนาสิ่งภายนอกใดๆ ย่อมก่อให้เกิดสันติสุขภายในฉันใด การละทิ้งตนเองภายในก็ย่อมผูกพันเจ้าเข้ากับพระเจ้าฉันนั้น เราปรารถนาให้เจ้าเรียนรู้การปฏิเสธตนเองอย่างสมบูรณ์ ดำเนินชีวิตอยู่ในเจตจำนงของเราโดยปราศจากการขัดขืนหรือพร่ำบ่น จงตามเรามาเถิด: เราคือหนทาง ความจริง แลชีวิต(1) หากปราศจากหนทาง เจ้าก็มิอาจก้าวไป หากปราศจากความจริง เจ้าก็มิอาจล่วงรู้ หากปราศจากชีวิต เจ้าก็มิอาจดำรงชีวิตอยู่ได้ เราคือหนทางที่เจ้าสมควรติดตาม คือความจริงที่เจ้าสมควรเชื่อ คือชีวิตที่เจ้าสมควรตั้งความหวัง เราคือหนทางอันมิอาจแปรเปลี่ยน คือความจริงอันมิอาจผิดพลาด คือชีวิตนิรันดร์ เราคือหนทางอันเที่ยงตรงที่สุด คือความจริงสูงสุด คือชีวิตที่แท้จริง ชีวิตอันได้รับบรมสุข ชีวิตอันมิได้ถูกเนรอมิตสร้าง หากเจ้ายังคงอยู่ในหนทางของเรา เจ้าจักล่วงรู้ความจริง แลความจริงจักกระทำให้เจ้าเป็นไท(2) แลเจ้าจักได้ครอบครองชีวิตนิรันดร์”
2. “หากเจ้าปรารถนาจะเข้าสู่ชีวิต จงรักษาพระบัญญัติ(3) หากเจ้าปรารถนาจะล่วงรู้ความจริง จงเชื่อในเรา หากเจ้าปรารถนาจะเป็นผู้บริบูรณ์ จงขายสรรพสิ่งที่เจ้ามี หากเจ้าปรารถนาจะเป็นศิษย์ของเรา จงปฏิเสธตนเอง หากเจ้าปรารถนาจะครอบครองชีวิตอันได้รับบรมสุข จงดูแคลนชีวิตในกาลปัจจุบันนี้ หากเจ้าปรารถนาจะได้รับการยกชูขึ้นในสรวงสวรรค์ จงถ่อมตนลงในโลก หากเจ้าปรารถนาจะครองราชย์ร่วมกับเรา จงแบกกางเขนร่วมกับเรา เพราะมีเพียงผู้รับใช้แห่งกางเขนเท่านั้นที่จักพานพบมรรคาแห่งบรมสุขแลแสงสว่างที่แท้จริง”
3. ข้าแต่พระเยซูเจ้า ในเมื่อพระชนมชีพของพระองค์ถูกบีบคั้นแลถูกโลกดูแคลน ขอทรงโปรดประทานแก่ข้าพระองค์ให้สามารถจำลองแบบพระองค์ในการดูแคลนโลก เพราะผู้รับใช้ย่อมมิเป็นใหญ่กว่านายของตน แลศิษย์ก็มิอยู่เหนือกว่าบรมครูของตน(4) ขอให้ผู้รับใช้ของพระองค์ได้รับการฝึกฝนในพระชนมชีพของพระองค์ เพราะที่นั่นคือความรอดพ้นแลความศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงของข้าพระองค์ สิ่งใดก็ตามที่ข้าพระองค์ได้อ่านหรือได้ยินนอกเหนือไปจากนี้ ย่อมมิอาจบันดาลความสดชื่น หรือประทานความปีติยินดีแก่ข้าพระองค์ได้เลย
4. “บุตรของเราเอ๋ย เพราะเจ้ารู้สรรพสิ่งเหล่านี้แลได้อ่านมันทั้งหมดแล้ว เจ้าจักได้รับบรมสุขหากเจ้ากระทำตาม ผู้ใดที่มีพระบัญญัติของเราแลรักษามันไว้ ผู้นั้นแหละคือผู้ที่รักเรา แลเราจักรักเขา แลจักสำแดงตนเองแก่เขา(5) แลเราจักให้เขานั่งลงร่วมกับเราในอาณาจักรแห่งพระบิดาของเรา”
5. ข้าแต่พระเยซูเจ้า ดั่งที่พระองค์ได้ตรัสแลทรงสัญญาไว้ ขอให้เป็นไปตามนั้นแก่ข้าพระองค์เถิด แลขอทรงประทานให้ข้าพระองค์พิสูจน์ตนเองว่าคู่ควร ข้าพระองค์ได้รับกางเขนจากพระหัตถ์ของพระองค์แล้ว ข้าพระองค์ได้แบกมันไว้ แลจักแบกมันต่อไปตราบจนสิ้นใจ ดั่งที่พระองค์ได้ทรงวางมันลงบนข้าพระองค์ แท้จริงแล้ว ชีวิตของผู้รับใช้ผู้อุทิศตนอย่างแท้จริงคือกางเขน ทว่ามันนำพาไปสู่สวรรค์ ข้าพระองค์ได้เริ่มต้นแล้ว ข้าพระองค์มิอาจหวนกลับหรือละทิ้งมันไปได้
6. มาเถิด พี่น้องของข้าพเจ้า ให้เราก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน พระเยซูจักสถิตอยู่กับเรา เพื่อเห็นแก่พระเยซู เราจึงได้แบกกางเขนนี้ขึ้นมา เพื่อเห็นแก่พระเยซู ให้เราพากเพียรอยู่ในกางเขนเถิด พระองค์จักทรงเป็นผู้ช่วยเหลือเรา ผู้ทรงเป็นจอมทัพแลผู้เบิกทางของเรา ดูเถิด พระมหากษัตริย์ของเราได้เสด็จนำหน้าเราไปแล้ว แลพระองค์จักทรงต่อสู้เพื่อเรา ให้เราติดตามพระองค์ไปอย่างกล้าหาญ อย่าให้ผู้ใดหวาดหวั่นต่อความน่าสะพรึงกลัว ให้เราเตรียมพร้อมที่จะตายอย่างกล้าหาญในสมรภูมิ แลจงอย่าสร้างมลทินให้แก่เกียรติยศของเรา(6) ด้วยการหลบหนีจากกางเขนเลย
(1) ยอห์น 14:6 (2) ยอห์น 8:32 (3) มัทธิว 19:17, 21 (4) มัทธิว 10:24 (5) ยอห์น 14:21 (6) 1 มัคคาบี 9:10
คำถามเพื่อการรำพึงแลเจริญชีวิตฝ่ายวิญญาณจิต
1. ข้าพเจ้าพร้อมที่จะปฏิเสธเจตจำนงของตนเอง และแบกกางเขนแห่งความยากลำบากในแต่ละวันเพื่อติดตามพระคริสต์ หรือพยายามมองหาเส้นทางที่สุขสบายกว่า?
2. ข้าพเจ้าถือว่าชีวิตที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากและการสบประมาท เป็นโอกาสทองในการฝึกฝนตนเองให้เหมือนพระคริสต์มากยิ่งขึ้นหรือไม่?
บทภาวนาประจำบทที่ 56
ข้าแต่พระเยซูเจ้า องค์จอมทัพและบรมครูแห่งกางเขน ข้าพระองค์ขอกราบวิงวอนต่อเบื้องพระพักตร์ ข้าพระองค์ปรารถนาที่จะก้าวเดินตามรอยพระบาทของพระองค์ในหนทางแห่งการปฏิเสธตนเอง
ขอทรงประทานความกล้าหาญและความพากเพียร เพื่อให้ข้าพระองค์สามารถแบกกางเขนของข้าพระองค์ในทุกวี่วันโดยมิปริปากบ่น ขออย่าให้ข้าพระองค์หลบลี้หนีหน้าจากความทุกข์ยาก ทว่าจงกอดกางเขนนั้นไว้ด้วยความรัก
ทั้งนี้ เพื่อข้าพระองค์จะสามารถจำลองแบบชีวิตขององค์พระคริสต์ ได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อคู่ควรกับชีวิตนิรันดร์ด้วยเทอญ อาแมน