“บุตรของเราเอ๋ย จงระวังอย่าโต้เถียงถึงเรื่องราวอันสูงส่งแลการพิพากษาอันซ่อนเร้นของพระเจ้า ว่าเหตุใดชายผู้นี้จึงถูกทอดทิ้งไว้เช่นนี้ แลชายผู้นั้นจึงถูกรับเข้าสู่ความโปรดปรานอันยิ่งใหญ่ อีกทั้งเหตุใดชายผู้นี้จึงถูกเบียดเบียนอย่างแสนสาหัส แลผู้นั้นจึงได้รับการยกชูขึ้นอย่างสูงส่ง สรรพสิ่งเหล่านี้อยู่เหนืออำนาจการตัดสินทั้งปวงของมนุษย์ ทั้งเหตุผลหรือการโต้เถียงใดๆ ก็หามีอำนาจที่จะสืบเสาะการพิพากษาของพระเจ้าได้ เหตุฉะนี้ เมื่อมารร้ายเสนอแนะสิ่งเหล่านี้แก่เจ้า หรือเมื่อมีคนสอดรู้สอดเห็นมาไถ่ถามคำถามเช่นนั้น จงตอบด้วยพระวจนะของพระผู้เผยพระวจนะว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงชอบธรรม แลการพิพากษาของพระองค์ก็เที่ยงแท้(1) แลด้วยสิ่งนี้ การพิพากษาของพระเจ้านั้นเที่ยงแท้ แลชอบธรรมอย่างสิ้นเชิง(2) การพิพากษาของเรานั้นสมควรได้รับการยำเกรง มิใช่เพื่อนำมาโต้เถียง เพราะมันอยู่เหนือความเข้าใจของมนุษย์”
2. “แลจงอย่าหมกมุ่นในการสืบเสาะหรือโต้เถียงถึงคุณงามความดีของบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ ว่าผู้ใดศักดิ์สิทธิ์กว่ากัน หรือผู้ใดเป็นใหญ่กว่ากันในอาณาจักรสวรรค์ คำถามเช่นนี้มักจะก่อให้เกิดการวิวาทแลการโต้แย้งอันไร้ประโยชน์: มันยังหล่อเลี้ยงความเย่อหยิ่งแลสิริรุ่งโรจน์อันว่างเปล่า ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งความอิจฉาริษยาแลความแตกแยก ในขณะที่ชายผู้หนึ่งพยายามยกย่องผู้ศักดิ์สิทธิ์องค์หนึ่งอย่างอวดดี แลอีกคนก็ยกย่องอีกองค์หนึ่ง ทว่าการปรารถนาที่จะล่วงรู้แลสืบเสาะสิ่งเหล่านั้นหานำมาซึ่งผลประโยชน์ใดไม่ ทว่ามันกลับทำให้บรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ขุ่นเคืองใจ เพราะเรามิใช่พระเจ้าแห่งความสับสน ทว่าแห่งสันติสุข(3) ซึ่งสันติสุขนั้นดำรงอยู่ในความถ่อมตนอย่างแท้จริงมากกว่าการยกย่องตนเอง”
3. “บางคนถูกดึงดูดด้วยความรักอันร้อนรนให้มีความเสน่หาต่อผู้ศักดิ์สิทธิ์องค์นี้หรือองค์นั้นอย่างใหญ่หลวง ทว่านี่คือความเสน่หาของมนุษย์มากกว่าของสวรรค์ เราคือผู้ที่เนรมิตสร้างบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมด: เราประทานพระหรรษทานแก่พวกเขา เรานำพาสิริรุ่งโรจน์มาสู่พวกเขา เราล่วงรู้ถึงคุณงามความดีของแต่ละคน เราได้เตรียมพระพรแห่งความดีงามของเราไว้ให้พวกเขาแต่เนิ่นๆ(4) เราได้ล่วงรู้ถึงบรรดาผู้เป็นที่รักของเราตั้งแต่นิรันดร์กาล เราได้เลือกสรรพวกเขาออกจากโลก(5) พวกเขามิได้เลือกเรา เราได้ร้องเรียกพวกเขาด้วยพระหรรษทานของเรา ดึงดูดพวกเขาด้วยพระเมตตาของเรา นำพาพวกเขาผ่านพ้นการผจญล่อลวงนานัปการ เราได้หลั่งความปลอบประโลมอันทรงพลานุภาพลงเหนือพวกเขา เราประทานความพากเพียรแก่พวกเขา เราสวมมงกุฎให้แก่ความอดทนของพวกเขา”
4. “เรายอมรับทั้งผู้เป็นปฐมแลผู้เป็นอวสาน เราโอบกอดทุกคนด้วยความรักอันหาค่ามิได้ เราสมควรได้รับการสรรเสริญในบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งมวลของเรา เราสมควรได้รับการถวายพระพรเหนือสรรพสิ่ง แลได้รับการถวายเกียรติในทุกคนที่เราได้ยกชูขึ้นอย่างรุ่งโรจน์แลทรงกำหนดไว้ล่วงหน้า โดยปราศจากคุณงามความดีใดๆ ของพวกเขาเองที่นำมาก่อน เหตุฉะนี้ ผู้ใดก็ตามที่ดูแคลนผู้ที่ต่ำต้อยที่สุดในหมู่ประชากรของเรานี้ ย่อมมิได้ให้เกียรติผู้ยิ่งใหญ่ เพราะเราได้สร้างทั้งผู้ต่ำต้อยแลผู้ยิ่งใหญ่(6) แลผู้ใดที่กล่าวต่อต้านบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ของเราผู้นี้ ย่อมกล่าวต่อต้านเรา แลต่อต้านผู้อื่นทั้งหมดในอาณาจักรสวรรค์”
พวกเขาล้วนเป็นหนึ่งเดียวกันผ่านสายใยแห่งฤทธิ์กุศล พวกเขาคิดสิ่งเดียวกัน ปรารถนาสิ่งเดียวกัน แลทุกคนต่างเป็นหนึ่งเดียวกันในความรักที่มีต่อกันแลกัน
5. “ทว่า (ซึ่งประเสริฐยิ่งกว่า) พวกเขารักเราเหนือกว่าตนเองแลเหนือกว่าคุณงามความดีของพวกเขาเอง เพราะจากการที่ถูกดึงขึ้นไปอยู่เหนือตนเอง แลถูกดึงให้ก้าวพ้นจากความรักตนเอง พวกเขาทั้งหมดจึงมุ่งตรงไปสู่ความรักที่มีต่อเรา แลพวกเขาได้พักพิงอยู่ในเราด้วยความชื่นชมยินดีอย่างสมบูรณ์ หามีสิ่งใดที่สามารถหันเหหรือกดทับพวกเขาได้ เพราะจากการที่เปี่ยมล้นด้วยองค์ความจริงนิรันดร์ พวกเขาจึงลุกโชนด้วยไฟแห่งฤทธิ์กุศลอันมิอาจดับสูญ เหตุฉะนี้ ขอให้บรรดามนุษย์ฝ่ายเนื้อหนังแลธรรมชาติทั้งมวลจงสงบปากสงบคำเกี่ยวกับสถานะของบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์เถิด เพราะพวกเขาหาล่วงรู้สิ่งใดไม่นอกเสียจากการรักความเพลิดเพลินส่วนตนของพวกเขาเอง พวกเขาตัดทอนแลเพิ่มเติมตามความโน้มเอียงของตนเอง มิใช่ตามความพอพระทัยขององค์ความจริงนิรันดร์”
6. “ในหมู่มนุษย์มากมาย สิ่งนี้คือความเขลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ผู้ที่ได้รับการส่องสว่างเพียงน้อยนิด ซึ่งแทบจะมิเคยเรียนรู้ที่จะรักผู้ใดด้วยความรักฝ่ายวิญญาณจิตอันสมบูรณ์เลย พวกเขายังคงถูกดึงดูดอย่างมากด้วยความเสน่หาตามธรรมชาติแลมิตรภาพของมนุษย์ต่อผู้นี้หรือผู้นั้น: แลในเมื่อพวกเขาประเมินตนเองในเรื่องราวที่ต่ำต้อยฉันใด พวกเขาก็สร้างจินตนาการถึงสิ่งของแห่งสรวงสวรรค์ฉันนั้น ทว่ามีความแตกต่างอันมิอาจประมาณได้ระหว่างสิ่งเหล่านั้นที่พวกเขาจินตนาการไปอย่างมิสมบูรณ์ กับสิ่งเหล่านั้นที่ผู้ได้รับการส่องสว่างได้เพ่งพินิจผ่านทางการเปิดเผยเหนือธรรมชาติ”
7. “เหตุฉะนี้ บุตรของเราเอ๋ย จงใส่ใจที่จะมิก้าวก่ายสืบเสาะในสิ่งเหล่านั้นที่เหนือล้ำความรู้ของเจ้า ทว่าจงทำให้สิ่งนี้เป็นธุระของเจ้าแลใส่ใจในสิ่งนี้ กล่าวคือ การแสวงหาที่จะถูกค้นพบ แม้มันจะเป็นผู้ที่ต่ำต้อยที่สุด ในอาณาจักรของพระเจ้า แลแม้หากผู้ใดจะล่วงรู้ว่าผู้ใดศักดิ์สิทธิ์กว่าผู้อื่น หรือผู้ใดถูกยกย่องว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในอาณาจักรสวรรค์ ความรู้นั้นจะเป็นประโยชน์อันใดแก่เขาเล่า เว้นเสียแต่ว่าผ่านทางความรู้นี้ เขาจะถ่อมตนลงต่อเบื้องหน้าเรา แลจักลุกขึ้นเพื่อถวายคำสรรเสริญอันยิ่งใหญ่กว่าแด่พระนามของเรา? ผู้ที่พิจารณาว่าบาปของตนเองนั้นใหญ่หลวงเพียงใด ฤทธิ์กุศลของตนนั้นเล็กน้อยเพียงใด แลตนเองอยู่ห่างไกลจากความสมบูรณ์ของบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์เพียงใด ย่อมกระทำในสิ่งที่เป็นที่ยอมรับในสายพระเนตรของพระเจ้ามากยิ่งกว่าผู้ที่เอาแต่โต้เถียงถึงความยิ่งใหญ่หรือความต่ำต้อยของพวกเขา”
8. “พวกเขาพึงพอใจอย่างที่สุด หากมนุษย์จะเรียนรู้ที่จะพึงพอใจ แลละเว้นจากการเจรจาอันว่างเปล่า พวกเขามิได้โอ้อวดในคุณงามความดีของตนเอง เพราะพวกเขาเห็นว่ามิได้ยกความดีงามใดให้แก่ตนเอง ทว่ายกสรรพสิ่งแด่เรา ด้วยเห็นว่าเราจากฤทธิ์กุศลอันไร้ขอบเขตของเราได้ประทานสรรพสิ่งแก่พวกเขา พวกเขาถูกเติมเต็มด้วยความรักอันยิ่งใหญ่ต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า แลด้วยความชื่นชมยินดีอันล้นปรี่ จนหามีสิริรุ่งโรจน์ใดขาดหายไปจากพวกเขา แลหามีบรมสุขใดขาดหายไปได้ บรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งมวล ยิ่งพวกเขาถูกยกชูขึ้นในสิริรุ่งโรจน์สูงส่งเพียงใด พวกเขาก็ยิ่งถ่อมตนลงในตนเองมากเพียงนั้น แลยิ่งแนบชิดแลเป็นที่รักของเรามากยิ่งขึ้น แลด้วยเหตุนี้ เจ้าจึงมีข้อความจารึกไว้ว่า พวกเขาได้โยนมงกุฎของตนลงต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า แลซบหน้าลงต่อเบื้องพระพักตร์พระเมษโปดก แลนมัสการพระองค์ผู้ทรงพระชนม์อยู่ตลอดกาลเป็นนิตย์(7)”
9. “มีหลายคนที่ไถ่ถามว่าผู้ใดคือผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาณาจักรสวรรค์ ทั้งที่พวกเขายังมิรู้เลยว่าตนจะคู่ควรต่อการถูกนับรวมอยู่ในหมู่ผู้ที่ต่ำต้อยที่สุดหรือไม่ นับเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ที่จะได้เป็นแม้กระทั่งผู้ที่ต่ำต้อยที่สุดในสรวงสวรรค์ ที่ซึ่งทุกคนล้วนยิ่งใหญ่ เพราะทุกคนจักถูกขานนามว่า เป็นบุตรของพระเจ้า แลจักเป็นเช่นนั้น ผู้ต่ำต้อยจะกลายเป็นพัน ทว่าคนบาปที่มีอายุร้อยปีจะถูกสาปแช่ง เพราะเมื่อบรรดาศิษย์ได้ไถ่ถามว่าผู้ใดสมควรจะยิ่งใหญ่ที่สุดในอาณาจักรสวรรค์ พวกเขาก็มิได้รับคำตอบอื่นใดนอกเสียจากสิ่งนี้ เว้นเสียแต่ว่าพวกท่านจะกลับใจแลกลายเป็นดั่งเด็กเล็กๆ พวกท่านจักมิได้เข้าสู่อาณาจักรสวรรค์เลย ทว่าผู้ใดก็ตามที่ถ่อมตนลงดั่งเด็กเล็กๆ ผู้นี้แหละคือผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาณาจักรสวรรค์(8)”
10. วิบัติแก่บรรดาผู้ที่ดูแคลนการถ่อมตนลงอย่างเต็มใจพร้อมกับเด็กเล็กๆ เพราะประตูอันต่ำต้อยแห่งอาณาจักรสวรรค์จักมิยินยอมให้พวกเขาเข้าไป วิบัติแก่บรรดาผู้ที่มั่งคั่ง ผู้ซึ่งได้รับความบรรเทาใจของตนในที่นี้แล้ว(9) เพราะในขณะที่คนยากจนได้เข้าสู่อาณาจักรของพระเจ้า พวกเขาจักต้องยืนคร่ำครวญอยู่ภายนอก จงชื่นชมยินดีเถิด บรรดาผู้ถ่อมตน แลจงเปรมปรีดิ์เถิด บรรดาคนยากจน เพราะอาณาจักรของพระเจ้าเป็นของพวกท่าน หากเพียงพวกท่านดำเนินไปในความจริง
(1) สดุดี 119:137 (2) สดุดี 19:9 (3) 1 โครินธ์ 14:33 (4) สดุดี 21:3 (5) ยอห์น 15:19 (6) ปรีชาญาณ 6:7 (7) วิวรณ์ 4:10, 5:14 (8) มัทธิว 18:3-4 (9) ลูกา 6:24
คำถามเพื่อการรำพึงแลเจริญชีวิตฝ่ายวิญญาณจิต
1. ข้าพเจ้ามักจะตั้งคำถามหรือโต้เถียงเกี่ยวกับการจัดเตรียมอันลึกลับของพระเจ้า หรือเปรียบเทียบชีวิตฝ่ายวิญญาณของตนเองกับผู้อื่นหรือไม่?
2. ข้าพเจ้าพยายามฝึกฝนความถ่อมตนดั่ง "เด็กเล็กๆ" เพื่อแสวงหาความรอดพ้น มากกว่าจะแสวงหาเกียรติยศหรือการยอมรับในหมู่เพื่อนมนุษย์หรือไม่?
บทภาวนาประจำบทที่ 58
ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า องค์พระปรีชาญาณสูงสุดและการพิพากษาอันเที่ยงแท้ ข้าพระองค์ขอกราบวิงวอนต่อเบื้องพระพักตร์ ขอทรงประทานดวงใจที่เรียบง่ายและถ่อมตนแก่ข้าพระองค์ ประดุจเด็กเล็กๆ ที่ยอมรับน้ำพระทัยของพระบิดาโดยมิสงสัย
ขออย่าให้ข้าพระองค์หลงจินตนาการหรือโต้เถียงในสิ่งเร้นลับที่อยู่เหนือความเข้าใจ ทว่าให้มุ่งมั่นบากบั่นชำระล้างบาปของตนเอง และแสวงหาที่นั่งอันต่ำต้อยที่สุดในอาณาจักรของพระองค์
ทั้งนี้ เพื่อข้าพระองค์จะสามารถจำลองแบบชีวิตขององค์พระคริสต์ ได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อคู่ควรกับชีวิตนิรันดร์ด้วยเทอญ อาแมน