Skip to main content

แปลและเรียบเรียงโดย Faith4Thai.com

เล่มที่ 4 ว่าด้วยศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งพระแท่นบูชา
บทที่ 1 ว่าด้วย ความยำเกรงอันใหญ่หลวงเพียงใด ที่เราสมควรมีในการรับองค์พระคริสต์

เสียงแห่งศิษย์

ถ้อยคำเหล่านี้คือพระวจนะของพระองค์ ข้าแต่องค์พระคริสต์ องค์ความจริงนิรันดร์ แม้มิได้ถูกตรัสไว้ในคราวเดียวกัน หรือถูกจารึกไว้ร่วมกันในที่แห่งเดียวแห่งพระคัมภีร์ เหตุฉะนี้ เพราะถ้อยคำเหล่านี้เป็นพระวจนะของพระองค์แลเป็นความจริง ข้าพระองค์จึงจำต้องน้อมรับทั้งหมดนั้นด้วยความกตัญญูแลด้วยความสัตย์ซื่อ ถ้อยคำเหล่านี้เป็นของพระองค์ แลพระองค์ได้ทรงเอื้อนเอ่ยมันออกมา แลมันก็เป็นของข้าพระองค์ด้วยเช่นกัน เพราะพระองค์ได้ตรัสสิ่งเหล่านี้ก็เพื่อความรอดพ้นของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ขอน้อมรับพระวจนะจากพระโอษฐ์ของพระองค์ด้วยความชื่นชมยินดี เพื่อให้มันฝังรากลึกลงในดวงใจของข้าพระองค์ พระวจนะอันเปี่ยมด้วยพระหรรษทานอันใหญ่หลวงนี้ได้ปลุกเร้าข้าพระองค์ เพราะมันเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวานชื่นแลความรัก ทว่าบาปของข้าพระองค์เองกลับทำให้ข้าพระองค์หวาดกลัว แลมโนธรรมอันมลทินของข้าพระองค์ก็ขับไล่ข้าพระองค์ออกไปจากการรับเอาธรรมล้ำลึกอันยิ่งใหญ่ปานนี้ ความหวานชื่นแห่งพระวจนะของพระองค์หนุนนำข้าพระองค์ ทว่าความผิดบาปอันมากมายของข้าพระองค์กลับกดทับข้าพระองค์ลง

2. พระองค์ทรงบัญชาให้ข้าพระองค์เข้ามาใกล้พระองค์ด้วยความวางใจอันแน่วแน่ หากข้าพระองค์ปรารถนาจะมีส่วนร่วมกับพระองค์ แลให้ข้าพระองค์รับเอาอาหารแห่งความเป็นอมตะ หากข้าพระองค์ปรารถนาที่จะได้รับชีวิตแลสิริรุ่งโรจน์นิรันดร์ พระองค์ตรัสว่า จงมาหาเราเถิด บรรดาผู้ที่ตรากตรำแลแบกภาระหนัก แลเราจักบรรเทาใจพวกท่าน โอ ช่างเป็นพระวจนะอันหวานชื่นแลน่ารักในหูของคนบาปเสียนี่กระไร ที่พระองค์ ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของข้าพระองค์ ทรงเชื้อเชิญผู้ยากไร้แลผู้ขัดสนให้มาร่วมรับศีลมหาสนิทแห่งพระกายแลพระโลหิตอันศักดิ์สิทธิ์ยิ่งของพระองค์ ทว่าข้าพระองค์เป็นผู้ใดเล่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ที่ข้าพระองค์จะบังอาจเข้ามาใกล้พระองค์? ดูเถิด สวรรค์แห่งสวรรค์ทั้งหลายยังมิอาจรองรับพระองค์ไว้ได้ แลถึงกระนั้นพระองค์ยังตรัสว่า จงมาหาเราเถิด พวกท่านทั้งหลาย

3. การยอมลดพระองค์ลงมาอย่างเปี่ยมด้วยพระกรุณาที่สุดนี้ การเชื้อเชิญอันน่ารักที่สุดนี้ มีความหมายเช่นไรเล่า? ข้าพระองค์จะกล้าเข้ามาได้อย่างไร ในเมื่อข้าพระองค์มิรู้จักสิ่งดีงามใดในตนเองเลย ซึ่งข้าพระองค์อาจจะใช้เป็นความบังอาจได้? ข้าพระองค์จะนำพาพระองค์เข้ามาในบ้านของข้าพระองค์ได้อย่างไร ในเมื่อข้าพระองค์ได้กระทำบาปต่อหน้าสายพระเนตรอันเปี่ยมด้วยความรักของพระองค์บ่อยครั้งเหลือเกิน? ทูตสวรรค์แลอัครทูตสวรรค์ต่างยืนยำเกรงพระองค์ บรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์แลคนชอบธรรมต่างหวาดกลัวพระองค์ แลพระองค์ยังตรัสว่า จงมาหาเราเถิด! หากพระองค์ ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า มิได้ตรัสไว้ ผู้ใดเล่าจะเชื่อว่ามันเป็นความจริง? แลหากพระองค์มิได้ทรงบัญชา ผู้ใดเล่าจะกล้าพยายามเข้ามาใกล้?

4. ดูเถิด โนอาห์ ชายผู้ชอบธรรมผู้นั้น ตรากตรำอยู่ถึงหนึ่งร้อยปีในการสร้างเรือลำใหญ่ เพื่อที่เขาจักได้รับความรอดพ้นพร้อมกับคนเพียงหยิบมือ แลข้าพระองค์เล่า ข้าพระองค์จะสามารถเตรียมตนเองภายในเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมง เพื่อต้อนรับพระผู้สร้างโลกด้วยความยำเกรงได้อย่างไร? โมเสส ผู้รับใช้ของพระองค์ มิตรสหายผู้ยิ่งใหญ่แลพิเศษของพระองค์ ได้สร้างหีบด้วยไม้ที่มิรู้เน่าเปื่อย ซึ่งเขาได้หุ้มมันด้วยทองคำบริสุทธิ์ที่สุด เพื่อที่เขาจักได้เก็บรักษาแผ่นศิลาจารึกพระบัญญัติไว้ในนั้น, แลข้าพระองค์ ผู้เป็นสิ่งเนรมิตที่เสื่อมสลายได้ ข้าพระองค์จะกล้าต้อนรับพระองค์ ผู้ทรงเป็นพระผู้สร้างพระบัญญัติแลพระผู้ประทานชีวิต อย่างง่ายดายเช่นนี้หรือ? ซาโลมอน กษัตริย์ผู้มีปรีชาญาณที่สุดแห่งอิสราเอล ทรงใช้เวลาเจ็ดปีในการสร้างพระวิหารอันวิจิตรตระการตาเพื่อสรรเสริญพระนามของพระองค์ แลได้เฉลิมฉลองเทศกาลอุทิศพระวิหารเป็นเวลาแปดวัน ถวายเครื่องบูชาศานติจำนวนหนึ่งพัน แลอัญเชิญหีบแห่งพันธสัญญาขึ้นไปยังสถานที่ที่ตระเตรียมไว้อย่างสง่างาม ด้วยเสียงแตรแลความชื่นชมยินดียิ่ง, แลข้าพระองค์ มนุษย์ผู้โชคร้ายแลยากไร้ที่สุด ข้าพระองค์จะนำพาพระองค์เข้ามาในบ้านของข้าพระองค์ได้อย่างไร ในเมื่อข้าพระองค์แทบจะมิรู้เลยว่าจะใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงในการภาวนาอุทิศตนได้อย่างไร? แลโอ ขอให้เป็นเพียงครึ่งชั่วโมงที่ถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่าเถิด!

5. ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ บรรดาบุรุษศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ได้บากบั่นอย่างจริงจังเพียงใดหนอที่จะเป็นที่พอพระทัยของพระองค์! แลอนิจจา! สิ่งที่ข้าพระองค์กระทำนั้นช่างน้อยนิดแลไร้สาระเสียนี่กระไร! ข้าพระองค์ใช้เวลาช่างสั้นนัก ในยามที่ข้าพระองค์กำลังเตรียมตนเองเพื่อรับศีลมหาสนิท แทบจะมิเคยรวบรวมสมาธิได้อย่างครบถ้วน แลแทบจะมิเคยได้รับการชำระล้างจากความว้าวุ่นทั้งปวงเลย แลอย่างแน่นอนว่า ในเบื้องพระพักตร์แห่งความเป็นพระเจ้าอันนำมาซึ่งความรอดพ้นของพระองค์ ย่อมมิสมควรมีความคิดอันมิบังควรใดก้าวล่วงเข้ามา แลมิสมควรมีสิ่งเนรมิตใดมาครอบครองข้าพระองค์ เพราะมิใช่ทูตสวรรค์ ทว่าคือองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งทูตสวรรค์ทั้งมวล ที่ข้าพระองค์กำลังจะต้อนรับในฐานะแขกของข้าพระองค์

6. ถึงกระนั้น ก็ยังมีความแตกต่างอันใหญ่หลวงระหว่างหีบแห่งพันธสัญญาพร้อมกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ภายใน กับพระกายอันบริสุทธิ์ยิ่งของพระองค์พร้อมกับคุณงามความดีอันมิอาจพรรณนาได้ ระหว่างเครื่องบูชาตามธรรมบัญญัติเหล่านั้น ซึ่งเป็นเพียงสัญลักษณ์ของสิ่งที่จะมาถึง กับเครื่องบูชาที่แท้จริงแห่งพระกายของพระองค์ ซึ่งเป็นความบริบูรณ์แห่งเครื่องบูชาในยุคโบราณทั้งปวง

7. เหตุฉะนี้แล้ว ไฉนข้าพระองค์จึงมิโหยหาการสถิตอยู่อันสมควรแก่การนมัสการของพระองค์ให้ร้อนรนยิ่งขึ้นเล่า? เหตุใดข้าพระองค์จึงมิเตรียมตนเองด้วยความใส่ใจที่ยิ่งใหญ่กว่าเพื่อต้อนรับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ ในเมื่อบรรดาปฐมบิดาแลผู้เผยพระวจนะศักดิ์สิทธิ์ในกาลก่อน รวมทั้งกษัตริย์แลเจ้านาย พร้อมกับประชาชนทั้งปวง ได้สำแดงความเสน่หาแห่งกิจศรัทธาอันใหญ่หลวงปานนั้นต่อการนมัสการพระองค์?

8. กษัตริย์ดาวิดผู้เปี่ยมด้วยกิจศรัทธาอย่างที่สุด ทรงเริงระบำอย่างสุดกำลังต่อหน้าหีบแห่งพระเจ้า เมื่อทรงระลึกถึงพระคุณที่ได้ประทานแก่บรรดาบรรพบุรุษในวันวาน พระองค์ทรงประดิษฐ์เครื่องดนตรีนานาชนิด ทรงประพันธ์บทเพลงสดุดี แลทรงกำหนดให้ขับร้องบทเพลงเหล่านั้นด้วยความชื่นชมยินดี, พระองค์เองก็ทรงดีดพิณอยู่บ่อยครั้ง โดยได้รับการดลใจจากพระหรรษทานแห่งพระจิตเจ้า พระองค์ทรงสั่งสอนประชากรอิสราเอลให้สรรเสริญพระเจ้าด้วยสิ้นสุดดวงใจ แลร่วมใจกันเปล่งเสียงถวายพระพรแลสรรเสริญพระองค์ในทุกวี่วัน หากกิจศรัทธาอันยิ่งใหญ่ปานนั้นได้ถูกปฏิบัติในเวลานั้น แลการเฉลิมฉลองแห่งการสรรเสริญพระเจ้าได้ถูกกระทำต่อหน้าหีบแห่งพระโอวาทแล้วไซร้ ในบัดนี้ ข้าพระองค์แลคริสตชนทั้งปวงสมควรจะสำแดงความยำเกรงแลกิจศรัทธาอันยิ่งใหญ่ปานใดเล่า ในการประกอบศีลศักดิ์สิทธิ์ ในการรับพระกายแลพระโลหิตอันล้ำค่ายิ่งขององค์พระคริสต์

9. มีผู้คนมากมายวิ่งไปตามสถานที่ต่างๆ เพื่อเยี่ยมชมอนุสรณ์สถานของบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่ล่วงลับไปแล้ว แลชื่นชมยินดีที่ได้ยินถึงวีรกรรมของพวกเขา แลได้ทอดสายตาดูสิ่งปลูกสร้างอันงดงามแห่งสักการสถานของพวกเขาเหล่านั้น แลดูเถิด พระองค์ทรงสถิตอยู่ที่นี่กับข้าพระองค์ ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ องค์ผู้ศักดิ์สิทธิ์แห่งบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ พระผู้เนรมิตสร้างมนุษย์ แลองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งทูตสวรรค์ทั้งมวล บ่อยครั้งในการมองดูอนุสรณ์สถานเหล่านั้น มนุษย์ถูกขับเคลื่อนด้วยความสอดรู้สอดเห็นแลความแปลกใหม่ แลนำผลแห่งการแก้ไขตนเองกลับไปเพียงน้อยนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีความไร้สาระอันประมาทเลินเล่อมากมาย แลมีความสำนึกผิดที่แท้จริงเพียงน้อยนิด ทว่าที่นี่ ในศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งพระแท่นบูชา พระองค์ทรงสถิตอยู่อย่างบริบูรณ์ ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ พระมนุษย์พระเยซูคริสต์ ที่ซึ่งผลอันอุดมสมบูรณ์แห่งชีวิตนิรันดร์ได้ถูกประทานให้แก่ทุกคนที่รับพระองค์อย่างคู่ควรแลด้วยกิจศรัทธา ทว่าในสิ่งนี้ หามีความเบาปัญญาใดดึงดูด หามีความสอดรู้สอดเห็น หรือตัณหาใดๆ นอกเสียจากความเชื่ออันมั่นคง ความหวังอันเปี่ยมด้วยกิจศรัทธา แลความรักอันจริงใจแต่เพียงเท่านั้น

10. ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า พระผู้เนรมิตสร้างโลกที่มองมิเห็น พระองค์ทรงทำงานร่วมกับพวกข้าพระองค์อย่างน่าอัศจรรย์เพียงใดหนอ พระองค์ทรงปฏิบัติต่อบรรดาผู้ที่ถูกเลือกสรรของพระองค์อย่างหวานชื่นแลเปี่ยมด้วยพระกรุณาเพียงใด ที่พระองค์ทรงเสนอพระองค์เองเพื่อให้พวกเขารับไว้ในศีลศักดิ์สิทธิ์นี้! เพราะสิ่งนี้เหนือล้ำกว่าความเข้าใจทั้งปวง สิ่งนี้ดึงดูดดวงใจของผู้เปี่ยมด้วยกิจศรัทธาแลจุดประกายความเสน่หาของพวกเขาอย่างพิเศษสุด เพราะแม้แต่บรรดาผู้สัตย์ซื่อที่แท้จริงของพระองค์เอง ผู้ซึ่งจัดระเบียบทั้งชีวิตของตนเพื่อการแก้ไขตนเอง บ่อยครั้งยังได้รับพระหรรษทานอันยิ่งใหญ่แห่งกิจศรัทธาแลความรักในฤทธิ์กุศล จากศีลศักดิ์สิทธิ์อันประเสริฐสุดนี้

11. โอ พระหรรษทานอันน่าชื่นชมแลซ่อนเร้นแห่งศีลศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมีเพียงบรรดาผู้สัตย์ซื่อขององค์พระคริสต์เท่านั้นที่ล่วงรู้ ทว่าผู้ไร้ความเชื่อแลบรรดาผู้ที่รับใช้บาปมิอาจพานพบได้! ในศีลศักดิ์สิทธิ์นี้ พระหรรษทานฝ่ายวิญญาณจิตได้ถูกประทานให้ แลฤทธิ์กุศลที่สูญเสียไปก็ได้รับการกอบกู้คืนมาในวิญญาณจิต แลความงดงามที่ถูกทำให้เสียโฉมไปโดยบาปก็หวนคืนมาอีกครา บางคราวพระหรรษทานนี้ยิ่งใหญ่เสียนี่กระไร จนจากความบริบูรณ์แห่งกิจศรัทธาที่มอบให้นั้น มิใช่เพียงแค่จิตใจ ทว่าร่างกายอันอ่อนแอยังรู้สึกได้ว่าพละกำลังได้ถูกส่งเสริมให้แก่มันมากยิ่งขึ้น

12. ทว่าเราจำต้องโศกเศร้าแลคร่ำครวญอย่างมากถึงความเย็นชาแลความประมาทเลินเล่อของเรา ที่เรามิถูกดึงดูดด้วยความเสน่หาอันยิ่งใหญ่กว่า เพื่อมาเป็นผู้มีส่วนร่วมในองค์พระคริสต์ ผู้ซึ่งความหวังแลคุณงามความดีทั้งปวงของบรรดาผู้ที่จะรอดพ้นได้ดำรงอยู่ เพราะพระองค์เองทรงเป็นการชำระให้ศักดิ์สิทธิ์แลการไถ่กู้ของเรา(1) พระองค์ทรงเป็นความปลอบประโลมของนักแสวงบุญ แลเป็นผลอันนิรันดร์ของบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ เหตุฉะนี้ จึงเป็นเรื่องน่าเศร้าสลดอย่างยิ่งที่คนเป็นอันมากมิค่อยใส่ใจต่อธรรมล้ำลึกอันมอบพลานามัยนี้ ซึ่งทำให้สวรรค์ปีติยินดีแลพิทักษ์รักษาโลกทั้งใบไว้ อนิจจา สำหรับความมืดบอดแลความแข็งกระด้างแห่งดวงใจของมนุษย์ ที่เขามิได้ใส่ใจต่อของประทานอันมิอาจพรรณนาได้นี้ให้มากยิ่งขึ้น แลถึงกับลื่นไถลลงไปสู่ความประมาทเลินเล่อ ผ่านการรับสิ่งนี้ในทุกวี่วัน

13. เพราะหากศีลศักดิ์สิทธิ์สูงสุดนี้ถูกเฉลิมฉลองในที่แห่งเดียวเท่านั้น แลถูกเสกโดยสมณะเพียงรูปเดียวในโลกทั้งใบ เจ้าคิดว่ามนุษย์จะถูกกระตุ้นด้วยความปรารถนาอันยิ่งใหญ่เพียงใดหนอ ต่อสถานที่แห่งนั้นแลต่อสมณะของพระเจ้าผู้นั้น เพื่อพวกเขาจักได้เพ่งมองธรรมล้ำลึกแห่งสรวงสวรรค์ที่ถูกเฉลิมฉลองขึ้น? ทว่าบัดนี้ มนุษย์มากมายได้ถูกสถาปนาเป็นสมณะ แลศีลศักดิ์สิทธิ์ได้ถูกเฉลิมฉลองในสถานที่หลายแห่ง เพื่อที่พระหรรษทานแลความรักของพระเจ้าต่อมนุษย์จะได้ปรากฏมากยิ่งขึ้น ยิ่งศีลมหาสนิทถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลกอย่างกว้างขวางมากเพียงใด ขอขอบพระคุณแด่พระองค์ ข้าแต่พระเยซูเจ้าผู้ประเสริฐ พระชุมพาบาลนิรันดร์ ผู้ทรงกรุณาประทานความบรรเทาใจแก่พวกข้าพระองค์ ผู้ยากไร้แลผู้ถูกเนรเทศ ด้วยพระกายแลพระโลหิตอันล้ำค่าของพระองค์ แลทรงเชื้อเชิญให้พวกข้าพระองค์มาร่วมรับธรรมล้ำลึกอันศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ด้วยคำเชื้อเชิญจากพระโอษฐ์ของพระองค์เอง ซึ่งตรัสว่า จงมาหาเราเถิด พวกท่านผู้ตรากตรำแลแบกภาระหนัก แลเราจักบรรเทาใจพวกท่าน

(1) 1 โครินธ์ 1:30

 

คำถามเพื่อการรำพึงแลเจริญชีวิตฝ่ายวิญญาณจิต

1. ข้าพเจ้าได้ตระเตรียมดวงใจของตนเองด้วยความยำเกรงอันสมควร ก่อนที่จะก้าวเข้ามารับองค์พระคริสต์ในศีลศักดิ์สิทธิ์นี้ หรือข้าพเจ้ากระทำไปเพียงเพราะความเคยชินอันปราศจากความรักแลความใส่ใจ?

2. เมื่ออยู่เบื้องหน้าธรรมล้ำลึกอันยิ่งใหญ่นี้ ข้าพเจ้าถ่อมตนยอมรับความอ่อนแอแลความผิดบาปของตนเอง พร้อมทั้งวางใจในพระเมตตาแลคำเชื้อเชิญอันแสนหวานของพระองค์อย่างสิ้นเชิงหรือไม่?

 

บทภาวนาประจำบทที่ 1

ข้าแต่พระเยซูคริสตเจ้า พระชุมพาบาลนิรันดร์แลองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งทูตสวรรค์ ข้าพระองค์ขอกราบขอบพระคุณสำหรับพระเมตตาอันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงเชื้อเชิญคนบาปผู้ต่ำต้อยแลยากไร้เช่นข้าพระองค์ ให้มาร่วมโต๊ะศักดิ์สิทธิ์เพื่อรับพระกายแลพระโลหิตของพระองค์

ข้าพระองค์ขอสารภาพว่ามโนธรรมของข้าพระองค์มักมัวหมอง แลจิตใจก็เต็มไปด้วยความว้าวุ่น ทว่าข้าพระองค์วิงวอนขอพระหรรษทานแห่งการชำระล้าง ขอทรงโปรดจุดไฟแห่งความรักแลกิจศรัทธาขึ้นในดวงใจที่เย็นชาของข้าพระองค์ เพื่อมิให้ข้าพระองค์ลื่นไถลไปสู่ความประมาทเลินเล่อต่อของประทานอันล้ำค่ายิ่งนี้

ขอให้การประทับอยู่ของพระองค์ในศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งพระแท่นบูชานี้ เป็นความปลอบประโลมแลเป็นพละกำลังที่หล่อเลี้ยงวิญญาณจิตของข้าพระองค์ให้เจริญขึ้นในฤทธิ์กุศล

ทั้งนี้ เพื่อข้าพระองค์จะสามารถจำลองแบบชีวิตขององค์พระคริสต์ ได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อคู่ควรกับชีวิตนิรันดร์ด้วยเทอญ อาแมน

ท่านกำลังอ่าน

เล่มที่ 4 ว่าด้วยศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งพระแท่นบูชา

บทที่ 1 ว่าด้วย ความยำเกรงอันใหญ่หลวงเพียงใด ที่เราสมควรมีในการรับองค์พระคริสต์