(Confessions)
ในยุคที่ลัทธิโลกียะนิยม (Secularism) ไร้ขีดจำกัดและมีความรู้สึกต่อต้านศาสนา การเป็นคาทอลิกอาจดูเป็นเรื่องไร้สาระอย่างสิ้นเชิง คาทอลิกในยุคปัจจุบันจะหันไปหาแบบอย่าง คำแนะนำ หรือความเข้าอกเข้าใจจากที่ไหนได้บ้าง ท่ามกลางการดิ้นรนในแต่ละวัน?
ในทุก ๆ วัน ชาวคริสต์อย่างเราๆ ต่างต้องเผชิญกับปัญหาที่ยากลำบาก และมีความท้าทายมากมาย ทั้งส่วนตัวและในครอบครัว ตัวอย่างเช่น เรื่องของกิเลสหรือค่านิยมทางโลก ปัญหาการใช้สารเสพติดหรือความรุนแรงในครอบครัว ค่านิยมที่ฝักใฝ่ทางเพศจนเกินควร ความเฉื่อยชาและขาดเป้าหมายในชีวิตของผู้คน หากแต่เราสามารถพบคำตอบที่กล่าวมานี้ในประสบการณ์ฝ่ายจิต ที่สะท้อนในหนังสือ "คำสารภาพ" (Confessions) ของนักบุญออกัสติน เพราะในชีวิตของท่านเมื่อศตวรรษที่สี่นั้น ท่านได้เผชิญและจัดการกับปัญหาที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเหล่านี้ด้วยตัวท่านเอง
คำว่า "คำสารภาพ" ในชื่อหนังสือ ไม่ได้หมายถึงการแฉเรื่องราวส่วนตัวที่เราเห็นๆ กันในรายการทอล์คโชว์ แต่นักบุญออกัสตินตั้งใจให้หนังสือเล่มนี้เป็นตัวอย่างเรื่องราวของ เครื่องบูชาแห่งความรักที่ถวายแด่พระเจ้า
"ข้าพเจ้าจะระลึกถึงความเลวร้ายในอดีตและสิ่งน่ารังเกียจที่ข้าพเจ้าเคยทำในวันวาน... ไม่ใช่เพราะข้าพเจ้ารักในบาปเหล่านั้น แต่เพื่อให้ข้าพเจ้าสามารถรักพระองค์ได้... ความทรงจำนั้นขมขื่น แต่กลับทำให้พระองค์หอมหวานขึ้นสำหรับข้าพเจ้า... ข้าพเจ้าเขียนหนังสือเล่มนี้เพราะรักในความรักของพระองค์"
นักบุญออกัสตินหวังว่าประสบการณ์นี้ จะช่วยกระตุ้นให้ผู้อื่นมาร่วมสรรเสริญพระเมตตาของพระเจ้า และเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเขาถวายคำสารภาพของตนเองแด่พระองค์ เพื่อเปิดใจรับการปลดปล่อยและพบกับความสุขที่แท้จริง หนังสือเล่มนี้ยังแสดงให้เห็นความลึกซึ้ง ของการมีความรู้สึกสำนึกถึงบาปอย่างถูกต้อง แม้หลายคนอาจคิดว่า นี้ไม่ต่างอะไรกับการสารภาพในศีลอภัยบาป แต่นักบุญออกัสตินชี้ให้เห็นว่า การสารภาพบาปช่วยให้เราศักดิ์สิทธิ์ขึ้นใน 3 แนวทาง ได้แก่
-
ช่วยให้เรารอดพ้นจากความทุกข์ที่ต้องรับมือกับความล้มเหลวเพียงลำพัง
-
เป็นก้าวแรกที่จำเป็นอย่างยิ่งในการแสดงความรักต่อพระเจ้า
-
ทำให้เรายินดีในพระเมตตาของพระเจ้าลึกซึ้งยิ่งขึ้น เมื่อเราจดจำบาปด้วยความสำนึกผิด
คำเชิญชวนของนักบุญออกัสตินนั้นดึงดูดใจเป็นพิเศษ เพราะท่านเป็นบุคคลที่ไม่ต่างจากพวกเรา ในช่วงแรกของชีวิต ท่านเคยต่อต้านพระศาสนา เพราะไปตีความพระคัมภีร์ตามตัวอักษรแบบสุดโต่ง ท่านอยู่ในครอบครัวที่แตกแยก มีมารดา (นักบุญมอนิกา) ที่เคยติดสุรา และบิดา (ปาตริซิอุส) ที่มีอารมณ์ร้อนและเคยนอกใจ นอกจากนี้ ท่านยังมีชื่อเสียงฉาวโฉ่ ในเรื่องความต้องการทางเนื้อหนัง จนท่านลังเลใจที่จะมอบตนเองแด่พระเจ้า ดังคำกล่าวที่ว่า "โปรดประทานความบริสุทธิ์และการรู้จักบังคับตนแก่ข้าพเจ้าเถิด แต่ขออย่าเพิ่งประทานให้ตอนนี้เลย"
เหตุผลที่ดีที่สุดในการอ่านหนังสือเล่มนี้ คือการได้สัมผัสกับบุคลิกภาพของนักบุญผู้ยิ่งใหญ่และปิตาจารย์ของพระศาสนจักร ที่เข้ามาหาเราในฐานะ คนบาปที่อ่อนแอ ซึ่งพูดด้วยความตรงไปตรงมา ถ่อมตน และมีความละอายที่เหมาะสม คำพูดของท่านเชื้อเชิญให้เราเชื่อว่า "หากสิ่งนี้เกิดขึ้นกับฉันได้ ลองคิดดูสิว่าพระหรรษทานของพระเจ้าจะทำอะไรให้คุณได้บ้าง!"
เมฆหมอกแห่งความไม่รู้
(The Cloud of Unknowing)
![]()
หนังสือ "เมฆหมอกแห่งความไม่รู้" เป็นผลงานวรรณกรรมอังกฤษในศตวรรษที่ 14 โดยผู้แต่งนิรนาม ซึ่งเริ่มต้นด้วยคำเตือนสำหรับผู้ที่มีจิตใจโลเล กระตุ้นเตือนจิตใจให้คนมุ่งมั่นจะติดตามพระคริสต์เข้าสู่ส่วนลึกสุดของการภาวนาแบบเพ่งพินิจ (Contemplation) นอกเหนือไปจากการทำกิจการดีทั่วไปในชีวิต
ผู้แต่งได้กำหนดเงื่อนไขเบื้องต้นสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นชีวิตเพ่งพินิจไว้ดังนี้:
-
ต้องละทิ้งทางโลกและละวางความกังวลต่าง ๆ ของชีวิตการทำงานอย่างจริงใจ
-
ต้องชำระมโนธรรมจากบาปต่าง ๆ ให้บริสุทธิ์ผ่านศีลอภัยบาปเสียก่อน
หนังสือเล่มนี้ยืนยันความจริงทางเทววิทยาที่ว่า ความคิดไม่สามารถหยั่งรู้พระเจ้าได้ ดังนั้นเราจึงควรเลือกที่จะรักพระองค์ผู้ซึ่งเราไม่อาจรู้จักได้ เพราะพระเจ้าสามารถสัมผัสและโอบกอดได้ด้วยความรัก ไม่ใช่ด้วยความคิด จิตใจของเรามักหันไปหาความชั่วร้ายเมื่อเต็มไปด้วยความจองหองหรือความอยากรู้อยากเห็นในเรื่องทางโลก การภาวนาตามแนวทางนี้จึงเป็นการมอบตนเองแด่พระเจ้าผ่าน การกระทำแห่งความรัก โดยมอบความตั้งใจอันบริสุทธิ์ไปยังพระเจ้าเพื่อตัวพระองค์เองเพียงผู้เดียว ไม่ใช่เพื่อสิ่งที่พระองค์ประทานให้
เพื่อให้เห็นภาพการนำไปปฏิบัติ ผู้แต่งได้สอนหลักการของ "เมฆสองก้อน" ซึ่งสามารถสรุปเปรียบเทียบได้ดังนี้:
เมฆหมอกแห่งการหลงลืม ในชีวิตฝ่ายจิต
(Cloud of Forgetting)
![]()
ใช้เป็นแนวกั้นเบื้องล่างระหว่างตัวเรากับสิ่งสร้างทุกชนิด เพื่อขจัดความทรงจำถึงบาป การประจญ หรือความคิดว้าวุ่นใจต่าง ๆ ให้ทิ้งไว้เบื้องหลัง
เมฆหมอกแห่งความไม่รู้ ในชีวิตฝ่ายจิต
(Cloud of Unknowing)
![]()
เมื่อเผชิญกับความคิดที่ทำให้ว้าวุ่นใจ ผู้แต่งแนะนำท่วงทำนองที่ดีกว่าการพยายามเข้าไปจัดการกับมัน คือให้บอกกับความคิดเหล่านั้นว่า "เจ้าไม่มีพลังพอที่จะหยั่งถึงพระเจ้า จงเงียบเสีย" แล้วจึงละทิ้งสิ่งเหล่านั้นไว้ใต้เมฆแห่งการหลงลืมและก้าวข้ามไปอย่างกล้าหาญ การใช้ "คำภาวนาสั้น ๆ" ที่จำง่าย จะช่วยรวบรวมความปรารถนาของเราเพื่อใช้ตีฝ่าเมฆแห่งความมืดมิดเบื้องบน และใช้กำราบความว้าวุ่นใจให้อยู่เบื้องล่างได้
การมอบความรักที่บริสุทธิ์เช่นนี้จะได้รับผลตอบแทนอย่างคุ้มค่า การเพ่งพินิจด้วยความรักจะช่วยเยียวยารากเหง้าของบาปในตัวเรา ทำให้เราเป็นอิสระจากการครอบงำของเนื้อหนัง และสนิทสนมกับพระเจ้ามากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน การเพ่งพินิจยังช่วยหล่อเลี้ยงความดีงามในชีวิตจริง ทำให้ความอบอุ่นจากความรักแผ่ขยายไปถึงทุกคน และทำให้บุคลิกภาพของผู้ปฏิบัตินั้นมีเสน่ห์จนคนดี ๆ รู้สึกยินดีที่ได้อยู่ใกล้ชิดเพื่อรับกลิ่นอายของพระเจ้าที่เปล่งประกายออกมา
"ยิ่งคุณอ่านหนังสือเล่มนี้บ่อยเท่าใด ก็จะยิ่งเข้าใจความหมายของมันได้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นเท่านั้น"
— คำแนะนำทิ้งท้ายจากผู้แต่ง
บทภาวนา
ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ท่ามกลางกระแสโลกที่วุ่นวาย ลูกขอเข้ามาเฝ้าพระองค์ด้วยความถ่อมตนและสำนึกในความบกพร่องของตนเอง ขอพระองค์โปรดชำระล้างจิตใจ และประทานพละกำลังให้ลูกสามารถทิ้งความฟุ้งซ่านและกิเลสทั้งหลายไว้เบื้องล่างใต้ "เมฆหมอกแห่งการหลงลืม" เพื่อให้ความทรงจำถึงความผิดบาปในอดีต ไม่ใช่พันธนาการแห่งความทุกข์ แต่เป็นสิ่งที่ทำให้ลูกยิ่งซาบซึ้งและปีติยินดีในพระเมตตาของพระองค์
ลูกตระหนักดีว่าความคิดไม่อาจหยั่งถึงพระองค์ได้ มีเพียงความรักเท่านั้นที่สามารถสัมผัสและโอบกอดพระองค์ ขอโปรดนำทางวิญญาณของลูกให้ก้าวข้ามข้อจำกัดของสติปัญญา ทะลวงผ่าน "เมฆหมอกแห่งความไม่รู้" เพื่อมอบความรักอันบริสุทธิ์แด่พระองค์เพียงผู้เดียว ขอให้การเพ่งพินิจด้วยความรักนี้ช่วยเยียวยารากเหง้าแห่งบาป ปลดปล่อยลูกให้เป็นอิสระ และทำให้ชีวิตของลูกเปล่งประกายความอบอุ่น เพื่อที่ทุกคนจะได้สัมผัสถึงกลิ่นอายแห่งความรักของพระองค์ผ่านทางชีวิตของลูกด้วยเทอญ โดยคำเสนอวิงวอนของนักบุญออกัสติน อาแมน
คำสารภาพ ของนักบุญออกัสติน