Skip to main content

แปลและเรียบเรียงโดย Faith4Thai.com

เล่มที่ 1 โอวาทอันให้ประโยชน์ ต่อชีวิตภายใน
บทที่ 3 ว่าด้วยความรู้ในสัจธรรม

บุคคลใดย่อมเป็นสุข เมื่อองค์สัจธรรมนั้นเป็นผู้สั่งสอนเขาโดยตรง มิใช่ด้วยสัญลักษณ์แลวาจาอันไม่จีรัง ทว่าด้วยสภาพอันแท้จริงแห่งสัจธรรมนั้นเอง(1) วิจารณญาณแลความรู้สึกนึกคิดของเราเองมักล่อลวงเราอยู่เนืองๆ แลเรานั้นหยั่งรู้ถึงสัจธรรมได้เพียงน้อยนิด จะเป็นคุณประโยชน์อันใดเล่า ในการที่จะถกเถียงถึงสิ่งอันเร้นลับแลมืดมน ซึ่งเราจักมิถูกตำหนิเลยในวันพิพากษา ด้วยเหตุผลที่ว่าเรามิได้ล่วงรู้สิ่งเหล่านั้น? โอ ช่างเป็นความเขลาอันร้ายกาจเสียนี่กระไร ที่ละทิ้งสิ่งอันเป็นคุณประโยชน์แลจำเป็น แลกลับมอบจิตใจของเราให้แก่สิ่งอันชวนพิศวงแลเป็นภัย! แม้มีนัยน์ตา เราก็หาได้มองเห็นไม่

2. แลเราจะมีกิจอันใดเล่า ที่จะต้องมาพะวงกับการถกเถียงถึงเรื่องหมวดหมู่แลจำพวก! บุคคลผู้ซึ่งพระวจนาตถ์นิรันดร์ได้ตรัสด้วย ย่อมหลุดพ้นจากการตั้งคำถามอันมากหลาย สรรพสิ่งล้วนบังเกิดขึ้นจากพระวจนาตถ์องค์เดียวนี้ แลสรรพสิ่งก็ล้วนกล่าวถึงพระองค์ แลนี่คือปฐมเหตุซึ่งกำลังตรัสแก่เราทั้งหลายด้วยเช่นกัน(2) หากปราศจากพระองค์แล้ว หามีผู้ใดสามารถเข้าใจหรือพิจารณาพิพากษาได้อย่างถูกต้องไม่ บุคคลผู้ซึ่งสรรพสิ่งล้วนรวมเป็นหนึ่ง ผู้ซึ่งนำพาสรรพสิ่งมาสู่ความเป็นหนึ่ง แลผู้ซึ่งมองเห็นสรรพสิ่งเป็นหนึ่งเดียว บุคคลผู้นั้นย่อมสามารถตั้งมั่นอยู่ในวิญญาณจิต แลพำนักสงบอยู่ในพระเจ้าได้ ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า องค์สัจธรรม ขอทรงโปรดกระทำให้ข้าพระองค์เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ในความรักอันนิรันดร์ด้วยเถิด บ่อยครั้งที่ข้าพระองค์รู้สึกเหนื่อยหน่ายในการอ่านแลการสดับฟังสิ่งต่างๆ มากมาย แท้จริงแล้ว ในพระองค์มีทุกสิ่งอันข้าพระองค์ปรารถนาแลหมายปอง ขอให้นักปราชญ์ทั้งสิ้นจงระงับวาจาเถิด ขอให้สรรพสิ่งที่ทรงสร้างจงนิ่งเงียบต่อเบื้องพระพักตร์พระองค์ ขอเพียงพระองค์ผู้เดียวที่ตรัสแก่ข้าพระองค์เถิด

3. ยิ่งมนุษย์มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันแลมีความเรียบง่ายในตนเองมากเพียงใด เขาก็ยิ่งจักหยั่งรู้สรรพสิ่งแลข้อล้ำลึกได้มากยิ่งขึ้นเพียงนั้น แลนั่นเป็นไปโดยมิต้องเหนื่อยยากประการใดเลย ด้วยเหตุว่าเขาได้รับประทานแสงสว่างแห่งความเข้าใจจากเบื้องบน วิญญาณจิตอันบริสุทธิ์ จริงใจ แลตั้งมั่น ย่อมมิหวั่นไหวว้าวุ่นแม้จักมีกิจการอันมากหลายให้กระทำ ด้วยเหตุว่าวิญญาณจิตนั้นกระทำสรรพสิ่งเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า แลเพียรพยายามที่จะปลดเปลื้องตนให้พ้นจากความคิดแห่งการแสวงหาประโยชน์ส่วนตนเสียสิ้น ผู้ใดเล่าจักเป็นอุปสรรคแลนำความรำคาญใจมาสู่ท่าน ได้มากเท่ากับดวงใจอันขาดวินัยของท่านเอง? ชนผู้ดีงามแลมีใจศรัทธา ย่อมจัดเตรียมกิจการอันตนจักต้องกระทำในภายนอก ไว้ภายในใจของตนเสียแต่เนิ่นๆ แลด้วยเหตุนี้ เขาจึงมิถูกชักจูงไปตามตัณหาแห่งเจตจำนงอันชั่วร้าย ทว่ายอมให้ทุกสิ่งอยู่ภายใต้วิจารณญาณแห่งเหตุผลอันชอบธรรม ผู้ใดเล่าจักต้องต่อสู้อย่างหนักหน่วง ยิ่งกว่าผู้ที่เพียรพยายามจะเอาชนะตนเอง? แลนี่ควรเป็นความบากบั่นของเรา คือการเอาชนะตนเอง แลเติบโตขึ้นให้เข้มแข็งยิ่งกว่าตนเองในทุกเมื่อเชื่อวัน แลมุ่งหน้าก้าวไปสู่ความบริบูรณ์

4. ในชีวิตนี้ ความบริบูรณ์ทั้งมวลย่อมมีความบกพร่องเจือปนอยู่บ้าง แลทัศนานุภาพทั้งปวงของเรา ก็หาได้ปราศจากความมืดมนเสียทีเดียวไม่ การรู้จักตนเองด้วยความถ่อมใจ ย่อมเป็นมรรคาที่มั่นคงในการนำพาไปสู่พระเจ้า ยิ่งกว่าการสืบเสาะอย่างลึกซึ้งตามวิสัยการเรียนรู้ของมนุษย์ มิใช่ว่าการใฝ่หาวิชานั้นเป็นสิ่งที่ควรตำหนิ แลมิใช่ว่าการพิจารณาสิ่งอันดีงามนั้นไม่สมควร ทว่ามโนธรรมอันผุดผ่องแลชีวิตอันบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์นั้นประเสริฐล้ำกว่าสิ่งทั้งปวง แลด้วยเหตุที่ชนเป็นอันมากมักแสวงหาความรู้ ยิ่งกว่าการมีชีวิตอันดีงาม ดังนั้น เขาทั้งหลายจึงหลงผิด แลเกิดผลเพียงน้อยนิดหรือหาเกิดผลอันใดไม่

5. โอ แม้ว่าเขาทั้งหลายจักใช้ความอุตสาหะนั้น ในการถอนรากถอนโคนความชั่วร้ายแลปลูกฝังคุณธรรม ดุจเดียวกับที่เขาอุทิศให้แก่การตั้งคำถามอันไร้ผลไซร้ ก็คงจักไม่มีการประพฤติชั่วแลสิ่งกีดขวางมากมายในหมู่คฤหัสถ์ แลคงจักไม่มีการดำเนินชีวิตอันเสื่อมทรามในเคหสถานแห่งศาสนาเป็นแน่ เป็นความแน่แท้ว่า ในวันพิพากษา สิ่งที่จักถูกทวงถามจากเรานั้น มิใช่ว่าเราได้อ่านสิ่งใดมาบ้าง ทว่าเราได้กระทำสิ่งใดลงไป มิใช่ว่าเราได้เจรจาพาทีไว้ดีงามเพียงใด ทว่าเราได้ดำเนินชีวิตอย่างบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์เพียงใดต่างหาก จงบอกข้าพเจ้าเถิด บัดนี้บรรดาปรมาจารย์แลครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่ท่านเคยรู้จักเป็นอย่างดี ในยามที่เขายังอยู่กับท่านแลรุ่งเรืองด้วยความรู้นั้น ไปอยู่ที่ใดเสียแล้ว? บัดนี้ ที่นั่งของเขาถูกแทนที่โดยผู้อื่น ซึ่งบางทีอาจมิเคยได้หวนรำลึกถึงพวกเขาสักนิดเดียว ในยามที่เขายังมีชีวิตอยู่ เขาทั้งหลายดูเหมือนจะเป็นบุคคลสำคัญ ทว่าบัดนี้กลับหามีผู้ใดกล่าวถึงพวกเขาไม่

6. โอ เกียรติยศแห่งโลกนี้ช่างล่วงเลยดับสูญไปอย่างรวดเร็วเสียนี่กระไร! แม้ว่าว่าชีวิตแลความรู้ของพวกเขาจักสอดคล้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันก็คงจะดี! ด้วยว่าหากเป็นเช่นนั้น เขาทั้งหลายก็คงจะได้อ่านแลสืบเสาะไปสู่จุดมุ่งหมายอันดีงาม มีชนจำนวนสักเท่าใดเล่าในโลกนี้ที่ต้องพินาศไปเพราะความรู้อันว่างเปล่า ผู้ซึ่งเอาใจใส่ในการปรนนิบัติพระเจ้าเพียงน้อยนิด แลด้วยเหตุที่เขาทั้งหลายหลงรักที่จะเป็นใหญ่ ยิ่งกว่าที่จะถ่อมตน ลงท้ายเขาทั้งหลายจึง "กลายเป็นคนไร้สาระในความคิดของตนเอง" ผู้ที่มีความเมตตาปรานีอันยิ่งใหญ่เท่านั้น จึงจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง ผู้ที่พิจารณาเห็นว่าตนเองต่ำต้อย แลนับว่าเกียรติยศอันสูงส่งทั้งสิ้นนั้นเป็นสิ่งไร้ค่า ย่อมเป็นผู้ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง ผู้ที่นับว่าสิ่งฝ่ายโลกทั้งมวลเป็นดุจหยากเยื่อ เพื่อเขาจักได้มาซึ่งพระคริสต์ ย่อมเป็นผู้มีปัญญาอย่างแท้จริง แลผู้ที่ประพฤติตามพระทัยของพระเจ้า แลละทิ้งเจตจำนงของตนเองเสีย ย่อมเป็นผู้คงแก่เรียนอย่างแท้จริง

(1) สดุดี 94:12; กันดารวิถี 12:8 (2) ยอห์น 8:25 (ฉบับวัลเกต)

 

คำถามเพื่อการรำพึงแลเจริญชีวิตฝ่ายวิญญาณจิต

1. ข้าพเจ้าใช้เวลาไปกับการใคร่ครวญวิชาความรู้ทางโลก มากกว่าการบากบั่นที่จะดำเนินชีวิตอย่างบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์หรือไม่?

2. หากถึงวาระแห่งการพิพากษา กิจการอันดีงามใดเล่าที่ข้าพเจ้าจักสามารถนำไปถวายรายงานต่อเบื้องพระพักตร์พระองค์ได้?

 

บทภาวนาประจำบทที่ 3

ข้าแต่องค์สัจธรรมสูงสุด ขอทรงโปรดเสด็จมาเป็นพระอาจารย์สั่งสอนดวงใจของข้าพระองค์ด้วยพระองค์เอง ขอทรงบันดาลให้ข้าพระองค์สงบปากสงบคำจากการถกเถียงอันไร้ผล แลหันมาพินิจรำพึงถึงข้อล้ำลึกแห่งพระองค์ด้วยความเงียบสงบแลถ่อมใจ ขอทรงโปรดให้สติปัญญาที่ข้าพระองค์ได้รับ นำไปสู่การบังเกิดผลเป็นชีวิตอันบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ หาใช่ความรู้ที่ว่างเปล่าไม่

ทั้งนี้ เพื่อข้าพระองค์จะสามารถจำลองแบบชีวิตขององค์พระคริสต์ ได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อคู่ควรกับชีวิตนิรันดร์ด้วยเทอญ อาแมน

ท่านกำลังอ่าน

เล่มที่ 1 โอวาทอันให้ประโยชน์ ต่อชีวิตภายใน

บทที่ 3 ว่าด้วยความรู้ในสัจธรรม