Skip to main content

แปลและเรียบเรียงโดย Faith4Thai.com

เล่มที่ 2 บทตักเตือน ว่าด้วยชีวิตภายใน
บทที่ 9 ว่าด้วยการขาดแคลนความปลอบประโลมทั้งปวง

หาใช่เรื่องยากเย็นอันใดไม่ ที่จักชิงชังความปลอบประโลมจากมนุษย์ ในยามที่ความปลอบประโลมจากสรวงสวรรค์สถิตอยู่ ทว่านับเป็นสิ่งอันยิ่งใหญ่ แท้จริงแล้วยิ่งใหญ่เสียนี่กระไร ที่สามารถอดทนแบกรับการสูญเสียความปลอบประโลมทั้งจากมนุษย์แลจากสรวงสวรรค์ได้ แลด้วยความรักต่อพระเจ้า จึงเต็มใจที่จะแบกรับการเนรเทศแห่งดวงใจ แลมิแสวงหาประโยชน์เพื่อตนเองในสิ่งใดเลย ทั้งมิเพ่งมองที่คุณงามความดีของตนเอง จักนับว่าเป็นเรื่องสลักสำคัญอันใดเล่า ผิว์ท่านมีดวงใจอันเบิกบานแลมีศรัทธาร้อนรน ในยามที่ความโปรดปรานมาเยือนท่าน? นั่นคือชั่วยามที่ชนทั้งปวงย่อมชื่นชมยินดี ผู้ที่ถูกโอบอุ้มด้วยพระหรรษทานของพระเจ้าย่อมควบขี่ไปได้อย่างเพลิดเพลินเจริญใจ แลจักเป็นเรื่องน่าฉงนอันใดเล่า ผิว์เขาผู้นั้นมิรู้สึกถึงภาระอันหนักอึ้ง ในเมื่อเขาถูกโอบอุ้มโดยองค์พระผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ แลถูกชักนำไปเบื้องหน้าโดยองค์ผู้นำทางจากเบื้องบน?

2. เรามักเต็มใจที่จะน้อมรับสิ่งใดก็ตามเพื่อแลกกับความปลอบประโลม แลเป็นเรื่องยากยิ่งที่มนุษย์จักหลุดพ้นจากตนเองได้ นักบุญลอเรนซ์ มรณสักขีผู้ศักดิ์สิทธิ์ ได้เอาชนะความรักฝ่ายโลก แลแม้กระทั่งความรักต่อพระอาจารย์ของท่าน ด้วยเหตุว่าท่านได้ชิงชังทุกสรรพสิ่งในโลกอันดูเหมือนจักให้ความเพลิดเพลิน แลเพื่อเห็นแก่ความรักของพระคริสต์ ท่านจึงยอมทนอย่างสงบ แม้ในยามที่พระสันตะปาปาซิสตุส มหาสมณะแห่งพระเจ้า ผู้ซึ่งท่านรักยิ่ง ต้องถูกพรากไปจากท่าน ดังนี้แล ด้วยความรักต่อองค์พระผู้สร้าง ท่านจึงเอาชนะความรักต่อมนุษย์ แลแทนที่จักเลือกความปลอบประโลมจากมนุษย์ ท่านกลับเลือกความพอพระทัยของพระเจ้า เช่นเดียวกัน ท่านจงเรียนรู้ที่จะสละละทิ้งมิตรสหายผู้ใกล้ชิดแลเป็นที่รัก เพื่อเห็นแก่ความรักของพระเจ้าเถิด แลจงอย่าขัดเคืองใจในยามที่ท่านถูกมิตรสหายทอดทิ้ง โดยพึงระลึกว่า ในท้ายที่สุดเราทุกคนจำต้องพลัดพรากจากกันไป

3. มนุษย์จำต้องต่อสู้อย่างแข็งขันแลเนิ่นนานภายในตนเอง ก่อนที่เขาจักเรียนรู้ที่จะเอาชนะตนเองอย่างสิ้นเชิง แลชักนำความรักความผูกพันทั้งมวลของตนมุ่งสู่พระเจ้า เมื่อมนุษย์พึ่งพิงอยู่กับตนเอง เขาย่อมลื่นไหลไปสู่ความปลอบประโลมจากมนุษย์ได้โดยง่าย ทว่าผู้ที่รักพระคริสต์อย่างแท้จริง แลผู้ที่เพียรแสวงหาฤทธิ์กุศล ย่อมมิหวนกลับไปพึ่งพิงความปลอบประโลมเหล่านั้น แลมิแสวงหาความหวานชื่นอันอาจลิ้มรสแลจับต้องได้ ทว่าปรารถนาข้อวัตรปฏิบัติอันหนักหน่วง แลการตรากตรำอันแสนสาหัสเพื่อพระคริสต์มากกว่า

4. เหตุฉะนี้ เมื่อพระเจ้าทรงประทานความปลอบประโลมฝ่ายวิญญาณจิตให้ จงน้อมรับไว้ด้วยการขอบพระคุณ แลจงรู้เถิดว่านั่นคือของประทานจากพระเจ้า หาใช่สิ่งสมควรที่ท่านพึงได้รับไม่ จงอย่าหยิ่งผยอง จงอย่าลิงโลดจนเกินควร หรือเหมาเอาเองอย่างโง่เขลา ทว่าจงถ่อมตนให้มากยิ่งขึ้นเพราะของประทานนั้น จงระแวดระวังแลรอบคอบยิ่งขึ้นในสรรพกิจที่ท่านกระทำ ด้วยว่าชั่วยามนั้นจักผ่านพ้นไป แลการผจญล่อลวงจักตามมา เมื่อความปลอบประโลมถูกพรากไปจากท่าน จงอย่าด่วนสิ้นหวัง ทว่าจงรอคอยการเสด็จมาเยือนจากสรวงสวรรค์ด้วยความถ่อมใจแลความพากเพียร ด้วยว่าพระเจ้าทรงสามารถประทานความโปรดปรานแลความปลอบประโลมอันยิ่งใหญ่กว่ากลับคืนมาให้แก่ท่านได้ สิ่งนี้หาใช่เรื่องใหม่หรือแปลกประหลาดอันใด สำหรับผู้ที่ได้ทดลองก้าวเดินในมรรคาแห่งพระเจ้า ด้วยว่าการแปรเปลี่ยนเยี่ยงนี้มักบังเกิดขึ้นกับบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์อันยิ่งใหญ่แลประกาศกแต่โบราณกาลอยู่เนืองๆ

5. ด้วยเหตุนี้ ผู้หนึ่งจึงกล่าวไว้ในยามที่ความโปรดปรานของพระเจ้าสถิตอยู่กับเขาว่า ข้าพเจ้ารำพึงในยามมั่งคั่งว่า ข้าพเจ้าจักมิมีวันสั่นคลอน(1) ทว่าเขาได้กล่าวต่อไปถึงสิ่งที่เขารู้สึกอยู่ภายในเมื่อความโปรดปรานนั้นจากไปว่า พระองค์ทรงเบือนพระพักตร์ไปจากข้าพระองค์ แลข้าพระองค์ก็ว้าวุ่นใจ ถึงกระนั้น เขาก็หาได้สิ้นหวังแต่ประการใดไม่ ทว่ากลับวิงวอนต่อพระเจ้าในทันทีทันใดแลกล่าวว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์จักร่ำร้องทูลพระองค์ แลจักวิงวอนต่อพระเจ้าของข้าพระองค์ แลแล้ว เขาก็ได้รับผลแห่งคำภาวนาของเขา แลเป็นพยานประจักษ์ชัดว่าเขาได้รับการสดับฟังอย่างไร โดยกล่าวว่า พระผู้เป็นเจ้าทรงสดับฟังข้าพระองค์ แลทรงเมตตาข้าพระองค์ พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นผู้เกื้อหนุนข้าพระองค์ ทว่าในประการใดเล่า? พระองค์ทรงแปรเปลี่ยนความหนักอึ้งของข้าพระองค์ให้เป็นความชื่นชมยินดี พระองค์ทรงปลดเปลื้องเสื้อกระสอบของข้าพระองค์ออก แลทรงคาดเอวข้าพระองค์ด้วยความเปรมปรีดิ์ ผิว์สิ่งนี้บังเกิดขึ้นกับบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์อันยิ่งใหญ่ เราผู้ยากไร้แลขัดสนก็หาควรสิ้นหวังไม่ ผิว์บางคราวเราจักตกอยู่ในความอบอุ่นแลบางคราวในความเหน็บหนาว ด้วยว่าพระจิตเจ้าเสด็จมาแลเสด็จไปตามแต่ความพอพระทัยแห่งพระประสงค์ของพระองค์ เหตุฉะนี้ โยบผู้ศักดิ์สิทธิ์จึงกล่าวว่า พระองค์ทรงเยี่ยมเยียนเขาในยามรุ่งอรุณ แลทรงทดสอบเขาในฉับพลัน(2)

6. ผิว์เป็นเช่นนี้ ข้าพเจ้าจักมีความหวังในสิ่งใด หรือจักวางใจในสิ่งใดได้เล่า นอกเสียจากในพระเมตตาอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า แลความหวังในพระหรรษทานจากสรวงสวรรค์แต่เพียงผู้เดียว? ด้วยว่าแม้จักมีชนผู้ดีงามอยู่กับข้าพเจ้า มีพี่น้องผู้ยำเกรงพระเจ้าหรือมิตรสหายผู้ซื่อสัตย์ แม้จักมีคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์หรือคำสอนอันสละสลวย แม้จักมีบทเพลงสวดแลบทเพลงอันหวานชื่น สรรพสิ่งเหล่านี้ล้วนเกื้อหนุนได้เพียงน้อยนิด แลบังเกิดรสชาติเพียงน้อยนิด ในยามที่ข้าพเจ้าถูกทอดทิ้งโดยความโปรดปรานของพระเจ้า แลถูกปล่อยให้อยู่กับความยากไร้ของตนเอง ในเพลานั้น หามีโอสถขนานใดจักประเสริฐไปกว่าความพากเพียร การปฏิเสธตนเอง แลการพักพิงอยู่ในพระประสงค์ของพระเจ้าอีกแล้ว

7. ข้าพเจ้าหาเคยพานพบศรัทธาชนหรือชนผู้ยำเกรงพระเจ้าผู้ใด ที่จักมิเคยรู้สึกว่าบางคราวความโปรดปรานจากพระเจ้าได้ถูกถอนกลับไป แลขาดแคลนความร้อนรนเลย หามีผู้ศักดิ์สิทธิ์ผู้ใดที่เปี่ยมล้นด้วยความปีติยินดีแลได้รับการรู้แจ้ง จนมิถูกการผจญล่อลวงในท้ายที่สุดไม่ ด้วยว่าเขาหาได้คู่ควรแก่ภาพนิมิตอันยิ่งใหญ่แห่งพระเจ้าไม่ ผิว์เขามิได้ถูกทดสอบด้วยการผจญล่อลวงบางประการเพื่อเห็นแก่พระเจ้า ด้วยว่าการผจญล่อลวงย่อมมาก่อนเสมอ ประดุจเครื่องหมายแห่งความปลอบประโลมอันจักตามมาในภายหลัง แลความปลอบประโลมจากสรวงสวรรค์นั้น ทรงสัญญากะไว้แก่ผู้ที่ผ่านการทดสอบด้วยการผจญล่อลวงแล้ว ดั่งที่มีจารึกไว้ว่า ผู้ที่ชนะ เราจักให้เขากินผลจากต้นไม้แห่งชีวิต(3)

8. ความปลอบประโลมจากสรวงสวรรค์ถูกประทานให้ เพื่อมนุษย์จักได้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในการแบกรับความทุกข์ยาก แลการผจญล่อลวงก็จักตามมา เกรงว่าเขาจักหยิ่งผยองขึ้นด้วยเหตุแห่งพระคุณที่ได้รับ มารร้ายมิเคยหลับใหล เนื้อหนังของท่านยังหาได้ตายไม่ เหตุฉะนี้ จงอย่าหยุดหย่อนที่จะตระเตรียมตนเองให้พร้อมสำหรับสมรภูมิ ด้วยว่าเหล่าศัตรูประทับยืนอยู่ทั้งเบื้องขวาแลเบื้องซ้ายของท่าน แลพวกมันหาเคยหยุดพักไม่

(1) สดุดี 30:6 (2) โยบ 7:18 (3) วิวรณ์ 2:7

 

คำถามเพื่อการรำพึงแลเจริญชีวิตฝ่ายวิญญาณจิต

1. ในยามที่จิตใจแห้งแล้งปราศจากความปลอบประโลม ข้าพเจ้าพยายามแสวงหาความสุขอันตื้นเขินจากทางโลก หรือยอมทนรับการเนรเทศแห่งดวงใจด้วยความพากเพียร?

2. ข้าพเจ้าตระหนักหรือไม่ว่า การผจญล่อลวงแลการขาดความโปรดปรานนั้น คือบททดสอบที่พระเจ้าทรงอนุญาตให้เกิดขึ้น เพื่อปราบความจองหองแลตระเตรียมข้าพเจ้าให้พร้อมรับพระหรรษทานอันยิ่งใหญ่กว่า?


บทภาวนาประจำบทที่ 9

ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า องค์ผู้ประทานความโปรดปรานแลผู้ทรงทดสอบดวงใจ ข้าพระองค์ขอกราบวิงวอนต่อเบื้องพระพักตร์ ขอทรงโปรดประทานความพากเพียรให้แก่ข้าพระองค์ ในยามที่ความอบอุ่นแห่งพระหรรษทานดูเหมือนถูกพรากไป แลจิตใจตกอยู่ในความแห้งแล้งมืดมิด ขออย่าให้ข้าพระองค์หันกลับไปแสวงหาความปลอบประโลมอันว่างเปล่าจากมนุษย์หรือสิ่งฝ่ายโลก

ขอทรงสอนให้ข้าพระองค์ขอบพระคุณในยามที่ได้รับความโปรดปรานโดยมิหยิ่งผยอง แลอดทนรอคอยด้วยความถ่อมใจในยามที่ถูกทอดทิ้งให้เผชิญกับการผจญล่อลวง ขอทรงประทานพละกำลังให้ข้าพระองค์จับอาวุธฝ่ายวิญญาณจิตเพื่อต่อสู้กับมารร้ายแลความอ่อนแอแห่งเนื้อหนังอยู่เสมอ 

ทั้งนี้ เพื่อข้าพระองค์จะสามารถจำลองแบบชีวิตขององค์พระคริสต์ ได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อคู่ควรกับชีวิตนิรันดร์ด้วยเทอญ อาแมน

ท่านกำลังอ่าน

เล่มที่ 2 บทตักเตือน ว่าด้วยชีวิตภายใน

บทที่ 9 ว่าด้วยการขาดแคลนความปลอบประโลมทั้งปวง