Skip to main content

แปลและเรียบเรียงโดย Faith4Thai.com

เล่มที่ 2 บทตักเตือน ว่าด้วยชีวิตภายใน
บทที่ 10 ว่าด้วยความกตัญญูรู้คุณต่อพระหรรษทานของพระเจ้า

เหตุไฉนท่านจึงแสวงหาการพักผ่อน ในเมื่อท่านเกิดมาเพื่อตรากตรำ? จงตระเตรียมตนเองให้พร้อมสำหรับความพากเพียรยิ่งกว่าสำหรับความปลอบประโลม แลสำหรับการแบกไม้กางเขนยิ่งกว่าสำหรับความชื่นชมยินดี ด้วยว่าในหมู่มวลมนุษย์แห่งโลกนี้ ผู้ใดเล่าจักมิยินดีน้อมรับความปลอบประโลมแลความชื่นชมยินดีฝ่ายจิต ผิว์เขาสามารถครอบครองสิ่งนั้นได้อยู่เป็นนิจ? ด้วยว่าความปลอบประโลมฝ่ายวิญญาณจิตนั้นประเสริฐเลิศล้ำยิ่งกว่าความเพลิดเพลินทั้งมวลแห่งโลก แลตัณหาทั้งปวงแห่งเนื้อหนัง ด้วยว่าความเพลิดเพลินฝ่ายโลกทั้งมวลล้วนว่างเปล่าแลแปดเปื้อนมลทิน ในขณะที่มีเพียงความชื่นชมยินดีฝ่ายจิตเท่านั้นที่หวานชื่นแลทรงเกียรติ อันเป็นผลพวงแห่งฤทธิ์กุศล แลถูกหลั่งไหลจากพระเจ้าลงสู่ดวงจิตอันบริสุทธิ์ผุดผ่อง ทว่าหามีมนุษย์ผู้ใดสามารถชื่นชมยินดีในความปลอบประโลมจากสรวงสวรรค์เหล่านี้ได้ตามใจปรารถนาอยู่เสมอไม่ ด้วยว่าฤดูกาลแห่งการผจญล่อลวงนั้นหาได้หยุดหย่อนไปเนิ่นนานไม่

2. ช่างแตกต่างกันอย่างยิ่งยวด ระหว่างการเสด็จมาเยือนจากเบื้องบน กับอิสรภาพจอมปลอมแห่งวิญญาณจิตแลความวางใจในตนเองอันใหญ่หลวง พระเจ้าทรงกระทำกิจอันดีงามในการประทานพระหรรษทานแห่งความปลอบประโลมแก่เรา ทว่ามนุษย์กลับกระทำสิ่งอันชั่วร้ายในการมิได้เร่งขอบพระคุณพระเจ้าในทันทีทันใด แลด้วยเหตุนี้ ของประทานแห่งพระหรรษทานจึงมิอาจหลั่งไหลมาสู่เราได้ ด้วยว่าเราอกตัญญูต่อองค์พระผู้สร้างสิ่งเหล่านั้น แลมิได้ส่งคืนสิ่งเหล่านั้นกลับคืนสู่ธารน้ำพุอันเป็นบ่อเกิดอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ ด้วยว่าพระหรรษทานย่อมตกเป็นส่วนแบ่งของผู้ที่มีความกตัญญูรู้คุณอยู่เสมอ แลสิ่งซึ่งมักประทานให้แก่ชนผู้ถ่อมใจนั้น จักถูกพรากไปจากชนผู้จองหอง

3. ข้าพเจ้ามิปรารถนาความปลอบประโลมประการใด ที่จักพรากความสำนึกเสียใจในบาปไปจากข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามิหลงรักการเพ่งพินิจประการใด ที่จักชักนำไปสู่ความจองหอง ด้วยว่าสรรพสิ่งอันสูงส่งหาได้ศักดิ์สิทธิ์ไปเสียสิ้นไม่ แลมิใช่ทุกสิ่งอันหอมหวานจักเป็นสิ่งดีงาม มิใช่ทุกความปรารถนาจักบริสุทธิ์ แลมิใช่ทุกสิ่งอันเป็นที่รักของเราจักเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า ข้าพเจ้ายินดีน้อมรับพระหรรษทานนั้น ซึ่งกระทำให้ข้าพเจ้าถ่อมตนลง ระแวดระวังมากยิ่งขึ้น แลพร้อมเสมอที่จะละทิ้งตนเอง ผู้ที่ได้รับการสั่งสอนโดยของประทานแห่งพระหรรษทาน แลได้รับการอบรมปรีชาญาณโดยการถูกริบคืนสิ่งเหล่านั้น ย่อมมิกล้าแอบอ้างคุณงามความดีประการใดว่าเป็นของตน ทว่าจักยอมรับสารภาพว่าตนนั้นเป็นเพียงผู้ยากไร้แลขัดสน จงถวายสิ่งที่เป็นของพระเจ้าแด่พระเจ้า(1) แลจงถือว่าสิ่งที่เป็นของท่านนั้นคือของท่านเอง นั่นคือ จงขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับพระหรรษทานของพระองค์ ทว่าสำหรับตัวท่านเองนั้น จงสารภาพความผิดบาปของท่าน แลยอมรับว่าทัณฑ์ทรมานที่ท่านได้รับนั้นสาสมกับความผิดของท่านแล้ว

4. จงนั่งลงในที่อันต่ำต้อยที่สุดเสมอ แลท่านจักได้รับที่อันสูงส่งที่สุด(2) ด้วยว่าที่อันสูงส่งที่สุดย่อมมิอาจดำรงอยู่ได้หากปราศจากที่อันต่ำต้อยที่สุด ด้วยว่าบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์อันสูงส่งที่สุดของพระเจ้าย่อมมองตนเองว่าต่ำต้อยที่สุด แลยิ่งท่านเหล่านั้นทรงสิริรุ่งโรจน์เพียงใด ท่านก็ยิ่งถ่อมตนลงเพียงนั้น เมื่อเปี่ยมด้วยพระหรรษทานแลสิริรุ่งโรจน์แห่งสรวงสวรรค์ ท่านเหล่านั้นจึงมิได้ปรารถนาสิริรุ่งโรจน์อันจอมปลอม ด้วยได้พักพิงอยู่ในพระเจ้าแลเข้มแข็งในพระอานุภาพของพระองค์ ท่านเหล่านั้นจึงมิอาจเย่อหยิ่งจองหองขึ้นได้ด้วยประการใดๆ แลท่านเหล่านั้นผู้ซึ่งยกความดีงามทั้งปวงที่ได้รับถวายแด่พระเจ้า ย่อมมิแสวงหาสิริรุ่งโรจน์จากกันแลกัน ทว่าแสวงหาเพียงสิริรุ่งโรจน์ซึ่งมาจากพระเจ้าเท่านั้น แลท่านเหล่านั้นมุ่งมาดปรารถนาจักให้พระเจ้าได้รับการสรรเสริญในพระองค์เองแลในบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์เหนือสรรพสิ่ง แลเพียรบากบั่นเพื่อสิ่งนี้อยู่เป็นนิจ

5. เหตุฉะนี้ จงกตัญญูรู้คุณแม้ต่อผลประโยชน์อันน้อยนิดที่สุด แลท่านจักคู่ควรที่จะได้รับสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า จงให้สิ่งอันน้อยนิดที่สุดเป็นดุจสิ่งอันยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับท่าน แลจงให้สิ่งซึ่งดูไร้ค่าเป็นดุจของประทานอันล้ำเลิศ ผิว์ได้พินิจพิเคราะห์ถึงพระบารมีขององค์ผู้ประทานแล้ว หามีสิ่งใดที่ถูกประทานให้จักดูเล็กน้อยแลไร้ค่าไม่ ด้วยว่าสิ่งซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าสูงสุดได้ประทานให้นั้น หาใช่สิ่งเล็กน้อยไม่ แท้จริงแล้ว แม้พระองค์จักทรงประทานการลงทัณฑ์แลการเฆี่ยนตี เราก็พึงกตัญญูขอบพระคุณ ด้วยว่าสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงอนุญาตให้บังเกิดขึ้นกับเรานั้น ล้วนเป็นไปเพื่อคุณประโยชน์ของเราทั้งสิ้น ผู้ที่แสวงหาการธำรงรักษาความโปรดปรานของพระเจ้าไว้ จงให้เขากตัญญูรู้คุณสำหรับความโปรดปรานที่ได้รับ แลมีความพากเพียรเมื่อสิ่งนั้นถูกพรากไป จงให้เขาสวดอธิษฐานวิงวอนเพื่อสิ่งนั้นจักหวนคืนมา จงให้เขาระแวดระวังแลถ่อมตนเพื่อจักมิสูญเสียสิ่งนั้นไปอีก

(1) มัทธิว 22:21 (2) ลูกา 14:10

 

คำถามเพื่อการรำพึงแลเจริญชีวิตฝ่ายวิญญาณจิต

1. ในยามที่ข้าพเจ้าได้รับความโปรดปรานแลความปลอบประโลมจากพระเจ้า ข้าพเจ้าเร่งขอบพระคุณด้วยความถ่อมใจ หรือหลงระเริงจนลืมองค์ผู้ประทานแลอ้างคุณงามความดีนั้นเป็นของตนเอง?

2. เมื่อถูกพรากความปลอบประโลมไปแลต้องเผชิญกับการผจญล่อลวง ข้าพเจ้าพร่ำบ่น หรือน้อมรับทัณฑ์ทรมานนั้นด้วยความสำนึกเสียใจในบาป โดยถือว่าสิ่งนั้นเป็นโอสถขนานเอกเพื่อชำระวิญญาณจิต?

 

บทภาวนาประจำบทที่ 10 

ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า องค์ผู้ประทานสรรพสิ่งอันดีงามแลพระหรรษทานอันหาที่สุดมิได้ ข้าพระองค์ขอกราบวิงวอนต่อเบื้องพระพักตร์ ขอทรงโปรดประทานดวงใจอันกตัญญูรู้คุณให้แก่ข้าพระองค์ เพื่อที่ข้าพระองค์จักสามารถขอบพระคุณพระองค์ได้ ทั้งในยามที่ได้รับความโปรดปรานอันหวานชื่น แลในยามที่ต้องเผชิญความแห้งแล้งแห่งการผจญล่อลวง

ขออย่าให้ความปลอบประโลมใดๆ มาพรากความสำนึกเสียใจในบาปไปจากดวงจิตของข้าพระองค์ หรือชักนำข้าพระองค์ไปสู่ความจองหอง ทว่าขอให้ของประทานทุกประการเป็นเครื่องค้ำจุนให้ข้าพระองค์ถ่อมตนลงดุจศรัทธาชนผู้เจริญในกิจศรัทธาแลฤทธิ์กุศล ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์เลือกที่นั่งอันต่ำต้อยที่สุดเสมอ

 ทั้งนี้ เพื่อข้าพระองค์จะสามารถจำลองแบบชีวิตขององค์พระคริสต์ ได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อคู่ควรกับชีวิตนิรันดร์ด้วยเทอญ อาแมน

ท่านกำลังอ่าน

เล่มที่ 2 บทตักเตือน ว่าด้วยชีวิตภายใน

บทที่ 10 ว่าด้วยความกตัญญูรู้คุณต่อพระหรรษทานของพระเจ้า