Skip to main content

แปลและเรียบเรียงโดย Faith4Thai.com

เล่มที่ 3 ความปลอบประโลมที่อยู่ภายใน
บทที่ 7 ว่าด้วยการซ่อนเร้นพระหรรษทานไว้ภายใต้การปกป้องแห่งความถ่อมใจ

“บุตรของเราเอ๋ย เป็นการดีแลปลอดภัยกว่าสำหรับเจ้าที่จะซ่อนเร้นพระหรรษทานแห่งกิจศรัทธาไว้ แลอย่าได้ยกตนขึ้นสูง อย่าได้พูดถึงสิ่งนั้นมากเกินไป แลอย่าได้ให้ค่าแก่สิ่งนั้นจนเกินควร ทว่าจงชิงชังตนเองแลเกรงกลัวประหนึ่งว่าพระหรรษทานนี้ถูกประทานให้แก่ผู้ที่ไม่คู่ควร และเจ้าก็ไม่ควรจะยึดติดอยู่กับความรู้สึกนี้มากจนเกินไป ด้วยว่ามันอาจแปรเปลี่ยนไปสู่สิ่งที่ตรงกันข้ามได้อย่างรวดเร็ว ในยามที่เจ้าอยู่ในสภาวะแห่งพระหรรษทาน จงไตร่ตรองว่าเจ้านั้นน่าเวทนาแลยากจนเพียงใดในยามที่ปราศจากพระหรรษทาน มนุษย์มิได้ก้าวหน้าในชีวิตฝ่ายวิญญาณเพียงเพราะเขามีพระหรรษทานแห่งความปลอบประโลมเท่านั้น ทว่าอยู่ที่ว่าเขาจะน้อมรับการถูกริบคืนสิ่งเหล่านั้นไปด้วยความถ่อมใจ ด้วยความไม่เห็นแก่ตัว แลด้วยความพากเพียรเพียงใด ดังนั้นเจ้าอย่าได้หยุดพักจากการฝึกฝนการภาวนาแลอย่าปล่อยให้หน้าที่ทั่วไปอื่นๆ ของเจ้าต้องถูกละเลยไปโดยประการใด ทว่าจงทำหน้าที่ของเจ้าให้สำเร็จด้วยความเต็มใจยิ่งขึ้น ประหนึ่งว่าเจ้าได้รับความเข้มแข็งแลปรีชาญาณมากขึ้นแล้ว และอย่าได้ละทิ้งตนเองไปเสียทั้งหมดเพียงเพราะความแห้งแล้งแลความวิตกกังวลทางวิญญาณที่เจ้ากำลังเผชิญอยู่”

2. “ด้วยว่ามีคนมากมายที่เมื่อสิ่งต่างๆ มิได้ดำเนินไปอย่างรุ่งเรืองสำหรับพวกเขาแล้ว พวกเขาก็กลายเป็นผู้ขาดความพากเพียรหรือกลายเป็นผู้เกียจคร้านในทันที เพราะวิถีของมนุษย์นั้นมิได้ขึ้นอยู่กับตนเอง(1) ทว่าขึ้นอยู่กับพระเจ้าที่จะประทานแลปลอบประโลมในยามที่พระองค์ทรงประสงค์ แลประทานให้มากเท่าที่พระองค์ทรงประสงค์ แลแก่ผู้ใดก็ตามที่พระองค์ทรงโปรดปราน มิใช่จะให้มากกว่านั้น คนบางคนผู้ซึ่งหลงลำพองใจเพราะพระหรรษทานแห่งกิจศรัทธาภายในตนเอง ได้ทำลายตนเองลงเพราะพวกเขาต้องการกระทำมากกว่าที่ตนสามารถทำได้ โดยมิได้พิจารณาถึงระดับแห่งความเล็กน้อยของตนเอง ทว่ากลับดำเนินตามแรงกระตุ้นของดวงใจยิ่งกว่าการตัดสินของเหตุผล และเพราะพวกเขาหลงลำพองเกินกว่าสิ่งที่พระเจ้าทรงพอพระทัย พวกเขาจึงสูญเสียพระหรรษทานไปอย่างรวดเร็ว คนเหล่านั้นผู้ซึ่งเคยสร้างรังของตนไว้ในสวรรค์กลับกลายเป็นผู้ยากไร้แลถูกทิ้งให้อยู่อย่างน่ารังเกียจ เพื่อที่ว่าเมื่อถูกทำให้ถ่อมตนแลถูกทุบตีด้วยความยากจน พวกเขาจักได้เรียนรู้ที่จะไม่บินด้วยปีกของตนเอง ทว่าวางใจภายใต้ปีกของเรา คนเหล่านั้นที่ยังใหม่แลไร้ทักษะในวิถีขององค์พระผู้เป็นเจ้า หากมิได้ควบคุมตนเองตามคำแนะนำของผู้มีปัญญา พวกเขาย่อมถูกหลอกลวงแลถูกนำทางให้หลงผิดไปได้โดยง่าย”

3. “ทว่าหากพวกเขาปรารถนาจะดำเนินตามจินตนาการของตนเองมากกว่าที่จะวางใจในประสบการณ์ของผู้อื่น ผลลัพธ์ที่ตามมาจักเป็นสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่งสำหรับพวกเขา หากพวกเขายังคงปฏิเสธที่จะถูกฉุดดึงออกมาจากความคิดเห็นของตนเอง คนที่ฉลาดในความคิดของตนเองนั้น ยากนักที่จะอดทนแบกรับการถูกปกครองโดยผู้อื่น การมีปัญญาเพียงน้อยนิดพร้อมกับความถ่อมใจแลความเข้าใจอันตื้นเขินนั้น ประเสริฐกว่าการมีขุมทรัพย์แห่งความรู้ที่ยิ่งใหญ่พร้อมกับความทะนงตนอันว่างเปล่า การมีสิ่งที่อาจกระทำให้เจ้าลำพองใจน้อยลงย่อมดีกว่ามีมากเกินไป ผู้ที่มอบตัวทั้งหมดให้แก่ความชื่นชมยินดีโดยลืมความช่วยเหลือที่ตนเคยได้รับแลลืมความยำเกรงอันบริสุทธิ์ต่อพระผู้เป็นเจ้า ผู้ซึ่งเกรงกลัวต่อการสูญเสียพระหรรษทานที่ได้รับมานั้น ถือว่ามิได้กระทำสิ่งใดด้วยความรอบคอบเลย แลผู้ที่ในยามทุกข์ยากหรือเผชิญปัญหาใดก็ตาม แสดงท่าทีที่สิ้นหวังเกินไป แลรู้สึกถึงความเชื่อมั่นในตัวเราน้อยกว่าที่ควรจะเป็นนั้น ก็มิใช่ผู้ที่มีปัญญาอย่างแท้จริง”

4. “ผู้ที่ปรารถนาจะปลอดภัยจนเกินไปในยามสงบ มักจะพบว่าตนเองท้อแท้แลเต็มไปด้วยความหวาดกลัวในยามศึกสงคราม หากเจ้ารู้วิธีที่จะรักษาความถ่อมใจแลความพอดีในตนเองอยู่เสมอ อีกทั้งรู้จักชี้นำแลควบคุมวิญญาณจิตของเจ้าให้ดีแล้ว เจ้าก็จักมิพินาศลงสู่ความอันตรายแลความชั่วร้ายอย่างรวดเร็วเช่นนั้น เป็นคำแนะนำที่ดีนักว่า ในยามที่ความร้อนรนแห่งวิญญาณจิตถูกจุดขึ้น เจ้าควรพินิจพิเคราะห์ว่าเจ้าจักเป็นเช่นไรในยามที่แสงสว่างนั้นถูกพรากไป ซึ่งเมื่อสิ่งนั้นบังเกิดขึ้น จงระลึกว่าแสงสว่างนั้นยังอาจหวนคืนมาได้อีก ซึ่งเราได้พรากมันไปชั่วคราวเพื่อเป็นคำตักเตือนแก่เจ้า และเพื่อสิริรุ่งโรจน์ของเราเองด้วย การทดสอบเช่นนี้บ่อยครั้งมีประโยชน์ยิ่งกว่าการที่เจ้ามีแต่ความรุ่งเรืองตามเจตจำนงของเจ้าอยู่เสมอ”

5. “เพราะบุญกุศลนั้นมิอาจคำนวณได้จากสิ่งนี้ที่ว่า มนุษย์มีนิมิตหรือความปลอบประโลมมากมาย หรือว่าเขามีความชำนาญในพระคัมภีร์ หรือว่าเขาอยู่ในสถานะที่สูงส่ง ทว่าอยู่ที่ว่าเขาตั้งมั่นอยู่บนความถ่อมใจที่แท้จริงแลเปี่ยมด้วยความรักอันศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ ว่าเขาแสวงหาเกียรติของพระเจ้าอย่างบริสุทธิ์ใจแลเที่ยงตรงเสมอหรือไม่ ว่าเขาไม่ยึดติดในตนเอง ทว่าชิงชังตนเองอย่างจริงใจ และถึงกับเปรมปรีดิ์ที่จะถูกผู้อื่นดูแคลนแลทำให้ต่ำต้อย ยิ่งกว่าที่จะได้รับเกียรติเสียอีก”

(1) เยเรมีย์ 10:23

 

คำถามเพื่อการรำพึงแลเจริญชีวิตฝ่ายวิญญาณจิต

1. ในยามที่ข้าพเจ้าได้รับพระหรรษทาน ข้าพเจ้าซ่อนเร้นไว้ด้วยความถ่อมใจ หรือนำไปโอ้อวดและยกตนขึ้นจนกลายเป็นความลำพองใจ?

2. ข้าพเจ้ายึดติดอยู่กับความปลอบประโลมจากพระเจ้าจนกลายเป็นคนอ่อนแอและไร้พากเพียรในยามที่พระองค์ทรงซ่อนพระพักตร์หรือไม่?

 

บทภาวนาประจำบทที่ 7 

ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า องค์ผู้ทรงเป็นปรีชาญาณและความถ่อมใจอันสูงสุด ข้าพระองค์ขอกราบวิงวอนต่อเบื้องพระพักตร์ ขอทรงประทานพระหรรษทานให้ข้าพระองค์รักษาใจไว้ในความถ่อมใจเสมอ ไม่ว่าจะอยู่ในยามที่ได้รับความชื่นชมยินดีหรือในยามที่เผชิญกับความแห้งแล้งทางวิญญาณ

ขออย่าให้ข้าพระองค์หลงลำพองใจเมื่อได้รับของประทานของพระองค์ หรือสิ้นหวังเมื่อพระองค์ทรงริบคืนความปลอบประโลมเหล่านั้นไป ขอให้ข้าพระองค์ยึดมั่นในความเชื่อและการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเพียรพยายาม โดยไม่บินด้วยปีกของตนเอง แต่พึ่งพาอาศัยความรักและการปกป้องของพระองค์เพียงผู้เดียว

ทั้งนี้ เพื่อข้าพระองค์จะสามารถจำลองแบบชีวิตขององค์พระคริสต์ ได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อคู่ควรกับชีวิตนิรันดร์ด้วยเทอญ อาแมน

ท่านกำลังอ่าน

เล่มที่ 3 ความปลอบประโลมที่อยู่ภายใน

บทที่ 7 ว่าด้วยการซ่อนเร้นพระหรรษทานไว้ภายใต้การปกป้องแห่งความถ่อมใจ