Skip to main content

แปลและเรียบเรียงโดย Faith4Thai.com

เล่มที่ 3 ความปลอบประโลมที่อยู่ภายใน
บทที่ 10 ว่าด้วยความหวานชื่นในการชิงชังโลก แลการปรนนิบัติรับใช้พระเจ้า

บัดนี้ ข้าพเจ้าจักทูลกล่าวอีกครา โอ องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า แลข้าพเจ้าจักไม่นิ่งเงียบ ข้าพเจ้าจักกล่าวให้ถึงพระกรรณของพระเจ้า ขององค์พระผู้เป็นเจ้าแลพระมหากษัตริย์ของข้าพเจ้า ผู้ทรงถูกยกย่องไว้เหนือสรรพสิ่งว่า "โอ ความดีงามของพระองค์นั้นอุดมสมบูรณ์เพียงใด ซึ่งพระองค์ได้ทรงสะสมไว้สำหรับผู้ที่ยำเกรงพระองค์!"(1) ทว่าพระองค์ทรงเป็นเช่นไรเล่าสำหรับผู้ที่รักพระองค์? สำหรับผู้ที่ปรนนิบัติรับใช้พระองค์ด้วยสุดดวงใจของเขานั้นเล่า? ความหวานชื่นในการเพ่งพินิจถึงพระองค์นั้นช่างเหลือที่จะกล่าว ซึ่งพระองค์ได้ทรงประทานแก่ผู้ที่รักพระองค์ ในสิ่งนี้เองที่พระองค์ได้ทรงสำแดงความหวานชื่นแห่งความรักของพระองค์แก่ข้าพเจ้ามากที่สุด คือในยามที่ข้าพเจ้ายังมิได้เป็นสิ่งใด พระองค์ทรงเนรมิตสร้างข้าพเจ้าขึ้นมา แลในยามที่ข้าพเจ้าเร่ร่อนห่างไกลจากพระองค์ พระองค์ทรงนำข้าพเจ้ากลับมาเพื่อข้าพเจ้าจักได้ปรนนิบัติรับใช้พระองค์ แลทรงบัญชาให้ข้าพเจ้ามีความรักต่อพระองค์

2. โอ ธารน้ำพุแห่งความรักนิรันดร์ ข้าพเจ้าจะกล่าวสิ่งใดเกี่ยวกับพระองค์ได้? ข้าพเจ้าจักลืมพระองค์ได้อย่างไร ผู้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ระลึกถึงข้าพเจ้า แม้ในยามที่ข้าพเจ้าซูบผอมแลพินาศไป? พระองค์ทรงมีพระเมตตาต่อผู้รับใช้ของพระองค์เกินกว่าความหวังทั้งปวง แลทรงแสดงพระหรรษทานแลมิตรภาพของพระองค์เกินกว่าความคู่ควรใดๆ ข้าพเจ้าจักถวายรางวัลใดแด่พระองค์สำหรับพระหรรษทานนี้? ด้วยว่ามิใช่ทุกคนที่จะได้รับให้สละละทิ้งโลกนี้แลกิจการของโลก และเข้าสู่ชีวิตแห่งศรัทธาชน สิ่งนั้นเป็นเรื่องยิ่งใหญ่หรือที่ข้าพเจ้าควรปรนนิบัติรับใช้พระองค์ ผู้ซึ่งสรรพสิ่งที่ถูกเนรมิตสร้างขึ้นล้วนควรปรนนิบัติรับใช้? สิ่งนั้นไม่ควรดูเป็นเรื่องยิ่งใหญ่สำหรับข้าพเจ้าที่จะปรนนิบัติพระองค์ ทว่าสิ่งนี้กลับดูเป็นเรื่องยิ่งใหญ่แลน่าอัศจรรย์สำหรับข้าพเจ้า คือการที่พระองค์ทรงโปรดรับผู้ที่ยากจนแลไม่คู่ควรเช่นนี้ไว้เป็นผู้รับใช้ของพระองค์ แลให้เขามาร่วมอยู่ในหมู่ผู้รับใช้ที่พระองค์ทรงเลือกสรร

3. จงดูเถิด สรรพสิ่งที่ข้าพเจ้ามีล้วนเป็นของพระองค์ แลข้าพเจ้าใช้สิ่งเหล่านั้นเพื่อปรนนิบัติรับใช้พระองค์ แต่ถึงกระนั้น แท้จริงแล้วกลับเป็นพระองค์ที่ปรนนิบัติรับใช้ข้าพเจ้า ยิ่งกว่าข้าพเจ้าปรนนิบัติรับใช้พระองค์ ดูเถิด สรวงสวรรค์แลแผ่นดินโลกที่พระองค์ทรงเนรมิตสร้างไว้เพื่อการรับใช้ของมนุษย์ สิ่งเหล่านั้นล้วนอยู่ในอาณัติของพระองค์ แลปฏิบัติกิจการทุกอย่างที่พระองค์ทรงบัญชาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แท้จริงแล้ว สิ่งเหล่านั้นยังถือว่าน้อยนัก เพราะพระองค์ถึงกับได้ทรงจัดตั้งทูตสวรรค์ไว้เพื่อการรับใช้มนุษย์ แต่สิ่งที่เหนือกว่าสิ่งทั้งปวงเหล่านี้คือ การที่พระองค์ทรงโปรดที่จะปรนนิบัติมนุษย์ด้วยพระองค์เอง แลทรงสัญญาว่าจะประทานพระองค์เองแก่เขา

4. ข้าพเจ้าจะถวายสิ่งใดแด่พระองค์สำหรับพระเมตตาอันมากมายเหล่านี้? โอ หากข้าพเจ้าสามารถปรนนิบัติรับใช้พระองค์ได้ตลอดวันคืนแห่งชีวิตของข้าพเจ้า! โอ หากเพียงวันเดียวที่ข้าพเจ้าสามารถกระทำกิจการรับใช้ที่คู่ควรกับพระองค์ได้! ด้วยว่าพระองค์ทรงคู่ควรต่อการปรนนิบัติทั้งปวง เกียรติยศทั้งปวง แลการสรรเสริญอย่างหาที่สุดมิได้ แท้จริงแล้วพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพเจ้า แลข้าพเจ้าเป็นเพียงผู้รับใช้ที่ยากจนของพระองค์ ผู้ซึ่งมีพันธะต้องปรนนิบัติรับใช้พระองค์ด้วยกำลังทั้งหมดที่มี แลข้าพเจ้าไม่ควรเหนื่อยหน่ายในการสรรเสริญพระองค์เลย นี่คือความปรารถนาของข้าพเจ้า นี่คือความมุ่งมาดปรารถนาอันยิ่งใหญ่ของข้าพเจ้า แลสิ่งใดที่ข้าพเจ้ายังขาดอยู่ ขอพระองค์โปรดทรงประทานเพิ่มเติมให้แก่ข้าพเจ้าเถิด

5. เป็นเกียรติอันยิ่งใหญ่ เป็นสิริรุ่งโรจน์อันยิ่งใหญ่ที่ได้ปรนนิบัติรับใช้พระองค์ แลชิงชังสรรพสิ่งเพื่อเห็นแก่พระองค์ ด้วยว่าบรรดาผู้ที่น้อมตนเข้าสู่การรับใช้ที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของพระองค์ด้วยเจตจำนงของตนเองนั้น ย่อมได้รับพระหรรษทานอันยิ่งใหญ่ ผู้ที่สละละทิ้งความเพลิดเพลินฝ่ายเนื้อหนังทั้งปวงเพื่อความรักของพระองค์ ย่อมจะได้พบกับความปลอบประโลมอันหวานชื่นที่สุดแห่งพระจิตเจ้า บรรดาผู้ที่ก้าวเข้าสู่มรรคาอันคับแคบของชีวิตเพื่อเห็นแก่นามของพระองค์ แลละทิ้งความพะวักพะวงทางโลกทั้งปวง ย่อมจะได้รับเสรีภาพแห่งวิญญาณจิตอันยิ่งใหญ่

6. โอ การปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าที่น่ากตัญญูแลน่ารื่นรมย์ ซึ่งกระทำให้มนุษย์เป็นอิสระแลศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริง! โอ สภาวะอันศักดิ์สิทธิ์ของผู้รับใช้ที่เป็นศรัทธาชน ซึ่งกระทำให้มนุษย์เสมอภาคกับทูตสวรรค์ เป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า น่าเกรงขามต่อวิญญาณชั่วร้าย แลเป็นที่ยอมรับแก่บรรดาผู้มีความเชื่อทั้งปวง! โอ การปรนนิบัติรับใช้ที่ควรโอบกอดแลปรารถนาไว้เสมอ ซึ่งได้ให้คำมั่นสัญญาถึงความดีงามสูงสุด แลได้รับความชื่นชมยินดีที่จะดำรงอยู่ตลอดนิรันดร์กาล!

(1) สดุดี 31:19

 

คำถามเพื่อการรำพึงแลเจริญชีวิตฝ่ายวิญญาณจิต

1. ข้าพเจ้าตระหนักถึงความเมตตาที่พระเจ้าทรงมีต่อข้าพเจ้า แม้ในยามที่ข้าพเจ้าห่างไกลจากพระองค์หรือไม่? ข้าพเจ้าเห็นว่าการได้ปรนนิบัติรับใช้พระองค์เป็นเกียรติสูงสุดหรือเป็นภาระ?

2. ข้าพเจ้าเต็มใจที่จะละทิ้งความพะวักพะวงทางโลกและความเพลิดเพลินที่ขัดต่อวิญญาณจิต เพื่อที่จะได้รับเสรีภาพที่แท้จริงในพระคริสต์หรือไม่?

 

บทภาวนาประจำบทที่ 10 

ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า องค์ธารน้ำพุแห่งความรักนิรันดร์และแหล่งกำเนิดความดีงามทั้งปวง ข้าพระองค์ขอกราบวิงวอนต่อเบื้องพระพักตร์ ขอบพระคุณสำหรับพระเมตตาและพระหรรษทานอันยิ่งใหญ่ ที่ทรงเรียกข้าพระองค์ผู้ยากจนและไม่คู่ควร ให้เข้ามาร่วมอยู่ในหมู่ผู้รับใช้ของพระองค์

ขอทรงโปรดประทานดวงใจที่รักและชิงชังสิ่งฝ่ายโลก เพื่อที่ข้าพระองค์จะได้แสวงหาเพียงการปรนนิบัติรับใช้พระองค์ด้วยความชื่นชมยินดี ขอให้ข้าพระองค์ได้รับความปลอบประโลมอันหวานชื่นจากพระจิตเจ้า และสามารถละทิ้งความพะวักพะวงทั้งปวง เพื่อก้าวเดินบนมรรคาแห่งศรัทธาชนอย่างซื่อสัตย์และมีเสรีภาพฝ่ายวิญญาณอย่างแท้จริง 

ทั้งนี้ เพื่อข้าพระองค์จะสามารถจำลองแบบชีวิตขององค์พระคริสต์ ได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อคู่ควรกับชีวิตนิรันดร์ด้วยเทอญ อาแมน

ท่านกำลังอ่าน

เล่มที่ 3 ความปลอบประโลมที่อยู่ภายใน

บทที่ 10 ว่าด้วยความหวานชื่นในการชิงชังโลก แลการปรนนิบัติรับใช้พระเจ้า