“บุตรของเราเอ๋ย อย่าได้นำมาเป็นธุระของเจ้าเลย หากเจ้าเห็นผู้อื่นได้รับเกียรติแลได้รับการยกย่อง ส่วนตัวเจ้าเองกลับถูกดูแคลนแลถูกทำให้ถ่อมลง จงยกดวงใจของเจ้าขึ้นหาเราในสรวงสวรรค์เถิด แลเมื่อนั้นความดูแคลนของมนุษย์บนแผ่นดินโลกจักมิอาจทำให้เจ้าเศร้าหมองได้”
2. ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า พวกข้าพระองค์ตกอยู่ในความมืดบอด แลถูกล่อลวงโดยความว่างเปล่าอย่างรวดเร็ว หากข้าพระองค์พิจารณาภายในตนเองอย่างถูกต้องแล้ว ข้าพระองค์มิเคยถูกทำร้ายโดยสิ่งเนรมิตใดเลย แลเหตุฉะนี้ ข้าพระองค์จึงหามีสิ่งใดที่จะพร่ำบ่นต่อเบื้องพระพักตร์พระองค์ไม่ ทว่าด้วยเหตุที่ข้าพระองค์ได้กระทำบาปต่อพระองค์อย่างแสนสาหัสแลหลายครา สรรพสิ่งเนรมิตจึงลุกขึ้นจับอาวุธต่อต้านข้าพระองค์อย่างชอบธรรม
เหตุฉะนี้ ความสับสนแลความดูแคลนจึงเป็นสิ่งที่ข้าพระองค์สมควรได้รับอย่างเที่ยงธรรม ทว่าสำหรับพระองค์นั้น สมควรได้รับคำสรรเสริญ เกียรติยศ แลสิริรุ่งโรจน์ แลเว้นเสียแต่ข้าพระองค์จะเตรียมตนเองเพื่อการนี้ กล่าวคือ เต็มใจที่จะให้สิ่งเนรมิตทั้งปวงดูแคลนแลทอดทิ้งข้าพระองค์ แลให้ข้าพระองค์ถูกประเมินค่าว่าเป็นความว่างเปล่าโดยสิ้นเชิง มิเช่นนั้นแล้ว ข้าพระองค์ย่อมมิอาจเปี่ยมล้นอยู่ภายในด้วยสันติสุขแลความเข้มแข็ง หรือได้รับการส่องสว่างฝ่ายวิญญาณจิต หรือรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์อย่างบริบูรณ์ได้
คำถามเพื่อการรำพึงแลเจริญชีวิตฝ่ายวิญญาณจิต
1. เมื่อเห็นผู้อื่นได้รับเกียรติแต่ข้าพเจ้ากลับถูกลืมหรือถูกดูแคลน ข้าพเจ้ารู้สึกขุ่นเคือง หรือสามารถรักษาดวงใจให้สงบและยกขึ้นหาพระเจ้าได้?
2. ข้าพเจ้ายอมรับความอัปยศและการถูกดูถูก ว่าเป็นสิ่งที่ตนสมควรได้รับเนื่องจากบาปผิดที่เคยกระทำต่อพระเจ้าหรือไม่?
บทภาวนาประจำบทที่ 41
ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า องค์ผู้สมควรได้รับการสรรเสริญและสิริรุ่งโรจน์ทั้งปวง ข้าพระองค์ขอกราบวิงวอนต่อเบื้องพระพักตร์ ข้าพระองค์ตระหนักดีว่าตนเองเป็นเพียงความว่างเปล่า และสมควรได้รับการดูแคลนเพราะบาปของข้าพระองค์
ขอทรงประทานพระหรรษทานให้ข้าพระองค์มีดวงใจที่ถ่อมตน ชิงชังเกียรติยศจอมปลอมของโลกนี้ เพื่อข้าพระองค์จะได้รับความปลอบประโลมและสันติสุขที่แท้จริงจากพระองค์แต่เพียงผู้เดียว
ทั้งนี้ เพื่อข้าพระองค์จะสามารถจำลองแบบชีวิตขององค์พระคริสต์ ได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อคู่ควรกับชีวิตนิรันดร์ด้วยเทอญ อาแมน