Skip to main content

แปลและเรียบเรียงโดย Faith4Thai.com

เล่มที่ 3 ความปลอบประโลมที่อยู่ภายใน
บทที่ 43 การต้านทานความรู้อันว่างเปล่าแลเป็นของโลก

“บุตรของเราเอ๋ย อย่าให้ถ้อยคำอันไพเราะแลลึกซึ้งของมนุษย์ทำให้เจ้าหวั่นไหวเลย เพราะอาณาจักรของพระเจ้ามิได้อยู่ในถ้อยคำ ทว่าอยู่ในฤทธานุภาพ(1) จงเงี่ยหูฟังถ้อยคำของเราเถิด เพราะมันจุดประกายดวงใจแลส่องสว่างแก่จิตใจ มันนำมาซึ่งความสำนึกผิด แลประทานความปลอบประโลมนานัปการ อย่าได้อ่านถ้อยคำเพื่อที่เจ้าจักปรากฏตัวเป็นผู้คงแก่เรียนหรือมีปรีชาญาณมากขึ้นเลย ทว่าจงศึกษาเพื่อการทำลายล้างบาปของเจ้า เพราะสิ่งนี้จักเป็นประโยชน์ต่อเจ้ายิ่งกว่าความรู้ในคำถามอันยากเย็นมากมายนัก”

2. “เมื่อเจ้าได้อ่านแลเรียนรู้สรรพสิ่งมากมายแล้ว เจ้าจำต้องหวนกลับไปสู่หลักการแรกประการเดียวเสมอ เราคือผู้สอนความรู้แก่มนุษย์(2) แลเราให้ความรู้ที่กระจ่างแจ้งแก่ทารก ยิ่งกว่าที่มนุษย์ผู้ใดจะสั่งสอนได้ ผู้ใดที่เรากล่าวด้วย ผู้นั้นจักมีปรีชาญาณอย่างรวดเร็ว แลจักเจริญเติบโตขึ้นอย่างมากในวิญญาณจิต วิบัติจงมีแก่บรรดาผู้ที่สืบเสาะคำถามอันอยากรู้อยากเห็นมากมายจากมนุษย์ ทว่ากลับใส่ใจเพียงน้อยนิดเกี่ยวกับมรรคาแห่งการรับใช้เรา โมงยามนั้นจักมาถึง เมื่อองค์พระคริสต์ บรมครูแห่งครูทั้งหลาย องค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งทวยเทพ จักปรากฏพระองค์ เพื่อรับฟังบทเรียนของคนทั้งปวง นั่นคือเพื่อตรวจสอบมโนธรรมของแต่ละคน แลเมื่อนั้น พระองค์จักค้นหาเยรูซาเล็มด้วยเทียนจุดส่อง(3) แลสิ่งที่ซ่อนเร้นแห่งความมืดมิด(4) จักถูกเปิดเผย แลการโต้เถียงของลิ้นทั้งปวงจักต้องนิ่งสงบ”

3. “เราคือผู้ที่ยกชูวิญญาณจิตที่ถ่อมตนขึ้นในชั่วพริบตา เพื่อให้เรียนรู้เหตุผลแห่งความจริงนิรันดร์มากยิ่งกว่าการที่มนุษย์ได้ศึกษาในโรงเรียนมาถึงสิบปีเสียอีก เราสอนโดยปราศจากเสียงอึกทึกแห่งถ้อยคำ ปราศจากความสับสนแห่งความคิดเห็น ปราศจากการดิ้นรนแสวงหาเกียรติยศ ปราศจากการปะทะกันของการโต้แย้ง เราคือผู้สอนมนุษย์ให้ชิงชังสิ่งของทางโลก รังเกียจสิ่งในปัจจุบัน แสวงหาสิ่งที่เป็นของสรวงสวรรค์ ชื่นชมในสิ่งนิรันดร์ หลบหนีเกียรติยศ อดทนต่อการล่วงละเมิด วางความหวังทั้งปวงไว้ในเรา มิปรารถนาสิ่งใดนอกเหนือไปจากเรา แลเหนือสรรพสิ่ง คือให้รักเราอย่างเร่าร้อน”

4. “ด้วยว่าเคยมีผู้หนึ่ง ซึ่งโดยการรักเราจากก้นบึ้งแห่งดวงใจของเขา ได้เรียนรู้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แลกล่าวถ้อยคำอันน่ามหัศจรรย์ใจยิ่ง เขาได้รับประโยชน์จากการละทิ้งสรรพสิ่ง มากยิ่งกว่าการศึกษาความรู้ลึกซึ้งใดๆ ทว่าสำหรับบางคน เรากล่าวถึงสิ่งธรรมดาสามัญ สำหรับผู้อื่นเรากล่าวสิ่งพิเศษ สำหรับบางคน เราปรากฏอย่างอ่อนโยนในสัญลักษณ์แลรูปเปรียบ แลอีกบางคน เราเปิดเผยความล้ำลึกในแสงสว่างอันเจิดจ้า สุรเสียงของตำรานั้นมีเพียงหนึ่ง ทว่ามันมิได้ให้ความรู้แก่ทุกคนในลักษณะเดียวกัน เพราะภายในนั้น เราคือบรมครูแห่งความจริง ผู้สอดส่องดวงใจ ผู้หยั่งรู้ความคิด ผู้ขับเคลื่อนการกระทำ เพื่อแจกจ่ายให้แก่มนุษย์แต่ละคน ตามที่เราเห็นสมควร”

(1) 1 โครินธ์ 4:20 (2) สดุดี 94:10 (3) เศฟันยาห์ 1:12 (4) 1 โครินธ์ 4:5

คำถามเพื่อการรำพึงแลเจริญชีวิตฝ่ายวิญญาณจิต 

1. ข้าพเจ้าศึกษาพระวจนะเพื่อนำมาขัดเกลาบาปและสร้างความจำเริญในฤทธิ์กุศล หรือเพียงเพื่ออวดอ้างความรู้ของตน?

2. ข้าพเจ้ายอมรับพระเยซูคริสต์เป็น "บรมครู" แต่เพียงผู้เดียวที่คอยสอดส่องและตรวจสอบมโนธรรมของข้าพเจ้าหรือไม่?

 

บทภาวนาประจำบทที่ 43

ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า บรมครูแห่งความจริงและองค์ปรีชาญาณสูงสุด ข้าพระองค์ขอกราบวิงวอนต่อเบื้องพระพักตร์ ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์ละทิ้งความปรารถนาในความรู้ทางโลกอันว่างเปล่า

ขอให้ถ้อยคำของพระองค์จุดประกายดวงใจของข้าพระองค์ เพื่อให้บังเกิดความสำนึกผิดและปรารถนาที่จะเจริญก้าวหน้าในความรักต่อพระองค์ ขอให้ข้าพระองค์เป็นเหมือนทารกที่พร้อมรับคำสอนอันเรียบง่ายแต่ล้ำลึกจากพระจิตเจ้าเสมอ

ทั้งนี้ เพื่อข้าพระองค์จะสามารถจำลองแบบชีวิตขององค์พระคริสต์ ได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อคู่ควรกับชีวิตนิรันดร์ด้วยเทอญ อาแมน

ท่านกำลังอ่าน

เล่มที่ 3 ความปลอบประโลมที่อยู่ภายใน

บทที่ 43 การต้านทานความรู้อันว่างเปล่าแลเป็นของโลก