Skip to main content

แปลและเรียบเรียงโดย Faith4Thai.com

เล่มที่ 3 ความปลอบประโลมที่อยู่ภายใน
บทที่ 46 การมีความวางใจในพระเจ้า เมื่อถูกสาดส่องด้วยถ้อยคำอันชั่วร้าย

“บุตรของเราเอ๋ย จงยืนหยัดให้มั่นคงแลเชื่อในเราเถิด ด้วยว่าถ้อยคำก็เป็นเพียงถ้อยคำมิใช่หรือ? มันล่องลอยไปในอากาศ ทว่ามิอาจทำให้ศิลาใดฟกช้ำได้ หากเจ้ามีความผิด จงพิจารณาดูว่าเจ้าจะยินดีแก้ไขตนเองอย่างไร หากเจ้ามิรู้ถึงความผิดใดๆ ในตนเอง จงถือว่าเจ้าเต็มใจที่จะแบกรับสิ่งนี้เพื่อเห็นแก่พระเจ้า นับว่าเล็กน้อยเพียงพอแล้วที่บางคราวเจ้าต้องทนรับถ้อยคำอันแข็งกร้าว เพราะเจ้ายังมิอาจทนรับการทุบตีอันรุนแรงได้ แลเหตุไฉนเรื่องไร้สาระเช่นนี้จึงเข้าไปสู่ดวงใจของเจ้าเล่า นอกเสียจากว่าเจ้ายังคงฝักใฝ่ในเนื้อหนัง แลให้ความสำคัญแก่มนุษย์มากเกินกว่าที่เจ้าสมควร? ด้วยเหตุที่เจ้าเกรงกลัวที่จะถูกดูแคลน เจ้าจึงมิเต็มใจที่จะถูกตำหนิในความผิดของเจ้า แลแสวงหาที่กำบังอันไร้ค่าจากข้อแก้ตัวต่างๆ”

2. “ทว่าจงพินิจเข้าไปในตนเองให้ดีขึ้นเถิด แลเจ้าจักรู้ว่าโลกนี้ยังคงมีชีวิตอยู่ในตัวเจ้า แลความรักอันว่างเปล่าที่จะทำให้มนุษย์พึงพอใจ เพราะเมื่อเจ้าหลบหนีจากการถูกทำให้ต่ำต้อยแลต้องอับอายเพราะความผิดของเจ้า ย่อมเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าเจ้ามิได้ถ่อมตนอย่างแท้จริง หรือตายต่อโลกอย่างแท้จริงเลย แลโลกก็มิได้ถูกตรึงกางเขนสำหรับเจ้า ทว่าจงเงี่ยหูฟังถ้อยคำของเราเถิด แลเจ้าจักไม่ใส่ใจต่อถ้อยคำนับหมื่นของมนุษย์ ดูเถิด หากสรรพสิ่งที่ความมุ่งร้ายขั้นสุดจะสรรค์สร้างขึ้นมาได้ ถูกนำมากล่าวปรักปรำเจ้า มันจักทำร้ายเจ้าได้อย่างไรเล่า หากเจ้าจะปล่อยให้มันผ่านพ้นไปเสียสิ้น แลมิให้ความสำคัญแก่มันมากไปกว่าผุยผง? มันจะสามารถถอนเส้นผมบนศีรษะของเจ้าแม้เพียงเส้นเดียวได้หรือ?”

3. “ทว่าผู้ที่หามีดวงใจอยู่ภายในตนไม่ แลมิได้มีพระเจ้าอยู่เบื้องหน้าดวงตาของเขา ย่อมหวั่นไหวไปกับถ้อยคำตำหนิได้ง่ายดายนัก ทว่าผู้ที่วางใจในเรา แลมิได้แสวงหาที่จะยึดมั่นในการตัดสินของตนเอง จักเป็นอิสระจากความหวาดกลัวต่อมนุษย์ เพราะเราคือผู้พิพากษาแลผู้หยั่งรู้ความเร้นลับทั้งปวง เรารู้ว่าสิ่งนั้นบังเกิดขึ้นได้อย่างไร เรารู้จักทั้งผู้กระทำร้ายแลผู้แบกรับ ถ้อยคำนั้นพรั่งพรูออกมาจากเรา แลโดยการอนุญาตของเราสิ่งนี้จึงบังเกิดขึ้น เพื่อความคิดในดวงใจของหลายคนจักถูกเปิดเผย(1) เราจักพิพากษาผู้กระทำผิดแลผู้บริสุทธิ์ ทว่าก่อนหน้านั้น เราได้มีเจตจำนงที่จะทดลองพวกเขาทั้งสองด้วยการพิพากษาอันเร้นลับ”

4. “คำพยานของมนุษย์บ่อยครั้งมักหลอกลวง การพิพากษาของเรานั้นสัตย์จริง มันจักตั้งมั่น แลจักมิอาจถูกลบล้างได้ โดยทั่วไปมันมักจะถูกซ่อนเร้นไว้ แลเป็นที่ประจักษ์แก่คนเพียงน้อยนิดในบางกรณีเท่านั้น ถึงกระนั้นมันก็มิเคยผิดพลาด แลมิอาจผิดพลาดได้ แม้ว่ามันจะดูไม่ถูกต้องในสายตาของมนุษย์ผู้โง่เขลาก็ตาม เหตุฉะนี้ มนุษย์จึงต้องพึ่งพาเราในการพิพากษาทั้งปวง แลต้องมิเอนเอียงไปตามความคิดเห็นของพวกเขา เพราะจักหามีความชั่วร้ายใดบังเกิดขึ้นแก่ผู้ชอบธรรม(2) ไม่ว่าสิ่งใดที่พระเจ้าจะทรงส่งมาให้เขา แม้ว่าข้อกล่าวหาอันอยุติธรรมบางประการจะถูกนำมาปรักปรำเขา เขาก็จักใส่ใจเพียงเล็กน้อย แลเช่นเดียวกัน เขาจักมิปีติยินดีจนเกินขอบเขต หากเขาได้รับการพิสูจน์อย่างกระจ่างชัดผ่านผู้อื่น เพราะเขาพิจารณาเห็นว่าเราคือผู้ที่ทดสอบดวงใจแลส่วนลึกภายใน(3) ผู้มิได้พิพากษาเพียงภายนอกแลตามรูปลักษณ์ของมนุษย์ ด้วยว่าบ่อยครั้งในสายตาของเรา สิ่งที่ถูกพบว่าสมควรถูกตำหนิ กลับถูกประเมินว่าสมควรได้รับการสรรเสริญในการตัดสินของมนุษย์”

5. ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ข้าแต่องค์ผู้พิพากษา ผู้ทรงชอบธรรม ทรงเข้มแข็ง แลทรงพากเพียร ผู้ทรงล่วงรู้ถึงความเปราะบางแลความบาปหนาของมนุษย์ ขอพระองค์ทรงเป็นพละกำลังแลความวางใจทั้งสิ้นของข้าพระองค์เถิด เพราะเพียงมโนธรรมของข้าพระองค์เองนั้นย่อมมิเพียงพอสำหรับข้าพระองค์ พระองค์ทรงล่วงรู้ในสิ่งที่ข้าพระองค์มิรู้ แลเหตุฉะนี้ ภายใต้การตำหนิติเตียนทั้งปวง ข้าพระองค์จึงสมควรที่จะถ่อมตนลง แลแบกรับมันไว้อย่างอ่อนโยน เหตุฉะนี้ ขอทรงโปรดเมตตาอภัยให้ข้าพระองค์ด้วยเถิด ในทุกคราที่ข้าพระองค์มิได้กระทำเช่นนี้ แลขอทรงประทานพระหรรษทานแห่งความอดทนอันยิ่งใหญ่กว่าในคราต่อไป ด้วยว่าสำหรับข้าพระองค์แล้ว พระทัยกรุณาอันอุดมสมบูรณ์ของพระองค์ เพื่อการบรรลุถึงการอภัยโทษจากพระองค์ ย่อมประเสริฐยิ่งกว่าความชอบธรรมที่ข้าพระองค์เชื่อว่าตนเองมี เพื่อใช้ปกป้องตนเองจากมโนธรรมที่ดักซุ่มรอต่อต้านข้าพระองค์ แม้ว่าข้าพระองค์จะมิรู้ว่าตนเองมีความผิดใด ถึงกระนั้นข้าพระองค์ก็มิได้ถูกนับว่าชอบธรรมโดยสิ่งนี้(4) เพราะหากพระเมตตาของพระองค์ถูกพรากไปเสียแล้ว ในสายพระเนตรของพระองค์ก็จักหามีผู้มีชีวิตใดถูกนับว่าชอบธรรมได้เลย(5)

(1) ลูกา 2:35 (2) สุภาษิต 12:21 (3) สดุดี 7:9 (4) 1 โครินธ์ 4:4 (5) สดุดี 143:2

 

คำถามเพื่อการรำพึงแลเจริญชีวิตฝ่ายวิญญาณจิต

1. เมื่อถูกกล่าวร้ายหรือตัดสินอย่างไม่เป็นธรรม ข้าพเจ้าสูญเสียสันติสุขเพราะยังคงแสวงหาการยอมรับจากโลกนี้อยู่หรือไม่?

2. ข้าพเจ้ามอบความไว้วางใจให้พระเจ้าเป็นผู้พิพากษาและสอดส่องมโนธรรมของข้าพเจ้า หรือยังคงดิ้นรนแก้ตัวและตอบโต้ด้วยความโกรธเคือง?

 

บทภาวนาประจำบทที่ 46

ข้าแต่องค์พระผู้พิพากษาสูงสุด ผู้ทรงล่วงรู้ทุกความเร้นลับในดวงใจ ข้าพระองค์ขอกราบวิงวอนต่อเบื้องพระพักตร์ ขอทรงประทานความเข้มแข็งให้ข้าพระองค์สามารถอดทนต่อถ้อยคำตำหนิและการถูกใส่ความด้วยความพากเพียร

ขออย่าให้ข้าพระองค์หวั่นไหวไปกับการตัดสินอันจอมปลอมของมนุษย์ ทว่าขอให้ดวงใจของข้าพระองค์ถ่อมลงและยอมรับความชอบธรรมจากพระองค์แต่เพียงผู้เดียว ขอให้การสถิตอยู่ของพระองค์เป็นความปลอบประโลมที่เหนือกว่าคำสรรเสริญใดๆ

ทั้งนี้ เพื่อข้าพระองค์จะสามารถจำลองแบบชีวิตขององค์พระคริสต์ ได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อคู่ควรกับชีวิตนิรันดร์ด้วยเทอญ อาแมน

ท่านกำลังอ่าน

เล่มที่ 3 ความปลอบประโลมที่อยู่ภายใน

บทที่ 46 การมีความวางใจในพระเจ้า เมื่อถูกสาดส่องด้วยถ้อยคำอันชั่วร้าย