Skip to main content

แปลและเรียบเรียงโดย Faith4Thai.com

เล่มที่ 3 ความปลอบประโลมที่อยู่ภายใน
บทที่ 47 ความยากลำบากทั้งปวง สมควรได้รับการอดทนแบกรับ เพื่อเห็นแก่ชีวิตนิรันดร์

“บุตรของเราเอ๋ย อย่าให้ความตรากตรำที่เจ้าได้รับภาระมาเพื่อเรานั้นทำให้เจ้าแตกหักเลย แลอย่าให้ความทุกข์ยากทำให้เจ้าล้มลงแต่ประการใด ทว่าจงให้คำสัญญาของเราเสริมกำลังแลประทานความปลอบประโลมแก่เจ้าในทุกเหตุการณ์ เราย่อมเพียงพอที่จะตอบแทนรางวัลแก่เจ้าอย่างเหนือกว่ามาตรวัดแลขอบเขตทั้งปวง เจ้าจักมิต้องตรากตรำอยู่ที่นี่นานนัก แลจักมิต้องถูกถ่วงให้หนักอึ้งด้วยความโศกเศร้าอยู่เสมอไป จงรอคอยอีกสักพักหนึ่งเถิด แลเจ้าจักได้เห็นจุดจบอันรวดเร็วของความเลวร้ายของเจ้า โมงยามจักมาถึงเมื่อความตรากตรำแลความสับสนทั้งปวงจักสิ้นสุดลง สรรพสิ่งที่ผ่านพ้นไปตามกาลเวลานั้น ล้วนเล็กน้อยแลแสนสั้นนัก”

2. “จงกระทำสิ่งที่เจ้ากระทำอยู่อย่างมุ่งมั่นเถิด จงตรากตรำอย่างสัตย์ซื่อในสวนองุ่นของเรา เราจักเป็นรางวัลของเจ้า จงเขียน จงอ่าน จงร้องเพลง จงร้องไห้ จงนิ่งเงียบ จงสวดภาวนา จงอดทนต่อความทุกข์ยากอย่างบุรุษกล้า ชีวิตนิรันดร์ย่อมคู่ควรกับการดิ้นรนต่อสู้เหล่านี้ ใช่แล้ว แลยิ่งใหญ่กว่าเสียอีก สันติสุขจักมาถึงในวันหนึ่งซึ่งเป็นที่ล่วงรู้แก่องค์พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งจักมิใช่ทั้งกลางวันแลกลางคืน(1) ทว่าจะเป็นความสว่างนิรันดร์ ความกระจ่างแจ้งอันหาที่สุดมิได้ สันติสุขอันมั่นคง แลการพักผ่อนอันไร้การรบกวน เมื่อนั้นเจ้าจักมิกล่าวว่า ผู้ใดเล่าจะช่วยกอบกู้ข้าพเจ้าจากร่างกายแห่งความตายนี้?(2) แลจักมิร้องตะโกนว่า วิบัติแก่ข้าพเจ้า เพราะการพักพิงของข้าพเจ้าถูกยืดเยื้อออกไป(3) เพราะความตายจักถูกทำลายล้างอย่างสิ้นเชิง แลจักมีความรอดพ้นซึ่งมิอาจล้มเหลวได้อีก มิมีความกระวนกระวายอีกต่อไป มีแต่ความรื่นรมย์อันผาสุก แลสังคมอันหอมหวานแลสูงส่ง”

3. “โอ หากเจ้าได้แลเห็นมงกุฎอันมิรู้ร่วงโรยของบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ในสรวงสวรรค์ แลเห็นว่าบัดนี้พวกเขาชื่นชมยินดีด้วยสิริรุ่งโรจน์อันยิ่งใหญ่เพียงใด ผู้ซึ่งกาลก่อนเคยถูกโลกนี้ประเมินค่าอย่างน่าดูแคลน แลประหนึ่งว่ามิคู่ควรแก่การมีชีวิตอยู่ แท้จริงแล้ว เจ้าย่อมจะถ่อมตนเองลงจนติดดินในทันที แลปรารถนาที่จะอยู่ใต้บังคับของคนทั้งปวง ยิ่งกว่าที่จะมีอำนาจเหนือผู้ใด แลเจ้าจักมิโหยหาวันเวลาอันน่ารื่นรมย์ของชีวิตนี้ ทว่าจักชื่นชมยินดียิ่งกว่าที่จะทนทุกข์ลำบากเพื่อเห็นแก่พระเจ้า แลจักประเมินว่าการถูกนับว่าเป็นความว่างเปล่าในหมู่มนุษย์นั้นคือผลกำไร”

4. “โอ หากสิ่งเหล่านี้เป็นที่หวานชื่นต่อการลิ้มรสของเจ้า แลขับเคลื่อนเจ้าไปถึงก้นบึ้งแห่งดวงใจของเจ้าแล้วไซร้ เจ้าจักกล้าพร่ำบ่นแม้แต่เพียงครั้งเดียวได้อย่างไร? สิ่งอันน่าตรากตรำทั้งปวง มิสมควรได้รับการอดทนแบกรับเพื่อเห็นแก่ชีวิตนิรันดร์ดอกหรือ? การสูญเสียหรือการได้รับมาซึ่งอาณาจักรของพระเจ้านั้น มิใช่เรื่องเล็กน้อยเลย เหตุฉะนี้ จงแหงนหน้าของเจ้าขึ้นสู่สรวงสวรรค์เถิด ดูเถิด เราแลบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวงของเราที่อยู่กับเรา ผู้ซึ่งในโลกนี้ได้ดิ้นรนต่อสู้อย่างยากลำบาก บัดนี้กำลังชื่นชมยินดี บัดนี้ได้รับการประทานความปลอบประโลมแล้ว บัดนี้ปลอดภัยแล้ว บัดนี้มีสันติสุขแล้ว แลจักพำนักอยู่กับเราตลอดกาลเป็นนิตย์ในอาณาจักรแห่งพระบิดาของเรา”

(1) เศคาริยาห์ 14:7 (2) โรม 7:24 (3) สดุดี 120

 

คำถามเพื่อการรำพึงแลเจริญชีวิตฝ่ายวิญญาณจิต 

1. ข้าพเจ้ามองเห็นความทุกข์ยากและการดิ้นรนในปัจจุบัน เป็นโอกาสในการสะสมบำเหน็จรางวัลในชีวิตนิรันดร์ หรือมองว่าเป็นเพียงภาระที่น่าหลีกหนี?

2. ข้าพเจ้าเต็มใจที่จะแบกรับกางเขนอย่างพากเพียร เพื่อที่จะได้ก้าวเข้าสู่อาณาจักรสวรรค์และร่วมชื่นชมยินดีกับบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์หรือไม่?

 

บทภาวนาประจำบทที่ 47

ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า องค์แหล่งสิริรุ่งโรจน์และบำเหน็จรางวัลของบรรดาศรัทธาชน ข้าพระองค์ขอกราบวิงวอนต่อเบื้องพระพักตร์ ขอทรงประทานพระหรรษทานให้ข้าพระองค์มีดวงตาที่จับจ้องไปยังชีวิตนิรันดร์ เพื่อให้สามารถก้าวผ่านความตรากตรำในชีวิตอันแสนสั้นนี้ไปได้

ในยามที่ข้าพระองค์ท้อแท้และเหนื่อยล้า ขอให้พระสัญญาแห่งสรวงสวรรค์เป็นความปลอบประโลมและเสริมกำลังข้าพระองค์ ให้มุ่งมั่นบากบั่นดำเนินต่อไปโดยไม่ปริปากบ่น

ทั้งนี้ เพื่อข้าพระองค์จะสามารถจำลองแบบชีวิตขององค์พระคริสต์ ได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อคู่ควรกับชีวิตนิรันดร์ด้วยเทอญ อาแมน

 

ท่านกำลังอ่าน

เล่มที่ 3 ความปลอบประโลมที่อยู่ภายใน

บทที่ 47 ความยากลำบากทั้งปวง สมควรได้รับการอดทนแบกรับ เพื่อเห็นแก่ชีวิตนิรันดร์