Skip to main content

แปลและเรียบเรียงโดย Faith4Thai.com

เล่มที่ 3 ความปลอบประโลมที่อยู่ภายใน
บทที่ 54 การขับเคลื่อนอันหลากหลาย ของธรรมชาติ แลพระหรรษทาน

“บุตรของเราเอ๋ย จงใส่ใจอย่างถี่ถ้วนต่อการขับเคลื่อนของธรรมชาติแลของพระหรรษทาน เพราะพวกมันขับเคลื่อนไปในลักษณะที่ตรงกันข้ามแลแยบยลยิ่งนัก แลแทบจะแยกแยะมิได้เลย เว้นเสียแต่โดยมนุษย์ฝ่ายวิญญาณจิตแลผู้ที่ได้รับการส่องสว่างอยู่ภายใน แท้จริงแล้ว มนุษย์ทุกคนย่อมแสวงหาความดีงาม แลเสแสร้งว่ามีสิ่งดีงามบางประการในสรรพสิ่งที่พวกเขาพูดหรือกระทำ แลด้วยเหตุนี้ ภายใต้รูปลักษณ์ของความดีงาม คนเป็นอันมากจึงถูกหลอกลวง”

2. “ธรรมชาตินั้นหลอกลวง แลชักนำไปสู่ความหลงผิด ดักจับ แลหลอกลวงผู้คนมากมาย แลมักจะเอาตนเองเป็นจุดหมายปลายทางเสมอ ทว่าพระหรรษทานนั้นดำเนินไปในความเรียบง่าย แลหันหนีจากรูปลักษณ์ของความชั่วร้ายทั้งปวง มิได้เสแสร้งจอมปลอม แลกระทำสรรพสิ่งอย่างสิ้นเชิงเพื่อเห็นแก่พระเจ้า ผู้ซึ่งในท้ายที่สุดมันจะได้พักพิงอยู่ในพระองค์”

3. “ธรรมชาติมิเต็มใจอย่างยิ่งที่จะตาย แลที่จะถูกกดทับ แลที่จะถูกพิชิต แลที่จะตกอยู่ใต้บังคับ แลที่จะแบกรับแอกอย่างเต็มใจ ทว่าพระหรรษทานนั้นศึกษาการทำลายกิเลสของตนเอง ต้านทานตัณหาฝ่ายเนื้อหนัง แสวงหาที่จะถูกปราบ ปรารถนาที่จะถูกพิชิต แลมิปรารถนาที่จะใช้เสรีภาพของตนเอง มันรักที่จะถูกควบคุมโดยวินัย แลมิปรารถนาที่จะมีอำนาจเหนือผู้ใด ทว่ามักจะดำรงชีวิต พำนักอยู่ แลมีตัวตนอยู่ภายใต้พระเจ้าเสมอ แลเพื่อเห็นแก่พระเจ้า มันก็พร้อมที่จะอยู่ใต้บังคับกฎเกณฑ์ทั้งปวงของมนุษย์อย่างถ่อมตน”

4. “ธรรมชาติตรากตรำเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง แลพิจารณาว่าตนจะได้รับผลกำไรอันใดจากผู้อื่น ทว่าพระหรรษทานพิจารณามากยิ่งกว่านั้น มิใช่สิ่งที่เป็นประโยชน์แลสะดวกสบายแก่ตนเอง ทว่าสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คนหมู่มาก”

5. “ธรรมชาติยินดีรับเกียรติยศแลความเคารพ ทว่าพระหรรษทานถวายเกียรติยศแลสิริรุ่งโรจน์ทั้งปวงแด่พระเจ้าอย่างสัตย์ซื่อ”

6. “ธรรมชาติหวาดกลัวความสับสนแลการถูกดูแคลน ทว่าพระหรรษทานชื่นชมยินดีที่จะทนรับความอับอายเพื่อพระนามของพระเยซู”

7. “ธรรมชาติรักความสุขสบายแลความสงบทางร่างกาย ทว่าพระหรรษทานมิอาจอยู่เฉยได้ ทว่าสวมกอดความตรากตรำด้วยความยินดี”

8. “ธรรมชาติแสวงหาที่จะครอบครองสิ่งอันแปลกใหม่แลดึงดูดใจ แลชิงชังสิ่งที่หยาบกระด้างแลราคาถูก ทว่าพระหรรษทานชื่นชมยินดีในสิ่งที่เรียบง่ายแลถ่อมตน มิดูแคลนสิ่งที่หยาบกระด้าง หรือปฏิเสธที่จะสวมใส่อาภรณ์เก่าๆ”

9. “ธรรมชาติใส่ใจในสิ่งชั่วคราว ชื่นชมยินดีในผลกำไรทางโลก เศร้าหมองเมื่อสูญเสีย ขุ่นเคืองด้วยถ้อยคำประทุษร้ายเพียงเล็กน้อย ทว่าพระหรรษทานเอื้อมคว้าสิ่งที่เป็นนิรันดร์ มิเกาะติดสิ่งชั่วคราว มิหวั่นไหวต่อความสูญเสีย หรือขมขื่นด้วยถ้อยคำอันแข็งกร้าวใดๆ เพราะมันได้วางทรัพย์สมบัติแลความชื่นชมยินดีของมันไว้ในสรวงสวรรค์ ที่ซึ่งหามีสิ่งใดพินาศไป”

10. “ธรรมชาตินั้นโลภ แลรับเอาด้วยความเต็มใจมากกว่าที่จะให้ รักสิ่งที่เป็นส่วนตัวแลเป็นของเฉพาะตน ในขณะที่พระหรรษทานนั้นมีเมตตาแลเอื้อเฟื้อ หลีกเลี่ยงความเห็นแก่ตัว พึงพอใจในสิ่งเล็กน้อย เชื่อว่า การให้ย่อมเป็นเหตุให้ได้รับบรมสุขยิ่งกว่าการรับ”

11. “ธรรมชาติโน้มน้าวเจ้าไปสู่สิ่งเนรมิต ไปสู่เนื้อหนังของเจ้าเอง ไปสู่ความว่างเปล่าแลการปล่อยตัว ทว่าพระหรรษทานดึงดูดไปสู่พระเจ้าแลฤทธิ์กุศล ละทิ้งสิ่งเนรมิต หลบหนีจากโลก ชิงชังความปรารถนาของเนื้อหนัง ควบคุมความเพ้อฝัน อับอายที่จะปรากฏตัวในที่สาธารณะ”

12. “ธรรมชาติยินดีที่จะได้รับความปลอบประโลมภายนอกบางประการ ซึ่งประสาทสัมผัสอาจได้รับความเพลิดเพลิน ทว่าพระหรรษทานแสวงหาที่จะได้รับการบรรเทาใจในพระเจ้าเพียงผู้เดียว แลชื่นชมยินดีในองค์ความดีงามสูงสุดเหนือสิ่งใดที่มองเห็นได้”

13. “ธรรมชาติกระทำทุกสิ่งเพื่อผลกำไรแลผลประโยชน์ของตนเอง มิอาจกระทำสิ่งใดให้เป็นความโปรดปรานที่ให้เปล่า ทว่าหวังที่จะได้รับบางสิ่งที่ดีเท่าเทียมหรือดีกว่า หรือคำสรรเสริญหรือความโปรดปรานบางประการสำหรับผลประโยชน์ของมัน แลมันรักที่จะให้กิจการแลของประทานของตนได้รับการประเมินค่าอย่างสูง ทว่าพระหรรษทานมิแสวงหาสิ่งชั่วคราวใดๆ หรือเรียกร้องของประทานแห่งรางวัลอื่นใดนอกเหนือไปจากพระเจ้าเพียงผู้เดียว แลมันก็มิโหยหาความจำเป็นทางโลกมากไปกว่าสิ่งที่เพียงพอสำหรับการบรรลุถึงชีวิตนิรันดร์”

14. “ธรรมชาติชื่นชมยินดีในมิตรสหายแลเครือญาติมากมาย มันโอ้อวดในตำแหน่งอันสูงส่งแลชาติกำเนิดอันสูงส่ง มันแย้มยิ้มให้ผู้มีอำนาจ ประจบสอพลอคนร่ำรวย ปรบมือให้บรรดาผู้ที่เหมือนกับตนเอง ทว่าพระหรรษทานรักแม้กระทั่งศัตรูของตน แลมิได้หยิ่งผยองด้วยจำนวนมิตรสหายมากมาย มิได้ให้คุณค่าแก่ตำแหน่งอันสูงส่งหรือชาติกำเนิดอันสูงส่ง เว้นเสียแต่ว่าจะมีฤทธิ์กุศลที่ยิ่งใหญ่กว่าควบคู่ไปด้วย โปรดปรานคนยากจนมากกว่าคนร่ำรวย มีความเห็นอกเห็นใจต่อผู้บริสุทธิ์มากกว่าผู้มีอำนาจ ชื่นชมยินดีกับผู้สัตย์จริง มิใช่กับผู้มุสา มักจะตักเตือนคนดีให้บากบั่นแสวงหาของประทานแห่งพระหรรษทานที่ดีกว่าเสมอ แลให้กลายเป็นผู้ที่เหมือนกับพระบุตรของพระเจ้าโดยความบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์”

15. “ธรรมชาติมักจะพร่ำบ่นอย่างรวดเร็วถึงความยากจนแลความยากลำบาก ทว่าพระหรรษทานแบกรับความขัดสนด้วยความมั่นคง”

16. “ธรรมชาติมองสรรพสิ่งโดยอ้างอิงถึงตนเอง ดิ้นรนแลโต้เถียงเพื่อตนเอง ทว่าพระหรรษทานนำพาสรรพสิ่งกลับคืนสู่พระเจ้า ผู้ซึ่งพวกมันถือกำเนิดมาในปฐมกาล มิได้ยกความดีงามใดให้แก่ตนเอง หรือหยิ่งผยองอวดดี มิชอบการโต้แย้ง หรือยกย่องความคิดเห็นของตนเองว่าดีกว่าผู้อื่น ทว่าในทุกประสาทสัมผัสแลความเข้าใจ มันมอบตนเองให้อยู่ใต้บังคับของพระปรีชาญาณนิรันดร์แลการพิพากษาของพระเจ้า”

17. “ธรรมชาตินั้นกระตือรือร้นที่จะล่วงรู้ความลับแลได้ยินสิ่งใหม่ๆ มันรักที่จะปรากฏตัวภายนอก แลรับประสบการณ์ในหลายสิ่งผ่านทางประสาทสัมผัส มันปรารถนาที่จะได้รับการยอมรับ แลกระทำสิ่งเหล่านั้นที่นำมาซึ่งคำสรรเสริญแลความชื่นชม ทว่าพระหรรษทานมิใส่ใจที่จะรวบรวมสิ่งใหม่ๆ หรือสิ่งอันน่าฉงน เพราะสรรพสิ่งเหล่านี้ล้วนผุดขึ้นมาจากความเสื่อมทรามอันเก่าแก่ ในขณะที่หามีสิ่งใดใหม่หรือยั่งยืนบนแผ่นดินโลกเลย เหตุฉะนี้ มันจึงสอนให้ควบคุมประสาทสัมผัส หลีกเลี่ยงความพึงพอใจในตนเองอันว่างเปล่าแลการโอ้อวด ซ่อนเร้นสิ่งเหล่านั้นที่สมควรได้รับคำสรรเสริญแลความชื่นชมอย่างแท้จริงไว้อย่างถ่อมตน แลจากสรรพสิ่งแลในความรู้ทั้งปวง มันสอนให้แสวงหาผลอันเป็นประโยชน์ แลคำสรรเสริญแลเกียรติยศของพระเจ้า มันมิปรารถนาที่จะรับคำสรรเสริญสำหรับตนเองหรือสิ่งที่เป็นของตน ทว่าโหยหาให้พระเจ้าทรงได้รับการถวายพระพรในของประทานทั้งปวงของพระองค์ ผู้ทรงประทานสรรพสิ่งด้วยความรักอันปราศจากการเจือปน”

18. พระหรรษทานนี้คือแสงสว่างเหนือธรรมชาติ แลเป็นของประทานพิเศษบางประการจากพระเจ้า แลเป็นเครื่องหมายที่แท้จริงของผู้ที่ถูกเลือกสรร แลเป็นหลักประกันแห่งความรอดพ้นนิรันดร์ มันยกชูมนุษย์จากสิ่งของทางโลกให้ไปรักสิ่งที่เป็นของสรวงสวรรค์ แลมันกระทำให้มนุษย์ฝ่ายเนื้อหนังกลายเป็นมนุษย์ฝ่ายวิญญาณจิต เหตุฉะนี้ ตราบใดที่ธรรมชาติถูกกดทับแลถูกพิชิตอย่างสิ้นเชิง ตราบนั้นพระหรรษทานที่ยิ่งใหญ่กว่าก็จักถูกประทานให้ แลมนุษย์ภายในก็จักถูกสร้างขึ้นใหม่ในทุกวี่วันโดยการเยี่ยมเยียนอันสดใหม่ ตามพระฉายาของพระเจ้า

 

คำถามเพื่อการรำพึงแลเจริญชีวิตฝ่ายวิญญาณจิต 

1. กิจการดีที่ข้าพเจ้ากระทำนั้น เป็นไปตามการขับเคลื่อนของ "ธรรมชาติ" (หวังผลตอบแทนและคำชม) หรือของ "พระหรรษทาน" (ทำเพื่อพระเจ้าด้วยความถ่อมใจ)?

2. ข้าพเจ้ากำลังพยายามทำลายธรรมชาติที่เสื่อมทรามของตน เพื่อเปิดทางให้พระหรรษทานได้ทำงานและสร้างข้าพเจ้าขึ้นใหม่ตามพระฉายาของพระเจ้าหรือไม่?

 

บทภาวนาประจำบทที่ 54

ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า องค์แหล่งความดีงามและพระหรรษทานอันบริสุทธิ์ ข้าพระองค์ขอกราบวิงวอนต่อเบื้องพระพักตร์ ข้าพระองค์รับรู้ถึงความอ่อนแอและแรงขับเคลื่อนแห่งธรรมชาติที่เสื่อมทรามภายในตนเอง ซึ่งมักจะแสวงหาผลประโยชน์ทางโลกเสมอ

ขอทรงประทานพระหรรษทานแห่งสรวงสวรรค์ เพื่อทำลายกิเลสและตัณหาฝ่ายเนื้อหนัง ขอให้ชีวิตของข้าพระองค์ขับเคลื่อนด้วยความรักที่ให้เปล่า ความถ่อมตน และความปรารถนาที่จะถวายเกียรติแด่พระองค์แต่เพียงผู้เดียว

ทั้งนี้ เพื่อข้าพระองค์จะสามารถจำลองแบบชีวิตขององค์พระคริสต์ ได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อคู่ควรกับชีวิตนิรันดร์ด้วยเทอญ อาแมน

ท่านกำลังอ่าน

เล่มที่ 3 ความปลอบประโลมที่อยู่ภายใน

บทที่ 54 การขับเคลื่อนอันหลากหลาย ของธรรมชาติ แลพระหรรษทาน