Skip to main content

1. โทษทางประสาท

            เมื่อคนเราทำบาป ก็ทำความผิดสองประการคือ การละทิ้งพระเป็นเจ้าองค์คุณงามความดีที่ล้นพ้น และการหันไปหาสัตว์โลก “ประชากรของเราได้กระทำชั่วสองประการ คือ ได้ละทิ้งเราผู้เป็นธารน้ำอันทรงชีวิต และไปขุดบ่อ บ่ออันแตกระแหงที่ขังน้ำไม่อยู่” (ยรม. 2, 13) ในการทำเคืองพระทัยพระเป็นเจ้า คนบาปหันไปหาสัตว์โลกนี้เอง ฉะนั้นจึงยุติธรรมแล้วที่ในนรกสัตว์โลกเองจะทรมานเขา อาทิ ไฟ และปีศาจ นี่แหละที่เรียกว่า โทษทางประสาท แต่เพราะความผิดอันสำคัญ ที่ทำให้เป็นบาปนั้นอยู่ที่การหันหลังให้พระเป็นเจ้าฉะนั้นโทษของนรกที่ร้ายแรงกว่าหมดจึงเป็น โทษความสุญเสีย หมายความถึงโทษความสูญเสียพระเป็นเจ้านั่นเอง

            ณ ที่นี้ ชาวเราจะพิเคราะห์ดูโทษทางประสาทก่อน ความเชื่อสอนว่า นรกมีอยู่จริง ที่ในสะดือแผ่นดิน มีคุกสำหรับลงโทษผู้ที่คิดกบฏต่อพระเป็นเจ้านรกคืออะไร?- คือ “สถานแห่งการทรมาน” (ลก. 16, 28) ผู้ให้ชื่อดังนี้ คือเศรษฐีนักกินซึ่งได้ตกนรก นรกเป็นสถานแห่งการทรมาน เป็นที่ซึ่งประสาททุกอัน สมรรถภาพทุกอันของนักโทษ จะถูกโทษทนทุกข์ทรมานต่างหากโดยเฉพาะ และยิ่งใครได้ใช้ประสาทอันหนึ่งทำเคืองพระทัยของพระเป็นเจ้ามากประสาทอันนั้นก็ยิ่งจะถูกทรมานมากขึ้น “คนทุกคนจะถูกโทษ โดยสิ่งที่เขาได้ใช้ทำบาป” (ปชญ. 11, 17) “จงทรมานมัน เท่าที่มันได้ให้เกียรติยศและความสนุกสนานแก่เขา” (วว. 18, 7)

            ประสาทแห่งการเห็น จะถูกทรมานด้วยความมืด (โยบ. 10, 21) เรารู้สึกสงสารเหลือเกิน เมื่อได้ยิว่า ใครถูกขังอยู่ในหลุมมืดตลอดทั้งชีวิต เป็นเวลานานตั้ง 40-50 ปีมาแล้ว! นรก คือ ขุมอันปิดหมดทุกด้าน, ไม่มีแสงแดดหรือแสงอะไรเข้าไปเลย “เขาจะไม่แลเห็นแสงสว่างทั้งชั่วนิรันดร” (สดด. 48, 20) ไฟในโลกเรานี้มีแสงสว่าง แต่ไฟในนรก มืดตื้อทีเดียว ผู้นิพนธ์บทเพลงสดุดี รจนาไว้ว่า “พระสุรเสียงของพระเป็นเจ้า ทรงแยกเพลิงออกจากไฟ” (สดด. 28, 7) นักบุญบาซีลีโอ อธิบายความตอนนี้ว่า: พระสวามีทรงแยกไฟออกจากความสว่าง โดยว่า ไฟชนิดนั้น จะทำหน้าที่เยา และไม่ทำหน้าที่ให้ความสว่าง ส่วนท่านอัลแบร์โต มักโญ สาวกกล่าวอีกว่า “พระองค์ทรงแยกความสว่างออกจากความร้อน” (1) ควันที่ออกจากไฟนั้นเอง จะประกอบขึ้นเป็นกลุ่มเป็นลำความมืดมน ตามคำกล่าวของ นักบุญยูดา และจะทำให้ตาของพวกนักโทษบอดไป “ความมืดมน จะปกคลุมเขาไว้ตลอดนิรันดร” (ยด. 5, 13) นักบุญโทมัส แจ้งว่าพวกนักโทษจะมีแสงสว่างเฉพาะพอดี ๆ สำหรับจะทรมานเขาหนักขึ้น (2) อาศัยแสงสลัว ๆ นั้น เขาจะเห็นความน่าเกลียดน่าชังของพวกนักโทษ และของหมู่ปีศาจซึ่งจะมีรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัว เป็นเหตุให้เขาขนลุก

            ประสาทแห่งการสุดดม จะถูกทรมาน หากเราถูกขังอยู่ในห้องที่มีศพกำลังเน่าเฟะ เราจะรู้สึกสะอิดสะเอียนเพียงไร? ก็นักโทษในนรกต้องรวมอยู่ด้วยกันเป็นจำนวนนับล้าน ๆ เขาเหล่านี้ มีชีวิตอยู่ก็เพื่อถูกทรมาน แต่เมื่อพูดถึงความเน่าเหม็นแล้ว ต้องว่า เขาเป็นศพโดยแท้ (อสย. 34, 3) นักบุญเบอนาแวนตูราบอกว่า: หากจะเอาร่างของนักโทษคนหนึ่งออกมาจากนรกและเอามาทิ้งไว้บนแผ่นดิน กลิ่นเหม็นของมัน ก็พอจะฆ่ามนุษย์หมดสิ้นโลก แต่ อนิจจา! คนบ้าบางคนยังพูดออกมาได้ว่า: ถึงจะไปนรก ฉันก็ไม่ไปคนเดียว: คนบ้าเจ้าเอ๋ย ยิ่งจะมีพวกมากในนรก เจ้าก็ยิ่งจะถูกทรมานมากขึ้น นักบุญโทมัส บันทึกว่า: การที่มีเพื่อนทนทุกข์ด้วยกันมาก ๆ ในนรก ไม่ลดความทุกข์เวทนาลงหรอก กลับทวีมากขึ้นอีกต่างหาก (3) นี่แน่ะ ข้าพเจ้าจะบอกให้: ท่านยิ่งจะต้องลำบากมากขึ้นเพราะกลิ่นเหม็น เพราะเสียงอึกทึก และเพราะการอัดแอยัดเยียดกัน นักโทษในนรกนั้นจะทับซ้อนกันคล้ายฝูงแกะในฤดูหนาว “ในนรกเขาจะทับกันดุจฝูงแกะ” (สดด. 48, 15) กว่านั้นอีก เขาจะคล้ายกับผลองุ่น ที่ถูกเครื่องหีบของพระเป็นเจ้าบีบ “พระองค์ทรงเหยียบเครื่องหีบผลองุ่นแห่งพระพิโรธ ของพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ทุกประการ” (วว. 19, 15) เพราะการถูกบีบดังนี้เอง จึงเกิดมีโทษ ให้กระดุกกระดิกเคลื่อนที่ไม่ได้ “เขาจะไม่รู้จักเคลื่อนที่ ประดุจหินเผา” (อพย. 15, 16) ฉะนั้น ในวันสุดท้าย เมื่อนักโทษตกลงใปในนรก มีกิริยาการอยู่ในท่าใด ก็จะคงอยู่ในท่านั้น จะเปลี่ยนที่ จะกระดุกกระดิกมือเท้าไม่ได้ต่อไปต้องอยู่ดังนี้เรื่อยไป ตราบเท่าที่พระผู้เป็นเจ้า ยังคงเป็นพระผู้เป็นเจ้า

            ประสาทแห่งการได้ยิน จะถูกทรมาน ด้วยการได้ยินเสียงเห่าหอนและร้องไห้คร่ำครวญของพวกนักโทษน่าทุเรศ และพวกคนเสียใจเหล่านั้นเรื่อยๆ ไป นอกนั้นฝูงปีศาจจะทำอึกทึกหนวกหูเรื่อยไปอีกด้วย “หูของเขา จะก้องอยู่ด้วยเสียงที่ทำให้ตระหนกตกใจเรื่อยไป” (โยบ. 15, 21) เมื่อเราอยากจะนอนหากได้ยินเสียงคนเจ็บครวญคราง เสียงสุนัขเห่าหอน หรือเสียงเด็กร้องไห้เรื่อยไป ช่างน่าโมโห น่ารำคาญเหลือทนใช่ไหม? ก็น่าสงสารพวกนักโทษนักหนา เขาจะได้ยินแต่เสียงครวญคราง เสียงร้องเอ็ดตะโรของพวกนักโทษด้วยกันเรื่อยไปตละดทั้งนิรันดรภาพ!

            ประสาทแห่งการลิ้มรส จะถูกทรมานด้วยความหิวโหย นักโทษ “จะหิวโซดุจสุนัข (สดด. 58, 15) แต่เขาจะไม่มีข้าวกิน แม้สักเม็ด เขาจะกระหายน้ำจนแม้น้ำทะเลทั้งหมดก็ยังจะไม่พอดื่ม แต่น้ำสักหยดก็จะหามีไม่ น้ำหยดหนึ่งนั้นเศรษฐีนักกินผู้นั้นได้อ้อนวอนขอแล้ว แต่ยังไม่ได้รับ ทั้งจะไม่ได้รับเป็นอันขาดทั้งนิรันดรภาพ!

ข้อเตือนใจและคำภาวนา

            พระสวามรเจ้าข้า ที่แทบพระบาท คือคนที่ไม่เอาใจใส่ต่อพระหรรษทานและต่อพระอาชญาโทษของพระองค์กำลังกราบอยู่ พระเยซูเจ้าข้า ข้าพเจ้าจะน่าสมเพชเพียงไร หากพระองค์มิได้ทรงพระเมตตา ข้าพเจ้าควรจงไปอยู่ในเตาไฟเน่าเหม็นนั้น แต่กี่ปีมาแล้ว! อนิจจา! คนอื่นเป็นอันมาก ที่คล้ายกับข้าพเจ้าเขาต้องไปอยู่ที่นั้นแล้ว! ดังนั้น พระมหาไถ่เจ้าข้า เมื่อข้าพเจ้าคิดถึงเรื่องนี้ไฉนข้าพเจ้าจึงไม่ระอุร้อนไปด้วยความรักต่อพระองค์หนอ! ข้าพเจ้ายังจะคิดทำเคืองพระทัยต่อไปข้างหน้าอีกหรือ? โปรดเถิด พระเยซูเจ้าข้า อย่าปล่อยให้เป็นเช่นนั้นเลย ให้ข้าพเจ้าตายเสียสักพันครั้งยังดีกว่า ไหน ๆ พระองค์ได้ทรงเริ่มลงมือแล้ว โปรดกระทำต่อไปจนสำเร็จเถิด: พระองค์ได้ทรงพระกรุณาลากข้าพเจ้าขึ้นจากกองขยะของบาป ทั้งยังเรียกร้องให้ข้าพเจ้ามารักพระองค์ด้วยความหวังดีเป็นที่ยิ่งแล้ว โปรดเถิด พระเจ้าข้า โปรดให้ข้าพเจ้าใช้เวลาที่พระองค์ยังทรงประทานให้นี้ทั้งหมดเพื่อพระองค์อย่างเดียวเท่นนั้นพระเจ้าข้า โอ้ว่า! หากพวกนักโทษนรก จะมีเวลาสักหนึ่งวัน สุกหนึ่งชั่วโมง อย่างที่ทรงประทานแก่ข้าพเจ้า เขาจะดีใจเป็นอย่างมาก แล้วข้าพเจ้ยังมะสำอะไรอยู่เล่า? ยังจะเสียเวลาไปในการทำบาปอีกปรือ?- ไม่เอาแล้ว พระเจ้าข้าอย่าทรงปล่อยให้เป็นดังนั้นเป็นอันขาด พระเจ้าข้า โปรดเห็นแก่พระบารมีและพระโลหิต ซึ่งพระองค์ได้ทรงหลั่ง เพื่อให้ข้าพเจ้าพ้นนรกมาจนบัดนี้เถิด โอ้องค์คุณงามความดีที่ล้นพ้น ข้าพเจ้ารักพระองค์ และเพราะรักพระองค์ ข้าพเจ้าจึงเสียใจที่ได้ทำเคืองพระทัย ข้าพเจ้าจะไม่ทำต่อไปเป็นอันขาด ข้าพเจ้ปรารถนาจะรักพระองค์เสมอไม่หยุดหย่อน พระเจ้าข้า

            ข้าแต่พระนางมารีอา พระบรมราชินี และมารดาของข้าพเจ้า โปรดวิงวอนพระเยซูเพื่อข้าพเจ้า โปรดช่วยให้ข้าพเจ้าได้รับความคงเจริญในความดีและความรักต่อพระเป็นเจ้าเสมอเถิด

2. ไฟ

            อาชญาโทษชนิดที่ทรมานประสาทอย่างร้ายแรงกว่าหมด ก็คือไฟของนรกอันเป็นเครื่องทรมานประสาทสัมผัส “ไฟจะลงโทษเนื้อหนังของคนอธรรม” (บสร. 7, 19) เพราะฉะนั้น พระสวามีเจ้าจึงทรงกล่าวถึงไฟเป็นพิเศษ เมื่อตรัสถึงการพิพากษาว่า “จงไปให้พ้น อ้ายพวกต้องแช่ง ไปสู่ไฟชั่วนิรันดร” (มธ. 25, 40) ในแผ่นดินเรานี้แม้การลงโทษด้วยไฟก็ร้ายกาจกว่าการลงโทษอย่างอื่นทั้งหลายแล้ว แต่ไฟของเราในโลกผิดกันไกลกับไปนรก นักบุญเอากุสตินกล่าวว่า: เปรียบกันก็คือไฟของเราเป็นไฟที่เขาวาดไว้ในภาพ (4) และนักบุญวินแชนซีโอ แฟร์รารีโอ กล่าวว่า เมื่อเปรียบกันไฟของเราเย็น ท่านให้เหตุผลว่า: ไฟของเรานั้นพระเป็นเจ้าทรงสร้างเฉพาะเพื่อทรมาน เป็นไปอย่างที่ท่านแตร์ดูเลี่ยน รจนาว่า: ไฟที่เป็นประโยชน์แก่มนุษย์ในโลกนี้ ผิดกันไกลกับไฟที่ความยุติธรรมของพระเป็นเจ้าใช้ (5) “พระพิโรธของพระเป็นเจ้านั่นแหละบันดาลให้เกิดมีไฟสำหรับแก้แค้นอันนั้น” (ยรม. 15, 14) ท่านประกาศกอิสิยาห์จึงเรียกไฟนรกว่า: “จิตแห่งความร้อน” (อสย. 4, 4)

            นักโทษจะถูกทิ้งลงไป ไม่ใช่ที่ไฟ “จงไปให้พ้น เจ้าพวกต้องแช่ง ไปสู่ไฟชั่วนิรันดร” (มธ. 25, 41) เป็นอันว่า ผู้เคราะห์ร้ายนั้น จะถูกไฟล้อมรอบ เหมือนดั่งฟืนอยู่ในกองไฟ นักโทษจะอยู่ในขุม มีไฟอยู่ข้างล่างไฟอยู่ข้างบน และไฟอยู่รอบข้าง เมื่อเขาแตะต้อง เมื่อแลเห็น เมื่อหายใจ เขาก็แตะต้อง แลเห็นและหายใจก็เป็นไฟ เขาจมอยู่ในไฟ เหมือนปลาว่ายอยู่ในน้ำใช่ว่าไฟนั้นอยู่รอบตัวนักโทษด้านนอก แต่มันยังเข้าไปทรมานข้างในไส้พุงเขาด้วย ตัวเขาจะกลายเป็นไฟไปหมด ไปจะเผาไส้ในท้อง หัวใจในอก มันสมองในหัวเลือดในเส้น ไขมันในกระดูก นักโทษคนละคน จะกลายเป็นเตาไฟในตัวตนเอง “พระองค์จะทรงบันดาลให้เขากลายเป็นเตาไฟอันร้อนแรง” (สดด. 20, 10)

            เพียงแต่เดินตามทางที่ถูกแดดเฟา อยู่ในห้องที่เขาเผาเหล็ก ถูกสะเก็ดที่หล่นจากไต้ เท่านี้ บางคนก็ทนไม่ไหวแล้ว ดังนั้นไฉนเขาจึงไม่กลัวไฟนรกที่ขบกินเล่า? ประกาศกอิสิยาห์ กล่าวว่า “ใครในพวกท่าน จะทนอยู่ในไฟที่ขบกินได้” (อสย. 33, 14) สัตว์ร้ายขบกินนางเก้งฉันใด ไฟนรกก็ขบกินนักโทษฉันนั้นผิดกันแต่แม้ไฟนรกขบกิน มันก็ไม่ทำให้นักโทษตายไป นักบุญเปโตร ดามีอาโนเมื่อพูดถึงคนลามก ท่านว่า “ทำเข้าไปเถิด เจ้าคนบ้า ทำให้เนื้อหนังของเจ้าได้ความสนุกเข้าไปเถิด สักวันหนึ่งหรอก เจ้าจะแลเห็นความอุลามกของเจ้ากลายเป็นน้ำมันยางบรรจุอยู่ในไส้พุงของเจ้า สำหรับเป็นเชื้อให้ไฟนรกเผาและทรมานเจ้าหนักขึ้น!” (6)  

            นักบุญฮีเอโรโม เสริมว่า: ไฟนั้นจะทรมาน และก่อให้เกิดความเจ็บปวดทุกชนิดที่เราเคยเจ็บปวดบนแผ่นดินนี้: จะเจ็บปวดที่สีข้า ที่ศีรษะ ที่ไส้ และที่เส้นประสาท (7) ไฟนั้นยังจะทำโทษให้หนาวอีกด้วย ตามวาทะของยอบว่า “ออกจากน้ำหิมะ เขาจะไปสู่ความร้อนอันเหลือทน” (โยบ. 24, 19) เท่าที่บรรยายมานี้ นักบุญคริสซอสโตม เตือนให้สำเนียกว่า: โทษทั้งหลายบนแผ่นดินนั้ เมื่อนำมาเปรียบกับโทษในนรกแล้ว ก็เป็นแต่เพียงเงาเท่านั้น (8)

            สมรรถภาพของวิญญาณก็เช่นกัน จะต้องถูกโทษสำหรับแต่ละชนิดโดยเฉพาะ ความทรงจำจะถูกโทษ คือจะระลึกถึงเวลาที่ตนได้มีในโลก เพื่อทำให้ตนรอด แต่ตนกลับนำไปใช้ทำให้ตนพินาศ เขาจะระลึกถึงพระหรรษทานที่ตนได้รับจากพระเป็นเจ้า แต่ตนมิได้ยอมใช้ให้เป็นประโยชน์ สติปัญญาจะถูกโทษ คือจะคิดถึงทรัพย์อันแท้จริง ที่ตนได้ทำให้เสียไป จะคิดถึงสวรรค์และพระเป็นเจ้า และความเสียหายอันนั้น ไม่มีทางจะแก้ไขต่อไปแล้ว น้ำใจก็จะถูกโทษคือจะเห็นว่าตัวขออะไรก็ไม่ได้สักอย่างเดียวเลย “ความปรารถนาของคนบาปจะกลายเป็นควัน” (สดด. 111, 10) นักโทษเคราะห์ร้ายอยากจะได้อะไร ก็จะไม่ได้เลยสักอย่าง กลับจะได้สิ่งที่เขาเกลียดเป็นที่สุด คือความทุกข์ทรมานทั้งชั่วนิรันดร เขาอยากจะออกจากที่ทรมาน และได้ความสุขบ้าง แต่ก็จะถูกทรมานอยู่เรื่อย และไม่มีเวลาให้ความสุขเลย

ข้อเตือนใจและคำภาวนา

            พระเยซูเจ้าข้า พระโลหิตและการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ เป็นสรณะที่พึ่งของข้าพเจ้า พระองค์ได้ทรงสิ้นพระชนม์ เพื่อให้ข้าพเจ้าพ้นจากความตายชั่วนิรันดร โอ! พระสวามีเจ้า ใครหนอจะได้รับส่วนในพระบุญญาบารมี และพระมหาทรมานของพระองค์ มากไปกว่าข้าพเจ้าคนอาภัพ ซึ่งสมจะไปสู่นรกแต่หลายครั้งหลายคราวมาแล้ว? โปรดเถิด อย่าปล่อยให้ข้าพเจ้าดำรงชีพใจดำต่อพระหรรษทานอันมากมายของพระองค์ต่อไปเลย พระองค์ได้ทรงช่วยข้าพเจ้าให้พ้นนรก ก็เพราะทรงหวังจะมิให้ข้าพเจ้าต้องถูกเผาไฟอยู่ในที่ทรมานนั้นและทรงหวังจะให้ข้าพเจ้ากลับลุกโชติช่วงระอุร้อนด้วยไฟความรักอันอ่อนโยนของพระองค์ โปรดให้ข้าพเจ้าปฏิบัติตามความประสงค์ของพระองค์เถิด พระเจ้าข้า หากข้าพเจ้าอยู่ในนรกขณะนี้แล้ว ก็จะรักพระองค์ไม่ได้ต่อไป ข้าแต่องค์ความใจดีที่ล้นพ้น ข้าพเจ้ารักพระองค์ รักพระองค์ รักพระมหาไถ่ ผู้ได้ทรงรักข้าพเจ้าเหลือคณนา ครั้งก่อนโน้นเป็นไฉนข้าพเจ้าจึงได้ดำรงชีพลืมพระองค์เป็นเวลาช้านานได้หนอ? ขอขอบพระคุณที่มิได้ทรงลืมข้าพเจ้า หากพระองค์จะได้ทรงลืมข้าพเจ้าแล้ว ปานนี้ข้าพเจ้าคงจะอยู่ในนรกนั่นแหละ หรืออย่างน้อยข้าพเจ้าคงจะไม่รู้สึกเป็นทุกข์ถึงบาปดังนี้ ความเป็นทุกข์ถึงบาปที่ข้าพเจ้ากำลังรู้สึกอยู่นี้ทั้งความปรารถนาอยากรักพระองค์มาก ๆ ทั้งสองอย่างนี้ เป็นพระหรรษทานของพระองค์ ที่กำลังช่วยข้าพเจ้า พระเยซูเจ้าข้า ขอสมนาพระคุณ ข้าพเจ้าตั้งใจจะถวายชีวิตที่ข้าพเจ้ายังมีอยู่นี้ แด่พระองค์นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าสละละทุกสิ่ง ข้าพเจ้าปรารถนาสิ่งเดียวคือ ปรนนิบัติพระองค์และทำความชอบใจแด่พระองค์พระเจ้าข้า โปรดประทานให้ข้าพเจ้าระลึกอยู่เสมอมิได้ขาด ถึงนรกอันข้าพเจ้าควรจะไป และถึงพระหรรษทานที่ข้าพเจ้าได้รับจากพระองค์ ขออย่าทรงปล่อยให้ข้าพเจ้าหันหลังให้พระองค์อีกเลย ทั้งขออย่าให้ข้าพเจ้าลงโทษตัวเองให้ไปสู่ขุมแห่งความทรมานดังกล่าวมานั้นเลย พระเจ้าข้า

            ข้าแต่พระมารดาของพระเป็นเจ้า โปรดภาวนาอุทิศแก่ข้าพจเคนบาปนี้ด้วยเถิด คำเสนอวิงวอนของท่าน ได้ช่วยให้ข้าพเจ้าพ้นนรกมาจนบัดนี้ ขอโปรดเสนอวิงวอนต่อไปอีกเถิด คุณแม่ที่รัก เพื่อข้าพเจ้าจะได้พ้นจากบาปซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้ข้าพเจ้าต้องโทษไปสู่นรกนั้น

3. โทษความเสียหาย

 

            โทษานุโทษทั้งหลายเท่าที่ได้กล่าวมา หากเอามาเปรียบกับโทษความเสียหาย ก็เป็นแต่ความเปล่านั้งสิ้น ความมืดมน กลิ่นเหม็น เสียงอึกทึก และไฟนั้นยังหาใช่สิ่งท่ำทให้เป็นนรกไม่ สิ่งที่ทำให้เป็นนรกนั้น คือ อาชญาโทษ ความเสียหายพระเป็นเจ้าต่างหาก นักบุญบรูโน กล่าวว่า “จะเอาการทรมานเพิ่มกับการทรมานเท่าไรก็ตามใจ ขอเพียงอย่าต้องให้เสียพระเป็นเจ้าก็แล้วกัน” (9) และนักบุญยวง คริสซอสโตม ว่า “ถึงท่านจะพูดว่า นรกพันนรก ก็เท่ากับว่า ท่านไม่ได้พูดว่าอะไรเลย ในเมื่อเอามาเปรียบกับความทุกข์อันนั้น” (10) นักบุญเอากุสติน เสริมว่า “สมมุติวา นักโทษแลเห็นพระเป็นเจ้าได้ เขาก็จะไม่รู้สึกถึงความทุกข์แต่อย่างใดเลย ในเมื่อเอามาเปรียบกับความทุกจ์อันนั้น” (11) เพื่อช่วยให้ท่านเข้าใจถึงพระอาชญาโทษอันนี้บ้างเล็กน้อย ขอให้ท่านคิดดูว่า หากเราทำเพชรอันมีค่า 100 กะรัตหาย เราจะเสียใจมาก หากเพชรเม็ดนั้นมีค่า 200 กะรัต ความเสียใจจะทวีขึ้นเป็นสองเท่า และหากว่ามีค่า400 กะรัต ความเสียใจจะทวีขึ้นอีก สรุปความ ของที่เสียไปมีค่าเท่าไร ความเสียใจก็ทวีขึ้นเท่านั้น ก็ทรัพย์ที่นักโทษเสียไป คืออะไรเล่า?- เป็นทรัพย์สมบัติอันใหญ่ไม่มีขอบเขต กล่าวคือ พระเป็นเจ้านั่นเอง ฉะนั้น นักบุญโทมัส จึงลงความเห็นว่า “ผู้เสียต้องเสียใจอย่างไม่มีขอบเขต” (12)

            นักบุญเอากุสติน กล่าวว่า “ทุกวันนี้ในโลกมีแต่พวกนักบุญเท่านั้นที่กลัวพระอาชญาประการนี้” (13) นักบุญอิกญาซีโอแห่งโลโยลา ทูลว่า “พระสวามีเจ้าข้า ข้าพเจ้าขอรับพระอาชญาโทษทุก ๆ ประการ ขอแต่อย่าลงพระอาชญาให้ข้าพเจ้าต้องปราศจากพระองค์เท่านั้น พระเจ้าข้า” พวกคนบาปช่างไม่สนใจต่อพระอาชญาโทษนี้เสียเลย เขาดำรงชีพห่างเหินจากพระเป็นเจ้าได้เป็นเวลาเดือน ๆ ปี ๆ ทั้งนี้เพราะเขาคนอาภัพอยู่ในความมืดนั่นเอง ต่อเมื่อตายไปแล้วนั่นแหละจึงจะรู้หรอกว่าตนได้เสียทรัพย์อันมีค่าเพียงไรไป นักบุญอันโตนีโนกล่าวว่า “แต่พอวิญญาณออกจากชีวิตนี้บัดใดนั้นเองจะเข้าใจว่าตัวของตนได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อพระเป็นเจ้า” (14) เป็นอันว่าทันใดนั้นเองเขาจะพลุ่งตัวใคร่จะไปร่วมสนิทกับสิ่งวิเศษสูงสุดของเขา แต่เพราะตัวเขาอยู่ในบาปจึงจะถูกขับไล่ให้ออกห่างจากพระเป็นเจ้า สมมุติว่าใครเอาสุนัขมาล่ามไว้ แล้วเอากระต่ายตัวหนึ่งมาวางไว้ข้างหน้ามัน มันจะพยายามดิ้นรนดึงโซ่ให้ขาด เพื่อจะตะครุบสันว์ที่มันชอบนั้นให้ได้ฉันใด วิญญาณของเราก็ฉันนั้น เมื่อพรากออกจากร่างกายนี้แล้ว เป็นธรรมดาอยู่เองจะถูกดึงดูดไปหาพระเป็นเจ้า แต่บาปแยกวิญญาณให้ห่างจากพระองค์และขับไล่ให้ห่างไกลไปสู่นรก “ความอสัจอธรรมของท่านได้แยกตัวท่านออกจากพระเป็นเจ้าของท่าน” (อสย. 49, 2) ฉะนั้นตัวนรกอยู่ที่คำตัดสินคำแรก “ไปให้พ้นจากเรา เจ้าพวกต้องแช่ง” (มธ. 25, 41) พระคริสต์เจ้าจะตรัสว่า “ไป ไปให้พ้นเราไม่อยากให้เจ้าเห็นหน้าเราต่อไป” แม้นรกสักพันนรกก็เปรียบกันไม่ได้กับพระอาชญาถูกพระคริสต์เจ้าเกลียดชัง (15) คราวเมื่อดาวิดลงโทษอับโซโลมห้ามไม่ให้มาให้เห็นหน้า อับโซโลมเสียใจพูดว่า: ช่วยบอกพระบิดาทีเถิด ของให้พระองค์ทรงอนุญาตให้ข้าพเจ้าได้เห็นหน้าพระองค์หรือมิฉะนั้นก็ขอให้พระองค์สั่งประหารข้าพเจ้าเสีย (2 ซมอ. 14, 32) วันหนึ่งพระเจ้าฟีลิปที่ 2 ทอดพระเนตรเห็นขุนนางผู้หนึ่งวางตนไม่เรียบร้อยในโบสถ์ จึงรับสั่งแก่เขาว่า: แต่นี้ต่อไปไม่ต้องมาให้เราเห็นหน้าอีก โทษเท่านี้ก็ทำให้ขุนนางผู้นั้นได้กลับไปตรอมใจตายที่บ้าน ก็จะเป็นอย่างไรหนอ เมื่อคนอธรรมตายไปแล้วและพระเป็นเจ้าจะตรัสแก่เขาว่า “ไปให้พ้น เราไม่อยากเห็นหน้าเจ้าต่อไป!”  “เราจะซ่อนหน้าของเรามิให้เขาเห็น และภัยพิบัติทั้งหลายจะตกลงถมทับเขา” (ฉธบ. 31, 17) พระเยซูเจ้าจะตรัสแก่พวกนักโทษให้วันสุดท้ายว่า: พวกเจ้าไม่ใช่พวกของเรา และเราก็มิใช่พวกของเจ้า “จงเรียกชื่อเขาว่า ไม่ใช่ประชากรของเรา เพราะว่าพวกเจ้าจะไม่ใช่ประชากรของเรา และเราจะไม่ใช่พระเจ้าของพวกเจ้า” (ฮชย. 1, 9)

            น่าสงสารลูกที่พ่อตายจากไป น่าสงสารเมืยที่ผัวตายจากไป เมื่อได้ยินเขารำพรรณว่า โถ! คุณพ่อ ลูกจะมิได้เห็นหน้าคุณพ่อต่อไปแล้ว สามีที่รัก ดิฉันจะไม่ได้เห็นหน้าเธอต่อไปแล้ว! โอ้ อนิจจา! หากเราจะได้ยินเสียงวิญญาณในนรกร้องไห้คร่ำครวญ และเราจะถามเขาว่า: วิญญาณเอ๋ย ร้องไห้ทำไมถึงเพียงนั้นเล่า? เขาจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า: ฉันร้องไห้ก็เพราะฉันได้เสียพระเป็นเจ้าไป และไม่มีวินจะได้แลเห็นพระองค์อีกแล้ว เอาเถิด! อย่างน้อยวิญญาณอาภัพในนรก ยังจะรัก ยังจะนอบน้อมตามน้ำใจของพระเป็นเจ้าได้ก็ยังดีแต่มันไม่เป็นเช่นนั้น เพราะว่า ถ้าเป็นไปได้ นรกก็จะไม่เป็นนรกต่อไป วิญญาณอัปลักษณ์เหล่านั้นไม่อาจจะนอบน้อมตามน้ำพระทัยได้ เพราะเขาได้กลายเป็นศัตรูกับน้ำพระทัยของพระองค์แล้ว ทั้งจะรักพระองค์ก็ไม่ไดด้วย มีแต่จะเกลียดชังพระองค์เรื่อยไป สิ่งที่ทำให้เป็นนรกของเขา ก็คือ การที่รู้ว่าพระเป็นเจ้าเป็นองค์คุณงามความดีอย่างที่สุด แล้วมามองเห็นว่าตัวเขาจำต้องเกลียดชังพระองค์ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าทรงน่ารักหาที่สุดมิได้! วันหนึ่งนักบุญกาธารีนา แห่งเชนอวา ถามปีศาจตนหนึ่งว่า มันเป็นใคร มันตอบว่า “ข้าคือผู้เสียสัตย์ปราศจากความรักพระ” นักโทษจะเกลียด จะแช่งด่าพระเป็นเจ้า และเมื่อแช่งด่าพระองค์เขาก็จะพลอยแช่งด่าพระคุณานุคุณที่เขาได้รับจากพระองค์ มีการสร้าง การไถ่บาปศีลศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้นศีลล้างบาป ศีลแก้บาป และเฉพาะอย่างยิ่งศีลมหาสนิทบนพระแท่น เขาจะเกลียดเทวดาและนักบุญทั้งหลาย เป็นต้นอารักษ์เทวดาและนักบุญองค์อุปถัมภ์ของเขา และเฉพาะอย่างยิ่ง เขาจะเกลียดพระมารดาของพระเป็นเจ้ามากกว่าใครอื่นหมด แต่ที่ร้ายกาจที่สุดคือ เขาจะแช่งด่าพระเป็นเจ้าทั้งสามพระองค์ และเป็นพิเศษจะแช่งพระบุตรของพระเป็นเจ้าผู้ซึ่งได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อความรอดของเขา เขาจะด่าบาดแผล พระโลหิต พระมหาทรมาน และการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ด้วย!

ข้อเตือนใจและคำภาวนา

            ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า พระองค์นี้แหละ คือ คุณงามความดีที่ล้นพ้นของข้าพเจ้า คือ คุณงามความดีอันปราศจากขอบเขต แต่แล้วไฉนข้าพเจ้จึงได้ยอมเสียพระองค์ไปได้เป็นหลายครั้งเล่า! ข้าพเจ้าทราบแล้วว่า การทำบาป คือการทำเจ็บใจพระองค์เป็นที่สุด และเป็นการเสียพระหรรษทานของพระองค์ถึงกระนั้นข้าพเจ้าก็ยังทำอีก! ข้าแต่พระบุตรของพระเป็นเจ้า เป็นความจริงหากข้าพเจ้ามิได้มองดูพระองค์ติดตรึงอยู่กับไม้กางเขน และสิ้นพระชนม์เพื่อข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าคงไม่บังอาจวิงวอนขอ และไม่อาจไว้ใจว่าพระองค์จะทรงอภัยบาปแก่ข้าพเจ้าต่อไปแล้ว ข้าแต่พระบิดา ผู้สถิตสถาพรนิรันดร ขออย่าทอดพระเนตรมองดูข้าพเจ้าเลย แต่โปรดทอดพระเนตรดูพระบุตรสุดสวาทของพระองค์ ผู้กำลังทรงวิงวอนขอความกรุณาเพื่อข้าพเจ้านั้นเถิด โปรดสดับฟังคำวิงวอนของพระองค์ และโปรดอภัยบาปแก่ข้าพเจ้าเถิด พระเจ้าข้า ข้าพเจ้านี้น่าจะต้องไปอยู่นรกแต่หลายปีมานักแล้ว ควรจะหมดหวังที่จะได้รับพระองค์ต่อไปหมดหวังที่จะได้รับพระหรรษทานคืนมาต่อไป ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้ทำเคืองพระทัย ที่ได้สละละมิตรภาพของพระองค์ ที่ได้ดูหมิ่นความรักของพระองค์เพราะเห็นแก่ความสนุกอันสารเลวของแผ่นดินนี้  โอ! ให้ข้าพเจ้าตายเสียสักพันครั้งยังดีกว่า ไฉนหนอข้าพเจ้าจึงได้ตาบอดมืด เป็นบ้าไปเช่นนั้นเล่า! พระสวามีเจ้าข้า ขอขอบพระเดชพระคุณที่ได้ทรงโปรดให้ข้าพเจ้ามีเวลาจะแก้ไขความผิดที่ได้กระทำมานั้น ด้วยพระเมตตากรุณาของพระองค์นั่นเอง ข้าพเจ้าจึงยังอยู่นอกนรก และยังรักพระองค์ได้ ข้าพเจ้าจึงใคร่จะรักพระองค์ พระเจ้าข้า ข้าพเจ้าไม่ยอมผลัดเพี้ยนการกลับใจมาหาพระองค์ต่อไปแล้ว โอ้องค์ความดีงามปราศจากขอบเขตเจ้าข้า ข้าพเจ้ารักพระองค์ ข้าพเจ้ารักพระองค์ ดวงชีวิตของข้าพเจ้า องค์ความรักของข้าพเจ้า สารพัดของข้าพเจ้าพระสวามีเจ้าข้า ขอโปรดให้ข้าพเจ้าจำใส่ใจไว้เสมอ ระลึกถึงความรักของพระองค์ต่อข้าพเจ้า และระลึกถึงนรกที่ข้าพเจ้าควรจะไปอยู่แต่นานมาแล้ว ทั้งนี้เพื่อความคิดถึงสิ่งเหล่านี้ จะได้ปลุกใจข้าพเจ้าให้รักพระองค์อยู่เสมอ และให้ทูลพระองค์บ่อย ๆ ว่า ข้าพเจ้ารักพระองค์ ข้าพเจ้ารักพระองค์ ข้าพเจ้ารักพระองค์ พระเจ้าข้า

            โอ้พระนางมารีอา พระบรมราชินี ความหวัง และแม่ของข้าพเจ้า หากข้าพเจ้าอยู่ในนรกแล้ว ข้าพเจ้าก็จะรักท่านต่อไปไม่ได้แล้ว คุณแม่เจ้าข้า ข้าพเจ้ารักท่าน และวางใจว่าท่านจะช่วยสงเคราะห์ไมให้ข้าพเจ้าเลิกรักท่าน และไม่ให้เลิกรักพระเป็นเจ้าของข้าพเจ้าเป็นอันขาด ช่วยวิงวอนพระเยซูเพื่อข้าพเจ้าด้วยเถิด

(1) Dividet a calore splendorem.
(2) Quantum sufficit ad videndum illa, quae torquere possunt (Suppl. q. 97, a 4)
(3) lbi miserorum societas miseriam non minuet, sed augebit. (S. T. Sup)
(4) In cujus comparatione noster hic ignis depictus est.
(5) Longe alius est ignis qui usui humano, alius qui Dei Justitiae deservit
(6) Veniet dies, imo nox, quando libido tua vertetur in picem, qua se nutriat perpetuus ignis in tuis visceribus (De Coeb. sac. c. 3).
(7) In uno igne omnia sentient in inferno peccatores (Epist. ad Pal.).
(8) Pone ignem, pone ferrum, quid nisi umbra ad illa tormenta?
(9) Addantur tormenta tormentis, ac Deo ne priventur.
(10) Si mille dixeris gehennas, nihil par dices illius dolori Rom, 48 ad Po)
(11) Nullam poenam sentiret, et infernos verteretur in paradisum (S Aug. c. 87, a. 4).
(12) Poena damnati est infinita, quia est amissio boni infiniti (S. T. 1, 2; Q. 4, de tripl. had.).
(13) Hic amantivus non contemnentibus poena est.
(14) Separata autem anima a corpore intelligit Deum summum bonum et ad ilum esse creatum.

 

(15) Si mille quis ponat gehennas, nihil tale dicturus est, quale est exosus Christo (Hom. 24 Matth. S. Chrys).

1. การกลับคืนชีพ

            ทุกวันนี้ หากเราพิจารณาให้ดี เราก็จะเห็นว่า ไม่มีใครเลยในโลก ที่จะถูกหมิ่นประมาทเท่าเสมอพระเยซูคริสต์ ถึงคนชาวบ้านนอก ก็ได้รับความเคารพนับถือมากกว่าพระเป็นเจ้า เหตุว่า ย่อมคิดกลัวกันว่า หากคนชาวบ้านนอกผู้นั้น แลเห็นว่าตนถูกเขาเหยียดหยามจนเหลือทน จะบันดาลโทษะ และจะแก้แค้นเอา แต่ สำหรับพระเป็นเจ้า เขาทำร้ายพระองค์ ทำแล้วทำเล่า ตามแต่ชอบใจ ดังว่า พระเป็นเจ้า แม้จะทรงปรารถถนาจะแก้แค้น แต่ก็ไม่ทรงมีทางจะทำอะไรเขาได้ “เขาถือเอาพระองค์ เป็นดังผู้ทรงฤทธิ์ทุกประการ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เสียเลย” (โยบ. 22, 17) เพราะเหตุนี้เอง พระมหาไถ่จึงได้ทรงกำหนดวันไว้วันหนึ่ง วันพิพากษาประมวลพร้อม ที่พระคัมภีร์ตั้งชื่อไว้อย่างเหมาะสมทีเดียวว่า “วันของพระสวามีเจ้า” วัน ๆ นั้นแหละ พระเยซูคริสต์จะทรงแสดงให้ประจักษ์แจ้งชัดว่า พระองค์คือ พระสวามี พระเจ้าสูงสุด ตามที่ทรงเป็นจริง (เมื่อนั้นแหละ) “เขาจะรู้จักพระสวามีเจ้า ผู้จะทรงพิพากษา” (สดด. 9, 17) เป็นอันว่า วันนั้น จะไม่ได้ชื่อว่า “วันเมตตากรุณา วันอภัยบาป” แต่จะได้ชื่อว่า “วันพระพิโรธ วันความทรมาน วันความทุกข์ร้อน วันความพินาศ วันความอนาถ เพราะว่า วันนั้นเป็นวันที่พระสวามีเจ้าจะทรงเรียกร้องให้คนบาปที่ได้แย่งเกียรติมงคลของพระองค์ ไปคืนพระเกียรติมงคลนั้นแด่พระองค์จนครบถ้วน บัดนี้ ชาวเราจงมาคำนึงดูว่า การพิพากษาในวันสำคัญยิ่งนั้น จะเป็นมาอย่างไร

            ก่อนที่พระตุลาการ จะเสด็จมา จะมีไฟตกลงมาจากฟ้า “อัคคีจะนำหน้าพระองค์” (สดด. 96, 3) ซึ่งจะเผาผลาญแผ่นดิน และทุกสิ่งที่มีอยู่ในนั้น “แผ่นดินและทุกสิ่งที่มีอยู่ในแผ่นดิน จะถูกไฟเผาบรรลัยไปหมด” (2 ปต. 3, 10) เป็นอันว่าคฤหาสน์ วัดวาอาราม หมู่บ้าน หัวเมือง และประเทศทั้งหลายจะกลายเป็นกองเถ้าธุลีไป บ้านเรือน ที่ได้แปดเปื้อนไปด้วยบาปจะต้องถูกชำระด้วยไฟ ความมั่งคั่งสมบูรณ์ ความโอ่อ่าราศีและความสนุกสุขสบายของแผ่นดินโลกทั้งสิ้น จะลงปลายด้วยประการฉะนี้

            ครั้นมนุษย์ทุกคนได้ตายไปสิ้นแล้ว “จะได้ยินเสียงแตร และคนทถกคนจะกลับคืนชีพ” (1 คร. 15, 52) นักบุญฮีเอโรนีโม เล่าว่า “ข้าพเจ้าตัวสั่นทุกครั้งเมื่อพิเคราห์ดูวันพิพากษา รู้สึกทุกครั้งเหมือนว่า ได้ยินเสียงแตรนั้นก้องอยู่ในหู ประกาศว่า: ผู้ตายทั้งหลาย จงลุกขึ้นเถิด และมายังที่พิพากษา” (1) พอได้ยินเสียงแตร วิญญาณอันงามของบรรดาผู้มีบุญ ก็จะลงจากสวรรค์มาร่วมสนิทกับร่างกาย ที่ท่านได้ใช้ปรนนิบัติพระเป็นเจ้าในโลกนี้ ส่วนวิญญาณอันน่าเกลียดของเหล่านักโทษ ก็จะผลุดขึ้นจากขุมนรก มาร่วมสนิทกับร่างกายอัปรีย์ที่เขาได้ใช้ทำเคืองใจพระเป็นเจ้า

            อนิจจา! ร่างกายของผู้ต้องเลือกสรร และของนักโทษ จะแตกต่างกันเพียงไรหนอ! บรรดานักบุญจะมีรูปงดงาม ขาวสะอาด และ “สุกใสยิ่งกว่าดวงอาทิตย์” (มธ. 13, 43) โอ้คนมีบุญ คนที่ได้รู้จะกบังคับเนื้อหนังในโลกนี้ ไม่ยอมให้มันได้ความสนุกที่ต้องห้าม กว่านั้นอีก เพราะต้องการบังคับมันให้อยู่มือ ยังแถมไม่ยอมให้มันได้ความสนุกแม้ที่ไม่ต้องห้ามด้วย ได้บีบบังคับมันไว้เสมออย่างเช่นพวกนักบุญได้ปฏิบัติ! โอ! เมื่อนั้น เขาจะรู้สึกอิ่มเอิบยินดีเพียงไรหนอ! นักบุญเปโตร อัลกันตารา เมื่อถึงแก่มรณะแล้ว ได้ประจักษ์มาหานักบุญเทเรซา กล่าวว่า “โอ! การบำเพ็ญตบะใช้ใช้โทษบาป เป็นของดีวิเศษจริงบันดาลให้ข้าพเจ้าได้รับสิริมงคลมากถึงเพียงนี้!” (2) ตรงกันข้าม ร่างกายของนักโทษ จะมีรูปน่าเกลียด ทั้งดำทั้งเหม็น โอ้อนิจจา! เมื่อวิญญาณนักโทษจะต้องเข้าไปสู่ร่างกายของตน มันจะเป็นการทรมานเพียงไร? วิญญาณจะว่า: อ้ายร่างกายระยำเพราะตามใจแกนะซิ ข้าจึงต้องฉับหาย ฝ่ายร่างกายก็ถึยงว่า: ไอ้วิญญาณอัปรีย์ แกเป็นผู้มีปัญญา กลับเลือกเอาความสนุกเหล่านั้นทำไม? เลยเป็นเหตุให้ทั้งแกทั้งข้าต้องพินาศตลอดนิรันดรด้วยกัน!

ข้อเตือนใจและคำภาวนา

            อา! พระเยซู พระมหาไถ่ของข้าพเจ้า พระองค์จะทรงเป็นพระตุลาการของข้าพเจ้าในวันหนึ่ง โปรดอภัยบาปแก่ข้าพเจ้า ก่อนจะถึงวันนั้นเถิด พระเจ้าข้า “โปรดอย่าทรงเบือนพระพักตร์หนีจากข้าพเจ้าเลย” (สดด. 26, 9) บัดนี้ พระองค์ทรงเป็นพิดาของข้าพเจ้า โปรดต้อนรับลูก ผู้กลับใจมากราบอยู่แทบพระบาทในฐานะเป็นบิดาด้วยเถิด พระบิดาเจ้าข้า ข้าพเจ้าได้ผิดไปแล้ว ทำเคืองพระทัย ได้ผิดไปแล้ว ได้ละทิ้งพระองค์ ข้าพเจ้าไม่น่าจะทำดังนั้นต่อพระองค์เลย ข้าพเจ้าเสียใจ และเป็นทุกข์จริง ๆ แล้ว โปรดอภัยบาปแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด อย่าทรงเบือนพระพักตร์จากข้าพเจ้าเลย อย่าทรงขับไล่ข้าพเจ้า ดังที่ควรแล้วเลย พระเจ้าข้า โปรดระลึกถึงพระโลหิต ที่ได้ทรงหลั่งเพื่อข้าพเจ้าและเมตตาต่อข้าพเจ้าเถิด พระเยซูเจ้าข้า ข้าพเจ้าก็ไม่อยากให้ใครอื่นมาเป็นตุลาการของข้าพเจ้า นอกจากพระองค์ นักบุญโทมัส แห่งวิลลา นอวา กล่าวว่า “ข้าพเจ้ายินดีถูกพิพากษาโดยท่าน ที่ได้มรณะเพื่อข้าพเจ้า และโดยท่านที่เพราะไม่อยากลงโทษข้าพเจ้า จึงได้ยอมรับโทษบนไม้กางเขนเสียเอง” (3) แท้จริง นักบุญเปาโลได้กล่าวไว้ก่อนแล้วว่า “ใครหนอจะเป็นผู้ลงโทษ? พระเยซูคริสต์ ผู้ได้ทรงมรณะเพื่อเรา” (รม. 8, 34) พระบิดาเจ้าข้า, ข้าพเจ้ารักพระองค์ แต่บัดนี้ไป ข้าพเจ้าไม่ยอมออกห่างจากพระบาทของพระองค์ โปรดลืมความชั่วที่ข้าพเจ้าได้ประกอบนั้นเถิด และโปรดให้ข้าพเจ้ารักความใจดีของพระองค์มาก ๆ ข้าพเจ้าด้วยเถิดช่วยให้ข้าพเจ้าดำรงชีพ สนองตอบความรักของพระองค์ เพื่อว่า เมื่อจะถึงวันนั้นที่เหว (ยอซาฟัต) ข้าพเจ้าจะได้อยู่ ร่วมหมู่กับบรรดาผู้ที่รักพระองค์ พระเจ้าข้าโอ้พระนางมารีอา พระบรมราชินี และทนายของข้าพเจ้า โปรดช่วยข้าพเจ้าในบัดนี้เถิด เพราะว่า หากข้าพเจ้าต้องพินาศไปในวันนั้น ท่านจะช่วยข้าพเจ้าไม่ได้เสียแล้ว ท่านช่วยเสนออุทิศแก่ทุกคน ช่วยเสนออุทิศแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด ข้าพเจ้าภูมใจ ที่เป็นทาสผู้ภักดีต่อท่าน และวางใจในท่านเป็นอย่างยิ่ง

2. การแยกพวก

            แต่พอมนุษย์ทั้งหลายกลับคืนชีพแล้ว เทวดาจะบัญชาสั่งให้ทุกคนไปยังเหวยอซาฟัต เพื่อรับการพิพากษา: “ประชาชาติ ประชาชาติทั้งหลาย จงพากันไปยังเหวที่พิพากษา เพราะว่าใกล้วันของพระสวามีเจ้าแล้ว” (ยอล. 3, 14) ครั้นมนุษย์ไปประชุมที่นั้นพร้อมหน้ากันแล้ว “เทวดาจะมาแยกพวกคนชั่วออกจากพวกผู้ใคร่ธรรม” (มธ. 13, 49) พวกผู้ใคร่ธรรมจะคงอยู่ทางเบื้องขวา ส่วนพวกนักโทษจะถูกไล่ให้ไปอยู่เบื้องซ้าย

            โอ! คนเรา เมื่อถูกขับไล่ออกจากสังคม หรือ ถูกขับไล่ออกจากพระศาสนจักร ย่อมรู้สึกเจ็บใจเพียงไร! แต่ความเจ็บใจจะมากขึ้นอีกมากนักเมื่อจะถูกขับไล่ออกจากหมู่นักบุญ “คนอธรรมจะรู้สึกอับอายเพียงไร เมื่อจะถูกแยกออกจากหมู่ผู้ใคร่ธรรม แล้วต้องถูกทอดทิ้ง” (4) นักบุญครืสซอสโตมว่า “สมมุติว่า พวกนักโทษจะไม่ต้องโทษอย่างอื่นอีก ความอายอันนี้เท่านั้นก็เป็นนรกสำหรับเขาพอแล้ว” (5) ลูกจะแยกจากพ่อ ผัวจะแยกจากเมีย นายจะแยกจากบ่าว “คนหนึ่งจะถูกแยกออกไป อีกคนหนึ่งจะถูกทิ้งไว้” (มธ. 24, 40) พี่น้องที่รัก ลองบากทีเถิด ท่านคาดว่าวันนั้นท่านจะได้ไปอยู่ข้างไหน? ท่านอยากจะไปอยู่ข้าพขวาไม่ใช่หรือ?- ถ้าดังนั้น ท่านจงละความประพฤติอันจะนำท่านไปอยู่ข้างซ้ายเถิด

            ทุกวันนี้ ในแผ่นดินโลก คนเรามักถือกันว่า พวกเจ้านายและพวกเศรษฐีนั่นแหละเป็นผู้มีบุญ จึงพากันประมาทพวกนักบุญ ผู้ครองชีพอย่างแร้นแค้นและสุภาพ โอ้: บรรดาสัตบุรุษผู้รักพระเป็นเจ้า ท่านขงอย่าน้อยใจเลยที่ถูกเขาหมิ่นประมาทและที่ได้รับความทุกข์ร้อนในโลกนี้ “ความโศกเษร้าของท่านจะกลายเป็นความยินดี” (ยน. 16, 20) ในวันนั้นท่านจะได้ชื่อว่า เป็นผู้มีบุญแท้ท่านจะได้รับเกียรติยศถูกแต่งตั้งเป็นบริพารของพระเยซูคริสต์ โอ! วันนั้นจะเป็นผู้มีหน้ามีตาเพียงไรหนอ คนเช่น นักบุญเปดตร อัลกันตารา ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นอาโปสตาตา! คนเช่น นักบุญยวงแห่งพระเจ้า ซึ่งถูกหาว่าเป็นบ้า! คนเช่นนักบุญเปโตร เชแลสตีโน ซึ่งหลังแต่ได้สละละตำแหน่งพระสันตะปาปาแล้ว ได้สิ้นชีพในคุก! โอ! ในวันนั้น พวกมาร์ตีร์ซึ่งได้ถูกพวกเพชฌฆาตทำทารุณเข่นฆ่า จะได้รับเกียรติมงคลกระไรหนอ! “เมื่อนั้นต่างองค์ต่างจะได้รับคำชมเชยจากพระเป็นเจ้า” (1 คร. 4, 5) แต่อนิจจา! ตรงกันข้าม จะเสียหน้าเสียตาเพียงไรหนอ คนเช่น เฮรอด, ปีลาโต, เนโร และพวกผู้มีอำนาจราชศักดิ์ในโลก แต่ต้องกลายเป็นนักโทษ! พวกคนใจโลกทั้งหลาย ที่เหวนั้นข้าพเจ้าจะคอยดูท่าน แน่นอน เมื่อนั้น ท่านจะเปลี่ยนความคิดเมื่อนั้น ท่านจะร้องไห้เสียใจ เพราะเห็นว่าตนได้บ้าไป โอ้พวกคนอาภัพ เพราะท่านได้อยากจะฉวยตัวอวดบนเวทีแห่งโลกนี้ชั่วคราวหนึ่ง ในวันพิพากษา ท่านจึงจะต้องเล่นละครเป็นตัวนักโทษ ในโศกนาฏกรรม!

            เมื่อนั้น บรรดาผู้ต้องเลือกสรรจะอยู่ทางขวา กว่านั้นอีก ท่านได้รับเกียรติสูงกว่าอีก ท่านอัครสาวกกล่าวว่า: ท่านจะลอยขึ้นบนอากาศ เหนือกลีบเมฆ ร่วมหมู่กับนิกรเทวดา คอยรับเสด็จพระเยซูคริสต์ ซึ่งจะเสด็จมาจากสวรรค์ “เราจะถูกยกขึ้นไปร่วมกับพวกท่านในอากาศเหนือกลีบเมฆ เพื่อรับเสด็จพระสวามีเจ้า” (1 ธส. 4, 16) ส่วนพวกนักโทษจะเป็นดังฝูงแพะที่เขาเตรียมจะนำไปโรงฆ่าสัตว์ จะถูกจำกัดให้อยู่ทางซ้าย เพื่อคอยพระตุลาการผู้จะเสด็จมาประกาศคำตัดสินลงโทษศัตรูทั้งหลายของพระองค์

            บัดนี้ ท้องฟ้าเปิดออก เทพนิกรจะมาร่วมประชุมในการพิพากษานักบุญโทมัสบอกว่า: ท่านจะนำเอาเครื่องหมายแห่งพระมหาทรมานของพระเยซูคริสต์มาพร้อมด้วย (6) อาทิ คือ เครื่องหมายกางเขนจะปรากฏขึ้น “เมื่อนั้น สำคัญแห่งพระบุตรของมนุษย์จะปรากฏขึ้นในท้องฟ้า และประชาชาติทั้งหลายแห่งแผ่นดิน จะพากันร้องไห้” (มธ. 24, 30) ท่าน กอร์เนลีโอ อาลาปีเดอธิบายว่า: อนิจจา! เมื่อแลเห็นกางเขน คนบาปจะร้องไห้ เพราะเขามิได้เอาใจใส่เรื่องความรอดตลอดนิรันดรของตน ตลอดทั้งชีวิต ความรอด ซึ่งพระบุตรของพระเป็นเจ้าได้ทรงเสียสละพระองค์อย่างที่สุด เพื่อให้เขาบรรลุถึง นักบุญคริสซอสโตมกล่าวว่า: เมื่อนั้น “ตะปู จะบ่นว่าท่าน บาดแผลจะต่อว่าต่อขานท่านกางเขนของพระคริสต์เจ้า จะลงเอยกล่าวโทษท่าน” (7)

            เมื่อนั้น ยังจะมีผู้มารวมนั่งพิพากษา คือคณะอัครสาวก และผู้เจริญรอยตามแบบอย่างของท่าน ซึ่งจะเป็นผู้พิพากษานานาประเทศพร้อมกับพระเยซูคริสต์ “บรรดาผู้ใคร่ธรรมจะเปล่งรัศมี... จะพิพากษาประชาชาติ” ต่อนั้นพระนางพรหมจาริณี พระบรมราชินีแห่งนักบุญทั้งหลาย และแห่งเทพนิกรก็จะเสด็จมาประทับประจำพระที่นั่ง ที่สุดองค์พระตุลาการสูงสุด ผู้สถิตสถาพรตลอดนิรันดร จะเสด็จมาประทับบนพระราชบัลลังก์ ด้วยพระมหิทธิศักดิ์และพระรัศมีภาพ “เขาจะแลเห็นพระบุตรแห่งมนุษย์เสด็จมาจากสวรรค์ ประทับอยู่เหนือกลีบเมฆ ทรงสรรพานุภาพ และมหิทธิศักดิ์” (มธ. 24, 30) “เมื่อเสด็จมาถึง นานาชาติจะพากันตระหนกตกใจ” (ยอล. 2, 6) การแลเห็นพระคริสต์เจ้าจะบันดาลให้บรรดาผู้ต้องเลือกสรรอิ่มเอิบยินดี แต่สำหรับนักโทษ นักบุญคริสซอสโตมกล่าว จะร้ายยิ่งกว่าการตกนรกอีก (8) นักบุญเทเรซา จึงทูลว่า “พระเยซูเจ้าข้า ขอให้ข้าพเจ้าได้รับความทุกข์ยากลำบากทุก ๆ อย่างเถิด ขอเพียงอย่าให้ข้าพเจ้าได้แลพระพักตร์อันทรงพระพิโรธ ในวันนั้นเท่านั้น!” นักบุญบาซีลีโอ กล่าวว่า “ความละอาจอันนั้น จะร้ายกว่าโทษใด ๆ ทั้งสิ้น” (9) เมื่อนั้นแหละจะเป็นไปตามคำทำนายของนักบุญยวง: “พวกนักโทษจะร้องขอให้ภูผามาทุ่มทับตัวเขา เพื่อจะได้มองไม่เห็นพระตุลาการทรงพระพิโรธ” (วว. 6, 16)

ข้อเตือนใจและคำภาวนา

            โอ้พระมหาไถ่ที่สุดเสน่หา โอ้พระชุมพาน้อยของพระเป็นเจ้า พระองค์ได้เสด็จมายังโลก มิใช่เพื่อทรงอภัยบาป โปรดเถิดพระเจ้าข้า โปรดอภัยบาปของข้าพเจ้า ก่อนที่จะถึงวันพิพากษา โอ้พระชุมพาน้อยพระองค์ได้ทรงเพียรทนข้าพเจ้าเป็นนักหนา หากว่าในขณะนั้น ข้าพเจ้าจะต้องพินาศไป การที่จะได้แลเห็นพระองค์จะเป็นนรกแห่งนรกโดยแท้ สำหรับข้าพเจ้า! โปรดเถิด พระเจ้าข้า ข้าพเจ้าขอย้ำทูล โปรดอภัยบาปของข้าพเจ้าในบัดนี้ โปรดยื่นพระหัตถ์อันเมตตา ล้วงข้าพเจ้าออกจากหลุม ที่ข้าพเจ้าได้ตกลงไป เพราะได้กระทำบาป องค์คุณงามความดีที่ล้นพ้นเจ้าข้า ข้าพเจ้าเสียใจ เพราะได้ทำชอกช้ำน้ำพระทัยของพระองค์เป็นอันมากมายนั้น ข้าแต่พระตุลาการ ข้าพเจ้ารักพระองค์ พระองค์ผู้ทรงเอ็นดูกรุณาข้าพเจ้าจนถึงเพียงนี้ กรุณาเถิด พระเจ้าข้า เดชะพระบุญญาบารมีและการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ กรุณาประทานพระหรรษทานอันใหญ่หลวงคือ เปลี่ยนใจข้าพเจ้าจากคนบาป กลับมาเป็นนักบุญ พระองค์ได้ทรงสัญญาจะสดับฟังคำภาวนาของผู้ร้องขอพระองค์ว่า “จงร้องหาเราเถิด และเราจะฟังเสียงเจ้า” (ยรม. 33, 3) ข้าพเจ้าไม่ขอทรัพย์สมบัติฝ่ายแผ่นดิน ขอแต่พระหรรษทาน และความรักต่อพระองค์เท่านั้น พระเจ้าข้า พระเยซู เจ้าข้า โปรดสดับฟังคำภาวนาของข้าพเจ้าโปรดเห็นแก่ความรักของพระองค์ต่อข้าพเจ้า จนได้ยอมสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนนั้นเถิด ข้าแต่พระตุลาการที่สุดเสน่หา ข้าพเจ้าเป็นจำเลยก็จริง แต่เป็นจำเลยที่รักพระองค์ มากกว่ารักตัวเอง ทรงพระกรุณาต่อข้าพเจ้าด้วยเถิดพระเจ้าข้า

            ข้าแต่พระนางมารีอา โปรดเร่งเสด็จมา ช่วยข้าพเจ้า ณ กาลบัดนี้ ซึ่งเป็นเวลาที่ท่านยังช่วยข้าพเจ้าได้ คราวก่อนแม้ข้าพเจ้าได้ดำรงชีพ ลืมท่าน ลืมพระเป็นเจ้า ท่านก็ยังมิได้ทอดทิ้งข้าพเจ้า บัดนี้ ข้าพเจ้ากำลังตั้งใจปรนนิบัติท่าน และตั้งใจไม่ทำเคืองพระทัยของพระสวามีเจ้าต่อไปแล้ว โปรดช่วยข้าพเจ้าด้วยเถิด พระแม่มารีอาเจ้าข้า ท่านคือสรณะที่ไว้วางใจของข้าพเจ้า

3. การตัดสินใจ

            บัดนี้ เปิดฉากการพิพากา “การพิพากษาเริ่มขึ้น และหนังสือก็เปิดอ้าออก” (ดนล. 7, 10) คดีความ กล่าวคือ มโนธรรมของคนละคน ก็คลี่ออกพยานพวกแรก ฝ่ายปฏิปักษ์ต่อนักโทษ ก็คือหมู่ปีศาจ มันจะทูล ตามที่นักบุญเอากุสติน รจนาไว้ว่า “ข้าแต่พระตุลาการผู้ทรงความเที่ยงธรรมหาเสมอเหมือนมิได้ โปรดตัดสินคนที่ไม่ยอมเป็นของของพระองค์ ให้ตกเป็นของของพวกข้าพเจ้าเถิด” (10) พยานปากที่สอง คือ มโนธรรมของคนละคน “มโนธรรมของเขาจะเป็นพยาน” (รม. 2, 15) ต่อนั้นฝาผนังกำแพงเรือนที่คนบาปได้ทำผิดท่ามกลางนั้น ก็จะเป็นพยานเรียกร้องให้ลงพระอาชญา “หินผาจะตะโกนส่งเสียงออกมาจากกำแพง” (ฮบก. 2, 15) ที่สุด องค์พระตุลาการเอง ก็จะทรงเป็นพยานทั้งนี้เพราะพระองค์ทรงประทับอยู่ทาหนทุกแห่ง ณ ที่ที่เราได้ทำบาป “เราคือผู้พิพากษาและพยาน” (ยรม. 29, 23) นักบุญเปาโล กล่าวว่า “เมื่อนั้น พระสวามีเจ้าจะทรงเอาไฟส่อง สิ่งที่ซ่อนอยู่ในที่มืด (1 คร. 4, 5) พระองค์จะทรงเผยแสดงให้มนุษย์ทุก ๆ คน แลเห็นบาปที่ซ่อนเร้นมิดชิดที่สุด และบาปอันน่าละอาย ซึ่งนักโทษได้ปิดซ่อนไว้ตลอดชีวิต และซึ่งเขาไม่ยอมบอกแม้แต่พระสงฆ์ในที่แก้บาป “เราจะเปิดโปงสิ่งน่าอับอาย ต่อหน้าต่อตาเจ้า” ส่วนบาปของผู้ต้องเลือกสรร ตามความเห็นของอาจารย์แห่งชีวิตภายใน (= เปโตร ชาวลมบาร์ด) และนักเทววิทยาอื่น ๆ จะไม่เปิดเผยออก แต่จะถูกปกปิดไว้ ทั้งนี้ตามวาทะของดาวิดว่า “ช่างมีบุญจริง บุคคลที่ความชั่วของเขาถูกยกออก และบาปของเขาถูกปกปิดไว้” (สดด. 31, 1) แต่นักบุญบาชีลีโอ กล่าวว่า: ตรงกันข้าม บาปของนักโทษทุก ๆ ประการ ขอเหลือบตาไปกระทบใคร ๆ ก็จะแลเห็น ดุจในรูปภาพ” (11) นักบุญโทมัส เตือนให้คำนึงว่า: หากที่สวน เล็ตเซมานี พระเยซูตรัสเพียงว่า “เป็นเรานี้เอง” เท่านี้ พวกที่มารจับกุมพระองค์ ก็ล้มลงกับพื้นดินแล้ว ก็จะเป็นอย่างไรเล่า เมื่อพระองค์จะประทับอยู่บนพระบัลลังก์ ในฐานะพระตุลาการจะตรัสว่า “เป็นเรานี้เองแหละ ที่เจ้าทั้งหลายดูถูกมากนัก! (12)

            ฟัง! ถึงเวลาตัดสินแล้ว พระเยซูจะทรงแปรพระพักตร์ไปทางผู้ต้องเลือกสรร และตรัสด้วยพระวาจาอันอ่อนโยนน่ารักว่า “มาเถิดมา บรรดาท่านผู้ที่ได้รับพระพรจากพระบิดาของเรา เชิญมารับพระราชัยแห่งสวรรค์ อันได้เตรียมไปต้อนรับท่าน ตั้งแต่สร้างโลกมา” (มธ. 25, 34) เมื่อพระเป็นเจ้าได้ทรงแสดงให้นักบุญฟรันซีส อัสซีซี ทราบว่า ตัวท่านอยู่ในจำนวนผู้ต้องเลือกสรรท่านนักบุญมีความยินดี ไม่รู้จะอดกลั้นไว้อย่างไร ก็ชาวเราจะตื่อนเต้นยินดีเพียงไรหนอ เมื่อจะได้ยินพระตุลาการเอง ตรัสว่า “มาเถิดมา ลูกที่ได้รับพระพรเชิญมาเสวยราชสมบัติ: ลูกจะไม่ต้องลำบาก ไม่ต้องกลัวอะไรต่อไปแล้ว บัดนี้ลูกรอด และจะรอดอยู่เสมอ เราอำนวยพระพรแด่พระโลหิตของเรา ซึ่งได้หลั่งเพื่อลูกทั้งหลาย เราอำนวยพระพร แก่น้ำตา ที่พวกลูกได้หลั่งออก เพื่อบาปของลูกเอง มา ไปสวรรค์กันเถิด ที่นั้น เราจะอยู่ด้วยกันเสมอ ตลอดนิรันดรภาพ พระแม่มารีอาก็เหมือนกัน, จะทรงอำนวยพรแก่บรรดาผู้ภักดีต่อท่าน และจะทรงเชื้อเชิญเขาให้เข้าไปสวรรค์พร้อมกับท่าน เมื่อนั้น บรรดาผู้ต้องเลือกสรรทั้งหลาย จะตั้งแถวเดินหน้าอย่างผู้มีชัย พลางขับร้อง อัลเลลูยา อัลเลลูยา ตรงเข้าไปสู่วิมานสวรรค์ เพื่อเข้าจับจอง เพื่อสรรเสริญ และเพื่อรักพระเป็นเจ้าตลอดทั้งชั่วนิรันดร

            ตรงข้าม ฝ่ายพวกนักโทษจะหันหน้าไปทางพระเยซูคริสต์ ทูลพระองค์ว่า: ส่วนพวกข้าพเจ้าคนอาภัพนี้เล่า จะเป็นอย่างไร? - พระตุลาการจะหันมาตรัสว่า: พวกเจ้าน่ะหรือ? พวกเจ้าได้ทิ้งเรา ได้ดูถูกพระหรรษทานของเรา ไป ไปให้พ้นหน้าเรา อ้ายพวกต้องแช่ง จงไปสู่ไฟชั่วนิรันดร (มธ. 25, 41) ไป ไปให้พ้น เราไม่อยากเห็น ไม่อยากได้ยินเจ้าต่อไปแล้ว ไป ไปให้พ้น เจ้าพวกต้องแช่ง เจ้าได้ดูหมิ่นพระพรของเรา พระสวามีเจ้าข้า พวกคนอาภัพเหล่านั้นจะต้องไปไหน พระเจ้าข้า? - ไปนรก ไปเผาไฟทั้งวิญญาณ ทั้งร่างกาย ตลอดเวลากี่ปี? กี่ศตวรรษ พระเจ้าข้า?- อะไรจะกี่ปี กี่ศตวรรษ? ทั้งชั่วนิรันดรตราบเท่าที่พระเป็นเจ้า ยังคงเป็นพระเป็นเจ้า

            จบคำตัดสินแล้ว นักบุญเอแฟรม ว่า: พวกนักโทษ จะอำลาเทวดานักบุญ พ่อแม่พี่น้อง และพระมารดาของพระเป็นเจ้าว่า “ลาก่อน บรรดาผู้ใคร่ธรรม ลาก่อน กางเขน ลาก่อน พ่อ ลูก เราจะไม่ได้แลเห็นกันต่อไปอีกแล้ว! ลาก่อนด้วย พระนางมารีอา พระมารดาของพระเป็นเจ้า” (13) เมื่อนั้นที่ตรงเหวนั้นเอง จะเปิดออกเป็นขุมมหึมา หมู่ปีศาจและเหล่านักโทษจะตกลงไปในนั้นพร้อมกัน บัดนั้น ข้างหลังพวกเขา, อนิจจา! จะได้ยินเสียงประตูปิดดังปังใหญ่ซึ่งไม่มีวันจะเปิด ไม่มีวันจะเปิดเลย ตลอดนิรันดรภาพ!-- โอ! อ้ายบาปอัปรีย์จัญไร! วันหนึ่ง เจ้าจะนำวิญญาณอาภัพจำนวนมาก มาสู่ปลายทางอันแสนจะทุเรศดังนี้! โอ้! น่าสงสารวิญญาณ ที่จะต้องไปสู่ปลายทางอันน่าโอดครวญดั่งนี้!

ข้อเตือนใจและคำภาวนา

            อา! พระมหาไถ่ และ พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า ในวันนั้นข้าพเจ้าจะถูกพระองค์ตัดสินประการใดหนอ? พระเยซูเจ้าข้า หากในขณะนี้พระองค์จะทรงไต่สวนข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะตอบพระองค์ว่าอย่างไร นอกจากจะรับว่า ข้าพเจ้าสมจะไปนรกพันนรก? ถูกแล้ว เป็นความจริงแล้ว พระมหาไถ่ที่สุดเสน่หา ข้าพเจ้าสมจะไปนรกพันนรก แต่ขอพระองค์โปรดทราบด้วยว่า ข้าพเจ้ารักพระองค์และรักพระองค์ยิ่งกว่าตัวข้าพเจ้าเอง ส่วนความผิดที่ข้าพเจ้าได้ทำต่อพระองค์นั้น ข้าพเจ้าก็เป็นทุกข์ จนกว่าข้าพเจ้ายินดีจะรับความยากลำบากภัยพิบัติทุก ๆ ประการ ดีกว่าจะทำเคืองพระทัยอีก พระเยซูเจ้าข้า พระองค์ทรงลงโทษแต่คนบาปที่มีใจกระด้าง แต่ไม่ทรงลงโทษคนที่เป็นทุกข์กลับใจ และคนที่อยากจะรักพระองค์ นี่แน่ะ ข้าพเจ้ากราบอยู่แทบพระบาท กำลังเป็นทุกข์ตรอมใจ โปรดแสดงให้ข้าพเจ้าทราบเถิดว่า พระองค์ทรงอภัยบาปแก่ข้าพเจ้าแล้ว แท้จริงพระองค์ก็ทรงโปรดให้ข้าพเจ้าทราบแล้วโดยวาทะของท่านประกาศว่า “จงหันมาหาเราเถิด และเราจะหันไปหาท่าน” (ศคย. 1, 3) ข้าพเจ้าละทุกสิ่ง สละความสนุกสบายทั้งหลาย และทรัพย์สมบัติทั้งสิ้นของแผ่นดิน ข้าพเจ้ากลับมา มาสวมกอดพระองค์ พระมหาไถ่ที่สุดเสน่หา โปรดเถิด โปรดรับข้าพเจ้าไว้ในพระหฤทัยของพระองค์ โปรดให้ไฟความรักอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองคืสุมข้าพเจ้าอยู่ในนั้น เผาจนข้าพเจ้าไม่คิดจะเหินห่างจากพระองค์ต่อไปอีกเลยพระเยซูเจ้าข้า ช่วยให้ข้าพเจ้ารอดเถิด ให้ข้าพเจ้ารอด เพื่อรักพระองค์เสมอและเพื่อสรรเสริญความเมตตากรุณาของพระองค์เสมอ พระเจ้าข้า “ข้าพเจ้าจะซร้องสาธุการความเมตตากรุณาของพระสวามีเจ้า ตลอดนิรันดร” (สดด. 88, 1)

            ข้าแต่พระนางมารีอา ที่ไว้วางใจ ที่หลบภัย และแม่ของข้าพเจ้า โปรดช่วยข้าพเจ้าด้วย โปรดให้ข้าพเจ้าคงเจริญในความดีเรื่อยไปจนเวลาตายด้วยเถิด ไม่มีใครที่ได้มาขอพึ่งท่านแล้วต้องพินาศไปสักคนเดียว ข้าพเจ้าจึงวิ่งมาฝากตัวไว้กับท่าน กรุณาช่วยข้าพเจ้าด้วยเถิด

(1) Quoties diem judicii considero, contremisco; simper videtur illa tuba insonare auribus meis: Surgite, mortui, venite ad

      judicium. (in Mt. c, 5)

(2) O felix poenitentia, quae tantam mihi promeruit gloriam.

(3) Libenter illius judicium subeo, qui pro me nortuus est, et ne me damnaret, ad crucem se damnari permisit.

(4) Quomodo putas, impios confundendos, quando segregates justis, fuerint derelicti! (Aut. op. imperf. hom. 54).

(5) Et si nihil ulterius paterentur, ista sola verecundia sufficeret eis ad poenam (In Matth. c. 24).

(6) Veniente Domino ad judicium, signum cruces et alia passionis indicia demons strabuntur (Comp. theol. p.l c. 244).

(7) Clavi de te conquerentur, cicatrices contra te loquerentur, crux Christi contrite perorabit (Hom 20 in Matth).

(8) Damnatis melius esset inferni poenas, quam Domini praesentiam ferre.

(9) Superat omnem poenam confusion ista.

(10) Aequissime dues, judica esse meum, qui tuus esse noluit.

(11) Unico intuitu singular peccata velut in picturra noscentur. (Lib. de Ver. Virg.).

(12) Quid faciet judicatures, qui hoc fecit judicandus?

(13) Valete, justi; Vale, crux; vale, paradise, Valete, patres ac filii, nullum siquidem vestrum visuri sumus ultra.Vale, tu

       quoque, Dei genitrix, Maria. (S. Ephr. De variis form. inf.).

1. บาปในที่พิพากษา

  ชาวเราจงพิเคราะห์ดู การปรากฏตัว การฟ้อง การไต่สวน และการตัดสิน ก่อนหมด จะกล่าวถึง การปรากฏตัวของวิญญาณ ต่หน้าพระตุลาการดาววิทยาทั้งหลาย เห็นพ้องกันว่า พอคนเราสิ้นใจ ก็จะถูกพิพากษาทีละคน ในทันทีและในสถานที่ที่วิญญาณแยกออกจากร่างกายนั้น วิญญาณจะถูกพระเยซูคริสต์พิพากษา พระองค์จะไม่ทรงใช้ผู้แทน แต่พระองค์เองจะเสด็จมาพิพากษา “ในเวลาที่ท่านไม่คิด พระบุตรมนุษย์จะเสด็จมา” (ลก. 12, 40) นักบุญ เอากุสตินกล่าวว่า “พระองค์จะเสด็จมา โดยนำความชื่นชมยินดีมาให้ สำหรับผู้ใคร่ธรรมแต่เสด็จมา นำความสดุ้งกลัวมาให้ สำหรับคนอธรรม” (1) โอ! ผู้ที่จะได้แลเห็นพระมหาไถ่เป็นครั้งแรกและจะได้เห็นพระองค์กำลังทรงพระพิโรธ จะสดุ้งตกใจกลัวเป็นกระไรหนอ! “ใครหนอ จะทรงตัวอยู่ได้เฉพาะพระพิโรธของพระองค์!” (นฮม. 1, 6) คุณพ่อหลุยส์ ดือปองต์ เมื่อคำนึงถึงเรื่องนี้ ท่านตัวสั่น จนห้องของท่านสั่นตามไปด้วย บุญราศี ยูเวนัล เมื่อได้ยินขับร้องบท “ดีแอส อีเร” (วันพระพิโรธ) ท่านคิดถึงความกลัวของวิญญาณ เมื่อจะไปปรากฏตัว ณ ที่พิพากษาท่านจึงได้ตกลงใจสละละโลก และก็ได้ทิ้งละโลกจริง ๆ การแลเห็นพระตุลาการทรงพิโรธ ใช่อื่นไกล คือ การจะต้องโทษนั่นเอง พระคัมภีร์กล่าวว่า “พระพิโรธของพระราชาเป็นเครื่องบอาความตาย” (สภษ. 16, 14) นักบุญเบอร์นาร์ด แสดงความเห็นว่า: เมื่อวิญญาณมองเห็นพระเยซูกำลังทรงพระพิโรธ เขาจะรับทุกข์มากกว่าอยู่ในนรกเสียอีก (2)

            ในโลกเรานี้ บางครั้ง เคยปรากฏว่า เมื่อจำเลยเข้าไปอยู่ต่อหน้าผู้พิพากษาบางคนถึงกับเหงื่อเย็นตก ปีซอง ต้องสวมเสื้อจำเลย ไปปรากฏตัวต่อหน้าวุฒิสภาเขารู้สึกละอายเหลือทน จนได้ไปฆ่าตัวตาย โอ เมื่อลูกจะได้เห็นพ่อ ข้าแผ่นดินจะได้แลเห็นพระราชา กำลังขึ้งโกรธจัด จะรู้สึกเจ็บใจกระไรหนอ! ก็วิญญาณจะรู้สึกเจ็บใจยิ่งกว่านี้มากนัก เมื่อจะได้แลเห็นพระเยซูคริสต์ ผู้ที่เขาได้หมิ่นประมาทในโลก! “เขาจะแลเห็นผู้ที่เขาได้ตอกตรึง” (ยน. 19, 37) พระชุมพาน้อยผู้นั้น ซึ่งได้ทรงอดกลั้นเพียรทนตลอดชีวิตของเขา เขาจะแลเห็นกำลังทรงพระพิโรธ และไม่มีทางจะระงับพระพิโรธของพระองค์ได้เลย หนังสือวิวรณ์ (6, 16) กล่าวว่า: การแลเห็นอันนั้นเอง จะทำให้เขาร้องบอก ภูผาให้มาทุ่มกับตัวเขา เพื่อจะได้พ้นจากพระพิโรธของพระชุมพาน้อย นักบุญลูกาบันทึกว่า “เมื่อนั้นแหละ เขาจะแลเห็นบุตรมนุษย์ (ลก. 21, 27)

            การแลเห็นพระตุลาการภายในรูปมนุษย์นั้น จะก่อให้เกิดความเจ็บช้ำใจแก่เขาเพียงไรหนอ! เพราะเขาจะได้แลเห็นมนุษย์ ผู้ที่ได้ทรงมรณะเพื่อช่วยให้เขารอด นี่เป็นการตำหนิที่เสียดแทงใจดำของเขาอย่างสุดซึ้ง ครั้งเมื่อพระมหาไถ่เสด็จไปสวรรค์ เทวทูตได้มาแจ้งแก่สานุศิษย์ว่า “พระเยซูองค์นี้ พวกท่านแลเห็นพระองค์เสด็จจากท่านไปสวรรค์ ฉันใด พระองค์นี้เอง ก็จะเสด็จมาอีกครั้งหนึ่งเหมือนกับที่ท่านเห็นนี้ แนนั้น” (กจ. 1, 11) ฉะนั้นพระตุลาการ เมื่อจะเสด็จมาพิพากษา ก็จะคงรักษาบาดแผลไว้นี้ จะทำความยินดีมากแก่ผู้ที่แลเห็น (คนดี) แต่จะทำความสดุ้งกลัวแก่ผู้ที่คอย (คนชั่ว) (3) ครั้นเมื่อ ยอแซฟแจ้งให้พวกพี่น้องทราบว่า “ฉันนี้ คือ ยอแซฟ ผู้ที่พวกท่านได้ขาย” พระคัมภีร์ เล่าว่าพวกพี่ ๆ ตกใจกลัว จนนิ่งอั้น พูดไม่ออก (ปฐก. 45, 3) ก็ขณะนั้นคนบาปจะเอาอะไรมาตอบพระเยซูคริสต์เล่า? เขายังจะบังอาจขอความกรุณาของหรือ? เพราะว่าประเด็นแรกที่เขาจะต้องให้การ ก็คือ การที่ได้ดูหมิ่นความกรุณาของพระองค์! (4) นักบุญเอากุสติน ถามว่า: เขาจะทำอะไร? เขาจะหนีไปข้างไหน? เมื่อข้างบน เขาเห็นพระตุลาการกำลังโกรธกริ้ว ข้างล่างขุมนรกกำลังเปิดอ้า ข้างหนึ่งกองบาปกำลังร้องฟ้อง อีกข้างหนึ่ง ฝูงปีศาจกำลังเตรียมพร้อมจะสำเร็จโทษ และภายในใจมโนธรรมก็กำลังตำหนิติเตียน? (5)

ข้อเตือนใจและคำภาวนา

            พระเยซูเจ้าข้า ข้าพเจ้าปรารถนาจะทูลเรียกพระองค์ว่า “พระเยซู” เสมอ พระนามของพระองค์นี้บันกาลความแช่มชื่นใจ บันดาลให้ข้าพเจ้ามีใจกล้าเพราะทำให้ระลึกว่า พระองค์คือพระมหาไถ่ของข้าพเจ้า พระผู้ที่ได้ทรงมรณะเพื่อให้ข้าพเจ้ารอด นี่แน่ะ! ข้าพเจ้ากราบอยู่แทบพระบาท ขอสารภาพว่า ข้าพเจ้าควรจะไปนรกมากครั้ง เท่าจำนวนบาปหนักที่ข้าพเจ้าได้กระทำนั้นแล้ว ข้าพเจ้าไม่สมจะได้รับอภัยโทษ แต่พระองค์ได้ทรงสิ้นพระชนม์ เพื่ออภัยบาปแก่ข้าพเจ้า “พระเยซู ผู้ทรงพระทัยปราณีเจ้าข้า โปรดระลึกว่า ข้าพเจ้าเป็นเหตุให้เสด็จมาเดินทางรับความยากลำบาก” พระเยซูเจ้าข้า โปรดเร่งอภัยบาปแก่ข้าพเจ้าก่อนที่พระองค์จะเสด็จมาพิพากษาเถิด เหตุว่า เมื่อถึงเวลานั้นแล้ว ข้าพเจ้าจะไม่สามารถร้องขอความกรุณาของพระองค์ต่อไป บัดนี้ข้าพเจ้ายังขอพระกรุณาได้และหวังจะได้รับพระกรุณาด้วย เมื่อนั้นบาดแผลของพระองค์มีแต่จะทำความสดุ้งกลัวแก่ข้าพเจ้า แต่บัดนี้กำลังทำความอุ่นใจ พระเจ้าข้า ข้าแต่พระมหาไถ่ที่สุดเสน่หาข้าพเจ้าเป็นทุกข์อย่างยิ่ง เพราะได้ทำเคืองพระทัยดีอันหาขอบเขตมิได้ชองพระองค์ข้าพเจ้าตั้งใจยินยอมรับความยากลำบากทุกอย่าง หายนะทุกประการ ดีกว่าจะเสียพระหรรษทานของพระองค์อีก พระเจ้าข้า ข้าพเจ้ารักพระองค์ด้วยสิ้นสุดดวงใจ ทรงพระกรุณาต่อข้าพเจ้าเถิด ทรงพระกรุณาต่อข้าพเจ้าเถิด พระเจ้าข้าทรงพระกรุณาด้วยพระเมตตาอันยิ่งใหญ่ของพระองค์”!

            โอ้พระนางมารีอา ชนนีแห่งความเมตตากรุณา ท่านคือผู้ปกป้องคนบาปโปรดช่วยให้ข้าพเจ้าเป็นทุกข์มาก ๆ ช่วยให้ข้าพเจ้าได้รับอภัยบาป และคงเจริญในความรักต่อพระเป็นเจ้าเสมอเถิด พระบรมราชินี เจ้าข้า ข้าพเจ้ารักท่าน ข้าพเจ้าวางใจในท่าน

2. การฟ้อง และการไต่สวน

            บัดนี้ เชิญพิเคราะห็เรื่อง การฟ้อง และการไต่สวนคดี การพิพากษาเริ่มขึ้นแล้ว หนังสือเปิดออก (ดนล. 8, 10) หนังสือนั้น มีอยู่สองเล่ม คือ พระวรสารและมโนธรรม พระวรสารแจ้งให้ทราบ ถึงสิ่งที่จำเลยควรจะกระทำ ส่วนมโนธรรมแจ้งให้ทราบถึงกิจการที่จำเลยได้กระนำมา (6) เมื่อนั้นตราชูอันเที่ยงธรรมของพระเป็นเจ้า จะไม่ชั่งดูทรัพย์สมบัติ เกียรติยศ และตระกูลของแต่ละคน แต่จะชั่งดูแต่กิจการของแต่ละคน ดาเนียลทูลกษัตริญ์บัลทาซาร์ว่า “ท่านถูกชั่งอยู่ในตราชูและท่านได้เบาไป” (ดนล. 5, 27) คุณพ่อซูอาแรส อธิบายความตอนนี้ว่า “สิ่งที่วางไว้บนตราชู ไม่ใช่ทองคำ ไม่ใช่ทรัพยากร แต่เป็นตัวกษัตริย์เอง” (7)

            เมื่อนั้นพวกโจทก์จะพากันเข้ามา ปีศาจเข้ามาก่อย นักบุญเอากุสตินกล่าวว่า: ปีศาจจะมายืนอยู่เฉพาะหน้าพระบัลลังก์ของพระคริสต์เจ้า และมันจะท่องคำพูดที่ท่านเคยได้กล่าวออกมา มันจะแจงสี่เบี้ย ทุกๆ สิ่งที่เราได้กระทำมันจะออกชื่อวันนั้น เวลานั้น ที่เราได้ทำบาป (8) มันจะท่องคำพูดที่ท่านกล่าวออกมา หมายความว่า มันจะดีแผ่คำมั่นสัญญาต้าง ๆ ของเรา และที่เรามิได้ปฏินัติตาม มันจะชี้ความผิดของเราทุก ๆ ข้อ ว่าได้กระทำในวันนั้น ๆ เวลานั้น ๆ แล้วมันจะทูลพระตุลาการ ตามวาทะของนักบุญ ชีปรีอาโนว่า: พระสวามี ข้าพเจ้าไม่ได้ลำบากอะไรสักนิด สำหรับจะเลยผู้นี้ (9) เขาเองได้ละทิ้งพระองค์ผู้สิ้นพระชนม์เพื่อให้เขารอด เขาเองได้สมัครใจมาเป็นทาสของข้าพเจ้า ฉะนั้นตัวเขาจึงตกเป็นของของข้าพเจ้า บรรดาอารักษ์เทวดาก็จะมาเป็นโจทก์ฟ้องเหมือนกัน ดังที่ท่านโอรีเชแนส กล่าวว่า: เทวดาทุก ๆ องค์จะมายืนยันว่า ท่านได้พยายามตักเตือน ตักเตือน เป็นเวลากี่ปี ๆ แต่เขาได้เมินเฉยเสีย (10) เป็นอันว่า แม้สหายของเขาทุกคน ก็จะกลายเป็นศัตรูไปหมด นอกนั้น กำแพง ฝาผนัง ที่ได้รู้เห็นเป็นพยานในการกระทำบาปของเขา ก็จะเป็นโจทก์ฟ้อง “หินผาจะส่งเสียงออกมาจากกำแพง” (ฮบก. 2, 11) กระทั่งมโนธรรมของเขาเอง ก็จะเป็นโจทก์ฟ้อง “แม้มโนธรรมของเขา ก็จะยืนยันเป็นพยาน...ในวันพิพากษา” (รม. 2, 15) เมื่อนั้นแม้บาปของเขา ตามคำกล่าวของนักบุญเพอร์นาร์ดจะพูด จะบอกว่า: ท่านได้ทำเราขึ้นมา เราเป็นกิจการของท่าน เราจะไม่ละท่านไปเป็นอันขาด” (11) ที่สุดบาดแผลของพระเยซูคริสต์ ตามวาทะของนักบุญคริสซอสโตม จะเป็นโจทก์ฟ้องด้วย “ตะปูจะบ่นว่าท่าน บาดแผลจะต่อขานท่าน กางเขนของพระคริสต์จะสรุปความกล่าวโทษท่าน” (12)

            ต่อนั้น ก็ถึงการไต่สวนคดี พระสวามีเจ้าตรัสว่า “เราจะเอาตะเกียงส่องกรุงเยรูซาแลม” ท่านแมนโดซาว่า ตะเกียงส่องให้เห็นทั่วทุกมุมบ้าน (13) คุณพ่อ กอร์เนลีโอ อาลาปิเด อธิบายคำว่า “เอาตะเกียงส่อง” ว่า: เมื่อนั้นพระเป็นเจ้าจะทรงตีแผ่ให้จำเลยแลเห็นแบบอย่างของพวกนักบุญ เห็นแสงสว่างและความดลใจทั้งสิ้นที่พระองค์ได้ทรงประทานให้, ตลอดจนชั่วเวลาที่พระองค์ได้ทรงประทานให้เพื่อสร้างความดี “พระองค์จะทรงเรียกเอาเวลามาเป็นข้อค้านข้าพเจ้า” เป็นอันว่า เมื่อนั้นจะเป็นไปตามที่นักบุญอัลแซลมกล่าวไว้ คือ ท่านจะต้องให้การ แม้ด้วยการกะพริบตาทุก ๆ ครั้ง (14) ช่างทองเอาไฟเผาทอง เพื่อจะเขี่ยฝุ่นผงออกฉันใด กิจการที่ดี การแก้บาปการรับศีลมหาสนิท ฯลฯ ก็จะต้องถูกตรวจสอบดูด้วยฉันนั้น “พระองค์จะทรงกวาดล้างพวกลูกของ เลวี จนบริสุทธิ์ และสุกดุจทองคำ” (มลค. 3, 3) “เมื่อถึงเวลา เราจะพิพากษาความยุตติธรรม” (สดด. 74, 3) พูดสั้น ๆ คือเป็นไปตามอย่างที่นักบุญเปโตรกล่าวไว้: ในการพิพากษานั้น แม้ผู้ใคร่ธรรมก็แทบจะเอาตัวไม่รอด “ก็ถ้าหากว่า ผู้ใคร่ธรรมเอาตัวรอดอย่างหวิด ๆ แล้วคนอธรรมและคนบาปจะไปปรากฏตัวอยู่ที่ไหน?” (ปต. 4, 18) นักบุญเกรโกรี ถามว่า: หาก แม้วาจาที่ไร้ประโยชน์ยังต้องให้การ ก็จะเป็นอย่างไร สำหรับความคิดชั่วที่ได้ปลงใจทำ สำหรับวาจาสามหาวจำนวนมากที่ได้พูดออกมา? (15) สำหรับผู้ที่ได้เป็นที่สะดุดต่อผู้อื่น และได้ลอบลักวิญญาณไปจากพระสวามีเจ้า พระองค์ได้ตรัสถึงเขาเป็นพิเศษว่า “เราจะรี่ใส่เขา, ดังแม่หมีที่ถูกขโมยลูก (ฮฮย. 13, 8) ด้วยกิจการต่าง ๆ พระตุลาการจะตรัสว่า: จงสนองต่อเขา ตามกิจากรที่เขาได้กระทำนั้นเถิด “ผลแห่งกิจการของเขา ก็จงให้แก่เขา” (สภษ. 31, 31)

ข้อเตือนใจและคำภาวนา

            อา! พระเยซู เจ้าขา หากพระองค์ใคร่จะสนองตามกิจการของข้าพเจ้า ณ กาลบัดนี้ นรกนั้นแหละจะตกเป็นของของข้าพเจ้า! อนิจจา! กี่ครั้งกี่หนแล้วข้าพเจ้าได้เซ็นคำตัดสินปรับโทษตนเองให้ไปสู่ที่ทุข์ทรมานอันนั้น! ขอสมนาพระคุณที่ได้ทรงเพียรทนข้าพเจ้า โอ้! พระผู้เป็นเจ้า หากข้าพเจ้าจะต้องไปยืนอยู่เฉพาะพระบัชชังก์ ณ กาลบัดนี้ ข้าพเจ้าจะให้การด้วยความประพฤติของข้าพเจ้าเป็นอย่างไร? พระสวามีเจ้าข้า, โปรดรอข้าพเจ้าอีกหน่อยหนึ่งเถิด โปรดอย่าเพิ่งพิพากษาข้าพเจ้าเลย (16) หากพระองค์ทรงต้องการจะพิพากษาข้าพเจ้า ณ บัดนี้ ข้าพเจ้าจะเป็นอย่างไรเล่า? โปรดรอก่อนเถิด พระเจ้าข้า ไหน ๆ พระองค์ก็ได้ทรงเมตตาต่อข้าพเจ้าเป็นหลายครั้งมาแล้ว โปรดทรงพระเมตตาต่อไปอีกครั้งหนึ่งเถิด โปรดให้ข้าพเจ้าเป็นทุกข์ถึงบาปมาก ๆ องค์คุณงามความดีที่ล้นพ้นเจ้าข้า ข้าพเจ้าเสียใจ ที่ได้หมิ่นประมาทพระองค์หลายครั้งหลายคราวนั้น ข้าพเจ้ารักพระองค์ยิ่งกว่าอะไร ๆ ทั้งหมดแล้ว ข้าแต่พระบิดา ผู้สถิตสถาพรตลอดนิรันดร โปรดอภัยบาปแก่ข้าพเจ้า โดยเห็นแก่พระเยซูคริสต์เถิด ขอประทานให้ข้าพเจ้าคงเจริญอยู่ในความดี เพราะเห็นแก่พระบุญญาบารมีของพระองค์เถิด พระเจ้าข้า พระเยซูเจ้าข้า ข้าพเจ้าไว้ใจว่าจะได้ทุกสิ่งที่วิงวอนมานี้ด้วยเดชะพระดลหิตของพระองค์เถิดพระเจ้าข้า

            ข้าแต่พระแม่มารีอา ผู้ศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่ง ข้าพเจ้าวางใจในท่าน “โอ้ ท่านผู้เป็นทนายของข้าพเจ้า โปรดทอดพระเนตรอันเมตตามายังข้าพเจ้าเถิด” โปรดเหลียวแลความอาภัพน่าสังเวชของข้าพเจ้าและทรงเมตตาเถิด

3. การตัดสินปรับโทษ

            กล่าวโดยสรุป วิญญาณใดจะรอดตลอดนิรันดร วิญญาณนั้นต้องอยู่ในฐานะได้ดำเนินชีวิตที่ละม้ายคลายคลึงกับพระชนม์ชีพของพระคริสต์ ในคราวเพื่อถูกพิพากษา “บรรดาผู้ที่พระองค์ทรงเห็นและจัดล่วงหน้า ให้ละม้ายคล้ายคลึงกับพระฉายาแห่งพระบุตรของพระองค์” (รม. 8, 29) นี่เอง ที่ทำให้โยบตัวสั่นพูดว่า “ข้าพเจ้าจะต้องทำอะไร, เมื่อพระเป็นเจ้าจะเสด็จลุกขึ้นพิพากษา? เมื่อพระองค์จะตรัสถาม ข้าพเจ้าจะตอบว่าอะไร?” (โยบ. 31, 14) วันหนึ่งมหาดเล็กของพระเจ้า ฟีลิปที่ 2 ได้กราบทูลความเท็จ พระราชาได้ตำหนิเขาเพียงว่า “เจ้าโกหกเราดังนี้หรือ?” เท่านี้ก็ทำให้มหาดเล็กเจ้ากรรมผู้นั้นกลับไปตรอมใจตายที่บ้าน แล้วคนบาปจะทำอะไร? จะตอบว่าอย่างไร แก่พระเยซูคริสต์ พระตุลาการ? อ้อ! เขาจะตอบอย่างบุรุษในพระวรสาร คนที่เข้ามาในงานเลี้ยงวิวาห์ และไม่ใส่เสื้อเฉพาะสำหรับงาน อย่างไรเล่า! คือ จะนิ่ง ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร (มธ. 22, 12) บาปนั้นแหละจะปิดปากของเขา “ความชั่วจะปิดปากของเขา” (สดด. 106, 42) นักบุญบาซีลีโอ กล่าวว่า: เมื่อนั้นความอายจะทรมานคนบาป ยิ่งกว่าไฟนรกเสียอีก (17)

            ในที่สุดพระตุลาการ จะตรัสเป็นคำตัดสินเด็ดขาดว่า “จงไปให้พ้นเจ้าคนชั่ว ไปสู่ไฟชั่วนิรันดร” (มธ. 25, 41) ท่าน ดีโอนีซีโอ ฤษีชาร์เตรอส์อุทานว่า: โอ้! เสียงฟ้าผ่าอันนั้น จะกังวาลน่ากลัวเพียงไรหนอ?(18) นักบุญอัลแซลมกล่าวว่า: เมื่อได้ยินเสียงฟ้าผ่าดังนี้ คนที่ไม่ตัวสั่น ไม่ใช่เป็นคนที่นอนหลับ แต่เป็นคนที่ตายเสียแล้ว (19) ท่าน เอวเซบิโอ เสริม: เมื่อคนบาปได้ยินคำตัดสินปรับโทษ เขาจะสดุ้งกลัว จนว่าหากตายได้ จะตายไปอีกครั้งหนึ่ง (20) เมื่อนั้น นักบุญโทมัส แห่งวิลลา นอวา กล่าวต่อ ไม่มีทางจะขอความกรุณาไม่มีทางจะหาคนช่วย (21) ก็เขาจะวิ่งไปพึ่งใคร? ไปพึ่งพระเป็นเจ้า ผู้ที่เขาได้หมิ่นประมาท กระนั้นหรือ? (22) จะวิ่งไปพึ่งนักบุญหรือ พึ่งพระแม่มารีอาหรือ? ไม่ได้ทั้งนั้น เพราะว่าเมื่อนั้น ดาวดารา (คือบรรดานักบุญองค์อุปถัมภ์) จะตกลงมาจากฟ้า แล้ะวงจันทร์ (คือพระแม่มารีอา) จะอับแสง” (มธ. 24, 29) นักบุญเอากุสติน บอกว่า พระแม่แม่มารีอาจะทรงถอยห่างจากประตูสวรรค์ (23) 

            โอ้! อนิจจา! นักบุญโทมัส แห่งวิลลานอวา อุทาน เมื่อได้ยินพูดถึงการพิพากษา คนเราช่างดูดายทำเฉยอยู่ได้ คล้ายกับการพิพากษาตัดสินลงโทษนั้นไม่เดี่ยวข้องอะไรกับตัว! หรือคล้ายกับตัวไม่มีวันจะต้องถูกพิพากษา (24) ท่านนักบุญกล่าวสืบไปว่า: การทำเฉย ๆ ต่อหน้ามหันตรายใหญ่โตเช่นนี้ คือความบ้าโฉดเขลาอย่างวายร้าย! (25) พี่น้องที่รัก นักบุญเอากุสตินเตือนท่านว่า: ท่านอย่าพูดว่า อะไร! พระเป็นเจ้าจะทรงลงโทษให้ฉันไปสู่นรกทีเดียวหรือ? (26) จงอย่าพูดเช่นนี้เลย นักบุญกล่าว เหตุว่าแม้พวกฮีบรูเองก็ไม่ได้เคยเชื่อว่า ตนจะต้องพินาศ นักโทษในนรกจำนวนมากก็ไม่ได้เคยเชื่อเลยว่าพวกเขาจะต้องไปสู่นรก แต่แล้วบั้นปลายแห่งพระอาชญาก็มาถึง “ที่สุดมาถึงก็จบกัน...เราจะเอาพระพิโรธของเราสาดท่านและเราจะพิพากษาท่าน” (อสค. 7, 6) นักบุญเอากุสตินบอกว่า: มันจะเป็นเช่นนี้แก่ตัวท่านเหมือนกัน วันพิพากษาจะมาถึง แล้วท่านจะเห็นว่ามันเป็นจริงตามที่พระเป็นเจ้าได้ทรงคำรามไว้ (27)

            นักบุญเอลีชีโอบอกว่า: ขณะนี้เราจะเลือกเอาคำตัดสินอย่างไรก็ได้ตามความชอบใจของเราเอง (28) ก็ท่านอยากจะเลือกเอาอย่างไหนเล่า? จงจัดบัญชีของท่านให้เรียบร้องเถิด “ก่อนจะถูกพิพากษาจงจัดความยุติธรรมของท่านไว้ให้เรียบร้อย” (บสร. 18, 19) นักบุญบอนาแวนตูรา กล่าวว่า: พ่อค้าที่ฉลาดย่อมตรวจดูและงบบัญชีของตนบ่อย ๆ ทั้งนี้เพื่อกันมิให้ตนล่มจม นักบุญเอากุสตินก็พูดอย่างเดียวกันว่า: ก่อนจะถูกพิพากษา ชาวเรายังอาจเอาใจตุลาการได้ แต่เมื่อถึงคราวจะต้องพิพากษาแล้ว จะทำดั่งนี้ไม่ได้ต่อไป (29) ฉะนั้นชาวเราจงทูลพระสวามีอย่างนักบุญเบอร์นาร์ดว่า: เมื่อข้าพเจ้าจะไปปรากฏตัวเฉพาะพระพักตร์ ข้าพเจ้าใคร่ให้ตัวข้าพเจ้าถูกพิพากษามาก่อนแล้ว หาใช่ให้ถูกพิพากษาในขณะนั้นไม่ (30) ข้าแต่พระตุลาการ ข้าพเจ้าประสงค์จะให้พระองค์ทรงพิพากษาข้าพเจ้าขณะนี้ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลก เพราะว่าขณะนี้เป็นเวลาที่กำลังทรงพระกรุณา แต่ขณะนั้น ขณะเมื่อตายไปแล้ว เป็นเวลาที่จะทรงแต่ความยุติธรรม

ข้อเตือนใจและคำภาวนา

            ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า หากในขณะนี้ข้าพเจ้าไม่ระงับพระพิโรธของพระองค์แล้ว ขณะนั้นข้าพเจ้าก็จะไม่มีทางระงับได้เลย ข้าพเจ้าจะต้องทำไฉนจึงจะระงับพระพิโรธของพระองค์ได้ ข้าพเจ้านี้ได้ดูหมิ่นมิตรภาพของพระองค์ ไปเห็นแก่ความสนุกอันเลวทรามประสาสัตว์ดิรัจฉานก็หลายครั้งหลายหนแล้ว? อ้อ! ข้าพเจ้าจะสนองความรักอันปราศจากขอบเขตของพระองค์ด้วยความกตัญญูแต่สัตว์โลกจะเอาอะไรมาชดเชยความผิดต่อพระผู้สร้างของตนให้สาสมได้? อา! พระสวามี พระองค์ยังทรงโปรดให้ข้าพเจ้ามีช่องทางระงับพระพิโรธได้ ขอสมนาพระคุณ! ข้าพเจ้าขอถวายพระโลหิตและการสิ้นพระชนม์แห่งพระบุตรของพระองค์นั่นแหละเป็นเครื่องระงับพระพิโรธ และขณะนี้ข้าพเจ้าก็มองเห็นว่าความยุติธรรมของพระองค์ได้รับการระงับและการชดเชยครบถ้วนแล้วทั้งยังเกินเลยไปอีกด้วย พระเจ้าข้า ถึงกระนั้นข้าพเจ้ายังต้องเป็นทุกข์ถึงบาปด้วย เป็นความจริง พระผู้เป็นเจ้าเจ้าข้า ข้าพเจ้าเป็นทุกข์ตรอมใจเพราะได้ทำเคืองพระทัยของพระองค์แล้ว พระมหาไถ่เจ้าข้า โปรดพิพากษาข้าพเจ้าเสีย ณ กาลบัดนี้เถิด! ข้าพเจ้าเกลียดชังความชั่วทุก ๆ ประการ และเกลียดอย่างที่สุดข้าพเจ้ารักพระองค์จริง ๆ รักด้วยสิ้นสุดใจและตั้งใจจะรักพระองค์เสมอ จะยอมตายดีกว่าจะทำเคืองพระทัยต่อไป พระองค์ได้ทรงสัญญาว่าจะทรงอภัยบาปแก่ผู้ที่เป็นทุกข์ ฉะนั้นโปรดพิพากษาข้าพเจ้าในบัดนี้เถิด และโปรดอภัยบาปแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด พระเจ้าข้า ข้าพเจ้ายินดีรับโทษานุโทษทุกประการ ขอแต่ให้ข้าพเจ้าได้กลับเข้าคืนสู่พระหรรษทานของพระองค์และให้ข้าพเจ้าคงอยู่ในพระหรรษทานดังนี้เรื่อยไปจนวันตายเท่านั้น ข้าพเจ้าหวังว่าพระองค์จะทรงดลบันดาลให้สำเร็จไปตามคำวิงวอนของข้าพเจ้านี้, พระเจ้าข้า

            โอ้ พระนางมารีอา ขอขอบคุณท่านที่ได้ช่วยเสนอให้ข้าพเจ้าได้รับความเอ็นดูปรานีเป็นอันมาก โปรดเถิด โปรดอุปถัมภ์รักษาข้าพเจ้าจนถึงที่สุดด้วย

 

 


(1) Veniet bonis in amore, impiis in tremore.

(2) Mallet esse in inferno.

(3) Grande gaudium intuentium, grandis timor exspectantium.

(4) Qua fronte misericordiam petes, primum de misericordiae contemptu judicandus? (Eus. Emiss).

(5) Superius erit judex iratus, inferius horrendum chaos, a dextris peccata accusantia, a sinistris daemonia ad supplicium

      trahentia, intus conscientia ruens: quo fugiet peccator sic comprehensus?

(6) Videbit unusquisque quod fecit (S. Hier.).

(7) Non aurum, non opes in stateram veniunt, solus rex appensus est.

(8) Praesto erit diabolus ante tribunal Christi, et recitabit verba professioni tuae. Obiicietnobis in facimus, in qua die, in

     qua hora peccavimus. (S Aug. Cont. Jud. tom. 6).

(9) Ego pro istis nec alapas, nec flagella sustinui

(10) Unusquisque angelorum testimonium perhibet, quot annis circa eum laboraverit, sed ille monita sprevit

(11) Et dicent: tu nos fecisti, opera tua sumus, non te deseremus. (Lib. medit Cap 2).

(12) Clavi de te conqueretur, cicatrices contra te loquentur, crux Christi contra te perorabit (Chrysost. hom. in Matth.).

(13) Lucerna omnes angulos permaneat.

(14) Exigetur a te usque ad ictum oculi.

(15) Si pro otioso verbo reddte unusquisque rationem, quanto magis pro verbis impuritatis?

(16) Non inters in judicium cum servo tuo.

(17) Horridior, quam ignis, erit pudor,

(18) Oquam terribiliter personabit tonitruum, illud!

(19) Qui non tremit ad tantum tornitruum, non dormit, sed mortuus est.

(20) Tantus terror invadet malos, cum viderint judicem sententiam proferentem ut nisi essent immortals iterum

        morerontur.

(21) Non ibi precandi locul, nullus intercessor assistet, non amicus, non pater

(22) Quis et eripiet? Deusne ille, quem contempsisti? (S. Basil. orat. 4 de poenit.).

(23) Fuget a janua paradise Maira (Serm. 3 ad Fratres).

(24) Heu quam secure haec dicimus et audimus, quasi non tangeret nos haec sentential, aut quasi dies ille nunquam esset

       venturus! (Conc. de judic.)

(25) Quae est ista stulta securitas in discrimine tanto!

(26) Numquid Deus vere damnaturus est?

(27) Veniet judicii dies, et invenies verum quod minatus est Deus.

(28) In potestate nostra datur qualeter judicamur.

 

(29) Judex ante judicium placari potest, in judicio non potest.

(30) Volo judicatus praesentari, non judicandus.

1. แล้วฉันจะไปแก้บาป ก็เพราะฉันสู้ไม่ไหว

            สมมุติว่า หนุ่มคนหนึ่งทำบาปหนัก แล้วไปแก้บาป เขาจึงได้รับพะรหรรษทานคืนมา ต่อมาไม่ช้า ปีศาจมาล่อลวง หมายจะให้เขากลับตกในบาปอีกหนุ่มผู้นั้นต่อสู้ แต่แล้วก็รวนเร จะทำตามการหลอกลวงของปีศาจ พ่อหนุ่มเอ๋ยขอถามหน่อย ท่านอยากจะทำอะไร? พระหรรษทานที่ท่านเพิ่งได้รับมาเป็นของมีค่ามากกว่าโลกทั้งโลก ท่านจะยอมเสียไปในบัดนี้อีก เพราะความสนุกอันสารเลวนั้นหรือ? ท่านอยากจะเซ็นคำตัดสินลงโทษตัวเองให้ตายไปทั้งชั่วนิรันดรท่านอยากจะลงโทษตนเองไปสู่นรกอันไม่รู้จักจบสิ้น ดังนั้นหรือ? ท่านจะตอบว่า: หามิได้ ฉันไม่อยากลงโษตัวเองหรอก ฉันอยากจะเอาตัวรอด เพราะฉะนั้น เมื่อฉันทำบาปนี้แล้ว ฉันจะไปแก้บาป นี่แหละ อุบายเจ้าเล่ห์ของปีศาจ ทำไม! ท่านว่าทำแล้ว ท่านจะไปแก้บาปใช่ไหม?- แต่เวลานี้เอง ท่านก็ทำให้วิญญาณของท่านพินาศไปก่อนแล้ว ตอบให้จริงใจทีเถิด หากในมือของท่าน มีสร้อยราคาหนึ่งพันเหรียญทอง ท่านจะยอมขว้างมันลงในทะเล พลางพูดว่า แล้วฉันจะพยายามฉันหวังว่า จะได้มันกลับคืนมาใหม่ ท่านจะทำเช่นนี้หรือไม่? ในบัดนี้ ท่านก็มีเพชรหาค่ามิได้อยู่ในกำมือของท่านคือ วิญญาณของท่านนั่นเอง วิญญาณที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงไถ่ด้วยพระโลหิตของพระองค์ แล้วท่านจะยอมขว้างวิญญาณนั้นลงนรกทีเดียวหรือ? (ที่ว่าขว้างลงนรก ก็เพราะว่า เมื่อทำบาปตามความยุติธรรมของพระในปัจจุบันนี้ ท่านก็ต้องโทษให้ไปสู่นรกแล้ว) ท่านจะทำเช่นนั้น พลางพูดว่า แล้วฉันหวังว่า จะได้วิญญาณคืนมาใหม่ โดยทางการแก้บาปหรือ? หากว่า ท่านไม่ได้คืนมาล่ะ จะว่าอย่างไร? สำหรับจะได้คืนมานั้น ท่านจำเป็นต้องมีความทุกข์ถึงบาปโดยแท้ ความทุกข์เช่นนี้ เป็นทานของพระเป็นเจ้า แล้วหากพระองค์ไม่ทรงประทานแก่ท่านล่ะ ท่านจะว่าอย่างไร? อีกข้อหนึ่งคือ หากท่านตายไป ก่อนจะได้แก้บาปเล่า จะเป็นอย่างไร?

            ท่านจะบอกว่า: ฉันจะไปแก้บาปในสัปดาห์นี้เอง ก็ใครสัญญากับท่านว่า ท่านจะมีเวลาตลอดสัปดาห์นี้? ท่านจะว่า: อย่างนั้นฉันจะไปแก้บาปในวันพรุ่งนี้ก็ใครเล่าสัญญาว่าท่านจะอยู่ถึงวันพรุ่งนี้? นักบุญเอากุสตินบากว่า วันพรุ่งนี้พระเป็นเจ้ามิได้ทรงสัญญาจะประทานแก่ท่าน บางทีก็จะประทานให้ บางทีก็จะไม่ประทานให้” (2) และก็มีคนจำนวนมากเหมือนกัน ที่พระองค์มิได้ประทานให้: เขาเข้านอนตอนค่ำ ยังสบายดี แต่ตอนเช้า ได้ตายอย่างปัจจุบันไปแล้วล้าก็มีกี่คน ที่พระสวามรเจ้าทรงปล่อยให้ตายไป ขณะทำบาปนั้นเองและให้ไปสู่นรก! แล้วหากพระสวามีทรงทำแก่ท่านเช่นนี้บ้าง ท่านจะทำอย่างไร สำหรับแก้ไขหายนะชั่วนิรันดรอันนั้น? ขอให้ท่านเชื่อเถิด อาศัยข้ออ้างที่ว่า “แล้วฉันจะไปแก้บาป” ปีศาจได้ลากคริสตังจำนวนหมื่นจะนวนแสนไปสู่นรกแล้ว เหตุว่าคนบาปมีจำนวนน้อยนักที่คลั่งอยากจะไปนรกตรง ๆ เมื่อทำบาป ใครๆ ก็ทำโดยหวังจะได้แก้บาปต่อภายหลัง แต่แล้วคนเคราะห์ร้าย ต้องไปสู่นรกเพราะบาปของเขาและบัดนี้ก็หมดหนทางจะแก้ไขเสียแล้ว!

            แต่ ท่านจะว่า: ขณะนี้ฉันไม่มีหวัง จะสู้กับประจญอันนั้นได้ นี่ก็เป็นอุบายของปีศาจอีกอันหนึ่ง มันแกล้งหลอกให้ท่านเห็นว่า ท่านไม่มีกำลังจะต่อสู้กับตัณหาในบัดนี้ ก่อนอื่นหมด ท่านพึงทราบคำสอนของนักบุญเปาโลที่ว่า: พระเป็นเจ้าทรงซื่อสัตย์ จะไม่ทรงปล่อยให้คนเราถูกประจญจนเกินกำลังของเราเป็นอันขาด “พระเป็นเจ้าทรงสัตย์ซื่อ และไม่ทรงปล่อยให้ท่านถูกประจญเกินกำลังของท่าน” (1 คร. 10, 13) ต่อจากนี้ ขอถามท่านว่า: ถ้าขณะนี้ ท่านไม่มีหวังจะต่อสู้ ภายหลังท่านจะต่อสู้ได้อย่างไร? เพราะภายหลัง ปีศาจจะมาโจมตีท่านให้ทำบาปอื่น ๆ อีก และเมื่อนั้นมันจะมีกำลังมากกว่าท่าน และตัวท่านก็จะอ่อนแอลงไปอีก! ฉะนั้น หากในบัดนี้ ท่านไม่มีหวังจะดับไฟ (ตัญหา) อันนั้นได้  ท่านจะมีหวังดับมันได้อย่างไร ในเมื่อมันได้ลุกเป็นไฟใหญ่เสียแล้ว? ท่านจะว่า “ก็พระเป็นเจ้าจะทรงช่วยฉันนะซิ” ก็ความช่วยเหลืออันนั้น พระเป็นเจ้าทรงประทานแก่ท่านอยู่บัดนี้แล้ว ทำไมท่านไม่นำมาใช่ต่อสู้เล่า? นี่บางทีท่านหวังว่า พระเป็นเจ้าจะทรงเพิ่มพูนความช่วยเหลือ และพระหรรษทานมากขึ้น ต่อเมื่อท่านได้สะสมบาปเป็นกองพะเนินแล้วกระมัง? อนึ่งหากว่า ท่านต้องการความช่วยเหลือ และกำลังมากขึ้นในเวลานี้ ทำไมท่านไม่วิงวอนขอพระเป็นเจ้าเล่า? ท่านสงสัยในความสัตย์ซื่อของพะรองค์หรือ? พระองค์เองได้ทรงสัญญาว่า จะทรงประทานทุกสิ่งที่เราวิงวอนขอ: “จงขอเถิด และท่านจะได้รับ” (มธ. 7, 7) พระเป็นเจ้าจะทรงผิดสัญญาไม่ได้ ฉะนั้นท่านจงวิ่งเข้ามาพึ่งพระองค์เถิด แล้วพระองค์จะประทานพละกำลังที่ท่านต้องการสำหรับทำการต่อสู้ เป็นแน่แท้ พระสังคายนาแห่งเมืองเทรนท์ สอนว่า “พระเป็นเจ้าไม่ทรงบัญชาสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เมื่อทรงบัญชาสิ่งใดพระองค์ก็ทรงเตือนให้เราทำสิ่งนั้นเท่าที่เราทำได้ โดยร่วมมือกับความช่วยเหลือของพระองค์ในปัจจุบัน หากการช่วยเหลือนั้นไม่เพียงพอสำหรับการต่อสู้ พระองค์ก็ทรงเตือนให้เราวิงวอนขอความช่วยเหลือที่มากกว่านั้น ครั้นได้วิงวอนขอแล้วพระองค์ก็จะทรงโปรดประทานให้” (3)

ข้อเตือนใจและคำภาวนา

            ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า เพราะที่พระองค์ทรงพระทัยดีต่อข้าพเจ้าดังนี้นี่เองข้าพเจ้าจึงได้ทำใจดำต่อพระองค์ถึงเพียงนั้น ข้าพเจ้าได้ทำการแข่งขันกับพระองค์ข้าพเจ้าวิ่งหนี พะรองค์ทรงไล่ตาม พระองค์ได้ทำดีต่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้แต่ทำร้ายต่อพระองค์! อา! พระสวามี แม้จะไม่มีเหตุอื่นใด เพียงพระทัยดีของพระองค์อย่างเดียวเท่านั้น ข้าพเจ้าก็น่าจะหฏิพัทธ์รักพระองค์แล้ว ด้วยว่า ถึงแม้ข้าพเจ้าจะได้กระทำบาปจำนวนมากเพียงไร พระองค์ก็ได้ทรงโปรดประทานพระหรรษทานแก่ข้าพเจ้ามากเพียงนั้น! แสงสว่างที่ข้าพเจ้ากำลังได้รับอยู่บัดนี้ ข้าพเจ้าสมควรจะได้รับหรือ? พระสวามีเจ้าข้า ขอสมนาพระคุณด้วยสิ้นสุดดวงใจ ข้าพเจ้าหวังว่า จะได้ฉลองพระมหากรุณาธิคณครั้งนี้ ตลอดนิรันดรในสวรรค์ เป็นความจริง ข้าพเจ้าไว้ใจว่า ข้าพเจ้าจะได้เอาตัวรอด ด้วยอาศัยพระโลหิตของพระองค์ที่ข้าพเจ้าไว้ใจดังนี้ ก็เพราะได้แลเห็นความกรุณาของพระองค์ต่อข้าพเจ้า จนถึงเพียงนี้! ข้าพเจ้าจึงยังไว้ใจว่าพระองค์จะทรงประทานพละกำลัง มิให้ข้าพเจ้าทรยศต่อพระองค์สืบไป เดชะพระหรรษทานช่วย ข้าพเจ้าตั้งใจแน่วแน่ว่า จะยอมตายสักพันครั้ง ดีกว่าจะกลับไปทำเคืองพระทัยอีก ข้าพเจ้าได้กระทำเคืองพระทัยมาเป็นจำนวนมากนัก พอเสียทีเถิด ขอให้ชีวิตที่ยังมีอยู่นี้ เพื่อรักพระองค์อย่างเดียวไฉนหนอ ข้าพเจ้าจะไม่รักพระองค์ พระเป็นเจ้าผู้ทรงมรณะเพื่อข้าพเจ้า ผู้ทรงเพียรทนข้าพเจ้าเหลือพรรณนา แม้ว่าข้าพเจ้าได้ด่าว่าร้ายพระองค์เหลือคณนามาแล้ว? ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าแห่งวิญญาณของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเสียใจเป็นที่สุด และใคร่จะตรอมใจตาย ครั้งก่อนโน้น ข้าพเจ้าได้หันหลังให้พระองค์ แต่บัดนี้ ข้าพเจ้ารักพระองค์ยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดแล้ว รักพระองค์ยิ่งกว่าตัวของข้าพเจ้าเองด้วยข้าแต่พระบิดา ผู้สถิตสถาพรตลอดนิรันดร เดชะพระบุญญาบารมีของพระเยซูคริสต์ โปรดอุปถัมภ์คนบาปน่าสงสาร ผู้ใคร่รักพระองค์นี้ด้วยเถิด พระเจ้าข้า

            พระแม่มารีอา ความหวังของข้าพเจ้า โปรดช่วยข้าพเจ้าด้วย เมื่อปีศาจจะมาชักชวนให้ข้าพเจ้ากลับตกในบาป โปรดเถิด โปรดช่วยให้ข้าพเจ้าได้รับพระหรรษทาน เพื่อวิ่งเข้ามาพึ่งพระบุตรของท่าน และวิ่งเข้าไปพึ่งท่าน เสมอทุกครั้งไปเถิด

2. พระเป็นเจ้าจะกรุณาฉัน

            คนบาปจะว่า: พระเป็นเจ้าทรงเป็นผู้เมตตากรุณา นี่คือกลอุบายประการที่สาม เป็นอุบายที่ใช้กันมาก ทั้งเป็นเหตุให้คนบาปจำนวนมากที่สุด ต้องพินาศไปแล้ว นักประพันธ์ผู้หนึ่งเขียนว่า: ความเมตตากรุณาของพระเป็นเจ้าทำให้คนตกนรก มากกว่า ความยุติธรรมของพระองค์เสียอีก ทั้งนี้เพราะพวกคนเคราะห์ร้ายเหล่านั้น วางใจในความเมตตากรุณาของพระเป็นเจ้า จึงไม่หยุดยั้งการกระทำบาป จึงต้องพินาศไป

            พระเป็นเจ้าทรงพระทัยเมตตากรุณา เรื่องนี้ไม่มีใครเถียง! ถึงกระนั้นในทุก ๆ วันพระองค์ก็ทรงลงโทษคนเป็นจำนวนมากให้ไปสู่นรก? พระองค์ทรงพระทัยเมตตาก็จริง แต่ยังทรงยุติธรรมด้วย ฉะนั้นจึงทรงลงพระอาชญาแก่ผู้ผิด พระเป็นเจ้าทรงเมตตาต่อใคร?- ต่อคนที่เกรงกลัวพระองค์ “พระทัยเมตตากรุณาของพระองค์สำหรับคนที่เกรงกลัวพระองค์...พระองค์ทรงสงสารคนที่กลัวพระองค์” (สดด. 102, 11, 13) แต่สำหรับคนที่ดูหมิ่นและใช้ความเมตตากรุณาของพระองค์ เพื่อดูหมิ่นพระองค์มากขึ้น พระองค์ก็ทรงใช้ความยุติธรรมต่อเขาจำต้องเป็นดังนี้ เหตุว่า พระเป็นเจ้าทรงอภัยบาปก็จริง แต่จะทรงอภัยการตั้งใจจะกระทำบาปไม่ได้ นักบุญเอากุสติน กล่าวว่า: ผู้ใดทำบาป โดยตั้งใจว่า เมื่อทำบาปแล้วจะเป็นทุกข์กลับใจ ผู้นั้นไม่เป็นทุกข์จริง แต่เป็นผู้ที่ล้อพระเป็นเจ้าเล่น (4) ก็ท่านอัครสาวกตักเตือนเราว่า “ท่านอย่าหลง พระเป็นเจ้าเราจะล้อเล่นไม่ได้” (กท. 6, 7) มันเป็นการล้อพระเป็นเจ้าเล่น เมื่อทำเคืองพระทัย ตามแต่ชอบใจและเท่าที่ชอบใจแล้วยังมีหน้ามาทวงสวรรค์อีก!

            แต่- เมื่อคราวก่อน ๆ พระเป็นเจ้าได้ทรงพระทัยเมตตากรุณาต่อฉันหลายครั้งหลายคราวแล้ว ฉันใด ฉันก็หวังว่าคราวต่อไป พระองค์จะทรงเมตตาต่อฉันอีก ฉันนั้น นี่คืออุบายประการที่สี่ เพราะเหตุที่พระเป็นเจ้าได้ทรงสงสารท่าน ท่านจึงคิดว่า พระองค์จะทรงกรุณาต่อท่านเรื่อยไป พระองค์จะไม่ทรงลงพระอาชญาแก่ท่านเป็นอันขาด อย่างนั้นหรือ? ความจริงนั้น มันตรงข้าม ยิ่งพระองค์ได้ทรงพระทัยดีต่อท่านมาก ท่านก็ยิ่งต้องกลัวไว้ให้มากกว่า หากขืนทำเคืองพระทัยต่อไปพระองค์จะไม่ทรงอภัยให้อีก และจะทรงเอาโทษ หนังสือปรีชาญาณเตือนว่า: ท่านอย่าพูดว่า ฉันได้ทำบาป แต่ไม่เห็นถูกโทษอำรเลย เหตุว่า พระเป็นเจ้าทรงเพียรทนก็จริง แต่จะไม่ทรงเพียรทนเสมอไปหรอก เมื่อถึงเขตที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ จะเมตตาต่อคนบาป เมื่อนั้น จะทรงเอาโทษบาปของเขา และคิดบัญชีรวมกันหมด “ท่านอย่าพูดว่า ฉันได้ทำบาป แต่ไม่เห็นเป็นอะไร เหตุว่า พระเจ้าทรงเพียรทน แต่ทรงสนองตอบด้วย” (บสร. 5, 4) นักบุญเกรโกรีเตือนว่า: ยิ่งพระเป็นเจ้าทรงเพียรทนนานเท่าใด ก็ยิ่งจะทรงเอาโทษหนักเท่านั้น (5)

            ฉะนั้น พี่น้องที่รัก หากท่านเห็นว่าท่านได้ทำเคืองพระทัยหลายครั้งมาแล้วและพระเป็นเจ้ามิได้ทรงให้ท่านไปนรก ท่านก็ต้องกราบทูลพระองค์ว่า: พระสวามีเจ้าข้า เป็นพระเดชพระคุณของพระองค์ ที่มีได้ทรงให้ข้าพเจ้าไปนรกตามโทษานุโทษของข้าพเจ้า “เดชะพระทัยเมตตากรุณาของพระสวามีเจ้า พวกข้าพเจ้าจึงมิได้พินาศ” (เธรน. 3, 22) ท่านจงคิดเถิดว่ามีคนบาปเท่าไรแล้ว ที่ได้ทำบาปน้อยกว่าท่าน แต่บัดนี้เขาต้องโทษในนรกแล้ว! ครั้นคิดดั่งนี้แล้ว ก็ให้ท่านพยายามทำการชดเชยใช้โทษความผิดที่ท่านได้กระทำต่อพระเป็นเจ้า ด้วยการเป็นทุกข์ถึงบาปและด้วยการสร้างบุญกุศลอย่างอื่น ๆ ตอบแทน ความเพียรที่พระเป็นเจ้าทรงมีต่อท่าน ควรแล้วจะปลุกใจท่าน ไม่ใช่เพื่อทำเคืองพระทัยต่อไป แต่เพื่อให้ท่านปรนนิบัติ และรักพระองค์มากขึ้น เพราะท่านก็มองเห็นแล้วว่าพระองค์ได้ทรงมีพระทัยดีต่อท่านมากกว่าต่อคนอื่น ๆ นั้นเอง

ข้อเตือนใจและคำภาวนา

            ข้าแต่พระเยซูผู้ตรึงอยู่บนไม้กางเขน พระมหาไถ่ และพระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า นี่แน่ะ คนทรยศกราบอยู่แทบพระบาท ข้าพเจ้าละอายแก่ใจเหลือเกินที่กำลังอยู่เฉพาะพระพักตร์ ข้าพเจ้าได้ล้อพระองค์เล่นกี่ครั้งกี่หนแล้ว  ข้าพเจ้าได้สัญญากับพระองค์กี่ครั้งกี่หนแล้วว่า จะไม่กระทำบาปอีก? คำสัญญาของข้าพเจ้าเป็นแต่การพูดปดทั้งนั้น: พอมีโอกาสข้าพเจ้าก็ลืมพระองค์ หันหลังให้พระองค์ทุกครั้งไป! ขอสมนาพระคุณที่มิได้ทรงให้ข้าพเจ้าอยู่ในนรก ณ ขณะนี้ แต่ให้มาอยู่แทบพระบาท ทั้งยังทรงประทานความสว่าง และเตือนใจข้าพเจ้าให้กลับมารักพระองค์อีก เป็นความสัตย์จริง พระมหาไถ่ และพระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าต้องการรักพระองค์และไม่ยอมดูหมิ่นพระองค์อีกแล้ว พระองค์ได้ทรงเพียรทนข้าพเจ้าเหลือคณนา ข้าพเจ้ามองเห็นว่าจะทรงเพียรทนต่อไปไม่ไหวแล้ว จะเป็นเคราะห์กรรมของข้าพเจ้าร้ายแรงเพียงไรหนอ หากว่าแม้ได้รับพระราชทานพระหรรษทานมากมายถึงเพียงนี้แล้ว ข้าพเจ้ายังดื้อทำเคืองพระทัยอีก! พระสวามีเจ้าข้า ข้าพเจ้าตั้งใจแน่ววแน่จะเปลี่ยนความประพฤติจริง ๆ แต่ก่อนข้าพเจ้าได้ขัดขืนพระทัยของพระองค์เท่านใด บัดนี้ข้าพเจ้าจะรักพระองค์เท่านั้น พระเจ้าข้า บุญของข้าพเจ้าแท้ ๆ ที่ข้าพเจ้าไปมีเรื่องกับพระองบค์ ผู้ทรงพระทัยดีปราศจากขอบเขต...! ข้าพเจ้าเป็นทุกข์ตรอมใจเพราะได้ดูหมิ่น พระองค์จนถึงเพียงนั้นแต่บัดนี้เป็นต้นไปขอมอบดวงใจของข้าพเจ้าทั้งหมดให้เป็นสิทธิ์ขาดแด่พระองค์ ขอให้เห็นแก่พระบารมีและพระมหาทรมานของพระองค์เถิด และโปรดอภัยบาปแก่ข้าพเจ้า โปรดลืมความชั่วช้าสามานย์ของข้าพเจ้าและโปรดประทานพละกำลังให้ข้าพเจ้ารักษาความสัตย์ซื่อต่อพระองค์เรื่อยไปจนวันตาย พระเจ้าข้า องค์คุณงามความดีที่ล้นพ้นเจ้าข้า ข้าพเจ้ารักพระองค์ และหวังจะรักพระองค์เสมอเป็นนิตย์ ข้าพเต่พระผู้เป็นเจ้าที่สุดเสน่หา ข้าพเจ้าไม่ยอนละ พระองค์ไปอีกแล้วพระเจ้าข้า

            โอ้พระมารดาของพระเป็นเจ้า พระนางมารีอา โปรดผูกมัดข้าพเจ้าติดกับพระเยซูคริสต์ และช่วยเสนอให้ข้าพเจ้าได้รับพระหรรษทาน เพื่อจะได้ไม่พรากจากพระบาทของพระองค์อีกเลย ข้าพเจ้าวางใจในท่าน

3. ฉันยังหนุ่มสาวอยู่ แล้วฉันจะเอาตัวรอดก็เป็นได้

            ภายหลังก็แล้วกัน ฉันยังหนุ่ม ยังสาวอยู่ พระเป็นเจ้าทรงเอ็นดูคนหนุ่มคนสาว เอาไว้ทีหลัง ฉันค่อยถวายตัวแด่พระองค์ก็แล้วกัน นี่คืออุบายประการที่ห้า ท่านยังหนุ่มยังสาวอยู่หรือ? ท่านไม่ทราบดอกหรือว่า พระเป็นเจ้าไม่ทรงนับอายุแต่ทรงนับบาปของแต่ละคนต่างหาก? ท่านยังหนุ่มยังสาวอยู่ แต่ท่านได้ทำบาปมาเท่านไรแล้ว? มีคนแก่จำนวนมากที่ได้ทำบาปไม่เท่าหนึ่งในสิบของท่าน ท่านไม่ทราบหรือว่าพระสวามีเจ้าพระองค์เองทรงเป็นผู้กำหนดจำนวน และเครื่องตวงวัดบาปที่ทรงใคร่จะอภัยให้แก่แต่ละคน? พระคัมภีร์บันทึกว่า “พระสวามีเจ้าทรงเพียรคอยจะลงโทษเขา คอยจนถึงวันพิพากษาในเมื่อเครื่องตวงบาปของเขาจะเต็มเปี่ยมแล้ว” (2 มคบ. 6, 14) หมายความว่าพระองค์ทรงคอยจนถึงขีดถึงเขตแต่เมื่อใดเครื่องตวงเครื่องวัดบาปที่พระองค์ทรงกำหนดไว้จะอภัยโทษมันเต็มเปี่ยมมันถึงที่แล้ว เมื่อนั้นพระองค์จะไม่ทรงอภัยให้ต่อไป แต่จะลงพระอาชญาแก่คนบาป สถานหนึ่ง โดยให้เขาตายไปในทันทีทันใด ขณะที่อยู่ในบาปในฐานะต้องโทษในนรก หรืออีกสถานหนึ่งโดยปล่อยให้เขาจมอยู่ในบาป ฐานะอันนี้เป็นพระอาชญาร้ายแรงกว่าคนตายเสียอีก “เราจะรื้อถอนรั้วออกแล้ว (สวนองุ่น) ก็จะร้างไป” (อสย. 5, 5) สมมุติว่าท่านมีที่ดินแปลงหนึ่งท่านได้ทำรั้วหนามล้อมไว้ได้ลงแรงเพาะปลูกเป็นเวลาหลายปี ได้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายไปมาก แต่แล้วท่านมาเห็นว่า ที่ดินแปลงนั้นไม่ให้ผลอะไรเลย ท่านจะทำอย่างไร? ท่านจะรื้อรั้วออกแล้วทิ้งมันให้ร้างเสียเลย ท่านจงกลัวไว้เถิดว่า พระเป็นเจ้าจะทรงกระทำต่อท่านดังนี้ด้วย หากท่านขืนทำบาปต่อไป ท่านจะหมดเสียมโนธรรม ท่านจะไม่คิดถึงนิรันดรภาพ ไม่คิดถึงวิญญาณของท่านต่อไป ท่านแทบจะไม่แลเห็นแสงสว่างและหมดความกลัวเอาเสียทีเดียว นี่แหละคือการรื้อถอนรั้ว นี่แหละถึงแล้วซึ่งการทอดทิ้งของพระเป็นเจ้า!

            บัดนี้จะกล่าวถึงอุบายประการสุดท้าย ท่านจะว่า: จริงอยู่ เมื่อฉันทำบาปประการนี้ ฉันเสียพระหรรษทานของพระเป็นเจ้า และต้องโทษถึงนรก เป็นไปได้ที่เพราะบาปประการนี้ ฉันจะต้องโทษนรก แต่ก็ยังเป็นได้เหมือนกันว่า ฉันจะได้รับอภัยบาป และได้เอาตัวรอด ถูกของท่านแล้ว ข้าพเจ้ายอมรับว่า เป็นไปได้ที่ท่านยังจะเอาตัวรอดได้ เพราะว่า พูดกันตรง ๆ ข้าพเจ้าก็ไม่ใช่ผู้ทำนาย ฉะนั้นจึงไม่สามารถยืนยันแน่นอนทีเดียวว่า เมื่อได้กระทำบาปประการนี้แล้ว พระเป็นเจ้าจะไม่ทรงกรุณาท่านต่อไป กระนั้นก็ดี ท่านจะปฏิเสธหรือว่า เมื่อได้รับพระหรรษทานของพระเป็นเจ้ามากมายดังนี้แล้ว หากขณะนี้ท่านกลับไปทำเคืองพระทัยอีก มันน่ากลัวทีเดียว น่ากลัวนักหนา ที่ท่านจะต้องพินาศไปมิใช่หรือ? โปรดสดับฟังคำพระคัมภีร์เถิด: “ดวงใจที่ดื้อกระด้าง จะลงปลายร้าย” (บสร. 3, 27) “คนชั่ว (ในที่สุด) จะถูก (พระยุติธรรม) กำจัดเสีย” (สดด. 36, 9) ผู้ใดหว่านบาปไว้ที่สุดผู้นั้น จะเก็บเกี่ยวกับความลำบาก ความทุกข์ทรมาน “คนเราหว่านอะไรก็จะเก็บเกี่ยวผลอันนั้น” (กท. 6, 8) พระเป็นเจ้าตรัสว่า “เราได้ร้องเรียกเจ้า แต่เจ้าได้เยาะเราเล่น ส่วนเรานี้ เมื่อถึงคราวของมัน” (ฉธบ. 32, 35) พระคัมภีร์กล่าวถึงคนใจกระด้างดังกล่าวมา ความยุติธรรม และเหตุผล ก็ร้องขอให้เป็นดั่งนี้ด้วย! แต่ท่านจะรั้นค้านต่อไปอีกว่า: จะอย่างไรก็ตาม ยังเป็นได้ ที่ฉันจะเอาตัวรอดได้ ขอตอบว่า: ถูกของท่านแล้ว อาจเป็นไปได้ ที่ท่านยังจะเอาตัวรอด แต่ขอบอกท่านด้วยว่า มันเป็นการบ้าบัดซบอย่างวายร้ายที่สุด ที่จะเอาความรอดวิญญาณของตน ไปวางไว้บนคำว่า “อาจเป็นไปได้” และ “อาจเป็นไปได้” ชนิดที่ยากนักยากหนา! คิดดูให้ดี: การเอาวิญญาณรอดเป็นธุรกิจ ที่ชาวเราควรจะเลี่ยงให้อยู่ในมหันตภัยเช่นนั้นหรือ?

ข้อเตือนใจและคำภาวนา

            ข้าแต่พระมหาไถ่ที่สุดเสน่หา ข้าพเจ้ากราบอยู่แทบพระบาท ขอสมนาพระคุณที่แม้ข้าพเจ้าได้กระทำบาปมากมายเช่นนี้แล้ว พระองค์ยังมิได้ทรงละทิ้งข้าพเจ้า มีกี่คนที่ได้ทำบาปน้อยกว่าข้าพเจ้า แต่เขามิได้แลเห็นความสว่าง อย่างที่พระองค์ทรงประทานแก่ข้าพเจ้า ณ กาลบัดนี้! ข้าพเจ้ามองเห็นแล้วว่า พระองค์ต้องการให้ข้าพเจ้ารอดจริง ๆ ข้าพเจ้าเองก็ต้องการเอาตัวรอดด้วย ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามพระทัยปรารถนาของพระองค์ ข้าพเจ้าใคร่จะได้ไปสรรเสริญพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ต่อข้าพเจ้า ในสวรรค์เรื่อยไปตลอดนิรันดร ข้าพเจ้ไว้ใจว่าพระองค์ได้ทรงอภัยบาปแก่ข้าพเจ้าแล้วในขณะนี้ แต่หากข้าพเจ้ายังเป็นที่จงเกลียดจงชังของพระองค์ เพราะมิได้รู้จักเป็นทุกข์อย่างที่สมควร ก็ในบัดนี้เองข้าพเจ้ากำลังเป็นทุกข์ด้วยสิ้นสุดวิญญาณ ข้าพเจ้าเกลียดชังบาปยิ่งกว่าภยันตรายใด ๆ ขอทรงพระกรุณาอภัยบาปแก่ข้าพเจ้า ณ กาลบัดนี้ด้วยเถิด พระเจ้าข้า โปรดให้ข้าพเจ้าเป็นทุกข์ยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ไปเถิด พระเป็นเจ้าของข้าพเจ้า ผู้ทรงพระทัยดีต่อข้าพเจ้าจนถึงเพียงนี้! โปรดให้ข้าพเจ้าเป็นทุกข์ถึงบาป โปรดให้ข้าพเจ้ารักพระองค์เถิด พระเจ้าข้า ข้าพเจ้ารักพระองค์ยิ่งกว่าอะไร ๆ ทั้งหมด แต่ข้าพเจ้ายังรักพระองค์น้อยนัก ข้าพเจ้าต้องการจะรักพระองค์มาก ๆ จึงอ้อนวอนขอให้พระองค์ทรงโปรดให้ข้าพเจ้ารักพระองค์มาก ๆ และให้วางใจว่า พระองค์จะทรงประทานให้ดังที่ขอ พระเจ้าข้า พระเยซูเจ้าข้า โปรดสดับฟังคำวิงวอนของข้าพเจ้าด้วยเถิด ขอให้เห็นแก่คำมั่นสัญญา ที่พระองค์ได้ทรงให้ไว้แก่ผู้ที่วิงวอนขอพระองค์เถิด พระเจ้าข้า

            ข้าแต่พระมารดาของพระเป็นเจ้า พระนางมารีอา ไม่ว่าใครต่างยืนยันแก่ข้าพเจ้าว่า: ผู้ใดมาฝากตัวใว้กับท่าน ท่านไม่เคยปล่อยให้เขาต้องเสียใจกลับไปเลยโอ้ ที่พึ่งหวังของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าวิ่งมาพึ่งท่าน รองแต่พระเยซูลงมา ข้าพเจ้าวางใจในท่าน: โปรดช่วยฝากข้าพเจ้าไว้กับพระบุตรของท่าน และโปรดช่วยข้าพเจ้าให้รอดด้วยเถิด

(1) บทพิเคราะห์บทนี้  มีข้อความหลายกระทง กระจายอยู่ในบทอื่น ๆ ข้างต้น,  ที่ข้าพเจ้านำมารวมไว้แห่งเดียวในบทนี้ก็เพื่อ

     ประโยชน์ให้ผู้อ่านนำไปใช้ ต่อสู้กับกลอุบายซึ่งปีศาจมักนำมาล่อลวง ให้คนเราถลำตกในบาปอีกครั้งหนึ่ง

(2) Crastinum Deus non promisit, fortasse dabit, fortasse non dabit.

(3) Deus impossibilia non jubet, sed jubendo monet et facere quod possis, et petere quod non possis, et adjuvat ut possis.

(4) Irrisor est, non poenitens.

(5) Quos diutius exspectat, durius damnat.

1. ความเคยชินในความชั่ว ทำจิตใจบอดมืด

หายนะอันร้ายแรงประการหนึ่ง ซึ่งบาปของอาดัม ก่อให้เกิดขึ้นในตัวเราคือความลำเอียงทางบาป นี่แหละที่ทำให้ท่านเกลียด: “ข้าพเจ้าเห็นว่า ในอวัยวะของข้าพเจ้ามีกฎอันหนึ่ง ซึ่งขัดกับกฎแห่งจิตใจของข้าพเจ้าและมันทำให้ข้าพเจ้าตกอยู่ใต้อำนาจกฎแห่งบาป” (รม. 7, 23) ก็ชาวเราติดอยู่กับตัณหาดังนี้แล้ว นอกนั้นยังมีศัตรูจำนวนมาก คอยยุแหย่ชักเราไปทางชั่วอีกด้วย จึงเป็นการยากมากจะบรรลุถึงปิตุภูมิอันแสนสุข โดยไม่กระทำบาปเลย เพราะเรามีความลำเอียงดั่งกล่าวมาแล้วนี้เอง จึงขอถามว่า ชาวเราจะต้องทำอย่างไร? ท่านคิดอย่างไร: คนที่จะต้องข้ามทะเลกำลังบ้าครื่น โดยให้เรือเก่า ๆ ผุ ๆ มิหนำซ้ำยังอยากจะบรรทุกของมาก ๆ มากเพียงที่แม้เมื่อไม่มีลมพายุและแม้เป็นเรือดีแข็งแรง ก็ยังพอจะจมไปได้? ท่านคะเนว่าชีวิตของคนผู้นั้นจะเป็นอย่างไร? เรื่องนี้อุปมาฉันใด อุปไมยก็ฉันนั้น สำหรับคนที่เคยตัวในบาป เหตุว่า เขาก็ต้องข้ามทะเลแห่งชีวิตนี้ (มันเป็นทะเลที่กำลังบ้าคลื่น และมีคนจำนวนมากแล้วได้พินาศไป) ด้วยเรือบอบบางและผุพัง หมายความถึง เนื้อหนังอันหุ้มห่อตัวเราอยู่นี้ นอกนั้นเขายังอยากบรรทุกบาปที่เคยชินไว้มาก ๆ อีกด้วย! เป็นการยากมากที่คนเช่นนี้จะเอาตัวรอด เพราะว่า ความเคยชินในความชั่วทำให้จิตใจบอดมืด ทำให้ดวงใจกระด้าง และเพราะฉะนั้นเขาจึงจะดื้อกระด้าง จนถึงเวลาตายได้อย่างง่ายดาย

            ประการแรก ความเคยชินในความชั่ว ทำให้บอดมืด เพราะอะไรพวกนักบุญจึงวิงวอนขอความสว่างจากพระเป็นเจ้าเสมอ ๆ? เพราะอะไร ท่านจึงกลัวว่าตนอาจจะกลายเป็นคนบาป ที่ชั่วช้ากว่าคนอื่นทั้งหมดในโลก? ก็เพราะว่า ท่านทราบดีว่า หากไม่ได้รับความสว่าง แม้เพียงชั่วครู่ท่านก็อาจจะกระทำความชั่วไม่ว่าชนิดใด ๆ ก็ได้ทั้งนั้นนั่นเอง พูดถึงด้านตรงข้าม เหตุใดคริสตังจำนวนมาก จึงดื้อกระด้างดำรงชีพอยู่ในบาป จนตกที่สุดเป็นเหตุให้เขาต้องโทษในนรกเล่า? เหตุว่า บาปทำให้เขาตาบอดมืด เขาจึงได้พินาศไป (ปชญ. 2, 21) บาปทุกประการ นำมาซึ่งความบอดมืด และยิ่งบาปมากความบอดมืดก็ยิ่งมาก พระเป็นเจ้าคือองค์ความสว่างของชาวเรา ฉะนั้นยิ่งวิญญาณใดถอยห่างจากพระองค์ วิญญาณนั้นยิ่งจะมองอะไรไม่เห็น “กระดูกของเขาเต็มปรี่ไปด้วยพยศชั่ว” (โยบ. 20, 11) ภาชนะที่เต็มปรี่ไปด้วยดิน แสงสว่างของดวงอาทิตย์ส่องเข้าไปไม่ถึงฉันใด วิญญาณก็ฉันนั้น หากเต็มปรี่ไปด้วยพยศชั่ว แสงสว่างของพระเป็นเจ้า ก็จะส่องเข้าไปไม่ถึง ฉะนั้น เราจึงแลเห็นคนบาปที่ปล่อยตัว บางคนหมดแสงสว่าง ยิ่งทียิ่งทำบาป และไม่คิดจะดัดแปลงกิริยาของตนอีกเลย (สดด. 11, 9) เมื่อพวกคนอาภัพจะอยู่ในขุมอันมืดมนนั้นแล้ว เขาจะไม่รู้จักทำอะไรนอกจากทำบาป เขาจะพูดแต่ถึงบาป คิดแต่ถึงบาป และแทบจะพูดได้ทีเดียวว่าเขาได้รู้ว่า บาปเป็นสิ่งชั่วเสียแล้ว นักบุญเอากุส   ตินกล่าวว่า: ความเคยชินในการทำชั่ว ไม่ปล่อยให้คนบาปแลเห็นความชั่วที่ตนทำ (1) เขาจึงครองชีพ เหมือนว่าเขาไม่เชื่อว่า มีพระเป็นเจ้า สวรรค์ นรก นิรันดรภาพ

            เป็นอันว่า บาปที่แต่ก่อยเขาเคยเกลียดเคยกลัว ต่อมาเพราะความเคยชินเขาไม่เกลียดไม่กลัวต่อไปแล้ว “โปรดให้เขาคล้ายกับลูกล้อ คล้ายกับฟางข้าวที่ถูกพายุพัดเถิด (สดด. 82, 14) นักบุญเกรโกรี อธิบายเพลงสาปแช่งนี้ว่า : ดูเถอะ! ฟางข้าวแม้เมื่อถูกลมเบาๆ พัด มันก็ปลิวไปได้อย่างง่ายดาย! ท่านก็จะเห็นว่าเป็น่นนี้สำหรับคนที่ที่แรก (ก่อนจะพ่ายแพ้) ได้ต่อสู้อย่างน้อยก็พักหนึ่งอย่างไรก็ดี เขาก็ได้ต่อกรกับการประจญ แต่ครั้งเมื่อเขาทำความชั่วจนเคยชินเสียแล้วเขาจะยอมแพ้ในทันทีและทุกอย่างไป แพ้ในทุกโอกาสที่จะพบในการทำบาปเหตุไรจึงเป็นเช่นนี้?- เหตุว่า ความเคยชินทำให้เขาตามืดมองไม่เห็นแสงสว่างนั่นเอง นักบุญอัลแซลมกล่าวว่า ปีศาจทำกับคนบาปบางคน คล้ายกับคนที่จับนกมาได้แล้ว เอาเชือกผูกไว้ แล้วปล่อยให้มันบินดู พอมันจะบินจริงๆ เขาก็กระตุกให้ตกดิน ท่านว่าคนที่เคยชินในบาป ก็มีอุปมาดังนี้แหละ (2)

            นักบุญแบร์นาร์ดีโน แห่งซีเอนาเสริมว่า: คนที่ทำบาปเรื่อย ๆ แม้เมื่อไม่มีทางจะทำก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน ท่านว่า: เขาเคยชินทางชั่วเขาก็คล้ายกับโรงสีลมมีลมเมื่อไรก็หมุนไปเมื่อนั้น (3) กว่านั้นอีก หมุนตะบันไป แม้เมื่อไม่มีข้าวจะสี แม้เมื่อเจ้าของไม่ต้องการให้หมุน เพราะเหตุนี้ ท่านจะแลเห็นคนที่เคยตัวในบาปเขาทำบาปด้วยความคิดแม้เมื่อไม่มีโอกาส แม้เมื่อไม่มีความสนุก และแม้เมื่อตัวเขาเองก็แทบ ๆ จะไม่พอใจเสียด้วย นักบุญยวง คริสซอสโตม บอกว่าฤทธิ์ของความเคยชิน มันไปถึงขั้นนี้ (4) จริงทีเดียว มันเป็นดังนี้ นักบุญเอากุสตินกล่าวว่า! ความเคยชินทางชั่วจะกลายเป็นความจำเป็นอย่างหนึ่ง ในไม่ช้า (5) และนักบุญแบร์นาร์ดีโนยังพูดว่า: ความเคยชินจะกลายเป็นธรรมชาติ (6) จนกระทั่งว่า คนเราจำเป็นต้องหายใจฉันใด คนที่เคยชินในทางชั่ว คนที่ตกเป็นทาสของบาปดูเหมือนว่าจำเป็นต้องทำบาปฉันนั้น ตรงนี้ข้าพเจ้าใช้คำว่า “ทาส” เพราะว่าคนใช้เป็นผู้รับใช้โดยมีค่าจ้าง แต่ทาสนั้นถูกบังคับให้รับใช้ โดยไม่มีค่าจ้างตอบแทนเลย ผู้อาภัพบางคน ตกอยู่ในฐานะอันน่าสังเวชดั่งนี้แหละ: เขาทำบาปแม้เมื่อไม่มีความสนุกอะไรเลย

            พระคัมภีร์บันทึกว่า “เมื่อคนอธรรมตกสู่ขุมบาปจนลึกแล้ว เขาก็ดูดาย” (สภษ. 18, 3) นักบุญยวง คริสซอสโตม อธิบายพาดพิงถึงคนที่เคยตัวในทางชั่วว่า: เมื่อเขาตกอยู่ในขุมแห่งความมืดมนนั้แล้ว เขาก็ประมาทคำตักเตือน คำเทศนา อาชญาโทษ นรก และทั้งพระเป็นเจ้าด้วย เขาประมาทหมดทุกสิ่ง เขากลายเป็นเหมือนนกแร้ง ซึ่งไม่ยอมห่างซากศพที่กำลังทิ้งอยู่ แม้พรานจะมายิงก็ยอมตายอยู่ที่นั้น! คุณพ่อเรกูปีโต เล่าว่า นักโทษผู้หนึ่ง ขณะเดินไปสู่ที่ประหารเผอิญเหลือบตาไปเห็นหญิงสาวเข้า เขาก็ได้ปลงใจคิดชั่วในทันที คุณพ่อชีซอลโฟเล่าเรื่องคล้ายคลึงกันนี้ว่า นักโทษคนหนึ่งปากร้าย ขณะที่เขานำไปแขวนคอ พอถึงที่บันได ก็กล่าวคำผรุสวาทออกมา นักบุญเบอร์นาร์ดถึงกับกล้าพูดว่า: ป่วยการเปล่า ที่จะสวดอุทั้ศให้คนที่เคยชินในบาป จงร้องไห้เหมือนว่า เขาตกนรกแล้วเถิด ก็คนเช่นนี้จะออกจากเหวอันนั้นได้อย่างไร ในเมื่อตาของเขาบอดมืดเสียแล้ว? ยังอาจกลับใจได้แต่ก็ต้องอาศัยพระหรรษทานของพระเป็นเจ้า ทำอัศจรรย์ อนิจจา! คนอาภัพอย่างนี้ จะเปิดตา ก็ต่อเมื่ออยู่ในนรกแล้ว ซึ่งเมื่อนั้น การเปิดตากลายเป็นสายเลือดไปเท่านั้น!

           

ข้อเตือนใจและคำภาวนา

            ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ได้ทรงเชิดชูข้าพเจ้า ด้วยทรงประทานพระคุณแก่ข้าพเจ้านานัปการมากกว่าใครๆ ส่วนข้าพเจ้าก็ขอเชิดชูพระองค์เหมือนกัน แต่โดยการกระทำผิด กระทำเคืองพระทัยของพระองค์มากกว่าได้กระทำต่อใคร ๆ ที่ข้าพเจ้าเคยรู้จักมา! พระหฤทัยอันแสนเศร้าแห่งพระมหาไถ่เจ้าข้า บนไม้กางเขน พระองค์ได้ทรงรับความปวดร้าวและความทรมานเพียงไรเพราะเห็นแก่บาปของข้าพเจ้า โปรดเถิด พระเจ้าข้า โปรดเห็นแก่พระบุญญาบารมีของพระองค์ และประทานให้ข้าพเจ้าสำนึกรู้ความผิดและเป็นทุกข์กลับใจด้วยจริงใจเถิด พระเจ้าข้า อา! พระเยซูเจ้าข้า ข้าพเจ้าเต็มไปด้วยพยศชั่ว แต่พระองค์ทรงฤทธิ์ทุกประการ ทรงดลบันดาลให้ข้าพเจ้าเปี่ยมด้วยความรักต่อพระองค์ก็ได้ ข้าพเจ้าวางใจในพระองค์ องค์ความดี องค์ความเมตตา กรุณาปราศฯจากขอบเขต องค์คุณงามความดีที่ล้นพ้นเจ้าข้า ข้าพเจ้าเสียใจเพราะได้ทำเคืองพะทัย! โปรดให้ข้าพเจ้าตายเสียเถิด ดีกว่าจะกลับมาทำเคืองพระทัยอีก พระเจ้าข้า ข้าพเจ้าได้ลืมพระองค์ แต่พระองค์มิได้ทรงลืมข้าพเจ้า ทั้งนี้ปรากฏชัดโดยแสงสว่าง ที่พระองค์ทรงประทานแก่ข้าพเจ้า ณ กาละบัดนี้ ไหน ๆ พระองค์ก็ได้ทรงประทานความสว่างให้แล้ว ทรงพระกรุณาประทานพละกำลังแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด เพื่อข้าพเจ้าจะได้ดำรงชีพสัตย์ซื่อต่อพระองค์ พระเจ้าข้า ข้าพเจ้าขอสัญญากับพระองค์ว่า จะยอมตายสักพันครั้งดีกว่าจะหันหลังให้พระองค์ต่อไป “พระสวามีเจ้าข้า ข้าพเจ้าวางใจในพระองค์ ข้าพเจ้าจะไม่ต้องอับอายทั้งชั่วนิรันดร” (สดด. 30, 2) พระเยซูเจ้าข้า ข้าพเจ้าวางใจในพระองค์ วางใจว่าอย่างไรเสียข้าพเจ้าจะไม่ต้องอับอายอยู่ในบาป และจะไม่ต้องปราศจากพระหรรษทานของพระองค์อีกเลย พระเจ้าข้า

            ข้าแต่พระแม่มารีอา ข้าพเจ้าหันมาขอพึ่งบารมีของท่านด้วย “ข้าพเจ้าวางใจในท่าน ข้าพเจ้าจะไม่ต้องอับอายทั้งชั่วนิรันดร” –โอ้! องค์ความหวังของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าวางใจในคำเสนอวิงวอนของท่าน อย่างไรเสียข้าพเจ้าก็จะไม่ต้องเป็นศัตรูแห่งพระบุตรของท่านต่อไป โปรดเถิด โปรดวิงวอนพระบุตรเจ้า ให้ข้าพเจ้าตายเสีย ดีกว่าที่พระองค์จะทรงปล่อยให้ข้าพเจ้าตกอยู่ในห้วงมหันตภัยแห่งความเคยชินในบาป

2. ความเคยชินในความชั่ว ทำให้ดวงใจแข็งกระด้าง

            ประการสอง ความเคยชินในความชั่วทำให้ใจดื้อกระด้าง (7) ยุติธรรมแล้ว ที่พระเป็นเจ้าจะทรงปล่อยให้เป็นดังนี้ เพื่อเป็นการลงพระอาชญาต่อการขัดขืนคำตักเตือนของพระองค์ ท่านอัครสาวกกล่าวว่า “พระสวามีทรงพระเมตตาต่อผู้ที่ทรงพอพระทัยเมตตา และทรงบันดาลให้กระด้างกระเดื่องในคนที่ทรงพระทัยให้กระด้างกระเดื่อง” (รม. 9, 18) นักบุญเอากุสติน อธิบายพระคัมภีร์ตอนนี้ว่า (8) ที่แท้ไม่ใช่พระเป็นเจ้าทรงบันดาลให้ผู้เคยชินในบาป กระด้างกระเดื่องแต่ทรงถอนพระหรรษทานออกจากเขาเป็นการลงโทษที่เขาใจดำไม่สนองพระคุณของพระองค์ ฉะนั้นดวงใจของเขาจึงแข็งราวกับหิน “ดวงใจของเขาแข็งเหมือนกับหิน ทนเหมือนกับทั่งตีเหล็ก” (โยบ. 41, 15) ดังนั้นเมื่อคนอื่นรู้สึกเสียใจร้องไห้เพราะได้ยินคำเทศนาเรื่องความเข้มงวดแห่งการพิพากษาของพระเป็นเจ้าเรื่องโทษานุโทษในนรก เรื่องพระมหาทรมานของพระเยซูคริสต์ แต่ผู้เคยชินในความชั่วไม่รู้สึกอะไรเลย เขาพูดเขาฟังเรื่องเหล่านี้ด้วยอาการเฉย ๆ คล้ายกับว่าไม่ทุกข์ร้อน ต่อมาเมื่อได้ยินบ่อยเข้า เขาก็ยิ่งใจแข็งเหมือน ๆกับทั่งที่ถูกค้อนทุบฉันนั้น แม้ความตายปัจจุบันทันด่วน แผ่นดินไหว ฟ้าร้อง ฟ้าผ่าก็ไม่ทำให้เขาตกใจแทนที่จะปลุกใจ มันกลับจะปิดตาของเขา ทำให้เขาหลับ หลับจนตายไป แต่เมื่อนั้นก็หมดหนทางจะแก้ไขเสียแล้ว “เมื่อได้ยินพระสุรเสียงคำรามของพระองค์เขาได้หลับไป” (สดด. 75, 7)

            ความเคยชินทางชั่ว ค่อย ๆ ดับเสียงมโนธรรม นักบุญเอากุสตินกล่าวว่าคนที่เคยชินในทางชั่ว แม้บาปจะใหญ่เท่าใหญ่ เขาก็ถือว่า ไม่สำคัญอะไรเลย (9) ตามปรกติ การทำชั่วทุกอย่างย่อมก่อให้เกิดความละอายชนิดหนึ่ง แต่นักบุญฮีเอโรนีโมกล่าวว่า คนที่เคยชินในบาปจะหมดความละอายในการกระทำบาป (10) นักบุญเปโตร เปรียบคนที่เคยชินในความชั่วว่าเป็นเหมือนสุกร ที่เกลือกกลิ้งตัวในปลักโสมม (ปต. 2, 22) สุกรเมื่อกลิ้งเกลือกอยู่ในโคลน มันไม่ได้กลิ่นเหม็นอะไรเลยฉันใด คนที่เคยตัวในบาป ก็ฉันนั้น ใคร ๆ ก็ได้กลิ่นเหม็นพยศชั่ว แต่เขาคนเดียวไม่ได้กลิ่น และยิ่งเมื่อโคลนไปปิดตาเขาด้วยแล้ว นักบุญแบร์นาร์ดีโน กล่าวว่า: จะแปลกอะไร แม้เมื่อพระเป็นเจ้าทรงลงพระอาชญา เขาก็ไม่สำนึกรู้ตัว? (11)

            เป็นอันว่า แทนที่เขาจะสำนึกเป็นทุกข์ที่ตนได้กระทำบาป เขาจะกลับยินดีหัวเราะ และนำบาปมาอวดเสียด้วย “เขาชอบใจที่ตนได้ทำชั่ว- เขาทำบาปเป็นว่าเล่น” (สภษ. 2. 14-10, 23) ความกระด้างทำนองนี้ หมายความว่าอะไร? นักบุญโทมัสแห่งวิลลา นอวา บอกว่า หมายความว่า เขาจะตรงไปนรกนั่นเอง (12)

            พี่น้องที่รัก ท่านจงกลัวไว้เถิด มันจะเป็นเช่นนี้แก่ท่านก็ได้ ฉะนั้นหากท่านเคยชิน ในทางชั่วอย่างใดแล้ว จงเร่งกำจัดมันเสียแต่บัดนี้ เพราะเป็นเวลาที่พระเป็นเจ้ากำลังทรงร้องเตือน และหากในบัดนี้ ท่านรู้สึกวุ่นวายในมโนธรรมก็ให้ยินดีเถิด นั่นเป็นสำคัญว่า พระเป็นเจ้ายังมิได้ทรงละทิ้งท่าน แต่ท่านต้องเร่งทำการแก้ไข ต้องเร่งกำจัดพยศชั่วเสีย มิฉะนั้นแล้ว แผลอันนั้นจะกลายเป็นบาดทะยัก แล้วตัวท่านจะต้องพินาศไป

ข้อเตือนใจและคำภาวนา

            โอ้พระสวามี ข้าพเจ้าจะทำไฉน จะสามารถสมนาคุณของพระองค์ให้สาสมได้ กี่ครั้งกี่หนแล้ว พระองค์ได้ทรงเรียกหา แต่ข้าพเจ้าได้ขัดขืน? แทนที่ข้าพเจ้าจะรู้ถึงพระคุณ และสนองตอบความรักของพระองค์ ผู้ทรงช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากนรก ผู้ทรงเรียกหาข้าพเจ้า ข้าพเจ้ากลับดื้อกระด้าง กลับยั่วพระองค์ให้ทรงพระพิโรธยิ่งขึ้น และกลับด่าว่าร้ายพระองค์อีกเล่า! อา! ไม่เอาแล้วพระเจ้าข้า ข้าพเจ้าไม่ยอมล่วงเกินความเพียรทนของพระองค์ต่อไป ข้าพเจ้าได้ทำเคืองพระทัยของพระองค์มากนักแล้ว พอเสียทีเถิด นี่ดีที่เป็นพระองค์ ผู้ทรงพระทัยดีปราศจากขอบเขต มิฉะนั้นใครเล่าจะเพียรทนข้าพเจ้าได้ถึงปานนี้ บัดนี้ข้าพเจ้าเข้าใจแล้วว่า พระองค์จะทรงเพียรข้าพเจ้าต่อไปไม่ไหว และก็ควรจะเป็นดังนี้ จริงแล้ว! ข้าแต่พระสวามีเจ้า และองค์คุณงามความดีที่ล้นพ้นเจ้าข้า ทรงพระกรุณาอภัยโทษแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด ข้าพเจ้าเป็นทุกข์ตรอมใจจริง ๆ แล้ว ทั้งตั้งใจจะไม่กระทำผิดต่อพระองค์อีกเลย พระเจ้าข้า ทำไม! ข้าพเจ้าจะบังอาจทำขัดเคืองพระทัยของพระองค์เรื่อยไป ทีเดียวหรือ? โปรดเถิด พระผู้เป็นเจ้าแห่งวิญญาณของข้าพเจ้า โปรดคืนดีกับข้าพเจ้า มิใช่เพราะเห็นแก่บุญกุศลของข้าพเจ้า แต่เพราะเห็นแก่พระบุญญาบารมีแห่งพระบุตรของพระองค์ และแห่งพระมหาไถ่ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าวางใจในพระบารมีนั้น พระเจ้าข้า โปรดเห็นแก่ความรักของพระองค์ต่อพระเยซูคริสต์เถิด และโปรดรับข้าพเจ้าไว้ในพระหรรษทานของพระองค์ และให้ข้าพเจ้าคงเจริญอยู่ในความรักต่อพระองค์เถิด พระเจ้าข้า โปรดเชือดเฉือนข้าพเจ้าให้ขาดจากความรักอันไม่บริสุทธิ์ และโปรดดึงข้าพเจ้าให้เข้าหาพระองค์เถิด พระเจ้าข้า โอ้พระเจ้าผู้ทรงรักวิญญาณมนุษย์เป็นอย่างยิ่ง ข้าพเจ้ารักพระองค์ ผู้ทรงน่ารักหาที่สุดมิได้ พระเจ้าข้า

            ข้าแต่พระนางมารีอา ชีวิตที่ข้าพเจ้ายังเหลืออยู่นี้ โปรดอย่าปล่อยให้ข้าพเจ้านำไปใช้เพื่อทำเคืองพระทัยพระบุตรของท่านอ้างต่อไป แต่ให้ข้าพเจ้าใช้ เฉพาะเพื่อรักพระองค์ และเพื่อร้องไห้ เพราะความผิดที่ข้าพเจ้าได้กระทำต่อพระองค์เท่านั้นเถิด

3. การเคยชินในความชั่ว นำไปสู่การไม่ยอมกลับใจ

           ณ วาระสุดท้ายเมื่อคนบาปขาดแสงสว่าง และใจแข็งกระด้าง ก็เป็นธรรมดาอยู่เองเขาจะจบชีวิตไม่ดี และจะตาย กระด้างอยู่ในบาปนั้นเอง (ปญจ. 3, 27) บรรดาผู้ใคร่ธรรมเดินตามทางตรงต่อไป (อสย. 26, 7) แต่ตรงกันข้าม ผู้เคยชินทางชั่วเดินวกไปเวียนมาอยู่เสมอ (สดด. 11, 9) เขาทิ้งบาปประเดี๋ยวหนึ่ง แล้วกลับเวียนมาอีก นักบุญเบอร์นาร์ดกล่าวว่า คนจะพวกนี้จะวกไปลงนรก (13)

            แต่บางคนในพวกเขา จะอ้างว่า “ฉันก็อยากจะกลับใจก่อนตาย” แต่มันเป็นการยากนักหนาที่ผู้เคยชินทางชั่ว จนแก่ตัวแล้วจะกลับใจ พระจิตเจ้าตรัสว่า “คนหนุ่ม เมื่อเดินตามทางใดแล้ว เมื่อแก่ ก็จะใร่ถอยออกจากทางนั้น” (สภษ. 22, 6) นักบุญโทมัสแห่งวิลลา นอวา ให้เหตุผลว่า นี่ก็เป็นเพราะกำลังของเขาอ่อนแอเหมือนหยากไย่และสะเก็ดไฟ (อสย. 1, 31) ท่านกล่าวสืบไปว่า: ฉะนั้นจึงเป็นอันว่า วิญญาณที่ไร้พระหรรษทาน ไม่อาจทรงตัวอยู่ได้ โดยไม่กระทำบาปใหม่อีก (14) นอกนั้น ต้องถือว่าเป็นความบ้าชิดไหนหนอ คนที่ยอมเล่นการพนัน ยอมเสียข้าวของจนสิ้นเนื้อประดาตัว เพราะความหวังว่า จะชนะในตา (หรือเกม) สุดท้าย? ก็ต้องถือว่า เป็นความบ้าดุจกันคือ คนที่ดำรงชีพอยู่ในบาปเรือยไปและหวังว่า ตัวจะแก้มือได้หมดทุกอย่างในบั้นปลาย ท่านประกาศกเยเรมีย์ กล่าวว่า: ชาวเอธิโอเปียหรือ จะเปลี่ยนสีเนื้อ เสือหรือ จะหายลาย? ก็แล้วไฉนคนที่เคยชินในความชั่ว จะเปลี่ยนชีวิตที่ชั่วให้เป็นดีไปได้เล่า? (ยรม. 13, 23) เป็นอันว่า คนที่เคยชินในความชั่ว ในที่สุดเขาจะตกสู่ห้วงความเสียใจแล้วก็จะจบชีวิตของตนด้วยประการฉะนี้ “ผู้ใดใจกระด้าง ผู้นั้นจะกระโจนสู่ความพินาศ” (สภษ. 28, 14)

            โยบกล่าวว่า “เขาได้แทงข้าพเจ้าแล้ว แทงข้าพเจ้าเล่า เขาได้กระโจนใส่ข้าพเจ้าคล้ายกับยักษ์” (โยบ. 16, 15) คำพูดนี้ นักบุญเกรโกรี่ อธิบายว่า: เมื่อศัตรูกระดจนใส่ใคร ครั้นผู้นั้นได้รับบาดแผลแรก เขาก็ยังพอมีกำลังจะต่อสู้ได้แต่ต่อเมื่อได้รับบาดเจ็บมากขึ้นเท่าไร กำลังก็ยิ่งถอยน้อยลงเท่านั้น ตกที่สุดก็จะตายไป บาปก็มีอาการอย่างเดียวกันนี้ ในครั้งแรก ครั้งที่สอง คนบาปยังมีกำลังอยู่บ้าง (แน่นอน เขาต้องอาศัยพระหรรษทานช่วยเหลือ) แต่หากขืนทำบาปต่อไปอีก บาปก็จะกลายเป็นยักษ์ไป คนบาปเป็นผู้มีกำลังน้อยอยู่แล้ว ต่อมาบาดเจ็บมากยิ่งขึ้นอีก เขาจะเลี่ยงความตายพ้นได้อย่างไร? ประกาศก เยเรมีย์กล่าวว่า “บาปคล้ายกับหินผาที่ทับวิญญาณไว้” (เธรน. 3, 53) นักบุญเบอร์นาร์ดอธิบายว่า: ยากที่ผู้ชินในบาปจะลุกขึ้นกลับตัว เหมือนกับคนที่ถูกหินก้อนมหิมาทับไว้ เขาไม่มีกำลังจะเคลื่อนหินก้อนนั้น ให้หลุดพ้นใปจากตัวได้ (15)

            ผู้เคยชินในบาปจะกล่าวต่อไปว่า “อย่างนั้นฉันก็หมดหวังหรือ?” ...หามิได้ หากท่านมีน้ำใจจะแก้ไขจริง ๆ ก็ยังไม่หมดหวังทีเดียว นักประพันธ์ผู้หนึ่งสอนไว้อย่างถูกต้องว่า “ไข้หนักก็ต้องรักษาด้วยยาแรง” (16) หากคนไข้หนักมีอาการน่ากลัวจะตาย แต่ไม่ยอมกินยา เพราะไม่ทราบว่าอาการของตนหนักหมอจะบอกเขาว่า “คุณ ถ้าไม่ยอมกินยา คุณจะตายแน่นะ” เขาจะว่าอย่างไร? เขาจะตอบหมอว่า “ครับ ผมยินดี ผมยอมกินยาทุกอย่าง ผมจนใจ เรื่องมันถึงแก่ชีวิต” คริสตชนที่รัก ข้าพเจ้าขอบอกแก่ท่านดุจกันว่า หากท่านเคยชินในบาปประการใด ท่านก็อยู่ในพวกคนไข้ที่จะหายได้ยาก นักบุญโทมัสแห่งวิลลา นอวาถึงกับบอกว่า: ท่านอยู่ที่ปากขุมนรกแล้ว อย่างไรก็ดี ถ้าท่านต้องการหายจริง ๆ ก็ยังมีทางแก้ไข ท่านอย่าคอยให้พระหรรษทานทำอัศจรรย์เลย ตัวท่านเอง ต้องออกแรงรื้อถอนท่าทางบาป ต้องหลีกเลี่ยงเพื่อนชั่ว และต้องออกแรงสู้รบ ทั้งเมื่อถูกประจญล่อลวง ให้ฝากตัวไว้กับพระเป็นเจ้า ท่านต้องให้วิธีการต่าง ๆ มีการไปแก้บาปบ่อย ๆ อ่านหนังสือศรัทธาทุกวัน มีความภักดีต่อพระนางมารีอาวิงวอนขอพระนางช่วยเหลือท่านเสมอ ๆ เพื่อจะได้มีกำลัง ไม่กลับตกไปในความผิดนั้นดีก ท่านต้องพยายามอย่างหนัก มิฉะนั้นจะต้องรับโทษตามที่พระสวามีเจ้าทรงคำรามคนใจกระด้างไว้ว่า “เจ้าจะตายในบาป” (ยน. 8, 21) หากท่านไม่แก้ตัวเสียในเวลานี้ เวลาที่พระเป็นเจ้ากำลังทรงประทานความสว่างให้ จะเป็นการยากมาก ที่จะแก้ตัวต่อภายหลัง จงฟังพระเป็นเจ้าเถิด พระองค์กำลังทรงเรียกท่านว่า “ลาซาโร ออกมาข้างนอก!” โอ้! คนบาปผู้น่าสงสาร และตายไปแล้วเจ้าเอ๋ย จงออกจากหลุมควมประพฤติชั่วของท่านเถิด เร็วเข้า! จงขานตอบพระองค์ จงมอบตัวของท่านไว้กับพระองค์ ท่านจงกลัวไว้เถิดว่า คำเรียกร้องตักเตือนของพระองค์ครั้งนี้ จะเป็นครั้งสุดท้ายสำหรับท่าน!

ข้อเตือนใจและคำภาวนา

            อา! พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้ากำลังคอยอะไร? คอยให้พระองค์ทรงละทิ้งและทรงผลักข้าพเจ้าลงสู่นรกก่อนหรือ? อา! พระสวามีเจ้าข้า โปรดรอข้าพเจ้าอีกหน่อยหนึ่งเถิด ข้าพเจ้าต้องากรกลับใจ ข้าพเจ้าต้องการมอบตัวไว้กับพระองค์โปรดแจ้งให้ข้าพเจ้าทราบว่า ข้าพเจ้าต้องทำอย่างไร ข้าพเจ้าจะปฏิบัติตามทุกอย่าง พระโลหิตของพระเยซูเจ้าข้า ช่วยข้าพเจ้าด้วย พระแม่มารีอาเจ้าข้าท่านคือผู้ช่วยเสนอแก่คนบาป โปรดพยุงข้าพเจ้าด้วย พระบิดาผู้สถิตสถาพรตลอดนิรันดรเจ้าข้า โปรดเห็นแก่พระบารมีของพระเยซูเจ้าและข้องพระแม่มารีอาทรงพระกรุณาต่อข้าพเจ้าด้วยเถิด ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงพระทัยดีหาที่สุดมิได้ข้าพเจ้าเสียใจเพราะได้กระทำเคืองพระทัย ข้าพเจ้ารักพระองค์ยิ่งกว่าสิ่งใด ๆ แล้ว โปรดเป็นแก่ความรักของพระองค์ต่อพระเยซู อภัยบาปและโปรดให้ข้าพเจ้ารักพระองค์เถิด ขอดลบันดาลให้ข้าพเจ้ากลัวไว้มาก ๆ ว่า หากขืนทำเคืองพระทัยสืบไปข้าพเจ้าจะต้องพินาศ โปรดประทานความสว่างเถิดพระเจ้าข้า ข้าพเจ้าขอความสว่างและพละกำลัง ข้าพเจ้าไว้ใจว่าจะได้ทุกสิ่งตามที่ขอ เพราะพระองค์ทรงพระทัยกรุณาหาที่สุดมิได้ แม้ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังเหินห่างจากพระองค์ พระองค์ยังได้ทรงประทานพระหรรษทานแก่ข้าพจ้าเป็นอันมาก ก็ในบัดนี้ข้าพเจ้ากลับเข้ามาหาพระองค์แล้ว และตั้งใจจะไม่รักอะไรนอกจากรักพระองค์ ข้าพเจ้าจึงมีหวังมากขึ้นอีก ข้าพเจ้ารักพระองค์ พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า

            ข้าแต่พระแม่มารีอา ข้าพเจ้าก็รับท่านด้วย ขอมอบวิญญาณของข้าพเจ้าไว้กับท่าน โปรดช่วยปกปักรักษาไว้ อย่าให้เสียพระหรรษทานอีกเลย

(1) Ipsa consuetude mali non sinit peccatores videre malum puod faci unt.

(2) Pravo usu irretiti ab hoste tenentur, volantes in eadem vitia deiiciuntur (Ap. Edinor, in vita Lib. 2).

(3) Rotuntur omni vento (T. 4 Serm. 15).

(4) Dura res est consuetude, quae nonnunquam nolentes committere cogit lillicita.

(5) Dum consuetudini non resistitur, facta est necessitas.

(6) Usus vertitur in naturam.

(7) Cor durum efficit consuetude peccandi (Cornelius a Lapide).

(8) Induratio Dei est nolle misereri.

(9) Peccata quamvis horrenda, cum in consuetudinem veniunt, parum aut nulla esse videntur.

(10) Quid ne pudorem quidem habent in delictis.

(11) Cum populus immergit se in peccatis, sicut sus in volutabro luti; quid mirum is Deiflagellantis future

        iudicia non cognoscit? (S. Bern. pen. p.2 pag. 182)

(12) Induratio, damnationis indicium.

(13) Vae homini, qui sepuitur hune circuitum (Serm. 12 sup. Ps. 90).

(14) Quo fit, ut anima, gratia destitute, diu evadere ultuiora qeccata nou posit, (Con. 4 Dom. puadr. 1).

(15) Difficile surgit, quem moles malae consuetudinis permit.

(16) Praestat in magnis morbis a magnis auxiliis initium medendi sumere (Cardin. Meth. cap. 16).