"Uniformity with God's Will"
โดย นักบุญอัลฟอนโซ ลีโกวรี
แปลและเรียบเรียงโดย Faith4Thai.com
ความครบครันนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรักต่อพระเจ้าอย่างแท้จริง ดังที่ว่า "ความรักเป็นเครื่องผูกพันให้เกิดความครบครัน"[1] และความรักที่สมบูรณ์ต่อพระเจ้าหมายถึงการรวมความตั้งใจของเราให้เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์อย่างสมบูรณ์ กล่าวคือ "ผลประการสำคัญของความรักคือการรวมใจของผู้ที่รักกันให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อให้พวกเขาปรารถนาในสิ่งเดียวกัน"[2] ดังนั้น ยิ่งบุคคลใดนำความตั้งใจของตนไปรวมเป็นหนึ่งเดียวกับน้ำพระทัยของพระเจ้ามากเท่าใด ความรักของเขาต่อพระเจ้าก็จะยิ่งยิ่งใหญ่มากขึ้นเท่านั้น
การพลีกรรม การรำพึงภาวนา การรับศีลมหาสนิท และกิจการแห่งความเมตตาต่อเพื่อนพี่น้อง ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้พระเจ้าพอพระทัยอย่างแน่นอน แต่ก็ต่อเมื่อสิ่งเหล่านั้นสอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระองค์เท่านั้น หากสิ่งเหล่านั้นไม่สอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้า พระองค์ไม่เพียงแต่จะไม่พอพระทัย แต่ยังทรงปฏิเสธสิ่งเหล่านั้นอย่างสิ้นเชิงและทรงลงโทษด้วย
ขอยกตัวอย่างดังนี้ ชายคนหนึ่งมีคนรับใช้สองคน คนหนึ่งทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยตลอดทั้งวัน แต่ทำตามใจชอบของตนเอง ส่วนอีกคนหนึ่งอาจจะทำงานน้อยกว่า แต่เขาทำตามที่ได้รับมอบหมายอย่างเคร่งครัด แน่นอนว่าคนหลังนี้ย่อมเป็นที่โปรดปรานในสายตาของนาย ส่วนอีกคนนั้นไม่ใช่ เมื่อนำตัวอย่างนี้มาประยุกต์ใช้ เราอาจตั้งคำถามได้ว่า ทำไมเราจึงควรทำกิจการต่างๆ เพื่อพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า หากสิ่งเหล่านั้นจะไม่เป็นที่ยอมรับของพระองค์ พระเจ้าไม่ทรงประสงค์เครื่องบูชา ดังที่ประกาศกซามูเอลกล่าวกับกษัตริย์ซาอูล แต่พระองค์ทรงประสงค์ความนบนอบต่อน้ำพระทัยของพระองค์ ดังนี้ "องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพอพระทัยในเครื่องเผาบูชาและเครื่องสักการบูชา มากกว่าการเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์หรือ การเชื่อฟังย่อมดีกว่าเครื่องสักการบูชา และการน้อมรับฟังก็ดีกว่าไขมันของแกะผู้ เพราะการกบฏก็เหมือนกับบาปของการใช้เวทมนตร์คาถา และความดื้อดึงก็เหมือนกับความผิดของการไหว้รูปเคารพ"[3] ผู้ที่ทำตามใจของตนเองโดยไม่พึ่งพาพระเจ้า ก็มีความผิดฐานไหว้รูปเคารพในรูปแบบหนึ่ง เพราะแทนที่เขาจะเคารพเทิดทูนน้ำพระทัยของพระเจ้า ในแง่หนึ่งเขากลับเคารพเทิดทูนความต้องการของตนเอง
พระสิริรุ่งโรจน์สูงสุดที่เราสามารถถวายแด่พระเจ้าได้ คือการทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ในทุกสิ่ง พระผู้ไถ่ของเราเสด็จมาบนโลกนี้เพื่อถวายพระเกียรติแด่พระบิดาเจ้าสวรรค์ และเพื่อสอนเราด้วยแบบอย่างของพระองค์ถึงวิธีการทำเช่นเดียวกัน นักบุญเปาโลได้อธิบายถึงคำตรัสของพระองค์ต่อพระบิดานิรันดรว่า "พระองค์ไม่ทรงประสงค์เครื่องบูชาและของถวาย แต่ทรงจัดเตรียมร่างกายไว้สำหรับข้าพเจ้า... ข้าพเจ้าจึงทูลว่า 'ข้าแต่พระเจ้า ข้าพเจ้ามาแล้ว เพื่อปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระองค์'"[4] พระองค์ทรงปฏิเสธเครื่องบูชาที่มนุษย์ถวายแด่พระองค์ พระองค์ทรงประสงค์ให้ข้าพเจ้าถวายร่างกายของข้าพเจ้าเป็นเครื่องบูชาแด่พระองค์ ข้าพเจ้าอยู่นี่แล้ว พร้อมที่จะปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระองค์
องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราทรงประกาศบ่อยครั้งว่า พระองค์เสด็จมาบนโลกนี้ไม่ใช่เพื่อทำตามใจของพระองค์เอง แต่เพื่อทำตามน้ำพระทัยของพระบิดาเท่านั้น ดังที่ตรัสว่า "เพราะเราลงมาจากสวรรค์ มิใช่เพื่อทำตามใจของเราเอง แต่เพื่อทำตามพระประสงค์ของผู้ทรงใช้เรามา"[5] พระองค์ตรัสในทำนองเดียวกันนี้ในสวนเกทเสมนี เมื่อพระองค์เสด็จออกไปเผชิญหน้ากับเหล่าศัตรูที่มาจับกุมและนำพระองค์ไปสู่ความตายว่า "แต่เพื่อให้โลกนำไปว่าเรารักพระบิดา และพระบิดาทรงบัญชาเราอย่างไร เราก็ทำอย่างนั้น ลุกขึ้นเถิด เราจงไปจากที่นี่กัน"[6] ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ตรัสว่าพระองค์จะทรงยอมรับผู้ที่ปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระองค์เป็นพี่น้อง ดังนี้ "ผู้ใดที่ปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระบิดาของเราผู้สถิตในสวรรค์ ผู้นั้นแหละคือพี่น้องชายหญิงและมารดาของเรา"[7]
การทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า คือเป้าหมายที่บรรดานักบุญเพ่งมองอยู่อย่างสม่ำเสมอ พวกท่านเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่า นี่คือความครบครันทั้งหมดของจิตวิญญาณ บุญราศีเฮนรี ซูโซ มักกล่าวว่า "ไม่ใช่น้ำพระทัยของพระเจ้าที่จะให้เรามีแต่ความปีติยินดีฝ่ายจิตอย่างล้นเหลือ แต่คือการที่เราควรยอมจำนนต่อน้ำพระทัยอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ในทุกสิ่ง"[8] นักบุญเทเรซากล่าวว่า "ผู้ที่อุทิศตนให้กับการภาวนา ควรจดจ่ออยู่กับสิ่งนี้เพียงสิ่งเดียว นั่นคือ การปรับความตั้งใจของตนให้สอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้า พวกเขาควรเชื่อมั่นว่านี่คือความครบครันสูงสุดของตน ยิ่งพวกเขาปฏิบัติสิ่งนี้อย่างสมบูรณ์มากเท่าใด พวกเขาก็จะยิ่งได้รับพระทานจากพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น และก็จะยิ่งก้าวหน้าในชีวิตภายในมากขึ้นด้วย"[9]
วันหนึ่ง ซิสเตอร์คณะโดมินิกันท่านหนึ่งได้รับนิมิตเห็นสวรรค์ เธอจำวิญญาณบางดวงที่เธอเคยรู้จักเมื่อครั้งที่ยังมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ได้ มีเสียงบอกเธอว่า วิญญาณเหล่านี้ได้รับการยกย่องให้สูงส่งถึงระดับของคณะทูตสวรรค์เซราฟิม ก็เพราะพวกเขามีความตั้งใจที่ เป็นหนึ่ง กับน้ำพระทัยของพระเจ้า ในช่วงเวลาที่พวกเขามีชีวิตอยู่บนโลกนี้ บุญราศีเฮนรี ซูโซ ที่กล่าวถึงข้างต้น ได้กล่าวถึงตนเองว่า "ข้าพเจ้ายอมเป็นหนอนที่ต่ำต้อยที่สุดบนโลกนี้ตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ดีกว่าเป็นทูตสวรรค์เซราฟิมตามใจของข้าพเจ้าเอง"[10]
ในระหว่างที่เรายังพำนักอยู่ในโลกนี้ เราควรเรียนรู้วิธีการรักพระเจ้าจากบรรดานักบุญที่บัดนี้อยู่ในสวรรค์ ความรักต่อพระเจ้าที่บริสุทธิ์และสมบูรณ์แบบที่พวกเขาชื่นชมยินดีอยู่ที่นั่น ประกอบด้วยการรวมตัวพวกเขาเองเข้ากับน้ำพระทัยของพระองค์อย่างสมบูรณ์ มันคงเป็นความปีติยินดีอย่างยิ่งของบรรดาทูตสวรรค์เซราฟิม หากต้องมาก่อกองทรายบนชายหาดหรือถอนวัชพืชในสวนไปตลอดนิรันดร หากพวกท่านพบว่านั่นคือน้ำพระทัยของพระเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสอนเราให้วอนขอที่จะได้ปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระเจ้าบนแผ่นดินนี้ เช่นเดียวกับที่บรรดานักบุญปฏิบัติในสวรรค์ ดังที่ว่า "พระประสงค์จงสำเร็จในแผ่นดินเหมือนในสวรรค์"[11]
เพราะกษัตริย์ดาวิดทรงบรรลุถึงความปรารถนาทุกประการของพระองค์ พระเจ้าจึงทรงเรียกท่านว่า ชายที่ถูกใจพระองค์ ดังนี้ "เราได้พบดาวิด... ชายที่ถูกใจเรา ผู้ที่จะกระทำตามความประสงค์ของเราทุกประการ"[12] ดาวิดทรงพร้อมเสมอที่จะน้อมรับน้ำพระทัยของพระเจ้า ดังที่ท่านมักจะยืนยันว่า "ข้าแต่พระเจ้า พระทัยของข้าพเจ้าพร้อมแล้ว พระทัยของข้าพเจ้าพร้อมแล้ว"[13] ท่านทูลขอสิ่งเดียวจากพระเจ้า คือขอให้ทรงสอนท่านให้ทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ ดังนี้ "ขอทรงสอนข้าพเจ้าให้ปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระองค์"[14]
การกระทำเพียงครั้งเดียวเพื่อ เป็นหนึ่ง กับน้ำพระทัยของพระเจ้า ก็เพียงพอแล้วที่จะสร้างนักบุญขึ้นมาได้ ดูเถิด ขณะที่เซาโลกำลังเบียดเบียนพระศาสนจักร พระเจ้าทรงส่องสว่างให้ท่านและทรงกลับใจท่าน เซาโลทำอะไร ท่านพูดอะไร ไม่มีอะไรอื่นนอกจากเสนอตัวเพื่อทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าว่า "พระเจ้าข้า พระองค์ประสงค์จะให้ข้าพเจ้าทำสิ่งใด"[15] เป็นการตอบแทน องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเรียกท่านว่าเป็นภาชนะที่ทรงเลือกสรรและเป็นอัครสาวกของคนต่างศาสนาดังนี้ "ชายผู้นี้เป็นภาชนะที่เราได้เลือกสรรไว้ เพื่อนำนามของเราไปประกาศแก่บรรดาคนต่างชนชาติ"[16] เป็นความจริงอย่างแท้จริง เพราะผู้ที่มอบความตั้งใจของตนแด่พระเจ้า ก็คือการมอบทุกสิ่งให้พระองค์
ผู้ที่มอบทรัพย์สินของตนเป็นทาน มอบเลือดของตนในการถูกเฆี่ยนตี มอบอาหารของตนในการจำศีลอดอาหาร คือผู้ที่มอบสิ่งที่ตน "มี" แด่พระเจ้า แต่ผู้ที่มอบความตั้งใจของตนแด่พระเจ้า คือการมอบ "ตัวตน" ของเขา มอบทุกสิ่งที่เขาเป็น ผู้นั้นสามารถกล่าวได้ว่า "แม้ข้าพเจ้าจะยากจน ข้าแต่พระเจ้า ข้าพเจ้าขอมอบทุกสิ่งที่ข้าพเจ้ามีแด่พระองค์ แต่เมื่อข้าพเจ้ากล่าวว่าข้าพเจ้ามอบความตั้งใจของข้าพเจ้าแด่พระองค์ ข้าพเจ้าก็ไม่มีอะไรเหลือที่จะให้พระองค์อีกแล้ว" นี่แหละคือสิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกร้องจากเรา ดังนี้ "ลูกเอ๋ย จงมอบใจของเจ้าให้เราเถิด"[17] นักบุญออกัสตินให้ความเห็นว่า "ไม่มีสิ่งใดที่เราจะถวายแด่พระเจ้าแล้วทำให้พระองค์พอพระทัยได้มากไปกว่าการทูลพระองค์ว่า 'ขอทรงครอบครองพวกเราเถิด'"[18] เราไม่สามารถถวายสิ่งใดที่ทำให้พระเจ้าพอพระทัยได้มากไปกว่าการกล่าวว่า โปรดรับพวกเราไปเถิด พระเจ้าข้า พวกเราขอมอบความตั้งใจทั้งหมดของเราแด่พระองค์ ขอเพียงโปรดให้พวกเราทราบน้ำพระทัยของพระองค์ และพวกเราจะปฏิบัติตาม
หากเราต้องการทำให้พระทัยของพระเจ้าเปี่ยมไปด้วยความชื่นชมยินดีอย่างสมบูรณ์ เราจงพยายามในทุกสิ่งที่จะปรับเปลี่ยนตัวเราเองให้สอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระองค์ เราจงไม่เพียงแต่พยายามปรับเปลี่ยนตัวเองเท่านั้น แต่จงพยายามรวมตัวเราเองเข้ากับการจัดเตรียมใดๆ ก็ตามที่พระเจ้าทรงมีต่อเราด้วย การโอนอ่อนผ่อนตาม (Conformity) หมายถึง การที่เราเชื่อมความตั้งใจของเราเข้ากับน้ำพระทัยของพระเจ้า แต่การ เป็นหนึ่ง กับน้ำพระทัยของพระเจ้า (Uniformity) มีความหมายมากกว่านั้น คือหมายถึงการที่เราทำให้ความตั้งใจของพระเจ้าและความตั้งใจของเรากลายเป็นความตั้งใจเดียวกัน เพื่อที่เราจะปรารถนาเพียงสิ่งที่พระเจ้าทรงปรารถนา และเพื่อให้น้ำพระทัยของพระเจ้าเพียงอย่างเดียว เป็นความปรารถนาของเรา นี่คือจุดสูงสุดของความครบครัน และเราควรมุ่งมาดปรารถนาถึงสิ่งนี้อยู่เสมอ สิ่งนี้ควรเป็นเป้าหมายของกิจการ ความปรารถนา การรำพึง และการภาวนาทั้งหมดของเรา เพื่อจุดประสงค์นี้ เราควรวอนขอความช่วยเหลือจากบรรดานักบุญองค์อุปถัมภ์ อารักขเทวดาของเรา และเหนือสิ่งอื่นใด จากแม่พระ องค์ผู้ซึ่งมีความครบครันที่สุดในบรรดานักบุญทั้งปวง เพราะพระนางทรงน้อมรับน้ำพระทัยของพระเจ้าได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด
อ้างอิงท้ายเรื่อง
- คส. 3:14 (Colossians 3:14)
- St. Denis Areop. De Div. Nom. c. 4.
- 1 ซมอ. 15:22-23 (1 Samuel 15:22, 23)
- ฮบ. 10:5-7 (Hebrews 10:5-7)
- ยน. 6:38 (John 6:38)
- ยน. 14:31 (John 14:31)
- มธ. 12:50 (Matthew 12:50)
- Bl. H. Suso L 2, c. 4.
- St. Teresa, Obras 4:27, 28.
- Suso, Serm. 2. (Opera Colon Agrip.)
- มธ. 6:10 (Matthew 6:10)
- กจ. 13:22 (Acts 13:22)
- สดด. 56:8 (Psalms 56:8)
- สดด. 142:10 (Psalms 142:10)
- กจ. 9:6 (Acts 9:6)
- อ้างแล้ว (Ibid.)
- สภษ. 23:26 (Proverbs 23:26)
- St. August. in Ps. 131:3.
saint alphonsus mary de liguori
a founder of Redemptiorist order
ท่านกำลังอ่าน
1. ความล้ำเลิศของฤทธิ์กุศลนี้