Skip to main content
4. พระเจ้าทรงประสงค์ให้เราได้รับสิ่งดี

"Uniformity with God's Will"
โดย นักบุญอัลฟอนโซ ลีโกวรี
แปลและเรียบเรียงโดย Faith4Thai.com

โอ้ ช่างเป็นความโง่เขลาอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต่อต้านน้ำพระทัยของพระเจ้า ในพระญาณเอื้ออาทรของพระเจ้า ไม่มีใครสามารถหลีกหนีความยากลำบากไปได้ ดังที่ว่า "ผู้ใดเล่าจะขัดขืนพระประสงค์ของพระองค์ได้"[1] บุคคลที่ต่อว่าพระเจ้าในยามตกทุกข์ได้ยากย่อมทนทุกข์โดยไร้บุญกุศล ยิ่งไปกว่านั้น การขาดความยอมจำนนยังเป็นการเพิ่มโทษให้ตนเองในชีวิตหน้า และทำให้จิตใจว้าวุ่นมากขึ้นในชีวิตนี้ ดังที่ว่า "ใครเล่าดื้อดึงกับพระองค์แล้วจะปลอดภัย"[2] เสียงกรีดร้องด้วยความโกรธเกรี้ยวของผู้ป่วยในยามเจ็บปวด หรือเสียงบ่นคร่ำครวญของผู้ยากไร้ในยามขัดสน สิ่งเหล่านี้จะก่อให้เกิดประโยชน์อันใดแก่พวกเขา นอกเสียจากจะเพิ่มความทุกข์และไม่ได้ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดเลย นักบุญออกัสตินกล่าวว่า "มนุษย์ตัวน้อยเอ๋ย จงเติบโตขึ้นเถิด เจ้ากำลังแสวงหาอะไรในการค้นหาความสุข จงแสวงหาความดีงามเพียงหนึ่งเดียวที่ครอบคลุมความดีงามอื่นๆ ทั้งหมดเถิด"[3] สหายเอ๋ย ท่านกำลังแสวงหาผู้ใด หากไม่ได้แสวงหาพระเจ้า จงแสวงหาพระองค์ จงค้นพบพระองค์ จงยึดมั่นในพระองค์ จงผูกความตั้งใจของท่านให้เข้ากับพระองค์ด้วยสายใยเหล็กกล้า แล้วท่านจะดำเนินชีวิตอย่างมีสันติสุขเสมอ ทั้งในชีวิตนี้และชีวิตหน้า

พระเจ้าทรงประสงค์เพียงสิ่งที่ดีสำหรับเรา พระเจ้าทรงรักเรามากกว่าที่ใครจะสามารถหรือเคยรักเรา น้ำพระทัยของพระองค์คือการไม่ให้ผู้ใดต้องสูญเสียวิญญาณ แต่ประสงค์ให้ทุกคนได้รับความรอดและทำให้วิญญาณของตนศักดิ์สิทธิ์ ดังที่ตรัสว่า "พระองค์ไม่ทรงประสงค์ให้ผู้ใดพินาศ แต่ทรงประสงค์ให้ทุกคนกลับใจ"[4] และ "น้ำพระทัยของพระเจ้าก็คือให้ท่านทั้งหลายเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์"[5] พระเจ้าทรงทำให้การบรรลุความสุขของเราเป็นพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์ เนื่องจากโดยธรรมชาติแล้วพระองค์ทรงเป็นความดีงามที่ไม่มีที่สิ้นสุด และดังที่นักบุญลีโอกล่าวไว้ว่า ความดีงามนั้นแผ่กระจายออกไปโดยธรรมชาติ[6] พระเจ้าจึงทรงมีความปรารถนาสูงสุดที่จะให้เรามีส่วนร่วมในความดีงามและความสุขของพระองค์ ดังนั้น หากพระองค์ทรงส่งความทุกข์ทรมานมาให้เราในชีวิตนี้ สิ่งนั้นก็เพื่อผลดีของเราเอง ดังที่ว่า "ทุกสิ่งบันดาลผลดีแก่ผู้ที่รักพระเจ้า"[7] แม้แต่การตีสอนก็เกิดขึ้นกับเรา ไม่ใช่เพื่อบดขยี้เรา แต่เพื่อทำให้เราปรับปรุงตัวและช่วยวิญญาณของเราให้รอด ดังที่ว่า "เราจงเชื่อเถิดว่า การตีสอนขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่เกิดขึ้นนี้ ก็เพื่อแก้ไขเราให้ดีขึ้น ไม่ใช่เพื่อทำลายเรา"[8]

พระเจ้าทรงโอบล้อมเราด้วยความดูแลเอาใจใส่ด้วยความรัก เพื่อมิให้เราต้องทนทุกข์กับการถูกลงทัณฑ์ตลอดนิรันดร ดังที่ว่า "ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงคุ้มครองข้าพเจ้าด้วยความโปรดปรานประดุจโล่"[9] พระองค์ทรงห่วงใยสวัสดิภาพของเราอย่างยิ่ง ดังที่ว่า "องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงห่วงใยข้าพเจ้า"[10] พระเจ้าจะทรงปฏิเสธสิ่งใดแก่เราได้ ในเมื่อพระองค์ได้ประทานพระบุตรของพระองค์เองแก่เรา ดังที่ว่า "พระองค์ผู้ไม่ทรงหวงแหนพระบุตรของพระองค์ แต่ทรงมอบพระบุตรเพื่อเราทุกคน พระองค์จะไม่ประทานทุกสิ่งให้เราพร้อมกับพระบุตรหรือ"[11] ดังนั้น เราจึงควรมอบตัวเราเองอย่างมั่นใจที่สุดต่อทุกการจัดเตรียมของพระญาณเอื้ออาทรของพระเจ้า เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นไปเพื่อความดีงามของเราเอง ในทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา ขอให้เรากล่าวว่า "ข้าพเจ้าล้มตัวลงนอนและหลับไปอย่างเป็นสุข ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นเจ้า เพราะพระองค์เพียงพระองค์เดียวทรงทำให้ข้าพเจ้าพักพิงอย่างปลอดภัย"[12] ขอให้เรามอบตัวเราไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์อย่างไม่มีเงื่อนไข เพราะพระองค์จะไม่ทรงละทิ้งการดูแลเรา ดังที่ว่า "จงละความกังวลทั้งสิ้นของท่านไว้กับพระองค์ เพราะพระองค์ทรงห่วงใยท่าน"[13] ขอให้เรามีพระเจ้าอยู่ในความคิดเสมอและปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระองค์ แล้วพระองค์จะทรงคิดถึงเราและสวัสดิภาพของเรา องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับนักบุญกาเตรีนาแห่งซีเอนาว่า "ลูกเอ๋ย จงคิดถึงเรา แล้วเราจะคิดถึงเจ้าเสมอ" ขอให้เรากล่าวซ้ำบ่อยๆ ร่วมกับเจ้าสาวในบทเพลงโซโลมอนว่า "ที่รักของดิฉันเป็นของดิฉัน และดิฉันเป็นของเขา"[14]

คุณพ่อนีลัส อธิการอาราม มักจะกล่าวว่า คำวิงวอนของเราไม่ควรเป็นการขอให้ความปรารถนาของเราสำเร็จ แต่ควรเป็นการขอให้น้ำพระทัยอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าสำเร็จไปในตัวเราและโดยทางเรา ดังนั้น เมื่อมีเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นกับเรา ขอให้เรายอมรับสิ่งนั้นจากพระหัตถ์ของพระองค์ ไม่เพียงแต่ด้วยความอดทน แต่ด้วยความปีติยินดี ดังที่บรรดาอัครสาวกกระทำ เมื่อพวกเขา "ออกจากสภาด้วยความยินดี ที่ตนมีค่าควรที่จะต้องทนทุกข์ทรมานเพราะพระนามของพระเยซูเจ้า"[15] จะมีความบรรเทาใจใดที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าสำหรับวิญญาณ ที่ได้รู้ว่าการทนรับความยากลำบากด้วยความอดทนนั้น เป็นการทำให้พระเจ้าพอพระทัยอย่างยิ่งในขีดความสามารถที่ตนจะทำได้ นักเขียนฝ่ายจิตบอกเราว่า แม้ว่าความปรารถนาของวิญญาณบางดวงที่ต้องการทำให้พระเจ้าพอพระทัยด้วยความทุกข์ทรมานของตนจะเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงยอมรับได้ แต่สิ่งที่ทำให้พระองค์พอพระทัยมากยิ่งกว่า คือการเป็นหนึ่งเดียวกับน้ำพระทัยของพระองค์ของวิญญาณอื่นๆ เพื่อที่ความตั้งใจของพวกเขาจะไม่ได้อยู่ที่ความชื่นชมยินดีหรือความทุกข์ทรมาน แต่เป็นการยอมมอบตนเองอย่างสมบูรณ์ต่อน้ำพระทัยของพระองค์ และพวกเขาปรารถนาเพียงให้น้ำพระทัยอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์สำเร็จไปเท่านั้น

วิญญาณผู้ศรัทธาเอ๋ย หากความตั้งใจของท่านคือการทำให้พระเจ้าพอพระทัยและดำเนินชีวิตอย่างสงบสุขในโลกนี้ จงรวมตัวท่านเองให้ เป็นหนึ่ง กับน้ำพระทัยของพระเจ้า เสมอและในทุกสิ่ง จงไตร่ตรองว่า บาปทั้งหมดในชีวิตอันเลวร้ายในอดีตของท่านเกิดขึ้น เพราะท่านหลงทางไปจากเส้นทางแห่งน้ำพระทัยของพระเจ้า สำหรับอนาคต จงน้อมรับความพอพระทัยของพระเจ้า และกราบทูลพระองค์ในทุกสิ่งที่เกิดขึ้นว่า "ใช่แล้ว ข้าแต่พระบิดา เพราะสิ่งนี้เป็นที่พอพระทัยในสายพระเนตรของพระองค์"[16] เมื่อมีสิ่งที่ไม่สบอารมณ์เกิดขึ้น จงจำไว้ว่าสิ่งนั้นมาจากพระเจ้า และกล่าวในทันทีว่า สิ่งนี้มาจากพระเจ้า แล้วจงมีสันติสุข ดังที่ว่า "ข้าพเจ้าเป็นใบ้และไม่เปิดปาก เพราะพระองค์ทรงกระทำเช่นนั้น" ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ในเมื่อพระองค์ทรงกระทำสิ่งนี้ ข้าพเจ้าก็จะนิ่งเงียบและยอมรับมัน จงมุ่งความคิดและการภาวนาทั้งหมดของท่านไปสู่เป้าหมายนี้ เพื่อวิงวอนขอพระเจ้าอย่างสม่ำเสมอในการรำพึง การรับศีลมหาสนิท และการเฝ้าศีลมหาสนิท ให้พระองค์ทรงช่วยเหลือท่านให้ทำตามน้ำพระทัยอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์จนสำเร็จ จงสร้างนิสัยในการถวายตัวแด่พระเจ้าบ่อยๆ โดยกล่าวว่า "ข้าแต่พระเจ้าของข้าพเจ้า โปรดทอดพระเนตรข้าพเจ้าเฉพาะพระพักตร์พระองค์ โปรดกระทำต่อข้าพเจ้าและต่อทุกสิ่งที่ข้าพเจ้ามี ตามแต่พระองค์จะพอพระทัยเถิด" นี่คือข้อปฏิบัติที่สม่ำเสมอของนักบุญเทเรซา อย่างน้อยวันละห้าสิบครั้งที่ท่านถวายตัวแด่พระเจ้า โดยมอบตนเองไว้ในการจัดเตรียมและความพอพระทัยทั้งหมดของพระองค์

ผู้อ่านที่รัก ท่านช่างโชคดีเพียงใดหากท่านปฏิบัติตามนี้เช่นกัน ท่านจะกลายเป็นนักบุญอย่างแน่นอน ชีวิตของท่านจะสงบและสันติสุข ความตายของท่านจะมีความสุข เมื่อถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิต ความหวังทั้งหมดในเรื่องความรอดของเรา จะมาจากคำพยานแห่งมโนธรรมของเราว่า เรากำลังตายโดยยอมจำนนต่อน้ำพระทัยของพระเจ้าหรือไม่ หากในขณะที่มีชีวิตอยู่ เราได้น้อมรับทุกสิ่งว่ามาจากพระหัตถ์ของพระเจ้า และหากในเวลาที่ต้องตาย เราน้อมรับความตายเพื่อให้น้ำพระทัยอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าสำเร็จไป เราก็จะสามารถช่วยวิญญาณของเราให้รอด และตายอย่างนักบุญได้อย่างแน่นอน ดังนั้น ขอให้เรามอบทุกสิ่งไว้กับความพอพระทัยของพระเจ้า เพราะการที่พระองค์ทรงเปี่ยมด้วยปรีชาญาณอย่างหาที่สุดไม่ได้ พระองค์จึงทรงทราบดีว่าสิ่งใดดีที่สุดสำหรับเรา และการที่พระองค์ทรงประเสริฐที่สุดและทรงเปี่ยมด้วยความรักที่สุด โดยได้ประทานชีวิตของพระองค์เพื่อเรา พระองค์จึงทรงปรารถนาในสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรา ขอให้เราพักพิงอย่างปลอดภัยในความเชื่อมั่นตามคำแนะนำของนักบุญบาซิลที่ว่า เหนือความสงสัยใดๆ พระเจ้าทรงทำงานเพื่อบันดาลผลดีให้แก่สวัสดิภาพของเรา ซึ่งเป็นผลดีที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เราจะสามารถทำได้หรือปรารถนาให้ตัวเราเองอย่างหาที่สุดไม่ได้


อ้างอิงท้ายเรื่อง

  1. รม. 9:19 (Romans 9:19)
  2. โยบ 9:4 (Job 9:4)
  3. St. Aug. Opera. Cap. 34 ML 40-966.
  4. 2 ปต. 3:9 (2 Peter 3:9)
  5. 1 ธส. 4:3 (1 Thessalonians 4:3)
  6. St. Leo. Serm. de Nat. 2. cap. 1.
  7. รม. 8:28 (Romans 8:28)
  8. ยดธ. 8:27 (Judith 8:27)
  9. สดด. 5:13 (Psalms 5:13)
  10. สดด. 39:18 (Psalms 39:18)
  11. รม. 8:32 (Romans 8:32)
  12. สดด. 4:9-10 (Psalms 4:9, 10)
  13. 1 ปต. 5:7 (1 Peter 5:7)
  14. พซม. 2:16 (Song of Solomon / Canticle of Canticles 2:16)
  15. กจ. 5:41 (Acts 5:41)
  16. มธ. 11:26 (Matthew 11:26)

saint alphonsus mary de liguori
a founder of Redemptiorist order