

เมื่อฤดูหนาวคราวก่อน เขากับชายอีกสามคนเดินถนนมาจากทางโน้น ตอนนั้นเย็นมากแล้วเขาหยุดยืนอยู่ที่ริมทุ่งฝั่งนั้น
ข้ากำลังเป่าขลุ่ยอยู่เพลิดเพลิน ส่วนแกะของข้ากำลังเล็มหญ้าอยู่รายรอบ เมื่อเห็นเขายืนอยู่ตรงนั้น ข้าจึงลุกขึ้น เดินไปหยุดอยู่หน้าเขา
เขาถามข้า น้องชาย คูหาของเอลียาห์อยู่หนใดกัน? ใช่อยู่ใกล้ ๆ นี่หรือเปล่า?
ข้าตอบเขา ที่นี่แหละท่าน ที่ใต้กองหินใหญ่โน่น เดี๋ยวนี้ ผู้คนที่ผ่านไปมาจะเอาก้อนหินมาวางไว้ที่นั่นคนละก้อน
เขาขอบคุณข้าและเดินจากไป เพื่อน ๆ เดินตามเขาไปด้วย
หลังจากนั้นสามวัน กามาลิเอล-คนเลี้ยงแกะด้วยกัน บอกข้าว่า ชายที่ผ่านมานั้น คือประกาศกแห่งยูเดีย ข้าไม่เชื่อกามา-ลิเอล แต่ก็ยังครุ่นคิดถึงเขาอยู่หลายค่ำคืน
เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง พระเยซูก็ดำเนินผ่านมาทางทุ่งนี้อีกครั้ง คราวนี้เขาดำเนินมาเดียวดาย
วันนั้นข้าไม่ได้เล่นขลุ่ย เพราะแกะของข้าหายไปตัวหนึ่ง ข้ากำลังโศกเศร้า ใจข้ากำลังระทมทุกข์
ข้าเดินเข้าไปหาเขา หยุดยืนอยู่ต่อหน้า หวังให้เขาปลอบประโลมใจข้า
เขามองข้าแล้วกล่าว วันนี้น้องชายไม่เล่นขลุ่ย ดวงตาของน้องชายเหมือนกำลังมีความทุกข์อยู่ใช่ไหม?
ข้าตอบไป แกะในฝูงของข้าหายไปตัวหนึ่ง ข้าออกหามันทั่ว แต่ก็ไม่พบ และตอนนี้ข้าทำอะไรไม่ถูกเลย
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วยิ้มแย้มกล่าวกับข้า รออยู่นี่ประเดี๋ยวเถิด ฉันจะพาแกะนั้นกลับมาให้ ว่าแล้วเขาก็เดินลับเนินเขาไป
จากนั้นหนึ่งชั่วยามเขาก็กลับมา แกะของข้าเดินมาเคียงข้างเขา เขามาหยุดยืนต่อหน้าข้า แกะน้อยจ้องมองเขาเหมือนที่ข้ากำลังจ้องมองอยู่ จากนั้นข้าจึงอุ้มแกะน้อยใส่หลังด้วยความยินดี
เขาเอามือตบบ่าข้าแล้วกล่าว นับแต่นี้ ขอน้องชายรักแกะตัวนี้ให้มากทีเดียว เพราะมันเคยหายไป และตอนนี้มันได้กลับมาแล้ว
และอีกครั้ง ข้าได้โอบอุ้มแกะน้อยด้วยความชื่นชม มันอยู่ใกล้ชิดกับข้า แต่ข้ารู้สึกเงียบงัน
เมื่อข้าโค้งกายขอบคุณ เขาก็เดินจากไปไกลแล้ว และข้าไม่มีความกล้าพอที่จะเดินตามเขาไป
ถ้าจะให้พูดถึงไอ้คนที่ชื่อเยซูและความตายของมันแล้ว ให้เรามาพิจารณาถึงความจริงสองประการก่อน คือ : กฎโทราห์จำต้องถูกรักษาไว้ให้เป็นระเบียบโดยพวกเรา และแผ่นดินนี้ยังควรอยู่ใต้อาณัติของโรมต่อไป
แต่ชายคนนี้กลับท้าทายโรมและท้าทายเรา มันกักขัง จิตใจของพวกตาสีตาสา และชักนำพวกนั้นไปเหมือนจะใช้ เวทมนตร์ต่อต้านเราและต่อต้านซีซาร์
ทาสของข้า ทั้งหญิงและชาย หลังจากที่ไปฟังมันพูดที่หัวมุมตลาด ก็กลายเป็นพวกดื้อด้านหัวแข็ง บางคนถึงกับหนีจากเรือนของข้ากลับไปยังทะเลทรายที่พวกมันจากมา
อย่าลืมว่า โทราห์คือรากฐานของพวกเรา ถือเป็นหอคอยที่แข็งแกร่งของเรา ไม่มีใครจะลอบทำร้ายเรา ในเมื่อเวลานี้เรายังมีกำลังจับมันมัดมือมัดเท้าได้ และไม่มีใครจะทำลายเยรูซา- เลม ในเมื่อเวลานี้กำแพงเมืองยังคงตระหง่านอยู่บนศิลาโบ-ราณที่ดาวิดเคยวางไว้
ถ้าเมล็ดพันธุ์ของอับราฮัมเติบโตขึ้นจริง ๆ มันก็ควรเติบโตขึ้นในเนื้อดินที่บริสุทธิ์
แต่ไอ้คนที่ชื่อเยซูนี้เป็นตัวโสโครก เป็นไอ้ขี้โกงคนหนึ่ง เรากำจัดมันออกไปด้วยมโนธรรมที่สะอาดและสุขุมรอบคอบที่สุดแล้ว และเราจะกำจัดทุกคน ที่คิดทำให้กฎของโมเสสเสื่อมเสียหรือคิดจะทำให้มรดกอันศักดิ์สิทธิ์ของเราต้องแปดเปื้อนไป
เรากับปอนติอัส ปิลาต ทราบดีว่า ชายคนนี้อันตราย จึงเป็นการดีที่เราจะกำจัดเขาออกไปเสีย แต่ข้ายังเห็นผู้ติดตามของมันหลายคนยอมตกตายตามไปด้วย เสียงของมันยังกึกก้องอยู่ในความเงียบเช่นเดิม
ถ้ายูเดียเต็มไปด้วยผู้คนที่ต่อต้านนางเช่นนี้ นางคงต้องแหลกราญเป็นฝุ่นผงแน่ แต่ก่อนที่ยูเดียสิ้นลม ข้าจะโรยเถ้าบนผมสีเทาของข้า เหมือนกับที่ประกาศกซามูเอลเคยกระทำ ข้าจะฉีกเสื้อคลุมของอารอนออก และสวมผ้ากระสอบไปจวบจนวันที่ข้าจากที่นี่ไปชั่วนิรันดร์นั่นทีเดียว
เขากับผองเพื่อนนั่งกันอยู่ใต้ร่มสนข้าง ๆ รั้วของข้านี่เอง เขากำลังพูดสอนคนอื่นอยู่
ข้าไปยืนข้าง ๆ รั้ว ร่วมฟังเขาด้วย จึงค่อยได้รู้ว่าเขาเป็นใคร ชื่อเสียงของเขาโด่งดังไปทั่วแถบชายฝั่ง ก่อนที่ตัวเขาจะเดินทางมาถึงที่นี่เสียอีก
เมื่อเขากล่าวจบ ข้าก็เข้าไปหาเขา กล่าวขึ้น “ท่านครับ ข้าขอเชิญท่านกับสหายท่านเข้ามาในชายคาของข้าเถอะ”
เขายิ้มให้ข้า กล่าวตอบ “ไม่ใช่วันนี้หรอก เพื่อนรัก ยังไม่ใช่วันนี้”
แล้วเขาจึงเอื้อนเอ่ยอวยพรแก่ข้า เสียงของเขาห่มหอบข้าราวกับได้ใส่เสื้อเพียงชั้นเดียวในคืนหนาว
เขาหันไปกล่าวกับผองเพื่อน “ดูเถิด ชายคนนี้ปฏิบัติกับเรายังกับไม่ใช่คนแปลกหน้า และแม้เขาจะไม่พบเราในวันนี้ เขาก็จะเชิญเราไปยังเรือนของเขาอยู่วันยังค่ำ
“เป็นความจริงที่ว่า ในอาณาจักรของฉันไม่มีคนแปลกหน้า ชีวิตของเราเป็นชีวิตของคนอื่น ให้เราเรียนรู้จากเขาทั้งหลาย และรักทุกคนเถิด
“ความปรารถนาของทุกคนคือความปรารถนาของเรา ทั้งในเรื่องที่ปกปิดหรือเปิดเผย
“ฉันขอสั่งเธอว่า อย่าได้อยู่คนเดียว แต่จงอยู่กับคนอื่น ทั้งเจ้าของบ้านและคนไร้บ้าน ชาวนาและนกกระจอกย่อมคัดเฟ้นเมล็ดพันธุ์ก่อนจะปล่อยมันร่วงลงสู่ดินมิใช่หรือ ผู้ที่ให้ควรให้ด้วยความกตัญญู ส่วนผู้รับควรรับด้วยความภาคภูมิและรู้สำนึก
“ความงดงามของเที่ยงวันหาใช่เพียงที่เธอเห็น หากแต่เป็นสิ่งที่คนอื่นเห็น
“เพราะสิ่งนี้แหละ ฉันจึงเลือกเธอจากบรรดามีที่คิดจะเลือกฉัน”
จากนั้นเขาจึงหันมาหาข้า ยิ้มแย้มกล่าว “ฉันบอกสิ่งเหล่านี้แก่เธอด้วย จงจดจำไว้เถิด”
ข้าวิงวอนเขาอีกครา “นายท่านครับ เชิญท่านเข้าในเรือนข้าก่อนไม่ดีกว่าหรือ?”
เขาตอบข้า “ฉันทราบถึงน้ำใจดีของเธอ ฉันจะมาเยี่ยมเรือนของเธอที่ใหญ่โตกว่านี้”
ก่อนจาก เขากล่าวขึ้น “ราตรีสวัสดิ์ บางทีเรือนของเธออาจจะใหญ่โตเพียงพอกับประดาคนจรทั้งหมดในโลกนี้เลยทีเดียว”
ท่านคงเชื่อในสิ่งที่ท่านได้ยินมา
แต่ข้าอยากบอกท่านว่า จงเชื่อในสิ่งที่มิได้กล่าวเถอะ เพราะความเงียบของมนุษย์นั้นจริงแท้ยิ่งกว่าคำพูดมากนัก
ถ้าเป็นดังนี้ ท่านคงย้อน ทำไมพระเยซูไม่ผละจากความตายอันน่าอับอาย และช่วยให้ผู้ติดตามของเขารอดพ้นจากการเบียดเบียนเล่า
ข้าขอตอบท่าน ถ้าเขาเลือกจะหนี เขาคงหนีไปแล้ว แต่นี่เขาไม่เห็นเป็นประโยชน์อันใดกับการคิดปกป้องฝูงแกะจากหมาป่าในยามค่ำคืนเช่นนั้น
เขารู้ซึ้งถึงชะตากรรมและอนาคตของผู้เป็นที่รักของเขา ดี เขากล่าวถึงสิ่งที่จะเกิดแก่เราไว้ล่วงหน้าแล้ว เขาไม่ใส่ใจในความตายของตนเอง เขารับมันไว้ดุจชาวไร่ผู้ห่อห่มข้าวโพดสาลีด้วยพื้นโลก ทนรับลมหนาว รอคอยฤดูใบไม้ผลิและเวลาเก็บเกี่ยว ดุจคนงานที่สร้างบ้านพบพื้นหิน
เพราะพวกเราคือชาวกาลิลีจากเนินลาดแห่งเลบานอน อาจารย์จึงนำเรากลับไปสู่บ้านเกิดเมืองนอนของเรา ให้เราได้อาศัยอยู่กับวัยเยาว์ของเขาในสวนของเราเองจวบจนความชราจะมาเยือน อาจารย์ได้กระซิบเรียกเราให้กลับไปยังคืนวันอันแสนงามเหล่านั้น
ขณะที่ชาวบ้านกำลังอ่านคำพยากรณ์และเปิดใจของตนเองอยู่ จะมีสิ่งใดมาขวางทางเขาไม่ให้ไปยังศาลาธรรมประจำหมู่บ้านได้?
เขามิใช่หรือที่กล่าว “เวลานี้ฉันจะไปยังตะวันออกพร้อมกับลมตะวันตก” และเพราะคำกล่าวนี้มิใช่หรือ ตัวตนของเราจึงเผยออกพร้อมกับรอยยิ้มบนริมฝีปากของเขา?
อา! ใช่แล้ว เขาเคยกล่าว “กลับไปบอกพี่ ๆ น้อง ๆ ของเธอเถิดว่า โลกนี้ยังไม่พร้อมสำหรับฉัน ฉันจะกลับไปสู่พันปีที่แล้ว บอกลูกบอกหลานให้รอฉันด้วย”
เขาได้ทำในสิ่งที่เขาเลือกแล้ว
เขาทราบดีว่า ในการสร้างวิหารที่ไม่อาจเห็นด้วยตานั้น จำต้องทอดร่างของตนเป็นเสาเข็ม และเราทั้งหลายจะเป็นกรวดทรายรายรอบเสาต้นนั้น
เขาทราบดีว่า ผลไม้แห่งฟ้าสวรรค์ให้ผลทางราก จึงจำต้องหลั่งเลือดแก่รากของมัน สิ่งนี้ไม่ใช่การสูญเสีย หากแต่เป็นการได้รับ
ความตายคือผู้เผยแสดง ความตายของพระเยซูจึงเผยแสดงถึงชีวิตของเขาเอง
เขาจะหลบลี้หนีหน้าจากท่านหรือแม้แต่ศัตรูของเขาก็ย่อมได้ แต่การที่ท่านชนะโลกนี้ได้นั้นก็มาจากการที่เขาไม่ยอมหนีนั่นเอง
มีแต่เขาเท่านั้นที่หากปรารถนาทุกอย่างก็ทำได้ทุกอย่าง
อา! ใช่สิ พระเยซูอาจหนีจากอริศัตรูและมีชีวิตยืนยาวต่อไปก็ได้ แต่เขาทราบดีว่าการผ่านพ้นแห่งฤดูกาลนั้นเป็นเช่นไร เขาจึงร้องเพลงของตนต่อไป
คนคนหนึ่งจะพ่ายแพ้แก่ทัพฝ่ายโลกย์หรือ หากเขาเอาชนะอายุและวันเวลาทั้งหลายได้แล้ว?
ถึงตอนนี้ ท่านคงถาม บอกตามตรงเถิดว่า คนที่ฆ่าเยซู นั้น เป็นคนโรมันหรือพวกพระในเยรูซาเลมกันแน่?
ข้าขอตอบท่าน ไม่ใช่ทั้งพวกพระและพวกโรมที่ฆ่าเขา แต่ตอนนี้โลกทั้งโลกค้อมหัวเคารพเขาบนเนินดินนั่นแล้ว
วันนี้ข้าได้ยินเซาโลแห่งทาร์ซัสเทศน์ถึงเรื่องพระคริสต์ให้พวกยิวในเมืองฟัง
เดี๋ยวนี้ เขาเรียกตัวเองว่า เปาโล อัครสาวกของคนต่างชาติ
ข้ารู้จักเขามาตั้งแต่เด็ก แต่ก่อนเขาเคยไล่ฆ่าพวกกลุ่มสหายแห่งนาซาเร็ธ ข้ายังจำสีหน้าพึงพอใจของเขา ครั้งที่คนอื่นเอาหินทุ่มเด็กหนุ่มผู้มากด้วยราศี นาม สเตเฟน ได้ดี
เปาโลคนนี้เป็นคนแปลกหน้าไปแล้ว วิญญาณของเขาไม่ใช่วิญญาณของผู้มีอิสระ
ตลอดเวลา เขาเหมือนสัตว์ป่าที่ถูกไล่ล่าและบาดเจ็บ สายตาสอดส่ายหาถิ่นถ้ำเพื่อเข้าไปแอบซ่อนความเจ็บปวดของตนไม่ให้โลกเห็น
เขาไม่ได้พูดถึงชายชื่อเยซู เขาไม่เอ่ยซ้ำคำพูดของชายคนนั้นอีก เขาเพียรกล่าวแต่ว่า พระแมสสิยาห์ คือผู้ที่ประกาศกในโบราณกาลได้กล่าวถึง
และแม้เขาจะมีการศึกษาแบบยิว แต่เขาก็ถือทะเบียนยิวในกรีก ภาษากรีกของเขาตะกุกตะกัก ติดขัดเคอะเขิน จึงทำให้มีความลำบากในการสื่อสารอย่างยิ่ง
เขาเป็นคนมีพลังซุกซ่อนอยู่ภายใน ใครได้ฟังเขาพูดก็รู้สึกยอมรับ แต่กับตัวเอง เขาก็ยังไม่อาจยอมรับในสิ่งที่เขาทำให้คนอื่นยอมรับได้เลย
เรารู้จักชายชื่อเยซูดี เราเคยได้ยินมาว่า เขาสั่งสอนให้ผู้อื่นรู้จักหักโซ่ตรวนเพื่อพ้นจากพันธนาการและเป็นอิสระจากอดีตของตน
แต่เปาโลได้ทึ้งโซ่ตรวน เพื่อหลุดพ้นจากพันธนาการ แห่งอนาคต เขาตีมันด้วยค้อนของเขาเองบนก้อนทั่งของใครคนหนึ่งที่เขาไม่รู้จัก
ชายชาวนาซาเร็ธคนนั้นสอนให้เราทนรับทั้งชั่วโมงแห่งความสุขและความโศก
แต่หนุ่มแห่งทาร์ซัสกลับสอนให้เราปฏิบัติตามกฎที่มีเขียนไว้ในหนังสือโบราณ
เยซูให้ลมหายใจของเขาแก่คนตายที่สิ้นลมไปแล้ว และในคืนอันเปลี่ยวเหงา ข้าได้เชื่อถึงสิ่งนี้ ข้าเข้าใจว่าทำไมมันถึงเป็นเช่นนั้นไปได้
เมื่ออยู่ที่โต๊ะอาหาร เขาจะเล่าเรื่องเพื่อให้แขกเหรื่อมีความสุข เป็นเครื่องชูรสใส่ในจานเนื้อและถ้วยเหล้า
แต่เปาโลมาจัดแจงยุ่งยากกับขนมปังและเหล้าองุ่นของเราเหลือเกิน
เขาทรมานข้า ทำให้ข้าต้องเบือนหันไปทางอื่น
เขาเป็นดังต้นพลอปลาร์ระยับแสงอยู่กลางแจ้ง
เป็นดังทะเลสาบที่นอนนิ่งอยู่กลางหุบเขาอันอ้างว้าง กำลังกระพริบวิบวับล้อกับดวงตะวัน
เป็นดังหิมะบนเขาสูง สีขาวโพลนสะท้อนแสงอาทิตย์
ใช่สินะ เขาเป็นเช่นทุกอย่าง
และฉันก็รักเขา
แต่ฉันยังหวาดหวั่น ไม่คิดสู้หน้าเขา
ฉันจะไม่ยอมแบกแอกแห่งรัก
แต่แขนของฉันยอมพัวพันอยู่แทบเท้าของเขา
ฉันจะบอกเขาว่า
“ฉันได้ปลิดชีพสหายท่านในชั่วโมงแห่งความทุกข์เสียแล้ว
ท่านจะยกโทษให้ฉันไหม?
ท่านจะไม่กรุณาปลดปล่อยวัยเยาว์ของฉัน
จากความมืดบอดของมัน
และนำออกมายังแสงสว่างดอกหรือ?”
ฉันทราบดีว่า เขาจะยกโทษให้กับการร่ายรำ
ที่ฉันแลกกับศีรษะศักดิ์สิทธิ์ของสหายเขา
ฉันรู้ดีกว่า เขาย่อมมองเห็น
สิ่งที่เขาเทศน์สอนในตัวของฉัน
เพราะไม่มีหุบเหวหิวโหยแห่งใด ที่เขาก้าวข้ามไม่ได้
และไม่มีทะเลทรายแห้งแล้งแห่งใด ที่เขาไม่อาจเดินผ่าน
ใช่สิ เขายังยืนหยัดดังต้นพลอปลาร์
ยังเป็นดังทะเลสาบกลางเนินเขา
เป็นเหมือนหิมะแห่งเลบานอน
ริมฝีปากของฉันเย็นละมุนอยู่ระหว่างริ้วเสื้อของเขา
แต่เขายังอยู่ห่างไกลจากฉัน
และฉันยังเขินอาย
แม่ดันหลังฉันให้ออกไป
ในขณะที่ความปรารถนาจะได้พบกับเขาเกิดขึ้นแก่ฉัน
แต่แล้ว เขากลับเดินผ่านเลยไป ใจฉันรู้สึกรวดร้าว เพราะความงดงามของเขา
แม่บึ้งมองเขาอย่างดูแคลน
และดึงฉันจากหน้าต่าง
พากลับไปยังห้องนอน
แม่ร้องเสียงดัง
“มันคิดว่า มันเป็นใครกัน นอกจากไอ้ตัวกินตั๊กแตนอีกตัวหนึ่ง?
มันเป็นใคร นอกจากคนปากจัด และจอมทรยศ
เป็นคนปลุกปั่นการจราจล ที่มาขโมยคทาและมงกุฎ ไปจากเรา
มันชวนให้หมาป่าและจิ้งจอกจากแผ่นดินที่ถูกสาปแช่งของมัน
เข้ามาหอนเยือกในท้องพระโรง และมานั่งเก้าอี้ของ เรามิใช่หรือ?
จงซ่อนหน้าของเจ้าไว้นับแต่วันนี้เถอะ
รอจนกว่าวันที่หัวมันจะหลุดจากบ่า
แต่คราวนี้ ไม่ใช่บนถาดของเจ้าแน่
แม่ของฉันกล่าวดังนี้
แต่ฉันมิได้ใส่ใจกับคำพูดของแม่เลย
ฉันยังรักเขาอยู่ลึก ๆ
และนิทราของฉันยังร้อนรุ่มดังเปลวไฟ
เวลานี้เขาได้จากไปแล้ว
และบางสิ่งในตัวฉันก็จากไปด้วย
บางทีอาจเป็นวัยเยาว์ของฉัน
มันไม่คอยอ้อยอิ่งอยู่อีก
หลังจากที่พระเจ้าแห่งวัยเยาว์ได้ถูกปลิดชีพลง
ข้า อยู่ที่ริมฝั่งทะเลสาบกาลิลี ตอนที่ข้าพบพระเยซู-พระเจ้าและอาจารย์ของข้าเป็นครั้งแรก
ตอนนั้น ข้าอยู่กับแอนดรูว์น้องชาย เรากำลังเหวี่ยงแหอยู่ในทะเล
คลื่นซัดสาดรุนแรง เราจับได้แต่ปลาเล็ก ๆ เท่านั้น ใจของเราเป็นทุกข์หนัก
ทันใดนั้น พระเยซูก็มายืนอยู่ข้าง ๆ พวกเรา ประหนึ่ง ว่าเขาไปไหนมาไหนได้ทุกเวลา เราไม่ทราบเลยว่าเขามายืนอยู่ข้างเราเมื่อไหร่กัน
เขาเรียกชื่อพวกเรา และกล่าว “ถ้าพวกเธอตามฉันมา ฉันจะพาพวกเธอไปยังเวิ้งอ่าวที่ฝูงปลาพากันลอยอออยู่มากมาย”
เมื่อมองหน้าเขา แหก็ร่วงจากมือของข้า ดวงไฟในตัวข้าลุกร้อน ข้าจำเขาได้ดีทีเดียว
แอนดรูว์น้องข้ากล่าวขึ้น “เรารู้จักทุกเวิ้งอ่าวในแถบชายฝั่งนี้ และเราทราบดีว่าในวันลมจัดอย่างนี้ ปลาจะลงไปอยู่ในที่ลึก เกินกว่าข่ายแหของเราจะเอื้อมถึง”
พระเยซูตอบ “ตามฉันไปยังชายฝั่งทะเลที่กว้างใหญ่กว่านี้เถิด ฉันจะให้เธอเป็นชาวเลจับมนุษย์ แล้วในแหของเธอจะไม่มีวันว่างเปล่าเลย”
พวกเราจึงทิ้งเรือ ทิ้งแห และตามเขาไป
ข้ารู้สึกว่า ตัวเองกำลังถูกชักจูงตามเขาไปด้วยพละกำลังที่มองไม่เห็น
ข้าเดินเข้าไปใกล้เขา กลั้นหายใจ รู้สึกพิศวงงงัน แอนดรูว์น้องข้าเดินตามมาข้างหลัง เขาก็ตกอยู่ในความพิศวงงงงันเช่นกัน
ขณะที่เราเดินไปบนพื้นทราย ข้ารวบรวมความกล้า กล่าวกับเขา “ท่านครับ ข้ากับน้องชายจะตามรอยเท้าของท่าน ท่านไปที่ไหนเราก็ไปที่นั่น ถ้าท่านประสงค์จะพักที่เรือนของเราในคืนนี้ เราก็ยินดีต้อนรับ เรือนของเราไม่ใหญ่นัก เพดานต่ำเตี้ย ท่านจะได้ทานแต่อาหารง่าย ๆ พื้น ๆ แต่ถ้าท่านเข้าไปในเพิงเล็ก ๆ ของเรา มันก็เหมือนเป็นปราสาทสำหรับเราแล้ว ให้ท่านร่วมหักปังกับเราเถอะ ได้อยู่กับท่าน ต่อให้เจ้าชายผู้ครองนครก็ย่อมอิจฉาเรา”
เขาตอบ “ใช่ ฉันจะพักที่เรือนของเธอในคืนนี้”
ใจข้าเปี่ยมล้นด้วยความปิติ เราเดินตามเขาไปเงียบ ๆ จนกระทั่งถึงเรือน
ขณะที่เรายืนกันอยู่หน้าประตู พระเยซูกล่าวขึ้น “สันติสุขจงมีแด่บ้านหลังนี้ และผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้”
เขาเดินเข้าไปข้างใน เราเดินตามเขาเข้าไป
เมีย แม่ยาย และลูกสาวของข้ามายืนอยู่ต่อหน้าเขา ทำ ความเคารพ ทั้งหมดคุกเข่าลงเบื้องหน้าเขา จูบที่ชายแขนเสื้อของเขา
พวกนั้นรู้สึกประหลาดใจ ที่เขา-ผู้ได้รับเลือกและผู้เป็นที่รัก ได้มาเป็นแขกในบ้านของเรา ทุกคนเคยเห็นเขาที่ริมแม่น้ำจอร์แดน ตอนที่ยอห์น บัปติสต์ ประกาศเรื่องของเขาต่อหน้า ผู้คน
จากนั้นทั้งเมียและแม่ยายของข้าจึงรีบกุลีกุจอไปจัดสำรับอาหาร
แอนดรูว์น้องข้าเป็นคนขี้อาย แต่ความเชื่อที่เขามีต่อ พระเยซูอาจมากกว่าข้าด้วยซ้ำไป
ลูกสาวข้า ตอนนั้นอายุสิบสองขวบ เข้าไปยืนอยู่หน้าเขา จับที่ชายเสื้อราวกับกลัวเขาจะจรจากเราไปเสียแต่ยังค่ำนี้ อีหนูติดเขาแจ เหมือนลูกแกะที่หายไปได้กลับมาพบคนเลี้ยงของมันอีกครั้ง
เมื่อเรามาพร้อมหน้ากันที่โต๊ะ เขาก็เริ่มหักปังและริน เหล้าองุ่น เขามองมาที่พวกเรา กล่าวขึ้น “สหายเอ๋ย พวกท่านเมตตาต่อฉันมาก ที่มาร่วมโต๊ะทานเลี้ยงกับฉัน เช่นที่พระบิดาทรงเมตตาประทานอาหารเหล่านี้ให้เรา”
เขากล่าวเช่นนี้ก่อนที่จะตักอาหารคำแรก ซึ่งเป็นการอวยพรตามธรรมเนียมโบราณที่เจ้าบ้านต้องให้เกียรติแก่แขกที่มา แต่กิริยาของเขาราวกับแขกนั้นเป็นเจ้าของบ้านเอง
ขณะที่เรานั่งล้อมวงกับเขานั้น เรารู้สึกคล้ายกำลังร่วมงานเลี้ยงกับพระราชา
เปตรอเนลาห์-ลูกสาวของข้า อีหนูยังเด็กและไร้เดียงสา มันจับจ้องที่ใบหน้าของเขา จับจ้องทุกอากัปกิริยาของเขา และข้าก็เห็นม่านน้ำตาอาบเอ่อที่ตาอีหนูมัน
เมื่อทานอาหารเสร็จ เขาก็ลุกไปจากโต๊ะ พวกเราลุกตาม ไปนั่งล้อมรอบเขาที่ใต้ซุ้มองุ่น
เขาพูด เราฟัง และหัวใจของเราก็กระพือปีกโลดเต้นคล้ายนกน้อย
เขาพูดถึงเรื่องการเกิดใหม่ครั้งที่สองของมนุษย์ และว่าประตูสวรรค์กำลังจะเปิด เทวดาบินลงมา พร้อมนำสันติและความสุขมาให้มนุษย์ จากนั้นเทวดาจะบินขึ้นไป พร้อมนำ คำวอนของมนุษย์ไปมอบให้แก่พระเจ้า
เขามองเข้ามาในตาของข้า มองทะลุลงไปลึกถึงใจข้า และเอ่ยขึ้น “ฉันเลือกเธอกับน้องชายเพื่อติดตามฉันไปทุกแห่ง พวกเธอเคยทำงานเหนื่อยยาก และแบกแอกหนัก แต่ฉันจะให้เธอได้พักผ่อน จงแบกแอกของฉัน และเรียนจากฉัน เพราะในใจฉันนั้นมีแต่สันติ วิญญาณของเธอจะพบกับความอุดมและจะได้กลับบ้าน”
เมื่อเขากล่าวเช่นนี้ ข้ากับน้องชายจึงออกมายืนต่อหน้าเขา ข้าเอ่ยขึ้น “อาจารย์ครับ พวกเราจะตามท่านไปจนสุดขอบโลก และแม้แอกของเราจะหนักเหมือนภูเขา เราก็จะแบกไปพร้อมกับท่านด้วยความเบิกบาน แม้เราจะตกลงไปข้างทางบ้าง แต่เรารู้ดีว่า เราตกไปบนเส้นทางสู่สวรรค์ และเราก็พอใจที่เป็นเช่นนั้น”
น้องข้ากล่าวขึ้นบ้าง “อาจารย์ พวกเราเป็นเหมือนหลอดด้ายที่อยู่ระหว่างหูกทอกับมือของท่าน โปรดทอเราให้เป็นผ้าเถอะ ถ้าท่านต้องการเช่นนั้น แล้วเราจะได้เป็นส่วนหนึ่งบนภูษาของพระเจ้า”
เมียข้าเงยหน้าขึ้น น้ำตารื้นเอ่ออาบแก้ม มันพูดขึ้น “สันติสุขจงมีแด่ท่านผู้มาในนามของพระเจ้า แด่ท้องที่คลอดท่าน แด่เต้าที่ให้นมท่านดื่ม”
ลูกสาวข้าที่อายุแค่สิบสองปีนั่งอยู่แทบเท้าของเขา อีหนูเกาะแกะคลอเคลียไม่ยอมห่าง
แม่ยายข้านั่งอยู่ที่ประตู ไม่พูดไม่จา แกเอาแต่ร้องไห้อยู่เงียบ ๆ ผ้าคลุมไหล่ของแกชื้นน้ำตา
พระเยซูเดินผ่านไปเหนือแก แกมองขึ้นมาสบตาเขา เขาจึงกล่าวกับแก “แม่ย่าเป็นแม่ของทุกคนในบ้านนี้ แม่ย่าร้องไห้เพราะความปิติ ฉันจะเก็บน้ำตาของแม่ย่าไว้ในความทรงจำเสมอ”
เวลานี้ เดือนดวงเก่าขึ้นครองที่เส้นขอบฟ้าแล้ว พระเยซูจ้องมองมันอยู่ครู่หนึ่ง จึงหันมาทางพวกเรา เอ่ยขึ้น “นี่ก็ดึกมากแล้ว พวกเธอไปนอนเสียเถิด ขอพระเจ้าประทานพรให้ท่านหลับไหลด้วยความสงบ ฉันจะนั่งใต้ซุ้มไม้ในสวนจนฟ้าสางโน่นแหละ วันนี้ฉันเหวี่ยงแหออก และจับคนได้สองคน แค่นี้ฉันก็พอใจแล้ว เวลานี้คงต้องว่า ราตรีสวัสดิ์”
แม่ยายข้าจึงเอ่ย “แต่เราได้จัดเตียงตั่งไว้ให้ท่านแล้ว อิฉันขอเชิญท่านเข้าไปพักผ่อนเถิด”
เขาตอบแก “ฉันจะได้พักผ่อนแน่ แต่ไม่ใช่ใต้ชายคาเรือนดอก คืนนี้ปล่อยให้ฉันเดียวดายอยู่ใต้เพดานดงองุ่นและดวงดาวเถิด”
แม่ยายลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงนำฝูกนอนหมอนมุ้งกับผ้าห่มออกมา เขายิ้มแย้มให้แก และเอ่ยขึ้น “ดูเถิด ฉันได้นอนบนเตียงที่ถูกจัดถึงสองครั้ง”
จากนั้นเราจึงละเขาเข้าไปในเรือน ลูกสาวของข้าเข้ามาเป็นคนสุดท้าย ตาของอีหนูยังจับจ้องที่เขาจนข้าปิดประตูลง
นั่นคือครั้งแรกที่ข้าได้รู้จักพระเจ้าและอาจารย์ของข้า
และแม้ว่าเหตุการณ์นี้จะผ่านมาหลายปีแล้ว แต่มันเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นวันนี้เอง
ข้า ยังไม่ทราบถึงความหมายของคำที่เขากล่าวและเรื่องที่เขาเล่า จนกว่าเขาจะอยู่กับพวกเราตามลำพัง ไม่สิ ข้าจะไม่เข้าใจอะไรเลย จนกว่าคำกล่าวของเขาจะมีชีวิตต่อหน้าข้า ประทับตราลงในตัวข้า ทั้งเดินหน้าไปพร้อมกับชีวิตของข้า
ฟังเถิด ข้าจะเล่าให้ฟัง: คืนหนึ่ง ข้ากำลังนั่งรำพึงครุ่นคิดอยู่ในบ้าน หวนระลึกไปถึงคำกล่าวและกิจการของเขาที่ข้าจดบันทึกไว้ในสมุด พอดีขโมยสามคนก็ดอดเข้ามาในเรือน แม้รู้แน่แก่ใจดีว่าขโมยจะมาลักเอาของของข้าไป ข้าก็ยังครุ่นคิดยุ่งเหยิงจนไม่รู้ว่าจะจับดาบสู้ หรือบอกพวกมันว่า “พวกเอ็งมาที่นี่ทำไม?” ดี
ข้ายังลิขิตเขียนถึงความทรงจำที่มีต่ออาจารย์ต่อไป
ที่สุด พวกขโมยก็จากไป ทำให้ข้าระลึกถึงคำกล่าวของเขาที่ว่า “ถ้าใครเอาเสื้อคลุมของเธอ ก็จงให้เสื้อในเขาไปอีกตัวเถิด”
บัดนั้น ข้าจึงเข้าใจในคำกล่าวของเขา
ข้าจะบันทึกถึงคำกล่าวของเขาต่อไป ไม่มีใครมาหยุดยั้งข้าได้ แม้ต่อให้เขาเอาข้าวของของข้าไปหมดก็ตามที
เพราะถึงข้าจะปกป้องทรัพย์สมบัติและร่างกายของข้ามันก็หาได้มีประโยชน์อะไรเลย ตอนนี้ข้ารู้ที่ซ่อนสมบัติที่ล้ำค่ากว่านั้นแล้ว
เวลาที่เขาอยู่กับพวกเรา เขามองเราและมองโลกด้วยสายตาที่ตื่นตะลึง สายตาของเขาไม่ได้ถูกบดบังด้วยม่านแห่งขวบปี เขาสามารถมองทุกอย่างกระจ่างชัดในลำแสงแห่งวัยเยาว์ของเขา
แม้เขาจะรู้จักความงดงามล้ำลึกเป็นอย่างดี เขาก็ยังตื่นตาตื่นใจกับสันติและความยิ่งใหญ่ของมัน เขายืนอยู่ต่อหน้าโลกของเราคล้ายเป็นมนุษย์คนแรกที่ได้ยืนหยัดในวันแรกของชีวิต
ส่วนเรา ผู้มีสัมผัสอันตื้นเขิน เรามองไปยังวันวัยอันสวยงามสุกใส แต่ไม่เห็น เราป้องหูฟัง แต่ไม่ได้ยิน เราเหยียดมือออกไป แต่ไม่อาจสัมผัส ต่อให้ธูปหอมอารเบียเผาอวลกลิ่น และเดินตามกลิ่นนั้นไป เราก็ไม่มีทางได้ดอมดม
เราไม่เคยเห็นชาวนาเดินกลับจากทุ่งในยามเย็นย่ำ ไม่เคยได้ยินเพลงขลุ่ยของคนเลี้ยงแกะเวลาพวกนั้นนำแกะไปในหุบเขา เราไม่เคยเอื้อมมือไปสัมผัสตะวันที่กำลังชิงพลบ นาสิกของเราไม่เคยโหยหากลิ่นหอมของกุหลาบแห่งชารอน
ไม่เคยเลย เราไม่สรรเสริญราชาที่อาภัพอาณาจักร ไม่ฟังเพลงพิณอ่อนครวญ เมื่อเส้นสายถูกกรีดกราย เราไม่เอ็นดูเด็ก ๆ ที่มาเล่นใต้ซุ้มมะกอกของเรา ไม่เคยเปรียบเขาเป็นดังมะกอกช่อละอ่อน เราเชื่อมั่นแต่ว่าทุกคำพูดต้องมาจากริมปากแห่งเนื้อหนัง และคิดว่าคนอื่นนั่นแหละที่บ้าใบ้หนวกบอดไปแล้ว
ความจริงเราได้เพ่งมองแล้ว แต่ไม่เห็น เราเงี่ยหูฟัง แต่ไม่ได้ยิน เรากิน เราดื่ม แต่ไม่ได้ลิ้มรส สิ่งเหล่านี้แหละคือข้อแตกต่างระหว่างเยซูแห่งนาซาเร็ธกับพวกเรา
ความรู้สึกของเขาแปลกใหม่เรื่อยไป และโลกของเขาก็เปลี่ยนแปลงเสมอ
สำหรับเขา เสียงอ้อแอ้ของเด็กน้อยก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเสียงร้องครวญของมนุษยชาติ ในขณะที่สำหรับเรา มันก็เป็นเพียงเสียงอ้อแอ้เท่านั้น
สำหรับเขา รากดอกไม้น้อยใบสีเหลืองอาจลากเลื้อยไปถึงพระเจ้า ขณะที่สำหรับเรา มันก็แค่รากไม้เท่านั้น
เมื่ออายุเจ็ดสิบสามปี
น้อง สาวของพ่อออกจากบ้านไปอาศัยในกระท่อมน้อยข้างสวนองุ่นเก่าแก่ของปู่หลังนั้นตั้งแต่เธอยังสาว
เธออยู่เดียวดายมาตลอด ยามชาวบ้านป่วยไข้ก็พากันมาหาเธอ ให้เธอรักษาด้วยผักหญ้าใบเขียว รากไม้และดอกไม้ตากแห้ง
ชาวบ้านคิดว่าเธอเป็นหมอดู ทุกคนต่างเรียกเธอว่าแม่ มด ไม่ก็จอมเวทย์
วันหนึ่งพ่อบอกฉัน “เอาขนมปังกับขนมสาลีไปให้น้าที แล้วเอาเหยือกเหล้าองุ่นกับตะกร้าใส่ลูกไม้แห้งไปด้วยนะ”
ฉันบรรทุกของใส่หลังม้าน้อย จูงไปตามถนนจนถึงสวนองุ่น ถึงกระท่อมของน้า ดูเธอดีใจมาก
ขณะที่เรากำลังนั่งรับลมอยู่ด้วยกัน มีชายคนหนึ่งดำเนินมาตามทาง เขากล่าวทักทายคุณน้า “สายัณน์สวัสดิ์แม่นาง ขอให้พรแห่งค่ำคืนจงมีแก่แม่นางเถิด”
คุณน้าลุกขึ้น ยืนประหม่ากลัวต่อหน้าเขา กล่าวบ้าง “สายัณน์สวัสดิ์ท่าน นายแห่งจิตใจใฝ่ดี ผู้เอาชนะจิตชั่วทั้งหลาย”
ชายนั้นมองน้าด้วยสายตาอ่อนโยน แล้วจึงเดินจากไป
ตอนนั้นฉันนึกขำอยู่ในใจ คิดไปว่า น้องสาวของพ่อคงเป็นบ้า แต่เดี๋ยวนี้ฉันว่า เธอไม่ได้บ้า แต่เป็นเพราะขณะนั้นฉันยังไม่เข้าใจเธอตะหาก
ไม่ว่าจะปกปิดอย่างไร เธอก็รู้ว่าฉันนึกขันเธออยู่
แต่เธอไม่ได้โกรธเคือง กลับกล่าว “ฟังเถอะ น้องสาวของฉัน จงฟังและจดจำให้ดี ชายผู้เพิ่งผ่านไปคล้ายเงาของนกผกผินบินบนฟ้านั้น คือผู้ที่จะกำชัยเหนือซีซาร์และอาณาจักรของซีซาร์ เขาจะล้มพญากาสรแห่งเคลเดียและมนุษย์หัวสิงห์แห่งอียิปต์ เขาชนะได้ทุกคน และจะครองโลกนี้
“ดินแดนที่เขากำลังดำเนินอยู่นี้จะว่างเปล่า เยรูซาเลมเมืองที่ตั้งตระหง่านบนเนินเขาจะล่องลอยอยู่กลางกลุ่มควันด้วยสายลมแห่งความเศร้าสลด”
เมื่อเธอกล่าวเช่นนั้น เสียงหัวเราะของฉันก็หยุดนิ่ง ฉันเงียบงันไป แล้วกล่าว
“เขาเป็นใครกัน บ้านอยู่ที่ไหน ลูกของใคร? แล้วเขาจะชนะมหาราชาและอาณาจักรของพระองค์ได้อย่างไร?”
เธอจึงตอบ “เขาคือลูกหลานของดินแดนนี้เอง แต่เหมือนเราได้รู้จักเขามาตั้งแต่เริ่มโลกแล้ว เหมือนเขามาจากคนทุกเผ่า หรือบางทีก็ไม่ใช่เผ่าไหนเลย เขาสามารถเอาชนะมหาราชาได้โดยวาจาจากปากของเขา และด้วยความเร่าร้อนแห่งใจเขา”
จากนั้นเธอลุกขึ้นยืนนิ่งดุจเจดีย์ศิลา แล้วกล่าว “เทวดาของพระเจ้าอาจลืมฉันไปแล้ว เมื่อมีกล่าวกันว่า: เขาจะถูกฆ่า วัยเยาว์ของเขาจะถูกห่อด้วยตราสัง ต้องนอนนิ่งในความเงียบ ณ.ดวงใจที่บอดใบ้ของผืนโลก หญิงสาวชาวยูเดียจะร้องไห้เพื่อเขา”
เธอชูแขนขึ้นฟ้า แล้วกล่าวอีกครั้ง “แต่เขาถูกฆ่าได้เพียงร่างกายเท่านั้น
“วิญญาณของเขายังคงอยู่ และจะนำผู้ติดตามของเขาจากดินแดนที่พระอาทิตย์ขึ้นไปสู่ดินแดนแห่งพระอาทิตย์ตกในยามเย็น
“ชื่อของเขาจะถูกจารึกไว้ต่อหน้ามนุษย์ทั้งมวล”
ครั้งที่เธอกล่าวเช่นนี้ เธอเป็นจอมเวทย์ชราแล้ว แต่ฉันยังเป็นเพียงเด็กหญิง เป็นท้องนาที่ยังไม่ได้หว่าน เป็นหินที่ยังไม่ถูกนำไปทำกำแพง
แต่สิ่งที่เธอกล่าว ซึ่งจงจารในกระจกแห่งความคิดของ เธอ กลับติดตามฉันมาจวบจนทุกวันนี้
เยซูแห่งนาซาเร็ธกลับเป็นขึ้นมาจากความตาย นำหญิงชายไปสู่ดินแดนแห่งพระอาทิตย์ตก เมืองใดไร้แรงต้านทานเขาก็จะสั่งให้ทำลาย ในขุมแห่งการตัดสินที่เขาต้องโทษทรมานนั้น นกฮูกร้องระงมเศร้าสร้อย ขณะที่แม่นางแห่งยามค่ำร่ำไห้เป็นน้ำค้างร่วงกราวจากใจของนาง หยาดหยดหล่นบนรูปหินอ่อนที่ปรักหักพัง
และเดี๋ยวนี้ฉันคือหญิงแก่นางหนึ่ง ขวบปีกดทับฉันให้ก้มโค้ง ลูกเต้าก็ไม่มี อีกหลานเหลนก็หนีหาย
ฉันเคยเห็นเขาอีกครั้งนับแต่วันนั้น ฉันได้ยินเสียงเขาอีก วันนั้นบนยอดเนิน เขากำลังเดินไปพร้อมกับเพื่อน ๆ และผู้ติดตาม
ตอนนั้นแม้ฉันแก่เฒ่าและเดียวดาย แต่เขายังมาเยี่ยมเยียนฉันในความฝัน
เขามาเหมือนเทวดาปีกขาว ความเมตตาของเขารำงับความหวาดหวั่นต่อความมืดที่ฉันมี เขาทำให้ฉันอิ่มเอมด้วยความฝันอันห่างไกล
บัดนี้ฉันเป็นท้องนาที่ยังไม่ได้หว่าน เป็นลูกไม้สุกคาต้นสิ่งที่ฉันครอบครองมีเพียงความอบอุ่นของดวงตะวันและความทรงจำถึงชายผู้นั้น
ฉันรู้ดีว่าลูกหลานของฉันจะไม่ลุกขึ้นมาอีก แม้ราชา ประกาศกหรือพระสงฆ์องค์เจ้าก็ไม่มีใครลุกขึ้นมาอีก เหมือนกับที่น้องสาวของพ่อเคยบอกไว้
เราจะผ่านพ้นเหมือนไหลไปตามแม่น้ำ ชื่อเสียงเรียงนามของเราจะหายสูญ
แต่ใครที่พบเขาณ.กลางลำธาร จะถูกจดจำ เพียงเพราะการพบพานเพียงชั่วครู่นั้น...
คนเขาว่ากันว่า พระเยซูชาวนาซาเร็ธเป็นคนสุภาพอ่อนโยน
คนเขาว่ากันว่า ถึงพระเยซูจะซื่อสัตย์ ยุติธรรม แต่เขาก็อ่อนแอ มีหลายต่อหลายครั้งที่เขาถูกผู้มีอำนาจรังแกเอา เมื่อไปอยู่ต่อหน้าคนที่ยิ่งใหญ่กว่า เขาก็เป็นเหมือนแกะตัวผู้อยู่ต่อหน้าสิงโต
แต่ข้าขอบอกว่าเยซูคนนี้มีอำนาจเหนือมนุษย์ทุกคน เขารู้ซึ้งถึงพลังของตนเอง จึงได้สำแดงพลังนั้นออกมาขณะที่อยู่ในเขตเนินเขาในกาลิลี ตามหัวเมืองยูเดียและฟีนีเซีย
ชายคนนี้อ่อนหวานและอ่อนไหวจริงหรือ ไฉนเขาจึงกล่าว “ฉันคือหนทาง ความจริง และชีวิต”?
ชายคนนี้อ่อนน้อมถ่อมตนจริงหรือ ไฉนเขาจึงกล่าว “ฉันอยู่ในพระเป็นเจ้า-พระบิดาของเรา และพระองค์ก็อยู่ใน ฉัน”?
เขาไม่เคยครุ่นคิดถึงอำนาจของตนจริงละหรือ ไฉนเขาจึงกล่าว “ใครที่ไม่เชื่อในฉัน เขาก็ไม่ได้เชื่อในชีวิตนี้และชีวิตหน้า”?
เขาไม่แยแสกับวันพรุ่งนี้จริงหรือเปล่า ไยเขาจึงกล่าว “โลกของเธอจะดับสูญและเปล่าดายไร้ค่า แต่สิ่งที่ฉันกล่าวนี้จะไม่สูญไปเลย”?
เขามิพักสงสัยในตัวเองบ้างหรือไร ยามเขากล่าวแก่ผู้เอาหญิงแพศยามาทดลองเขา “ผู้ใดไม่เคยทำบาปก็ให้เอาหินขว้างนางก่อนเถิด”?
เขาไม่กลัวบ้างหรือ ยามที่เขาไล่พวกแลกเงินออกจากลานพระวิหาร ทั้ง ๆ ที่พวกนั้นได้รับอนุญาตจากพระสงฆ์แล้ว?
ปีกของเขาฉีกหักแล้วมิใช่หรือ เมื่อเขาร้องบอก “อาณาจักรของฉันอยู่เหนือจากอาณาจักรโลกย์ของเธอมากนัก”?
เขาจะมีที่พักพิงพึ่งพาได้อย่างไร เมื่อเขากล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่า “จงทำลายพระวิหารเสียเถิด แล้วฉันจะสร้างใหม่ภายในสามวัน”?
ไม่ใช่เป็นการขี้ขลาดไปหน่อยหรือ ยามที่เขาตบหน้าผู้มีอำนาจ และเรียกพวกนั้น “ไอ้คนขี้ฮก ชั้นต่ำ สวะและไอ้คนทราม”?
ชายคนนี้ไม่อาจหาญไปหน่อยหรือไง ที่ด่าบรรดาผู้นำของยูเดีย ซึ่งล้วนแต่เป็นคนสุภาพอ่อนน้อมกันทั้งนั้น?
ไม่หรอก นกอินทรีจะไม่สร้างรังบนดงวิลโลว์ชื้นน้ำ และสิงโตจะไม่นอนถ้ำในดงผักกูด
ข้ารู้สึกคลื่นเหียน และท้องไส้ปั่นป่วน ยามได้ยินพวกตาขาวเรียกพระเยซูว่าเป็นคนสุภาพอ่อนโยน เพื่อปิดบังความขี้ขลาดของตัวเอง และยามที่พวกคนชั้นต่ำพูดถึงพระเยซูว่า เขาเป็นแสงที่ฉานฉายเคียงข้างพวกมัน เพื่อหาคำปลอบประโลมและแนวร่วม
ใช่สิ ใจข้าป่วยไข้กับมนุษย์พวกนี้ทุกคน พวกมันคือตัวร้ายที่ข้าต้องบอกให้โลกรู้ แม้ว่ามันจะเป็นเหมือนวิญญาณ
ลูก ศิษย์ของเขากระจัดกระจายไปหมดแล้ว ก่อนจะตกตายไป เขาได้ทิ้งมรดกแห่งความปวดร้าวไว้ให้พวกศิษย์ พวกนั้นถูกตามล่าเหมือนกวาง เหมือนหมาจิ้งจอกในท้องนา และในกระบอกของนายพรานก็ยังมีลูกธนูอยู่เต็ม
แต่พอถูกจับและจะถูกฆ่า พวกเขากลับหัวร่อเบิกบาน ดวงหน้าฉายฉานราวใบหน้าของเจ้าบ่าวในงานมงคลสมรส หรือว่าชายนั้นทิ้งมรดกแห่งความยินดีไว้ให้?
ข้ามีเพื่อนที่มาจากทางเหนือคนหนึ่ง ชื่อสเตเฟน และพอเขาประกาศว่า ชายที่ชื่อเยซูเป็นบุตรของพระเจ้า เท่านั้นแหละเขาก็ถูกลากไปที่ลานตลาด และถูกทุ่มหินทันที
ขณะที่สเตเฟนจะล้มร่างบนพื้นดิน เขาเหยียดแขนออกราวกับว่าในการตายของเขานั้นเป็นอาจารย์ของเขาต่างหากที่ตาย แขนแมนกางออกราวปีกที่พร้อมจะโบยบิน และก่อนที่แสงสุกใสประกายสุดท้ายในตาของเขาจะปลาสไป ข้าก็เห็นรอยยิ้มประทับบนริมฝีปากของเขา รอยยิ้มนั้นคล้ายสายลมระลอกสุดท้ายก่อนฤดูหนาวจะจากลา เพื่อเป็นสัญญาและมัดจำที่มีต่อฤดูใบไม้ผลิ
ข้าจะอธิบายอย่างไรดีนะ?
คล้ายสเตเฟนจะกล่าว “แม้ฉันต้องจากไปยังโลกอื่น และผู้คนที่นั่นลากฉันไปที่ลานตลาดและเอาหินทุ่มอีก ฉันก็จะประกาศว่า เขาเป็นองค์ความจริง ความจริงดำรงอยู่ในตัวเขา และเดี๋ยวนี้ความจริงนั้นได้อยู่ในตัวฉันแล้ว”
ข้าสังเกตเห็นชายคนหนึ่งยืนอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย และดูเขาจะพอใจกับการที่สเตเฟนถูกทุ่มหินเป็นอันมาก
เขาชื่อเซาโลแห่งทาร์ซัส เขานั่นแหละที่ลากสเตเฟนไปให้พวกสงฆ์ พวกโรมัน และชาวเมือง เอาหินทุ่มจนตาย
เซาโลเป็นคนหัวล้าน ตัวเตี้ย ไหล่งุ้ม หน้าตาดูไม่ได้ และข้าไม่ชอบเขาเลย
ข้าได้ยินมาว่า เวลานี้เขากำลังเทศน์สอนถึงพระเยซูบนห้องใต้หลังคา แต่ข้าไม่อยากปลงใจเชื่อสักเท่าใดนัก
หลุมศพย่อมไม่อาจยับยั้งพระเยซู ไม่ให้เดินไปยังค่ายฝ่ายศัตรูเพื่อคุมขังและสั่งสอนคนที่คิดขัดขวางเขาได้หรอก
อย่างไรก็ตาม ข้ายังไม่ชอบหน้าชายทาร์ซัสคนนั้นอยู่ดี แม้ข้าจะได้ยินมาว่า หลังจากที่สเตเฟนตายแล้ว ชายทาร์ซัสถูกตีสอนในระหว่างทางไปดามัสกัส แต่หัวของเขายังใหญ่กว่าใจมาก จนข้าไม่แน่ใจว่า เขาจะเป็นศิษย์ที่แท้ของพระเยซูได้หรือไม่
แต่บางที ข้าอาจเข้าใจผิดไปก็ได้ ข้ามักเข้าใจผิดบ่อยเหลือ เกิน
มีคนเขลาหลายคนว่า พระเยซูดื้อด้านและขัดแย้งในตัวเอง บ้างก็ว่าเขาไม่รู้จักตัวเอง และสับสนต่อสิ่งที่เขาต้องเผชิญ
คนพวกนั้นก็เหมือนนกฮูกที่ไม่รู้จักเสียงเพลง นอกจากเสียงกรุ๊กกรูของตน
เราท่านทราบกันดีว่า คนโกหกพกลมย่อมยกยอคนโกหกพกลมที่ยิ่งใหญ่กว่าเท่านั้น คนเช่นนี้จะเอาหัวตัวเองใส่ตระกร้า ถือไปที่ตลาดและขายมันให้แก่ลูกค้าคนแรกที่พบ
เราทราบดีว่า คนชั้นต่ำมักด่าทอกล่าวโทษคนสูงส่ง และทราบดีว่าหญ้ารกมักกล่าวแก่ไม้โอ๊กและสนซีดาร์ว่ากระไร
ข้าสงสารคนพวกนี้ ที่อยากสูงส่งแต่ไม่อาจไต่เต้าขึ้นมาได้
ข้าสงสารหนามเหี่ยวแห้งที่ล้อต้นเอลม์สูงใหญ่ว่า ต้นเอลม์เอ๋ย! เจ้ามันหวาดหวั่นต่อฤดูกาล
น่าสงสารคนพวกนี้นัก ต่อให้เหล่าเทวดามาห้อมล้อมเขาเพราะความสมเพชเวทนา ก็ไม่อาจทำให้พวกเขาเห็นแสงสว่างได้เลย
ข้ารู้จักหุ่นไล่กาที่ใส่เสื้อขาดเปื่อยกระพือลมในไร่ข้าวโพด มันได้ตายต่อตัวเองเพื่อข้าวโพด และเพื่อร้องเพลงกับสายลม
ข้ารู้จักแมงมุมไร้ปีกที่ถักทอสายใยเพื่อแมลงมีปีกอื่น ๆ
ข้ารู้จักนักละครเร่ที่เป่าแตรและตีกลอง แต่ท่ามกลางเสียงอึกทึกโครมครามนั้น หูของเขาไม่เคยยินเสียงนกกระจิบและเสียงลมตะวันตกในราวป่าแม้แต่น้อย
ข้ารู้จักผู้ดั้นด้นไปทุกลำธาร แต่ไม่เคยไปถึงต้นธาร และผู้ล่องเรือไปทุกลำน้ำ แต่กลับหวาดหวั่นต่อทะเล
ข้ารู้จักคนไม่ประสาการฝีมือที่มอบมือของตนให้ช่างก่อสร้างในพระวิหาร และเมื่อมือไม้ไร้ค่าของเขาถูกทิ้งขว้าง ความดำมืดในใจเขาก็เปล่งวาจา “ข้าจะทำลายสิ่งที่เอ็งสร้างมาให้หมดเลย”
ข้ารู้จักคนพวกนั้น-คนที่มองพระเยซูเป็นคนโลเล เพียงเพราะวันหนึ่งได้ยินเขาบอก “ฉันนำสันติมาสู่เธอ” แต่อีกวันหนึ่งได้ยิน “ฉันได้นำดาบมาสู่เธอ”
พวกนั้นไม่อาจเข้าใจในสัจจะที่เขากล่าว “ฉันนำสันติมาสู่ทุกคนที่คิดดี และจะวางดาบกางกั้นผู้อยู่ในสันติจากผู้ถือดาบ”
หลายคนแปลกใจที่เขากล่าว “อาณาจักรของฉันไม่ใช่ในโลกนี้” และที่บอก “ของซีซาร์ ก็คืนแก่ซีซาร์” พวกนั้นไม่รู้ว่า ถ้าพวกเขาต้องการเป็นอิสระอย่างแท้จริง เพื่อเข้าในอาณาจักร ที่ตนปรารถนาละก็ พวกเขาต้องยอมเสียส่วยแก่ด่านเก็บค่าผ่านทาง เพราะก่อนจะผ่านไปสู่อาณาจักร เราต้องจ่ายเสียก่อน
มีคนพูดไว้ “เขาสอนถึงความรักที่อ่อนหวาน อ่อนโยนและกตัญญู แต่เขากลับไม่สนใจแม่และพี่น้องที่เที่ยวตามหาเขาตามถนนในเยรูซาเลม”
พวกนั้นไม่รู้หรอกว่า ความห่วงหาของแม่และพี่ ๆ น้อง ๆ เป็นไปเพราะกลัวว่าเขาจะกลับไปนั่งบนโต๊ะช่างไม้ตะหาก แต่อย่างไรก็ตามเขาได้เปิดตาของเราให้เห็นอรุณเบิกฟ้าใหม่แล้ว
แม่และพี่น้องของเขาอยากให้เขาอยู่ใต้เงาความตาย แต่เขาเลือกจะต้านทานกับความตายบนเนินเขา ซึ่งเป็นที่ที่เขาจะดำรงอยู่ในความทรงจำของเราตราบนานเท่านาน
ข้ารู้จักตัวตุ่นที่ขุดรูเป็นทางไปทั่ว ตุ่นพวกนี้ไม่ใช่หรือที่กล่าวหาว่า พระเยซูอวดตัว
“ฉันคือหนทางและประตูสู่ความรอด”
หาว่าเขาอ้างตน “เป็นชีวิต เป็นความรอด”
แต่พระเยซูไม่ได้อวดอ้างอะไรมากไปกว่าที่เดือนพฤษภาคมประกาศถึงการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลเลย
จริงอยู่ที่เขาว่า ตัวเขาคือหนทาง คือชีวิต คือความรอดของวิญญาณ และข้าก็ขอเป็นพยานถึงความจริงข้อนี้
ท่านจำข้าไม่ได้หรือ ข้า-นิโคเดมัส ผู้เชื่อในสิ่งไร้สาระนั่นไง บัตรกฎและบทบัญญัติไม่ใช่หรือที่บีบบังคับเราให้ก้มหัวแก่มัน?
ต่อหน้าข้าเวลานี้ มีชายคนหนึ่ง ผู้ดำเนินไปพร้อมกับชี วิต และหัวเราะไปกับแสงอาทิตย์ นับแต่คราวแรกที่ดวงอาทิตย์นั้นแย้มเยือน ณ.เหลี่ยมเขา จนกระทั่งมันโรยแรงลงบนเตียงนอนหลังเนินดินอีกฟากหนึ่ง
ไยท่านจึงลังเลกับคำที่ว่า ความรอด นั้นเล่า? สำหรับข้าเอง เขาก็นับเป็นความรอดของข้าอยู่แล้ว
ข้าไม่สนใจกับเหตุการณ์ของวันพรุ่งนี้เลย เพราะข้าทราบดีว่า พระเยซูจะปลุกข้าจากความหลับ และทำความฝันอันห่างไกลให้เป็นเพื่อนร่วมทางของข้า
ตัวข้าลีบเล็กลงเพราะข้าเชื่อในผู้ยิ่งใหญ่คนนี้หรือ?
กำแพงแห่งกระดูกและเนื้อหนังพังทลาย เมื่อกวีแห่ง กาลิลีกล่าวกับข้า เหมือนมีวิญญาณหนึ่งดำรงอยู่ในตัวข้า มันนำข้าสูงขึ้น ๆ และที่กลางฟ้านั้นปีกของข้าได้โอบกอดกลมเกลียวกับบทเพลงแห่งความปรารถนา
แม้ข้าต้องร่วงลงมาตามแรงลม และแม้สภาสงฆ์จะปัดข้อเสนอของข้าตกไป แต่ซี่โครงและปีกอันบอบบางของข้าก็ยังกอดเก็บป้องกันบทเพลงนั้นไว้ ต่อให้หัวขโมยชั้นต่ำก็ไม่อาจฉกชิงสมบัติชิ้นนี้ไปได้
ข้าขอกล่าวเพียงเท่านี้แหละ ให้ไอ้หนวกฟังเสียงงึมงำของชีวิตในหูเหี่ยวเน่าของมันเถิด ข้าขอทนฟังเพลงพิณที่เขาบรรเลง ในขณะที่เขาถูกมัดมือและถูกโบยตี ในขณะที่มือตีนของเขาถูกตอกตรึงและเลือดกำลังหลั่งไหล
สำหรับเรื่องเยซูแห่งนาซาเร็ธนั้น ข้าไม่คิดเชื่อทั้งพวกโรมและพวกยิว ทั้งยังไม่คิดเชื่อบรรดาศิษย์ที่ประกาศตนว่าเป็นพยานถึงเขาด้วย
การที่พวกโรมจับเขาฆ่านั้น ย่อมเป็นความผิดมหันต์อยู่ อีกพวกกาลิลีที่ตั้งเขาเป็นพระเจ้า ก็ถือเป็นการเข้าใจผิดเช่นกัน
เยซูมีหัวจิตหัวใจเหมือนมนุษย์เราท่านนี่แหละ
ข้าเคยท่องไปทั่วเจ็บคาบสมุทร ติดต่อกับราชาและเจ้าชาย ค้าขายกับคนขี้ฉ้อและคนร้อยเล่ห์ในตลาดแถบหัวเมืองห่างไกล แต่ข้าไม่เคยเห็นใครเข้าใจพ่อค้าอย่างที่เขาเข้าใจเลย ข้าเคยได้ยินเขาเล่านิทานเป รียบเทียบให้ฟังดังนี้ :
“มีพ่อค้าคนหนึ่ง ทิ้งบ้านเรือนเดินทางไปเมืองไกล เขามีคนใช้อยู่สองคน จึงแบ่งทองให้คนละกำมือ แล้วกล่าว ‘ข้าจะไปต่างเมือง พวกเอ็งจงเอาเงินนี่ไปทำกินและกอบกำผลพวงของมันเถอะ จงแปลงมันให้เกิดผล และแสดงให้ข้าเห็นว่า เอ็งซื่อสัตย์ทั้งการรับและการให้’ ”
“จากนั้นหนึ่งปีให้หลัง พ่อค้าก็กลับมา
“เขาเรียกคนใช้ทั้งสองเข้ามา ถามถึงทองที่ให้ไปทำประโยชน์
“คนแรกบอกพ่อค้า ‘ดูเถอะครับนาย! ข้าซื้อ ข้าขาย และข้าก็ได้รับส่วนแบ่ง’
“พ่อค้าจึงบอกเขา ‘ส่วนแบ่งนี้เป็นของเอ็ง เพราะเอ็งเป็นคนดี ข้าจึงไว้วางใจเอ็ง และเอ็งก็วางใจตัวเอง’
“จากนั้นคนใช้อีกคนก็เข้ามา กล่าวแก่พ่อค้า ‘นายครับ ข้ากลัวเงินของนายจะสูญไป ข้าเลยไม่ซื้อ ไม่ขาย และนี่ครับ เงินนายยังอยู่ครบในกระเป๋านี่’
“พ่อค้าเก็บทองนั้นมา แล้วเอ่ยขึ้น ‘เอ็งนี่ช่างขลาดเขลา เหลือเกิน ค้าขายแล้วขาดทุน ก็ยังดี1กว่าไม่ทำอะไรเลยไม่ใช่หรือ ลมย่อม ตีเมล็ดลูกไม้ให้กระจายไป และรอคอยผลของมัน พ่อค้าก็เป็นอย่างนั้นแหละ นับแต่นี้เอ็งไปรับใช้คนอื่นเถอะ ไม่ใช่ข้า’”
เยซูกล่าวดังนี้ ทั้งที่เขาไม่ได้เป็นพ่อค้า เขาเผยโฉมหน้าลึกลับของการค้าออกมาอย่างหมดเปลือกทีเดียว
ยิ่งกว่านั้น นิทานของเขายังพาใจข้าล่องลอยไปไกลยิ่งกว่าดินแดนที่ข้าเคยไปถึง บางทีข้าก็รู้สึกว่ามันอยู่ใกล้กว่าเรือนข้าและกองสินค้าของข้าเสียอีก
ที่แน่ ๆ คือ หนุ่มนาซาเร็ธคนนี้หาใช่พระเจ้าไม่ จึงนับเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ลูกศิษย์ของเขาคิดว่าพระเจ้าเป็นเพียงปราชญ์ธรรมดาคนหนึ่ง
ข้าแปลกหน้าต่อเยรูซาเลม ที่ข้ามายังนครศักดิ์สิทธิ์นี้ก็เพื่อมาถวายเครื่องบูชาในพระวิหาร ในวาระอันดีที่เมียข้าคลอดลูกชายแฝดให้แก่ข้า
หลังจากที่ถวายเครื่องบูชาเรียบร้อยแล้ว ข้าจึงออกมายืนที่หน้ามุขของพระวิหาร เห็นคนแลกเงินกับพ่อค้าขายนกเขาสำหรับใช้เป็นเครื่องบูชายืนอยู่ทั่วไป เสียงอึกทึกดังเซ็งแซ่
ขณะที่ข้ายืนดูอยู่นั้น มีชายคนหนึ่งโผล่พรวดเข้าไปกลางกลุ่มคนแลกเงินและพ่อค้าขายนกเขา
ชายนั้นท่าทางสง่าผ่าเผย เขาเคลื่อนกายอย่างรวดเร็ว
ในมือถือแส้หนังแพะอยู่ด้วย เขาตรงเข้าผลักโต๊ะของคนแลกเงิน และตีคนขายนกด้วยแส้นั้น
ข้าได้ยินเขาร้องเสียงดัง: “จงคืนนกให้แก่ฟ้า ปล่อยมันกลับไปยังบ้านของมันซะ”
ชายหญิงวิ่งพล่านผ่านหน้าเขาไป เขาเคลื่อยกายผ่านคนพวกนั้นราวกับพายุหมุนบนเนินทราย
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นและจบลงในเวลาไม่นานนัก ลานพระวิหารว่างเปล่า ไร้คนแลกเงินเสียแล้ว เหลือเพียงชายนั้นยืนอยู่เดียวดาย ผู้ติดตามของเขายืนอยู่ห่างออกไป
ข้าหันหน้าไป เห็นชายคนหนึ่งยืนอยู่ที่หน้ามุขด้วยกัน จึงเดินเข้าไปถามเขา “ท่านครับ ชายที่ยืนอยู่โดดเดี่ยวนั่นเป็นใครกันครับ?” เขาตอบข้า “อ๋อ นั่นเยซูแห่งนาซาเร็ธ ประกาศกใหม่จากกาลิลี แต่ในเยรูซาเลมนี้ ทุกคนเกลียดเขา”
ข้ากล่าว “ใจข้าทนทานต่อแส้ของเขา และยอมศิโรราบแทบเท้าเขา”
ชายที่ชื่อเยซูเดินกลับไปหาบรรดาผู้ติดตามที่คอยท่าอยู่ ก่อนที่เขาจะเดินเข้าไปในกลุ่ม นกเขาของวิหารสามตัวบินกลับมา ตัวหนึ่งเกาะบนบ่าข้างซ้ายของเขา อีกสองตัวร่อนลงตรงหน้าเขา เขาสัมผัสนกแต่ละตัวอย่างนุ่มนวล แล้วเดินต่อไป แต่นกทั้งสามยังคลอเคลียตามเขาอยู่ต่อไป
บัดนี้โปรดบอกข้าเถิด พลังอำนาจใดกันที่เขาใช้ตีตอกผู้คนเป็นร้อยให้แตกซ่านไปอย่างไร้แรงต้าน? ข้าได้รับคำตอบแต่ว่า คนทั้งหลายเกลียดเขา ไม่มีใครยอมยืนอยู่ฝ่ายเขา แล้วเขาจะถอนเขี้ยวแห่งความเกลียดชังที่มีอยู่ตามทางเดินในพระวิหารได้อย่างไรกัน?
เปโตร
ยาม เที่ยงวันหนึ่ง พระเยซูนำพวกเราไปยังหมู่บ้านเบธไซดา ทุกคนเหนื่อยอ่อน ฝุ่นฟางบนถนนพัดไปมารอบตัวเรา และเมื่อเรามาถึงเรือนหลังใหญ่กลางสวน เจ้าบ้านก็ยืนรอเราที่ประตูอยู่ก่อนแล้ว
พระเยซูเอ่ยกับเขา “คนพวกนี้เหนื่อยอ่อนและระบมเท้าแล้ว ให้เขาพักในเรือนนี้เถิดนะ ค่ำคืนหนาวเย็นนัก พวกเขาต้องการความอบอุ่นและการพักผ่อน”
คนรวยนั้นตอบ “พวกเขาจะเข้ามานอนในเรือนข้าไม่ได้หรอก”
พระเยซูเอ่ยอีก “เช่นนั้น ก็ให้เขาทนนอนให้สวนของท่านเถิดนะ”
คนรวยตอบอีก “ไม่ได้เหมือนกัน พวกเขาจะนอนในสวนของข้าไม่ได้เหมือนกัน”
พระเยซูหันมาหาพวกเราและกล่าว “นี่คือสิ่งที่พวกเธอจะได้รับในภายภาคหน้า ปัจจุบันเป็นเช่นไร อนาคตก็เช่นนั้น ประตูทุกบานจะปิดใส่หน้าพวกเธอ แม้พื้นดินในสวนที่มีดวงดาวโอบกอดไว้ ก็ไม่อาจเป็นเตียงของพวกเธอ
“จงทนเดินตามฉันต่อไปเถิด อ่างล้างหน้าและเตียงนอนรออยู่ข้างหน้าโน่น บางทีอาจมีขนมปังและเหล้าองุ่นด้วยแต่ถ้าไปถึงแล้ว ไม่พบอะไร ก็ขออย่าลืมว่าเธอเคยผ่านดินแดนรกร้างของฉันมาแล้ว
“ไปกันต่อเถอะ”
คนรวยได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกหัวเสีย สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยน เขาบ่นพึมพำเพียงลำพัง โดยที่ข้าก็ไม่รู้ว่าเขาว่ากระไร พวกเรารีบเดินออกจากสวนนั้น
แล้วพระเยซูก็เดินนำหน้าพวกเราอีกครา
อาจารย์ของข้า อาจารย์แห่งการขับร้อง
อาจารย์ ผู้เป็นเจ้าของวาจาที่ยังมิได้เอ่ย
ข้าเกิดมาแล้วเจ็ดครั้ง ทั้งตายไปแล้วเจ็ดครา
เมื่อท่านอิดเอื้อนลังเลต่อการต้อนรับอันแสนสั้นของเรา
เมื่อนั้นข้าก็ต้องเกิดใหม่อีกร่ำไป
ท่านยังจำวันเวลาท่ามกลางหุบเขาเหล่านั้นได้ไหม
ครั้งที่กระแสแห่งท่านพัดพาเราขึ้นไปสูงลิ่ว
นับแต่นั้นไม่ว่าดินแดนหรือทะเลใดที่ข้าผ่าน
ไม่ว่าที่ใดที่รองเท้าสานหรือใบพายนำข้าไปถึง
นามของท่านจะเป็นคำภาวนาและข้อโต้เถียงที่นั่น
มีผู้คนทั้งที่อวยพรและด่าแช่งท่าน
คำก่นด่าเป็นดังคำประท้วงต่อคนเหลวไหล
คำอวยพรเป็นดังบทเพลงของพรานล่าผู้กลับมาจากภูเขา
พร้อมด้วยอาหารติดมือมาฝากคนรัก
เหล่ามิตรของท่านยังอยู่กับเราเพื่อปลุกปลอบ และนำ หนุนน้ำใจ
ฝ่ายศัตรูยังอยู่เป็นพละกำลังและการค้ำประกันอันแน่นอน
มารดาของท่านก็อยู่กับเราด้วย
ข้าเคยเห็นเงาวาบฉายบนใบหน้าของนาง
เช่นที่เคยเห็นบนใบหน้าของมารดาอื่นมาแล้ว
มือของนางเกาะกุมเปลนอนอย่างอ่อนโยน
มือของนางโอบอุ้มผ้าตราสังอย่างทะนุถนอม
มารี มักดาเลนยังอยู่กับพวกเรา
นางผู้ดื่มน้ำส้มเปรี้ยวแห่งชีวิตแทนเหล้าองุ่น
แล้วยูดาส บุรุษแห่งความปวดร้าวและความทะเยอ-ทะยานที่ต่ำต้อยนั้นเล่า
เขายังดำเนินอยู่ในโลกนี้
แม้จนเวลานี้แล้วเขาก็ยังวอนขอให้แก่ตนเอง
ในความกระหายใคร่ได้ เขาพบเพียงความว่างเปล่า
และกลับได้พบตัวตนที่แท้ด้วยการทำลายล้างตนเอง
ยอห์น ศิษย์รัก ผู้หนุ่มแน่นงดงามยังอยู่ที่นี่
เขายังร้องเพลง แม้จะไม่มีใครใส่ใจฟังก็ตาม
ซีมอน เปโตร จอมหุนหันพลันแล่นที่ปฏิเสธท่านนั้น ยังมีชีวิตยืนยาวมาเพื่อท่านจนถึงบัดนี้
เขายังนั่งผิงไฟร่วมกับเรา
เขาอาจปฏิเสธท่านอีกครั้งก่อนอรุณรุ่งพรุ่งนี้จะมาถึง
แต่เขาก็ยอมถูกตรึงกางเขนตามประสงค์ของท่าน และกระ-ทำตนเหมือนไม่มีค่าพอกับเกียรติยศอันใดเลย
คายาฟัสและอันนาสก็ยังคงมีชีวิตอยู่
ยังคงตัดสินคนดีและคนเลวอยู่เหมือนเคย
เขานอนหนุนหมอนยัดขนเป็ด
ในขณะที่บุรุษซึ่งถูกเขาพิพากษานั้นกำลังถูกเฆี่ยน ใส่ด้วยแส้
หญิงสารเลวที่ครองกายด้วยการประเวณีนั้นเล่า
นางยังคงเดินอยู่ในถนนกลางเมืองของเราเช่นเดิม
ประดาขอทานหิวโซยังไม่ได้รับปันส่วนขนมปัง
ขณะที่หญิงม่ายยังเดียวดายอยู่ในเรือนร้างว่างเปล่าของนาง
ปอนติอัส ปิลาต อยู่ที่นี่ด้วย
เขายังยืนขลาดเขลาต่อหน้าท่าน
มีคำถามมาถามท่านอีก
และยังไม่กล้าเสี่ยงต่อตำแหน่งหน้าที่และมติประชาชนเช่นเดิม
เขาคงต้องล้างมืออยู่ร่ำไป
เยรูซาเลมยังเป็นอ่างดิน ส่วนโรมยังเป็นคนโทใส่น้ำ
และระหว่างทั้งสองสิ่งนี้ มือเป็นหมื่นพันได้ถูกล้างให้ขาวสะอาดกว่าเดิม
อาจารย์ของข้า อาจารย์แห่งกานท์กลอน
อาจารย์แห่งวาจาที่มีทั้งเนื้อร้องและทำนอง
มีคนสร้างโบสถ์และตั้งชื่อตามนามของท่าน
ตามเนินสูงทั้งหลาย เขายกกางเขนของท่านตั้งไว้
สัญลักษณ์และเครื่องหมายนำย่างก้าวของพวกเขาไป
แต่สิ่งเหล่านี้มิได้สบอารมณ์ท่าน
ความยินดีของท่านคือเนินเขาที่อยู่ตรงหน้าคนพวกนั้นนั่นเอง
แต่พวกเขามิได้เห็นมันสักนิด
พวกเขาร้องสรรเสริญบุรุษนิรนามที่ตนเองยังไม่รู้จัก
แล้วจะมีการปลุกปลอบชนิดใดในตัวชายคนนี้จะเทียบ เท่าการปลุกปลอบของพวกเขาเอง ชายคนนี้มีความกรุณาชนิดใดที่จะเหมือนความกรุณาของพวกเขาเอง
พระเจ้าผู้รักเราก็คือ การที่เรารักตัวเองนั้นแหละ
ความเมตตาของใครกันที่อยู่ในความเมตตาของเรา?
พวกเขามิได้ให้เกียรติแก่มนุษย์-มนุษย์ที่ยังมีเลือดเนื้อ
ชายคนแรกได้เบิกตาขึ้น แหงนมองไปยังดวงอาทิตย์
ดวงตาของเขาหาได้สั่นสะท้านอันใดไม่
ไม่สักนิด คนพวกนั้นไม่รู้จักเขา และไม่ได้กระทำตน เช่นเขาเลย
เขาทั้งหลายคือคนนิรนาม ที่เฝ้าวนเวียนอยู่ในการครอบครองแห่งนิรนาม
พวกเขาทนรับความโศก ซึ่งเป็นความโศกของตนเอง
พวกเขาไม่ได้เอ่ยขอคำปลอบประโลมจากความชื่นบาน ของท่าน
ใจบาดเจ็บของพวกเขามิได้หาการปลอบโยนจากวาจาหรือเพลงของท่าน
ความปวดร้าวที่นิ่งเงียบและไม่มีตัวตนของพวกเขา
สร้างพวกเขาให้เป็นสัตว์โลกที่อ้างว้างและไม่น่าคบหา
ทั้ง ๆ ที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยหมู่มิตร
พวกเขากลับดำรงชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัว ไม่เป็นมิตร
แต่พวกเขาก็ไม่โดดเดี่ยวเกินไปนัก
เพราะทุกคนต่างเอนโล้ไปทางทิศตะวันออกดุจกัน เมื่อลมตะวันตกพายพัดมา
พวกเขาเรียกท่านว่ากษัตริย์
เพื่อจะได้ตำแหน่งในราชสำนักของท่าน
เขาประกาศว่า ท่านเป็นแมสสิยาห์
เพื่อจะได้มีส่วนในการรับเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์
ใช่แล้ว เขามีชีวิตดุจกาฝากติดตัวท่าน
อาจารย์ของข้า อาจารย์แห่งการขับร้อง
น้ำตาของท่านเปรียบดังสายฝนเดือนพฤษภาฯ
หัวเราะของท่านเปรียบดังเห่คลื่นแห่งทะเลขาว
เมื่อท่านเอ่ยปาก วาจาของท่านก็เปรียบเช่นเสียงกระซิบจากแดนไกล พรั่งพรูจากริมฝีปากที่ถูกลนด้วยเปลวไฟ
ท่านหัวร่อเพื่อวันพรุ่งนี้ ทั้งที่กระดูกของมันยังเปราะบาง ไม่พร้อมจะรับฟังเสียงหัวเราะ
ท่านร่ำไห้เพื่อดวงตาที่ยังฉ่ำชื้นรื้นน้ำตา
เสียงของท่านคอยโอบอุ้มคุ้มกันความคิดอ่านของพวกเขาดุจบิดา
เสียงของท่านคอยเลี้ยงดูวาจาและลมหายใจของพวกเขา ดุจมารดา
ข้าเกิดมาแล้วเจ็ดครั้ง ทั้งตายไปแล้วเจ็ดครา
มาบัดนี้ข้ามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง และข้าได้เห็นท่าน
นักสู้แห่งนักสู้ทั้งหลาย
ยอดกวีในหมู่นักกลอน
กษัตริย์แห่งราชาทั้งมวล
ชายผู้เปลือยเปล่าครึ่งท่อนกับผู้ติดตามของท่าน
ทุกวันสังฆราชจะค้อมศีรษะคารวะ
ยามต้องเอ่ยนามท่าน
ทุกวันขอทานจะพร่ำว่า:
“เพื่อเห็นแก่พระเยซู
ขอข้าสักบาทสองบาทเถอะ ข้าจะเอาไปซื้อข้าวกิน”
เราร้องเรียกกันและกัน
ซึ่งในความจริงเรากำลังร้องเรียกท่าน
ความปรารถนาของเราต่อท่านนั้นเชี่ยวกรากดังสายน้ำในฤดูใบไม้ผลิ
เมื่อฤดูใบไม้ร่วงมาถึง สายน้ำนั้นก็ไหลเอื่อยลง
ณ. ที่สูงเสียดฟ้าและที่ลึกสุดหยั่ง นามของท่านยังคงอยู่ บนริมปากของเรา
อาจารย์แห่งความเมตตาอย่างหาขอบเขตมิได้
อาจารย์ของข้า อาจารย์แห่งโมงยามอันเปลี่ยวเหงา
ที่นี่และที่นั่น ในเปลนอนและโลงศพ ข้าได้พบกับพี่น้อง ผู้เงียบขรึมของท่าน
เสรีชนผู้เป็นอิสระจากโซ่ตรวน
บุตรหลานของมารดาแห่งโลกและจักรวาล
พวกเขาโบยบินดังนกน้อยในท้องฟ้า
เหมือนดอกไม้ป่าในทุ่งนา
พวกเขาดื่มกินชีวิตของท่าน และครุ่นคิดด้วยความคำนึง ของท่าน
พวกเขาร้องเพลงของท่าน
แต่มือของพวกเขากลับขาวสะอาดไร้ร่องรอยใด ๆ
พวกเขามิได้ถูกตรึงกางเขนร่วมกับท่าน
สิ่งนี้เองที่ทำให้พวกเขาต้องปวดร้าว
โลกของเราตอกตรึงพวกเขาทุกวี่วัน
แต่นั่นก็แค่ความปวดร้าวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ท้องฟ้าหาได้สั่นสะท้านไหว
แผ่นดินมิได้โศกเศร้ากับความตายนั้น
พวกเขาถูกตอกตรึง โดยไม่มีใครมาเป็นพยานรับรู้ถึง ความทรมานของพวกเขา
พวกเขาหันมองหาทั้งซ้ายและขวา
แต่ก็ไม่พบผู้ที่สัญญาจะมอบอาณาจักรให้สักคน
ยังก่อน พวกเขายังต้องถูกตอกตรึงต่อไปและต่อไป
เพราะพระเจ้าของท่านคือพระเจ้าของพวกเขา
พระบิดาของท่านคือบิดาของพวกเขา
อาจารย์ของข้า อาจารย์แห่งความรัก
เจ้าหญิงรอคอยการมาของท่านอยู่ที่แท่นบรรทมจรุงกลิ่น
แม่หญิงทั้งที่ยังโสดและไม่โสดรออยู่ในกรงน้อยของนาง
หญิงแพศยาร้องขอข้าวปลาตามท้องถนนด้วยความอับอาย
นางชีในเขตพรตไร้ชายไว้ให้เชย
หญิงหมันเปล่าเปลี่ยวอยู่ริมหน้าต่าง
ซึ่งมีรอยน้ำค้างแข็งระบายภาพป่าเบื้องนอกไว้อย่างงดงาม
นางได้พบท่าน ณ. ช่องหน้าต่างบานนั้น
นางจะโอบอุ้มท่าน และบำรุงเลี้ยงท่านดังมารดาที่ดี
อาจารย์ของข้า อาจารย์แห่งกานท์กลอน
อาจารย์แห่งความปรารนาที่เงียบงำของเรา
ดวงใจของแผ่นดินโลกสั่นไหวไปกับจังหวะเต้นของใจท่าน
แต่มิได้มอดไหม้ไปกับบทเพลงของท่าน
แผ่นดินโลกนั่งฟังเสียงท่านในแสงแดดสงบนิ่ง
ไม่ไหวติง และไม่ยอมลุกจากที่นั่ง
เพื่อชั่งน้ำหนักเทือกเขาสูงของท่าน
ชายหนุ่มขอฝันของท่านไว้ใฝ่ แต่มิได้ตื่นในรุ่งอรุณของท่าน
ทั้งที่นั่นคือความฝันอันยิ่งใหญ่ของเขา
เขามองเห็นด้วยสายตาของท่าน
แต่ไม่ได้ก้าวเดินไปสู่บัลลังค์ของท่าน
หลายคนปกครองในนามของท่าน
บ้างมียศศักดิ์ด้วยอำนาจของท่าน
และเปลี่ยนแปลงการมาเยี่ยมเยือนที่งดงามของท่าน
ให้เป็นมงกุฎสวมหัว และเป็นคทาเหล็กในมือของตน
อาจารย์ของข้า อาจารย์แห่งความสว่าง
ผู้เป็นดวงตาแก่มือที่ป่ายคลำของคนตาบอด
ท่านยังคงถูกเยาะเย้ยอย่างชิงชัง
มนุษย์-ผู้อ่อนแอและไม่เหมาะสมกับตำแหน่งพระเจ้า
พระเจ้า-ผู้ได้รับการเทิดทูนบูชาจากมนุษย์
โดยทางพิธีกรรมและเพลงสวดของพวกเขา
ทางศีลศักดิ์สิทธิ์และสายประคำ เหล่านี้คือคุกเพื่อขังตัวเอง
ท่านคือตัวตนที่ยังห่างไกลของพวกเขา เป็นเสียงร้องแสนไกล และความใฝ่หาที่ไม่มีวันบรรลุ
แต่อาจารย์ของข้า ผู้เป็นดวงใจของท้องฟ้า อัศวินแห่งความฝันอันอ่อนหวาน
ท่านยังทอด้ายแห่งวันเวลาต่อไป
ทั้งการโค้งคารวะและหอกดาบไม่อาจหยุดยั้งท่านไว้
ท่านฝ่าพายุศรของเราไป
แล้วหันมายิ้มแย้มแก่พวกเรา
ท่านคือผู้อ่อนเยาว์ที่สุดในหมู่เรา
ขณะเดียวกันก็เป็นบิดาของทุกคน
ยอดกวี นักขับเพลง และหัวใจที่ยิ่งใหญ่
ขอพระเจ้าได้ประทานพรแด่นามของท่าน
ครรภ์ที่ให้กำเนิดท่าน และเต้านมที่บำรุงเลี้ยงท่าน
และขอพระเจ้าได้โปรดอภัยให้พวกเราด้วย
พวกเขาไม่โดดเดี่ยวเกินปนัก
เพราะทุกคนก็เอนโล้ไปทางทิศตะวันออกดุจกัน เมื่อลมตะวันตกพายพัดมา
เพื่อจะได้ตำแหน่งในราชสำนักของท่าน
เขาประกาศว่า ท่านเป็นแมสสิยาห์
เพื่อจะได้มีส่วนในการรับเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์
ใช่แล้ว เขามีชีวิตดุจกาฝากติดตัวท่าน
อาจารย์ของข้า อาจารย์แห่งการขับร้อง
น้ำตาของท่านเปรียบดังสายฝนเดือนพฤษภาฯ
หัวเราะของท่านเปรียบดังเห่คลื่นแห่งทะเลขาว
เมื่อท่านเอ่ยปาก วาจาของท่านก็เปรียบเช่นเสียงกระซิบจากแดนไกล พรั่งพรูจากริมฝีปากที่ถูกลนด้วยเปลวไฟ
ท่านหัวร่อเพื่อวันพรุ่งนี้ ทั้งที่กระดูกของมันยังเปราะบาง ไม่พร้อมจะรับฟังเสียงหัวเราะ
ท่านร่ำไห้เพื่อดวงตาที่ยังฉ่ำชื้นรื้นน้ำตา
เสียงของท่านคอยโอบอุ้มคุ้มกันความคิดอ่านของพวกเขาดุจบิดา
เสียงของท่านคอยเลี้ยงดูวาจา และลมหายใจของพวกเขาดุจมารดา
ข้าเกิดมาแล้วเจ็ดครั้ง ทั้งตายไปแล้วเจ็ดครา
มาบัดนี้ข้ามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง และข้าได้เห็นท่าน
นักสู้แห่งนักสู้ทั้งหลาย
ยอดกวีในหมู่นักกลอน
กษัตริย์แห่งราชาทั้งมวล
ชายผู้เปลือยเปล่าครึ่งท่อนกับผู้ติดตามของท่าน
ทุกวันสังฆราชจะค้อมศีรษะคารวะ
ยามต้องเอ่ยนามท่าน
ทุกวันขอทานจะพร่ำว่า:
“เพื่อเห็นแก่พระเยซู
ขอข้าสักบาทสองบาทเถอะ ข้าจะเอาไปซื้อข้าวกิน”
เราร้องเรียกกันและกัน
ซึ่งในความจริงเรากำลังร้องเรียกท่าน
ความปรารถนาของเราต่อท่านนั้นเชี่ยวกรากดังสายน้ำในฤดูใบไม้ผลิ
เมื่อฤดูใบไม้ร่วงมาถึง สายน้ำนั้นก็ไหลเอื่อยลง
ณ.ที่สูงเสียดฟ้าและที่ลึกสุดหยั่ง นามของท่านยังคงอยู่บนริมปากของเรา
อาจารย์แห่งความเมตตาอย่างหาขอบเขตมิได้
อาจารย์ของข้า อาจารย์แห่งโมงยามอันเปลี่ยวเหงา
ที่นี่และที่นั่น ในเปลนอนและโลงศพ ข้าได้พบกับพี่น้องผู้เงียบขรึมของท่าน
เสรีชนผู้เป็นอิสระจากโซ่ตรวน
บุตรหลานของมารดาแห่งโลกและจักรวาล
พวกเขาโบยบินดังนกน้อยในท้องฟ้า
เหมือนดอกไม้ป่าในทุ่งนา
พวกเขาดื่มกินชีวิตของท่าน และครุ่นคิดด้วยความคำนึงของท่าน
พวกเขาร้องเพลงของท่าน
แต่มือของพวกเขากลับขาวสะอาดไร้ร่องรอยใด ๆ
พวกเขามิได้ถูกตรึงกางเขนร่วมกับท่าน
สิ่งนี้เองที่ทำให้พวกเขาต้องปวดร้าว
โลกเราตอกตรึงพวกเขาทุกวี่วัน
แต่นั่นก็แค่ความปวดร้าวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ท้องฟ้าหาได้สั่นสะท้านไหว
แผ่นดินมิได้โศกเศร้ากับความตายนั้น
พวกเขาถูกตอกตรึง โดยไม่มีใครมาเป็นพยานรับรู้ถึงความทรมานของพวกเขา
พวกเขาหันมองหาทั้งซ้ายและขวา
แต่ก็ไม่พบผู้ที่สัญญาจะมอบอาณาจักรให้สักคน
ยังก่อน พวกเขายังต้องถูกตอกตรึงต่อไปและต่อไป
เพราะพระเจ้าของท่านคือพระเจ้าของพวกเขา
พระบิดาของท่านคือบิดาของพวกเขา
อาจารย์ของข้า อาจารย์แห่งกานท์กลอน
เจ้าหญิงรอคอยการมาของท่านอยู่ที่แท่นบรรทมจรุงกลิ่น
แม่หญิงทั้งที่ยังโสดและไม่โสดรออยู่ในกรงน้อยของนาง
หญิงแพศยาร้องขอข้าวปลาตามท้องถนนด้วยความอับอาย
นางชีในเขตพรตไร้ชายไว้ให้เชย
หญิงหมันเปล่าเปลี่ยวอยู่ริมหน้าต่าง
ซึ่งมีรอยน้ำค้างแข็งระบายภาพป่าเบื้องนอกไว้อย่างงดงาม
นางได้พบท่าน ณ. ช่องหน้าต่างบานนั้น
นางจะโอบอุ้มท่าน และบำรุงเลี้ยงท่านดังมารดาที่ดี
อาจารย์ของข้า อาจารย์แห่งกานท์กลอน
อาจารย์แห่งความปรารนาที่เงียบงำของเรา
ดวงใจของแผ่นดินโลกสั่นไหวไปกับจังหวะเต้นของใจท่าน
แต่มิได้มอดไหม้ไปกับบทเพลงของท่าน
แผ่นดินโลกนั่งฟังเสียงท่านในแสงแดดที่สงบนิ่ง
ไม่ไหวติง และไม่ยอมลุกจากที่นั่ง
เพื่อชั่งน้ำหนักเทือกเขาสูงของท่าน
ชายหนุ่มขอฝันของท่านไว้ใฝ่ แต่มิได้ตื่นในรุ่งอรุณของ ท่าน
ทั้งที่นั่นคือความฝันอันยิ่งใหญ่ของเขา
เขามองเห็นด้วยสายตาของท่าน
แต่ไม่ได้ก้าวเดินไปสู่บัลลังค์ของท่าน
หลายคนปกครองในนามของท่าน
บ้างมียศศักดิ์ด้วยอำนาจของท่าน
และเปลี่ยนแปลงการมาเยี่ยมเยือนที่งดงามของท่าน
ให้เป็นมงกุฎสวมหัว และเป็นคทาเหล็กในมือของตน
อาจารย์ของข้า อาจารย์แห่งความสว่าง
ผู้เป็นดวงตาแก่มือที่ป่ายคลำของคนตาบอด
ท่านยังคงถูกเยาะเย้ยอย่างชิงชัง
มนุษย์-ผู้อ่อนแอและไม่เหมาะสมกับตำแหน่งพระเจ้า
พระเจ้า-ผู้ได้รับการเทิดทูนบูชาจากมนุษย์
โดยทางพิธีกรรมและเพลงสวดของพวกเขา
ทางศีลศักดิ์สิทธิ์และสายประคำ เหล่านี้คือคุกเพื่อขังตัวเอง
ท่านคือตัวตนที่ยังห่างไกลของพวกเขา เป็นเสียงร้องแสนไกล และความใฝ่หาที่ไม่มีวันบรรลุ
แต่อาจารย์ของข้า ผู้เป็นดวงใจของท้องฟ้า อัศวินแห่งความฝันอันอ่อนหวาน
ท่านยังทอด้ายแห่งวันเวลาต่อไป
ทั้งการโค้งคารวะและหอกดาบไม่อาจหยุดยั้งท่านไว้
ท่านฝ่าพายุศรของเราไป
แล้วหันมายิ้มแย้มแก่พวกเรา
ท่านคือผู้อ่อนเยาว์ที่สุดในหมู่เรา
ขณะเดียวกันก็เป็นบิดาของทุกคน
ยอดกวี นักขับเพลง และหัวใจที่ยิ่งใหญ่
ขอพระเจ้าได้ประทานพรแด่นามของท่าน
ครรภ์ที่ให้กำเนิดท่าน และเต้านมที่บำรุงเลี้ยงท่าน
และขอพระเจ้าได้โปรดอภัยให้พวกเราด้วย
ข้า ไม่อาจกล่าวถึงเคราะห์ร้ายของชายคนนี้กับลูกศิษย์ของเขาได้หรอก
เมล็ดพันธุ์ซึ่งซุกซ่อนอยู่ใจกลางผลแอปเปิลคือสวนผลไม้ที่เรามองไม่เห็น แต่ถ้าเมล็ดพันธุ์นั้นตกลงบนหิน มันมีค่าอะไร?
ข้าขอกล่าวดังนี้: พระเจ้าดึกดำบรรพ์แห่งอิสราเอลเป็นผู้หยาบกร้านและไม่ยอมผ่อนปรน อิสราเอลจะมีพระเจ้าองค์ใหม่ ผู้มีใจอ่อนโยนและยกโทษเสมอ ผู้ซึ่งแลลงมามองมนุษย์ด้วยความสงสาร พระองค์จะดำเนินลงมาพร้อมกับแสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงบนข้อจำกัดแห่งความเป็นมนุษย์ ซึ่งยังดีกว่าการนั่งบนบัลลังค์พิพากษา คอยชั่งวัดความผิดพลาดของมนุษย์แต่ถ่ายเดียว
อิสราเอลจะมีพระเจ้าผู้ไม่มีใจอิจฉาหึงหวง ผู้ไม่จดจำความผิดของมนุษย์ และไม่แก้แค้นเอากับลูกหลานสืบไป
ชายชาวซีเรียคนนี้ก็เหมือนกับชายอื่น เขามองเข้าไปในกระจกแห่งความเข้าใจ ที่นั่นเขาได้พบพระเจ้าของตน พระเจ้าผู้ประทับในตัวเขา และเขาก็นับถือพระเจ้าที่สะท้อนออกมาจากตัวของเขาพระองค์นั้น
เป็นความจริงที่มนุษย์เราอธิษฐานตามความต้องการจากส่วนลึกของตนและมันก็สำเร็จสมความปรารถนาของเขาเอง
ไม่มีอะไรที่ลึกไปกว่าวิญญาณมนุษย์อีกแล้ว วิญญาณนั้นร่ำร้องแต่ตัวมันเองเพราะมันไม่มีเสียงอื่นใดให้ร้องหา และไม่มีหูอื่นใดมาให้สดับ
ตอนที่เราอยู่ในเปอร์เซียนั้น เราเห็นดวงหน้าของเราฉายอยู่ในดวงอาทิตย์ ส่วนร่างกายของเราก็กำลังเต้นเร่าอยู่ในเปลวไฟที่เราจุด ณ.แท่นบูชา
และเวลานี้ พระเจ้าของเยซู ที่เขาเองเรียกว่าพระ บิดานั้น จะไม่แปลกหน้าต่อผู้คนของเขาอีกต่อไป เขาจะทำให้ความมุ่งมาดของทุกคนสัมฤทธิ์ผล
พวกพระของอียิปต์ได้โยนหินที่แบกทิ้ง แล้วหนีไปสู่ทะเลทรายนูเบีย ไปเป็นอิสระอยู่ท่ามกลางผู้หลุดพ้นจากการครุ่นคิดหาเหตุผลเสียแล้ว
พวกพระของกรีกและโรมันหายหน้าไปพร้อมกับดวงอาทิตย์ของเขาที่ลับลาลง พระพวกนั้นเป็นเช่นมนุษย์ปุถุชนผู้รักสนุก หมู่ไม้ที่มนตร์ของพวกเขาบันดาลขึ้นได้ถูกขวานของคนเอเธนส์และอเล็กซานเดรียจามเอา
แผ่นดินที่เคยสูงล้ำค้ำฟ้า จะถูกปราบให้ต่ำลงโดยหมอความชาวเบรุตและฤษีหนุ่มชาวอันติโอก
มีแต่หญิงแก่และชายเฒ่าที่เพียรค้นหาวิหารแห่งบรรพบุรุษของตน และมีเพียงผู้อ่อนล้าอยู่ปลายทางที่เพียรหาจุดเริ่มต้นของการเดินทาง
แต่เยซู หนุ่มนาซาเร็ธผู้นี้ เขากล่าวถึงพระเจ้าของเราไม่เหมือนอย่างที่คนอื่นกล่าว พระของพวกนั้นเอาแต่ทำโทษลงทัณฑ์ ชอบจดจำความผิดของมนุษย์ร่ำไป แต่พระเจ้าของหนุ่มนาซาเร็ธจะเดินผ่านประตูของลูกหลานแห่งแผ่นดิน พระองค์จะนั่งอยู่ที่เตาผิงของพวกเขา อวยพรให้แก่กำแพงของพวกเขา และเป็นดวงไฟส่องนำทางพวกเขา
แต่พระของข้าคือพระเจ้าแห่งโสโรเอสเตอร์ เป็นพระเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ในท้องฟ้า แห่งเปลวไฟบนพื้นโลก และดวงไฟในตัวมนุษย์ ข้าถือมั่นมาเช่นนี้ และข้าก็ไม่ต้องการพระอื่นอีก