Skip to main content

เมื่อเยซูจะพูด โลกทั้งโลกก็หยุดฟัง คำพูดของเขาไม่ใช่สำหรับหูของเรา แต่เป็นของทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าได้กอปรขึ้นมาเป็นโลกนี้

    เขากล่าวกับทะเล—มารดายิ่งใหญ่ผู้ให้กำเนิดเรา เขากล่าวแก่ภูเขา—พี่ชายคนโต ผู้มียอดสูงเป็นความใฝ่ฝันของเรา

     เขากล่าวกับเหล่าเทวดาแห่งท้องทะเลและภูเขา ผู้ทำให้เราเชื่อในความฝันที่ว่า แต่ก่อนเกิด กายเราคือดินเหนียว และมันแห้งแข็งด้วยแสงจากดวงอาทิตย์

          คำกล่าวของเขาแว่วหวานอยู่ในอกเรา เหมือนเพลงรักที่ลืมเลือนไปแล้วครึ่งท่อน และบางครั้งมันได้เผาผลาญตัวเองอยู่ในความทรงจำของเรา

          คำพูดของเขาง่ายดายและเบิกบาน นิ้วเรียวของเขาคล้ายน้ำเย็นในดินแดนร้อนผาก

          ครั้งหนึ่ง เขาเหยียดมือขึ้นบนฟ้า นิ้วเรียวราวพุ่มใบมะเดื่อ เขากล่าวด้วยเสียงอันดัง:

          “สิ่งที่ประกาศกแห่งโบราณกาลเคยพูดกับเธอจะทำให้ หูของเธอตันตื้นไป แต่ที่ฉันพูดกับเธอจะทำให้หูของเธอว่างเปล่าจากทุกสิ่งที่เคยได้ยินมา”

          ที่เขากล่าว “แต่ที่ฉันพูดกับเธอ” ยังไม่เคยมีใครในโลกของเราเคยกล่าวเช่นนี้เลย มันน่าจะเป็นคำกล่าวของเจ้าแห่ง เซราฟิม ผู้ดำเนินมาเหนือฟากฟ้าแห่งยูเดียตะหาก

          หลายต่อหลายครั้งเมื่อเขาอ้างถึงกฎและประกาศก เขาจะกล่าว “แต่ที่ฉันพูดกับเธอ”

          อา เป็นคำกล่าวที่เร่าร้อนอะไรเช่นนั้น คลื่นลมจากทะเลใดกันที่คะครืนเข้ากระทบฝั่งความคิดของเรา “แต่ที่ฉันพูดกับเธอ”

          ดาดาวดวงใดที่ค้นหาความมืดแห่งวิญญาณ และ วิญญาณหลับไหลดวงไหนที่รอคอยยามอรุณ

          ถ้าจะให้พูดอย่างที่พระเยซูพูด คงต้องมีทั้งเสียงแท้และเสียงสะท้อนก้องไปทั่ว

          แต่ข้าไม่ต้องการทั้งเสียงแท้และเสียงสะท้อน

     ข้าขอโทษท่านที่ได้เริ่มเรื่องซึ่งไม่อาจจบลงได้ ตอนจบไม่ได้อยู่ที่ริมฝีปากของข้าแล้ว มันกลายเป็นเพลงรักที่ล่องลอยไปตามสายลม

ชายผู้ทำให้กลางวันของท่านให้หนักหน่วง และตามหลอกหลอนท่านในยามราตรีนั้น เป็นที่น่ารังเกียจสำหรับข้า และเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ท่านจะยังให้ข้าฟังคำเขา และครุ่นคิดถึงความต้องการของเขาอีกหรือ

          ข้าเหนื่อยหน่ายกับสิ่งที่เขาพูด ข้าเอียนกับสิ่งที่เขาทำ  ข้าชังสมญานามทั้งหลายแหล่ของเขา ชังชื่อบ้านนามเมืองของเขา สรุปแล้ว ข้าไม่คิดรักใคร่สักสิ่งที่เกี่ยวกับตัวเขาเลย

          ทำไมท่านไปเรียกเขาว่าประกาศกแห่งมนุษย์ ทั้ง ๆ ที่เขาเป็นเหมือนเงาแค่วูบหนึ่ง? หอคอยจะไปมองเนินทรายทำไม? หรือจะอุปมาเอาหยาดฝนที่หยัดหยดลงมารวมกันในรอยตีนม้าว่าเป็นทะเลสาบ?

    ข้าไม่เคยจงเกลียดจงชังเสียงสะท้อนจากหุบผาหรือเงาทอดยาวยามอาทิตย์อัสดง แต่ข้าจะไม่ฟังสิ่งโป้ปดที่พร่ำบ่นอยู่ในหัวของท่าน และจะไม่มองเงาสะท้อนจากดวงตาของท่าน

          สิ่งที่เยซูพูด เฮลลิเอลก็พูดได้มิใช่หรือ? ภูมิปัญญาที่เขาแสดงออกมา มีหรือที่กามาลิเอลจะทำไม่ได้? น้ำเสียงเงอะงะของเขาจะเปรียบอะไรกับเสียงของฟิโล? ฉาบฉิ่งที่เขาตี ไม่ได้ผิดแผกจากที่คนรุ่นก่อนเคยตีมาแล้วเลยใช่ไหม?

          ข้าจะสดับเสียงสะท้านก้องจากหุบเหวที่เงียบกริบ  ข้าจะเพ่งตามองเงาทอดยาวยามอาทิตย์อัสดง แต่ข้าจะไม่ฟังเสียงจากใจเขาที่กังวานก้องไปยังใจดวงอื่น และข้าจะไม่แลรูปเงาพ่อมดของเขาที่คนทึกทักเอาว่า ประกาศก ด้วย

          ชายคนนี้กล่าวอะไรใหม่ ในเมื่ออิสยาห์เคยกล่าวมาหมดแล้ว?  ใครกันที่กล้าร้องเพลงเมื่อนมนานมาแล้ว ไม่ใช่ดาวิดหรือ? แล้วพุทธิปัญญาเพิ่งเกิดหรือไร ในเมื่อซาโลมอนก็รับสิ่งเหล่านี้มาจากปู่ จากพ่อของเขาทั้งหมด?

          ไหนประกาศกของเรา ไหนลิ้นที่เชือดเฉือนเหมือนคมดาบ ไหนริมฝีปากที่ร้อนรุ่มดังไฟ?

          คนรุ่นก่อนทิ้งสิ่งใดให้เศษฟางแห่งกาลิลีนั่นสักน้อยหนึ่งไหม? หรือมีลูกไม้เน่าเหลือให้ขอทานจากภาคเหนือกัน? มันจะมีค่าอันใดในเมื่อเขาได้หักปังที่คนเก่าคนแก่ของเรายัดใส่เตา และเทเหล้าองุ่นที่เอามาจากบ่อย่ำของผู้เฒ่าผู้แก่ รดเท้าของพวกท่านเหล่านั้นเอง        

          มือของช่างปั้นตะหากล่ะ ที่ข้านับถือเชิดชู ไม่ใช่มือของคนซื้อหม้อ

          เยซูชาวนาซาเร็ธเป็นใคร และเขาจะเป็นอะไรกันแน่? ชายคนนี้ไม่กล้าพอจะมีชีวิตอย่างที่ตัวเองเป็นหรอก ไม่มีใครใส่ใจกับเขา เขาจะถูกลืม และเรื่องราวของเขาจะจบลง

          ข้าขอร้องท่าน เลิกเล่าเรื่องของเขาให้ข้าฟังเสียทีเถิด ใจข้าเต็มตื้นไปด้วยเรื่องราวของประกาศกยุคเก่าก่อน และเท่านั้นมันก็เพียงพอแล้ว

วันหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ พระเยซูเข้าไปที่ตลาดกลางกรุงเยรูซาเลม กล่าวประกาศถึงเรื่องอาณาจักรสวรรค์

          เขาด่าพวกธรรมาจารย์และฟาริสีว่า คอยแต่วางข่ายและขุดหลุมดักตามทางของผู้ที่จะเดินไปสู่อาณาจักรสวรรค์ เขาประ-ณามพวกนั้นอย่างรุนแรง

          ในกลุ่มคน มีอยู่พวกหนึ่งที่เข้าข้างฟาริสีและธรรมาจารย์ พยายามไล่ยื้อยุดชุดกระชากเขาและพวกเรา

          แต่เขาก็หลบหลีกออกมาได้ และเดินตรงไปยังประตูเมืองทางทิศเหนือ

          เขาหันมากล่าวกับพวกเรา “เวลาของฉันยังมาไม่ถึง ยังมีอีกหลายสิ่งที่ฉันต้องบอกพวกเธอ ยังมีอีกหลายอย่างที่ฉันต้องทำ และหลังจากนั้นฉันจึงจะจากโลกนี้ไป”

          เขาพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริง สนุกสนาน “ให้พวกเราขึ้นไปทางเหนือเถิด เราจะไปพบกับฤดูใบไม้ผลิ ตามฉันไปที่เนินเขา เพราะฤดูหนาวได้ผ่านไปแล้ว และหิมะแห่งเลบานอนก็ตกลงมาในหมู่บ้าน เพื่อร่วมร้องเพลงกับลำธาร

    “ทุ่งหญ้าและเถาองุ่นที่ถูกบังคับให้หลับนอน จะตื่นขึ้นร้องรับดวงอาทิตย์ด้วยใบมะเดื่อเขียวกับผลองุ่นรสนุ่ม”

ว่าแล้วเขาก็ออกเดินนำหน้า พวกเราจึงติดตามเขาไปนับแต่วันนั้นเป็นต้นมา

          บ่ายของวันที่สามเรามาถึงยอดเขาเฮอร์โมน ที่นั่นเขาหยุดยืนกวาดตามองลงไปยังบ้านเมืองแห่งพื้นราบ

          ใบหน้าของเขาสุกใสคล้ายเนื้อทอง เขากางแขนออกแล้วกล่าวกับพวกเรา “จงมองดูแผ่นดินในอาภรณ์สีเขียวของนางเถิด  จงมองดูว่าธารน้ำขลิบริมผ้าของนางด้วยด้ายสีเงินได้อย่างไร”

          “เป็นความจริงที่ว่า แผ่นดินนี้ยุติธรรม และทุกสิ่งที่ประกอบกันเป็นนางก็ยุติธรรม

          “แต่มีอีกอาณาจักรหนึ่งซึ่งโพ้นไกลจากแผ่นดินที่เธอเห็นนี้ ที่นั่นฉันได้ปกครองอยู่ ถ้าเธอเลือกและปรารถนาอย่างจริงใจแล้ว พวกเธอจะไปและร่วมปกครองอาณาจักรนั้นพร้อมกับฉัน

          “ใบหน้าของฉันและของพวกเธอจะไม่สวมหน้ากาก  มือของเราจะไม่กำดาบหรือคทา ผู้ที่เราปกครองจะรักเราด้วยสันติ และไม่หวาดกลัวพวกเรา”

          พระเยซูกล่าวเช่นนั้น ทำให้นัยน์ตาของข้ามืดบอดต่ออาณาจักรทั้งหลายในโลก ต่อบรรดาเมือง ต่อกำแพงและหอคอย จิตใจของข้าติดตามอาจารย์ไปสู่อาณาจักรของเขา

          มีอยู่ตอนหนึ่ง ยูดาส อิสคาริโอทเดินนำหน้าไป เขาออกคู่เคียงข้างพระเยซู และกล่าวขึ้น  “ดูเถอะครับ อาณาจักรของโลกนั้นกว้างใหญ่ ดูเถอะครับ หมู่เมืองของดาวิดและซาโลมอนที่จะต่อกรกับพวกโรม ถ้าอาจารย์ขึ้นเป็นกษัตริย์ของชาวยิว พวกเราจะอยู่ยืนข้างอาจารย์ คอยถือดาบเพื่อปกป้องคุ้มกัน พวกเราจะชนะพวกต่างชาติ”

          พระเยซูได้ยินดังนั้นจึงหันไปที่ยูดาส ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยอารมณ์ขึ้งโกรธ  แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงน่ากลัวราวแสงแลบในท้องฟ้า  “ถอยออกไป ไอ้ซาตาน ความคิดของเจ้าดังว่า ให้ฉันเดินทางรอนแรมนับปี เพื่อมาปกครองพวกมดปลวกสักวันหนึ่งหรือ?

          “บัลลังค์ของฉันคือบัลลังค์ที่เจ้ามองไม่เห็น ผู้ที่มีปีกบินไปรอบโลก และพบรังหลบภัย เขาจะละทิ้งและหลงลืมมันได้หรือ? 

          “คนเป็นจะได้รับการสรรเสริญเยินยอในขณะที่แต่งกายด้วยตราสังได้หรือ?

          “อาณาจักรของฉันไม่ใช่ของโลกนี้  และบัลลังค์ของฉันก็ไม่ได้สร้างบนกบาลปู่ย่าตาทวดของพวกเจ้า

          “ถ้าเจ้าต้องการสิ่งอื่นใดที่ดีกว่าอาณาจักรแห่งวิญญาณ ก็จงปล่อยฉันไว้ที่นี่ แล้วเดินไปสู่ถ้ำแห่งความตายเถิด ที่นั่นราชาแห่งอดีตกาลกำลังครองบัลลังค์ในหลุมศพของพวกเขา และยอมรับคำสรรเสริญเยินยอบนกองกระดูกปู่ย่าตาทวดของพวกเจ้า

          “เจ้าหลอกลวงฉันให้สวมมงกุฎของอาจม  หน้าผากของฉันจะได้ประดับด้วยดาวลูกไก่ หรือด้วยกอหนามของเจ้ากันแน่?

          “สิ่งนี้ไม่ใช่ความใฝ่ฝันของชนชาติที่ถูกลืม ฉันจะไม่ทนแบกดวงอาทิตย์ของเจ้าไว้บนบ่าของฉัน และไม่ยอมให้ดวงจันทร์ของเจ้าฉายเงาของฉันทาบทึบทางของเจ้า

    “สิ่งนี้ไม่ใช่ความปรารถนาของแม่ที่เปลื้องผ้าอ้อมปล่อยฉันมา แล้วลี้จากไป

          “สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องโศกเศร้าสำหรับพวกเจ้า ฉันจะไม่อยู่ที่นี่เพื่อร่ำไห้

          “เจ้าเป็นใคร เจ้าเป็นอะไรกันแน่ ยูดาส อิสคาริโอท? ทำไมต้องล่อลวงฉันด้วย?

      “เจ้าชั่งฉันบนตาชั่งของเจ้า ตั้งฉันเป็นผู้นำกองทัพผี ให้ชักม้าที่ไม่มีตัวตนเข้าต่อกรกับศัตรูที่รายล้อมใจที่ขึ้งเคียดของเจ้า และเดินทัพไปสู่ความหวาดกลัวของเจ้าเองละหรือ?

          “มีหนอนเน่ามากมายชอนไชที่เท้าของฉัน แต่ฉันไม่ถือสากับมัน ฉันเอือมกับเรื่องล้อเล่น เอือมกับการสงสารไอ้พวกสันหลังยาวที่ว่าฉันเป็นไอ้ขี้ขลาด เพียงเพราะฉันไม่ยอมย่างกรายไปใกล้กำแพงและเชิงเทินปราการของมัน”

          “มันเป็นเรื่องน่าสังเวช ซึ่งฉันต้องการให้มันจบลง แต่ถ้าฉันก้าวเข้าไปสู่โลกใหญ่โตที่คนใหญ่โตอาศัยอยู่นั้น ฉันจะเป็นอย่างไร?

      “พระสงฆ์องค์เจ้าและเจ้านายของพวกเจ้าเรียกร้องเลือดของฉัน พวกเขาอยากให้สมใจก่อนที่ฉันจะมาที่นี่ด้วยซ้ำ ฉันจะไม่เปลี่ยนแปลงกฏบัญญัติ และจะไม่ปกครองพวกหน้าโง่ด้วย

          “ให้พวกหน้าโง่บังเกิดพวกหน้าโง่ด้วยกัน จนมันเบื่อหน่ายกับลูกหลานของมันเถิด

          “ให้คนตาบอดจูงคนตาบอดไปสู่หลุมพราง

          “ให้คนตายฝังตนตาย จนกระทั่งพื้นดินต้องสำรากผลพวงที่ขมขื่นของมัน

          “อาณาจักรของฉันไม่ได้เป็นของโลกนี้ อาณาจักรของฉันคือที่ที่สองหรือสามคนในพวกเธอสัมพันธ์กันด้วยความรัก ในชีวิตที่อบอวลไปด้วยความรักอันสวยงาม ในน้ำใจดี และในความทรงจำที่มีต่อฉัน”  

          จากนั้น เขาหันไปทางยูดาส กล่าวขึ้น     “กลับไปเถิด ไอ้หนุ่ม อาณาจักรของเจ้าไม่ได้อยู่ในอาณาจักรของฉัน”

       ขณะนั้นตะวันกำลังชิงพลบ เขาหันมาหาพวกเรา เอ่ย ขึ้น                       “ให้เราลงจากที่นี่เถิด ค่ำคืนปกคลุมแล้ว ให้เราเดินในแสงสว่าง ในขณะที่แสงสว่างยังเป็นของเรา”

          เขาเดินนำลงจากภูเขา พวกเราตามเขาไป ยูดาสเดินตามมาห่าง ๆ 

          เมื่อเรามาถึงที่ราบ ก็เป็นเวลาค่ำพอดี

          โทมัส บุตรไดโอเฟเนสกล่าวกับเขา “อาจารย์ ขณะนี้ก็มืดแล้ว เรามองไม่เห็นทางเลย ถ้าเป็นความปรารถนาของท่าน ขอนำเราไปสู่แสงสว่างในหมู่บ้านข้างหน้า เพื่อเราจะได้หุงหาอาหารและจัดที่พัก”

          พระเยซูกล่าวกับโทมัส “ฉันนำพวกเธอขึ้นไปบนที่สูงเวลาพวกเธอหิว และฉันนำพวกเธอลงมาในที่ราบพร้อมด้วยความหิวโหยที่สาหัสกว่า แต่ฉันไม่อาจอยู่กับพวกเธอได้ในค่ำคืนนี้ ฉันจะออกไปอยู่ตามลำพัง”

          ซีมอน เปโตรก้าวออกมาและกล่าวขึ้น “อาจารย์ อย่าทิ้งพวกเราให้เดินตามลำพังในความมืดเลย โปรดให้เราไปกับท่านตามทางนี้เถอะ เงาทึมของค่ำคืนไม่อ้อยอิ่งเนิ่นนานนัก และเวลาเช้าจะมาถึงเรา หากท่านปรารถนาเช่นนั้น ดังนี้โปรดอยู่กับเราเถอะ”

          พระเยซูตอบเขา “คืนนี้ หมาจิ้งจอกยังมีโพรงของมัน นกในอากาศยังมีรัง แต่บุตรมนุษย์กลับไม่มีที่ซุกหัวนอน ฉันต้องออกไปตามลำพังจริง ๆ แต่หากพวกเธอต้องการฉัน พวกเธอก็จะพบฉันอีก ฉันจะไปรอพวกเธออยู่ที่ทะเลสาบ”

          พวกเราเดินจากเขามาด้วยใจทุกข์หนัก เพราะไม่เป็นความต้องการของเราเลยที่จะต้องละจากเขามา

          หลายต่อหลายครั้ง พวกเราหยุดเดิน หันไปมองเขา เห็นร่างของเขาดุ่มเดินอยู่โดดเดี่ยว ดูสง่าผ่าเผย เคลื่อนไปทางทิศตะ-วันตก

          ในพวกเรามีอยู่คนเดียวที่ไม่ได้หันไปมองความเดียวดายของเขา คือยูดาส อิสคาริโอท

          ตั้งแต่นั้นมายูดาสได้กลายเป็นคนบูดบึ้งตึงและดูห่างไกลเกินกว่าเราจะเข้าใจ ข้าคิดว่า ในดวงตาของเขานั้นแฝงไว้ด้วยความน่ากลัวที่ไม่อาจคาดคิด

 

เขาว่ากันว่า เยซูเป็นศัตรูกับโรมและยูเดีย

          แต่ข้าขอบอกว่า เยซูไม่ได้เป็นศัตรูกับใครหรือคนชาติไหนทั้งนั้น

          ข้าเคยได้ยินเขากล่าว “นกฟ้าและขุนเขาไม่ได้ใส่ใจกับอสรพิษในรูมืด

          “ให้คนตายฝังคนตายเถิด ส่วนเธอยังอยู่ท่ามกลางคน เป็น ฉะนั้นจงใฝ่หาชีวิตที่ดีกว่านี้”

          ข้าไม่ใช่ศิษย์ของเขา ข้าเป็นแต่หนึ่งในบรรดาที่มาหลังเขา และอยากเห็นตัวเขาเท่านั้น

          เขามองไปยังโรมและมองมายังเราผู้เป็นทาสทาสีของโรม

          ดุจพ่อมองลูก ๆ กำลังเล่นของเล่น และต่อยตีกันเพื่อแย่งของเล่นชิ้นดี เขาหัวเราะให้แก่ความไร้เดียงสาของเรา

          เขายิ่งใหญ่กว่ารัฐประเทศหรือเผ่าพันธุ์เชื้อชาติ

          เขายิ่งใหญ่กว่าการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงใด ๆ

          เขาโดดเด่นและโดดเดี่ยว เขาคือผู้ตื่นแล้ว

          เขาเช็ดน้ำตาให้เรา และยิ้มหัวกับทีท่าขยะแขยงของเรา

          เราทราบดีว่า พลังอำนาจของเขาย่อมประจักษ์แจ้งแก่ผู้ที่ยังไม่ถือกำเนิดมา 

          เพื่อคนรุ่นต่อไปจะได้เห็น ไม่ใช่ด้วยสายตาของตนเองแต่ด้วยสายตาของเขา

          เยซูคือปฐมเหตุแห่งอาณาจักรที่อยู่เหนือโลกนี้ เป็น อาณาจักรที่จะคงอยู่ต่อไป

          เขาคือลูกหลานของราชาผู้สร้างอาณาจักรแห่งวิญญาณ

          และราชาแห่งวิญญาณเท่านั้นที่ควรเป็นผู้ปกครองโลกใบนี้

เย็นวันนั้น เขาเดินผ่านหน้าเรือนข้า และวิญญาณข้ารู้สึกสะท้านทึกอยู่ภายใน          

          เขากล่าวกับข้า “ตามมาเถิด เลวี ตามฉันมา”

          นับแต่วันนั้น ข้าจึงติดตามเขาไป

    ยามเย็นวันต่อมา ข้าได้เชิญเขาเป็นแขกเข้ามาในเรือน เขาและเหล่าสหายก้าวข้ามประตูแล้วกล่าวอวยพรข้า ภรรยาข้าและลูก ๆ 

          ข้ายังเชิญแขกอื่นมาด้วย ทั้งพวกมีหน้ามีตาและพวกนักศึกษา แต่พวกนี้ดูไม่เป็นมิตรกับเขานัก

          ขณะที่เรากำลังนั่งโต๊ะ เจ้าคนหนึ่งถามพระเยซู “จริงหรือท่าน ที่เขาว่า ท่านกับลูกศิษย์ไม่ถือตามกฎ ก่อไฟในวันสับบาโต?”

          พระเยซูตอบเขา “ใช่ เราทำเช่นนั้นจริง เราก่อไฟเพื่ออังอุ่นข้าวฟ่างให้แห้งอยู่ทั้งวัน”

          อีกคนเอ่ยขึ้น “ได้ยินมาว่า ท่านดื่มเหล้ากับพวกคนบาปที่โรงเตี๊ยม จริงเท็จอย่างไรท่าน?”

          พระเยซูตอบ “ใช่ แต่เรามาสนุกสนานผ่อนคลายกันมิใช่หรือ เรามาร่วมกันที่นี่เพื่อแบ่งปังและปันเหล้าให้คนไม่มียศไม่มีศักดิ์ที่อยู่ท่ามกลางพวกเรามิใช่หรือ?

          “น้อยนัก น้อยเหลือเกิน ที่ลูกนกลูกกาจะออกมายืนท้าลม ในเมื่อพญานกมากมายยังเอาแต่ซุกอยู่ในรังของตัว

     “เราจะป้อนเขาด้วยปากของเรา ป้อนทั้งพวกที่อ่อนแอและพวกที่แข็งแรง”

          เจ้าของโรงเตี๊ยมอีกคนเอ่ยขึ้น “ข้าได้ยินมาว่า ท่านออกปากปกป้องพวกผู้หญิงหากินในเยรูซาเลม เรื่องเป็นยังไงมายังไงกันท่าน?”

          ตอนนี้ในดวงหน้าของพระเยซู ข้าเห็นแต่ภูผาสูงใหญ่แห่งเลบานอน เขาตอบ “เป็นความจริง ท่าน”

          “ในวันที่สะสางบัญชีกัน หญิงพวกนั้นจะยืนอยู่ต่อหน้าบัลลังค์ของพระบิดา พวกนางจะถูกชำระด้วยน้ำตาของพวกนางเอง แต่พวกท่านจะถูกกดให้ต่ำลง เพราะสายโซ่ที่ท่านใช้พันธนา-การคนอื่น

           “บาบิโลนไม่ได้เสื่อมไป เพราะความชั่วช้าของนาง แต่นางพินาศลงเพราะดวงตาแห่งความหน้าซื่อใจคด ซึ่งไม่เคยมีโอกาสได้เห็นแสงสว่างยามกลางวันแม้สักครั้ง”

    พวกมีหน้ามีตาอยากจะยิงคำถามใส่เขาอีก แต่ข้าทำสัญญาณบอกให้พวกนั้นเงียบ ข้าทราบดีว่า เขาจะตอกพวกนั้นกลับไปอย่างไม่ไว้หน้า แต่พวกนั้นก็เป็นแขกของข้า ข้าไม่อยากให้พวกเขาต้องอับอาย

          เมื่อเวลาเที่ยงคืน คนพวกนั้นจึงลากลับ วิญญาณของพวกเขาเดินกระย่องกระแย่งซัดโซออกไป

          จากนั้นข้าจึงหลับตาพักผ่อน และข้าก็เห็นภาพหนึ่ง อาจเป็นภาพนิมิตก็ได้ หญิงสาวเจ็ดนางในชุดขาวยืนอยู่กับพระเยซู แขนของพวกนางคล้องเกี่ยวกันดังดวงดอกไม้ ศีรษะของพวกนางโค้งบังโคม ข้ามองเข้าไปในภาพฝันอันเลือนราง ดวงหน้าของหญิงนางหนึ่งในจำนวนนั้นส่องฉายมายังความมืดคล้ำของข้า

          นั่นคือใบหน้าของหญิงหากินแห่งเยรูซาเลมนางนั้น

          ข้าลืมตาขึ้น มองไปที่เขา เขายิ้มแย้มให้ข้าและแขกที่ยังไม่ได้จากไป

     ข้าลองหลับตาลงอีกครั้ง และเห็นชายอีกเจ็ดคนในชุดสีขาว ยืนอยู่รอบ ๆ เขา ข้าเพ่งมองไปยังใบหน้าของคนหนึ่งในจำพวกนั้น นั่นคือใบหน้าของโจรที่ถูกตรึงกางเขนอยู่ทางขวามือพร้อมกับเขา

     

          จากนั้น พระเยซูและเหล่าสหายก็ลาจากเรือน เดินดุ่มไปตามทาง

เขาเป็นช่างไม้ที่เก่งกาจ ประตูที่เขาเกลาไม่เคยถูกโจรสะเดาะกลอน หน้าต่างที่เขากลึงพร้อมเปิดรับลมตะวันออกและตะวันตกอยู่เสมอ

     หีบไม้ซีดาร์ของเขา เงางาม ทานทน คันไถและมือเสือทั้งแข็งแกร่งและโอนอ่อนอยู่ในกำมือ

    เขาเคยทำแท่นอ่านให้ศาลาธรรมของเรา แกะจากไม้หม่อนทองทั้งแท่ง ใต้ที่รองวางหนังสือมีลายจำหลักแผ่ปีกรองรับ เป็นรูปหัววัว นกพิราบ และกวางหนุ่ม

     งานของเขามีกลิ่นอายของเคลเดียนและของกรีก  แต่ฝีมือของเขางดงามกว่าของพวกนั้นมากนัก

     นี่ไง เรือนของข้า สร้างด้วยช่างฝีมือหลายคน เมื่อเกือบสามสิบปีมาแล้ว ตอนนั้นข้าต้องหาช่างไม้และช่างปูนจากทั่วทั้งกาลิลี แต่ละคนมีฝีมือและความรู้ทางช่างเป็นเยี่ยม ข้ารู้สึกพึงพอใจในผลงานของพวกเขามาก

      แต่มาทางนี้ท่าน ดูประตูสองบานนี้กับหน้าต่างบานนั้นที่เยซูแห่งนาซาเร็ธได้ทำไว้เถอะ มันยังแข็งแรงทนทาน ยืนเย้ยส่วนอื่น ๆ ในเรือนข้าอยู่เลย

     ท่านไม่เห็นว่าประตูสองบานนี้แตกต่างจากประตูอื่น ๆ เลยเรอะ? แล้วหน้าต่างที่เปิดไปทางทิศตะวันออกนั่นล่ะ มันไม่ต่างกับหน้าต่างบานอื่นเลยหรือไง?

          ประตูและหน้าต่างบานอื่น ๆ ยอมพ่ายแพ้แก่กาลเวลา แต่ประตูกับหน้าต่างที่เขาทำกลับยืนกล้าท้าทายต่อทุกสิ่งอย่างไม่หวาดหวั่น

     ดูขื่อที่วางพาดกันนั่นสิ ดูซิว่าเขาวางมันอย่างไร แล้วตะ-ปูนั่นล่ะ มันแทงทะลุจากฝ้าด้านหนึ่งไปตรึงแน่นกับอีกด้านหนึ่งได้ยังไง

     แปลกไหม ที่ช่างไม้ฝีมือดีพอ ๆ กับคนสองคน แต่ขอค่าแรงเท่ากับคนคนเดียว ตอนนี้กลายเป็นประกาศกแห่งอิสราเอลไปแล้ว

     นี่ถ้าข้ารู้ตั้งแต่เขายังหนุ่มว่า ภายภาคหน้าเขาจะได้เป็นประกาศกละก็ ข้าจะขอให้เขาพูดมากกว่าทำงาน และข้าจะจ่ายค่าจ้างเกินราคาให้แก่คำพูดของเขา

     แต่ตอนนี้ ข้ามีคนงานมากมายทั้งในเรือนและในทุ่งนา ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่า ชายที่กำลังจับจอบจับเสียมอยู่นั้น มีหัตถ์ของพระเจ้าเกาะกุมมือเขาอยู่?

          จริงสิ ข้าจะล่วงรู้ถึงหัตถ์ของพระเจ้าได้อย่างไรกัน?

เมื่อเขามาที่เยริโคอีกครั้ง ข้าก็ออกไปหาเขา กล่าวกับเขา  “นายท่าน พรุ่งนี้ลูกข้าจะแต่งเมียแล้ว ข้าขอเชิญท่านมาร่วมในพิธีมงคลสมรสด้วย โปรดมาเป็นเกียรติแก่เราเหมือนครั้งมีพิธีที่คานาในแคว้นกาลิลีเถอะ”

          เขาตอบข้า “จริงแท้ทีเดียว ที่ครั้งหนึ่งฉันเคยเป็นแขกรับเชิญในงานมงคลสมรส  แต่ฉันจะไม่ไปงานไหนอีกแล้ว และตอนนี้ตัวฉันเองก็เป็นเจ้าบ่าวอยู่”

          ข้ารบเร้าอีก “ได้โปรดเถอะท่าน โปรดมาในงานแต่งของลูกชายข้าด้วยเถอะ”

          เขายิ้มแย้ม แต่มิวายตำหนิข้า “ทำไมต้องฉันด้วยเล่า? เหล้าองุ่นของเธอไม่พอหรือ?”

          ข้าจึงกล่าว “เหยือกของข้าเปี่ยมปริ่มแล้ว นายท่าน แต่ข้าอยากเชิญท่านมาร่วมในงานเท่านั้น”

          เขาจึงกล่าว “ไม่มีใครทราบได้หรอก? แต่ฉันจะมา ฉันจะมาแน่ ถ้าใจของเธอเป็นแท่นบูชาของวิหารในตัวเธอ?”

          แล้ววันงานก็ผ่านไป ลูกชายข้าผ่านพิธีเรียบร้อย แต่พระเยซูไม่ได้มาตามที่บอกไว้ และแม้มีแขกเหรื่อมามากมาย ข้าก็ยังรู้สึกเหมือนขาดใครไปคนหนึ่ง

          จริงทีเดียว ข้าเชิญแขกคนหนึ่ง แต่เขาไม่ได้มา

          บางทีขณะที่ข้าเชิญเขานั้น ใจข้าอาจยังไม่ใช่แท่นบูชาในวิหาร

          บางทีข้าอาจเพียงอยากลองดีเขาเท่านั้น

ท่านอยากให้ข้าเล่าให้ท่านฟังเรื่องของเยซูแห่ง นาซาเร็ธหรือ ก็ได้ ข้าจะเล่าให้ฟัง แต่เวลานั้นยังมาไม่ถึง เรื่องที่ข้าจะเล่าให้ฟังนั้นเป็นเรื่องจริง เพราะคำพูดทั้งหลายก็ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะต้องเก็บงำไว้อีก ในเมื่อมันได้เปิดเผยความจริงออกมาแล้ว

          ดูเถิด ชายไร้ระเบียบผู้ต่อต้านกฎระเบียบทั้งหลาย นักภิกขาจารผู้ปฏิเสธการครองครองทั้งมวล ขี้เมาที่หัวร่อเริงร่ากับพวกคนโกงซึ่งไม่มีใครกล้าคบ

          เขาไม่ได้เป็นลูกหลานที่น่าภูมิใจของรัฐยิวหรอก และเขาก็ไม่ได้เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ของอาณาจักรด้วย เขาเกลียดมันทั้งรัฐและอาณาจักรนั่นแหละ

    เขาใช้ชีวิตอิสระและไร้หน้าที่ต้องรับผิดชอบดังเป็ดป่าที่บินอยู่ในอากาศ เพราะเช่นนี้แหละนายพรานจึงใช้ธนูสอยเขาร่วงลงมาบนพื้นดิน

          ไม่มีใครเอาไม้กระทุ้งหอคอยแห่งอดีต แล้วจะหนีพ้นก้อนหินที่เขวี้ยงลงมาได้

          ไม่มีใครที่เปิดประตูกั้นน้ำของคนเฒ่าคนแก่แล้วจะไม่จมน้ำ นี่คือกฎตายตัว ดังนั้นเมื่อชายนาซาเร็ธคนนั้นได้ทำลายกฎข้อนี้ เขาและผู้ติดตามไร้น้ำยาจึงได้รับไปแต่ความว่างเปล่า

          ยังมีอีกหลายคนที่อยากเป็นเหมือนเขา คนพวกนั้นพยา-ยามเปลี่ยนเส้นทางไปจากจุดมุ่งหมายเดิมของเรา

          พวกเขาเลือกที่จะเปลี่ยนเอง และพวกเขาก็เป็นผู้แพ้เอง

          เถาองุ่นที่ไม่ให้ผลเติบโตขึ้นข้างกำแพงเมือง มันเลื้อยเลาะเกาะแกะขึ้นไปตามก้อนหิน เถาองุ่นคงนึกในใจว่า “ด้วยพละกำลังและน้ำหนักตัวของฉัน ฉันจะทำลายกำแพงนี้เสีย” แล้วต้นไม้อื่น ๆ ล่ะจะว่ากระไร? แน่นอน พวกมันย่อมหัวเราะเยาะในความโง่เขลาของเจ้าเถาองุ่นนั่นเป็นแน่

         แต่เวลานี้ละท่าน ข้าไม่อาจหัวเราะใส่ชายคนนี้และลูกศิษย์สมองตื้นของเขาได้แล้ว        

ลูกชายคนแรกและคนเดียวของฉันทำงานในทุ่งนา เขาเป็นคนสันโดษมักน้อย จวบจนกระทั่งเขาได้ฟังชายที่ชื่อเยซูพูดปราศรัยกับฝูงชน

     ลูกชายของฉันเปลี่ยนแปลงไปในทันที คล้ายมีวิญญาณดวงหนึ่ง ซึ่งดูแปลกหน้า ไม่น่าไว้ใจ ได้โอบกอดวิญญาณของเขาไว้

     เขาทิ้งเรือกสวนไร่นา แล้วก็ทิ้งฉันไป เขากลายเป็นคนไร้ค่า เหมือนตัวอะไรสักอย่างอยู่ข้างถนน

          เยซูแห่งนาซาเร็ธนั่นมันปิศาจ ถ้าเป็นคนดี มีหรือจะมาพรากลูกพรากแม่จากกัน?

          วาจาสุดท้ายที่ลูกชายบอกกับฉันคือ:

          “ข้าจะเป็นศิษย์ติดตามเขาไปทางเหนือ ชีวิตของข้าเป็นของบุรุษแห่งนาซาเร็ธเสียแล้ว  แม่เป็นผู้ให้กำเนิดข้าก็นับเป็นบุญคุณใหญ่หลวงนัก แต่ข้าต้องไป ข้าไม่ได้ทิ้งที่นาและเงินทองไว้ให้แม่ดอกหรือ? ข้าขอแต่เสื้อผ้าชุดนี้กับไม้เท้าก็พอแล้ว”

          ลูกชายพูดดังนี้ แล้วจึงจากไป

     ตอนนี้ พวกโรมันกับพระสงฆ์จับชายชื่อเยซูไปตรึงกางเขนแล้ว พวกนั้นทำดีจริง ๆ     

     คนที่มาพรากลูกพรากแม่นั้นจะเป็นคนศักดิ์สิทธิ์อะไรที่ไหนได้

     คนที่ส่งลูกหลานของเราเข้าไปในเมืองของพวกต่างชาติไม่ใช่เพื่อนบ้านของเราแน่

          ฉันทราบดีว่าลูกชายจะไม่กลับมาอีก ฉันมองเห็นสิ่งนี้ในดวงตาของลูก ดังนั้นฉันจึงเกลียดเยซูคนนาซาเร็ธ เพราะเขาทิ้งฉันไว้ตามลำพังกลางไร่นาที่ไม่ได้ไถหว่าน กลางสวนที่เหี่ยวแห้งซังกะตาย

          ฉันเกลียดทุกคนที่นับถือเขา

          ไม่กี่วันมานี้ มีคนบอกฉันว่า คนที่ชื่อเยซูเคยบอก “พ่อแม่พี่น้องของฉันคือผู้ที่ฟังคำของฉันและปฏิบัติตาม”

          แต่ทำไมต้องให้ลูกชายทอดทิ้งมารดาเพื่อติดตามเขาไปด้วยเล่า?

          น้ำนมจากอกของฉันถูกหลงลืม เพื่อน้ำพุที่ยังไม่อาจลิ้มรส เพราะเหตุใดกัน? อ้อมกอดอันอบอุ่นถูกทิ้งใว้ เพื่อดินแดนทางเหนือที่หนาวเย็นและไม่เป็นมิตรกระนั้นหรือ?

          ใช่สิ ฉันเกลียดชายนาซาเร็ธคนนี้ จะเกลียดเขาไปชั่วชีวิตเลยทีเดียว เพราะเขาได้ขโมยลูกชายคนแรกและคนเดียวของฉันไป

ข้าจะบรรยายถึงคำพูดของเขาอย่างไรดีหนอ? อาจมีสิ่งลึกลับบางอย่างที่มอบอำนาจให้กับคำพูดของเขา ให้มันสั่นคลอนจิตใจผู้ที่ได้ยินได้ฟัง เขาช่างงดงาม และข้าก็สัมผัสได้ถึงความสุกปลั่งแห่งวารวันที่อาบฉายบนใบหน้าของเขา

    ทั้งหญิงชายรักจะจับจ้องมองเขามากกว่าจะฟังคารมคมคายของเขา ทุกครั้งเขากล่าวด้วยพลังแห่งจิตวิญญาณ และพลังนี้ก็มีอำนาจเหนือผู้ฟังของเขา

          เมื่อครั้งยังเยาว์ ข้าเคยฟังปาฐกถาของนักพูดจากโรม จากเอเธนส์ และอเล็กซานเดรีย แต่หนุ่มนาซาเร็ธผู้นี้พูดไม่เหมือนพวกนั้นเลย

          พวกนั้นประจงเรียงร้อยถ้อยคำอย่างมีศิลปะ ฟังแล้วพาให้ฟังรื่นหู แต่ถ้าท่านได้ยินชายคนนี้กล่าว ใจของท่านจะละลาไปจากตัวท่าน และร่อนเร่พเนจรไปยังดินแดนที่ท่านไม่รู้จัก

          เขาชอบเล่านิทานไม่ก็เรื่องเปรียบเทียบ ซึ่งบรรดาเรื่องที่เขาเล่านั้น ในซีเรียเรายังไม่เคยมีใครได้ยินได้ฟังมาเลย เขาเล่าเรื่องเหล่านั้นโดยปราศจากการปรุงแต่ง เหมือนกาลเวลาที่บรรยายถึงเดือนปีและผู้คนในแต่ละยุคสมัย

          เขามักเริ่มเรื่องดังนี้: “มีชาวนาคนหนึ่งออกไปที่ทุ่งนา เพื่อหว่านเมล็ดพันธุ์”

          หรือ “ครั้งหนึ่งมีชายผู้ร่ำรวยคนหนึ่ง มีสวนองุ่นอยู่มากมาย” ไม่ก็ “คนเลี้ยงแกะนับแกะของเขาในตอนเย็น และพบว่าแกะหายไปตัวหนึ่ง”

          คำพูดแต่ละคำนำผู้ฟังกลับเข้าสู่ตนเอง ไปสู่วันวัยในอดีตของพวกเขา

          ในส่วนลึก เราทุกคนเป็นชาวนา และเราทุกคนก็ยังรักสวนองุ่นของตนเอง ภาพทุ่งนาในความทรงจำของเรามีทั้งคนเลี้ยงแกะ ฝูงแกะ และแกะที่หายไป

          มีทั้งผาลไถนา เครื่องหีบองุ่น และบ่อย่ำ

          เขาทราบดีถึงปฐมเหตุแห่งอัตตาของเรา และเส้นด้ายแห่งความดื้อดึงที่เรากำลังถักทอ

          นักพูดชาวกรีกและโรมันกล่าวกับผู้ฟังถึงเรื่องชีวิต       ราวกับมันเป็นเพียงความคิดประการหนึ่ง แต่หนุ่มนาซาเร็ธคนนี้กล่าวราวกับมันคือรากลึกที่ฝังอยู่กลางใจ

    นักพูดพวกนั้นมองชีวิตด้วยสายตาที่กระจ่างกว่าเราท่านเพียงเล็กน้อย แต่เขามองชีวิตด้วยแสงแห่งพระเจ้า

          บ่อยครั้งข้าคิดว่า ที่เขากล่าวกับฝูงชนนั้น เหมือนกับขุนเขากำลังกล่าวกับที่ราบ

          และในคำพูดของเขานั้นก็ไม่มีพลังบังคับขู่เข็ญเช่น คำพูดของนักพูดจากเอเธนส์หรือจากโรมเลย

วันหนึ่ง ข้ากับคนรักกำลังกรรเชียงเรือในทะเลสาบที่สงบเงียบ เนินลาดแห่งเลบานอนรายล้อมอยู่รอบ ๆ 

          เราเคลื่อนเรือเข้าไปใต้ดงวิลโลว์ที่ระพื้นน้ำ เงาของกิ่งก้านฉายเจิดจ้าอยู่รอบตัวเรา

          ขณะที่ข้ากรรเชียงเรือด้วยพายนั้น คนรักของข้าก็หยิบพิณน้ำเต้าขึ้นกรีดสาย และครวญเพลงดังนี้:

             จะมีดอกไม้ใด นอกจากบัวนี้ ที่รู้จักทั้งสายน้ำและแสงตะวัน?

             จะมีใจดวงใด นอกจากใจของดอกบัวนี้ ที่รู้จักทั้งท้องฟ้าและแผ่นดิน?

             ดูเถิด ที่รัก ดอกไม้สีทองล่องลอยอยู่หว่างหุบลึกล้ำและยอดสูงลิบ

             เช่นเธอและฉันล่องลอยอยู่หว่างความรักที่คงอยู่ตลอด มา และตลอดไป

     

             วาดพายเถิด ที่รัก

             และฉันจะกรีดพิณต่อไป

             ให้เราล่องเรื่อยไปตามร่มวิลโลว์ และอย่าได้จรจากบัวบานเหล่านี้ไปเลย

     

     ที่นาซาเร็ธ มีกวีท่านหนึ่ง ใจของเขาราวดอกบัวนี้

     เขาได้มาเยี่ยมวิญญาณของหญิงสาว

     เขารู้ดีว่าหญิงนั้นกระหายหาน้ำและโหยหิวดวงตะวัน 

     ริมฝีปากของนางจึงอิ่มหนำ

     คนว่า เขาดำเนินอยู่ในกาลิลี

     แต่ฉันว่า เขากำลังวาดพายร่วมกับเรา

     เธอเห็นดวงหน้าเขาไหม ที่รัก?

     เธอเห็นไหม ที่คาคบไม้กับโค้งกิ่งที่ระน้ำนั่น 

     เธอคงมองไม่เห็น

     หรือว่าเขาเคลื่อนกายไปพร้อมกับเรา?

     ที่รัก เป็นการดีที่จะรู้ซึ้งถึงวัยเยาว์แห่งชีวิต

     เป็นการดีที่ทราบว่ามันกำลังร้องเพลงอย่างเปี่ยมสุข

     เธอยังคงวาดพาย

     ส่วนฉันยังกรีดสายพิณน้ำเต้า

     ที่นี่ ดอกบัวหัวเราะกับดวงตะวัน

     กิ่งวิลโลว์ระเรี่ย ณ.พื้นน้ำ 

     และเสียงของเขาก็อยู่ในสายพิณของฉันด้วย

     วาดพายไปเถิด ที่รักของฉัน

     และฉันจะกรีดพิณน้ำเต้าต่อไป

     ที่นาซาเร็ธ มีกวีท่านหนึ่ง

     ที่รู้จักและรักเราทั้งสองอยู่

     วาดพายไปเถิด ที่รัก

     แล้วฉันจะดีดเพลงพิณต่อไป     

เพื่อนรัก ท่านก็เหมือนกับคนโรมันอื่น ๆ ที่มัวแต่วาดฝันให้ชีวิต แต่ไม่เคยใช้ชีวิต ท่านรักจะครอบครองดินแดนมากกว่าจะให้จิตวิญญาณครอบครองกายของท่าน

          ท่านชมชอบชนะคนเผ่าเล็กเผ่าน้อย   อยากให้เขาขึ้งเคียดท่านมากกว่าจะอยู่ในโรมอย่างสงบสุข

          ท่านคิดแต่เรื่องการเดินทัพและการปล่อยเรือลงทะเล แต่ท่านไม่รู้จักเยซูแห่งนาซาเร็ธ--ชายโดดเดี่ยวธรรมดา ผู้ดำเนินมาโดยปราศจากกองทัพและเรือรบ ผู้ก่อตั้งอาณาจักรแห่งจิตใจและดินแดนแห่งวิญญาณ--บ้างหรือ?

          ท่านไม่รู้จักชายไร้อาวุธแต่ทรงอานุภาพผู้นี้ได้อย่างไร?

          เขาไม่ใช่พระเจ้า เขาเป็นแต่มนุษย์เหมือนเราท่านนี่แหละ  แต่คล้ายในกายเขามีมดยอบระเหยหวลขึ้นไปประจบกับกำยานบนท้องฟ้า ในคำพูดของเขา เสียงกระซิบที่มองไม่เห็นได้โอบเอาเสียงอ้อแอ้ของเราไว้ ในเสียงของเขา เรายินเสียงเพลงอันลึกล้ำเกินกำหนด

          อา ใช่แล้ว เยซูเป็นเพียงมนุษย์ หาใช่พระเจ้าไม่ ลักษณะเช่นนี้วางอยู่ต่อหน้าความประหลาดอัศจรรย์ใจของเรา

          แต่ท่าน-คนโรมัน พระเจ้าจะไม่ช่วยท่าน และผู้คนจะไม่สนใจท่านด้วย เพราะท่านไม่รู้จักใจของชายนาซาเร็ธคนนั้น

          เขาเป็นของความคิดอันอ่อนเยาว์ แต่ท่านเป็นของความคิดที่คร่ำครึ

          ท่านกดขี่เราในวันนี้ แต่เราจะรอทีของเราบ้างในวันหน้า

          ใครเลยจะรู้ บางที ชายผู้ไร้กองทัพและเรือรบอาจขึ้นครองอำนาจในวันหนึ่งก็ได้?

          เราจะติดตามวิญญาณที่หลั่งเลือด ขณะที่เราเดินตามเขาไป พวกโรมจะต้องนอนอยู่กลางกองกระดูกภายใต้ดวงอาทิตย์นี้

     เราไม่เจ็บปวดสักเท่าใดดอก  เราจะทน  เราจะมีชีวิตแต่ไป  แต่โรมต้องถึงคราวคลุกฝุ่นบ้างสิน่า

          อย่างไรก็เถอะ ถ้าโรมต้องตกต่ำ โดนเหยียบย่ำบ้างล่ะก็ ลองร้องเรียกเขาสิ บางทีเขาอาจฟังเสียงของนางบ้าง เขาอาจระบายลมฆานชีวิตแก่นาง  เขาจะฉุดนางให้ลุกขึ้น  เป็นเมืองงามท่ามกลางเมืองทั้งหลายอีกครั้ง

          แต่ตอนนี้ เขายืนหยัดโดยปราศจากทัพทหาร ไม่มีแม้ทาสฝีแจวบนเรือรบ เขาช่างเดียวดายเหลือเกิน

ปู่ข้าที่เคยเป็นหมอความบอกกับข้า “จงเชื่อแต่ความจริงที่ปรากฏแจ้งต่อหน้าเอ็งแล้วเท่านั้น”

    และเมื่อพระเยซูเรียกข้า ข้าก็ติดตามแต่เขา เพราะคำสั่งของเขาอยู่เหนือกว่าอำเภอใจของข้ามากนัก แต่ข้าก็ยังจดจำคำของปู่ได้ไม่ลืม

          เมื่อพระเยซูพูด ทุกคนก็เอนอ่อนไปคล้ายต้องลม ส่วนข้าฟังแล้ว ไม่รู้สึกยินดียินร้ายอะไรนัก แต่ถึงอย่างไรข้าก็รักเขามากที่เดียว

          สามปีต่อมาเขาก็จากเราไป กลุ่มเราต้องแยกย้ายกันไปป่าวประกาศถึงเรื่องของเขา เป็นพยานของเขาต่อหน้าคนทุก ชาติทุกภาษา

          ตอนนั้นใคร ๆ เขาเรียกข้าว่า โทมัส คนขี้สงสัย เงาของปู่ยังคงโอบคลุมอยู่รอบกายข้า และข้าก็ยังเชื่อแต่สิ่งที่ได้เผยต่อหน้าข้าแล้วเท่านั้น

          ข้าต้องวางมือลงบนบาดแผลของตน และได้เลือดติดออกมาเสียก่อน ข้าจึงจะเชื่อในความเจ็บปวดนั้น

          ชายที่มีรัก  แต่ยังคิดสงสัยใคร่ครวญ ก็ไม่ต่างอะไรกับทาส บนเรือพาย ที่หลับคาใบพาย ฝันถึงอิสรภาพของตน กระทั่งแส้ของเจ้านายต้องมาปลุกเขาให้ตื่น

          ข้าคือทาสคนนั้น ข้าฝันถึงอิสรภาพ แต่ความหลับของปู่ยังกดทับอยู่บนตัวข้า หนังหนาของข้าต้องการรอยเฆี่ยนตีอยู่ทุกวี่วัน

          เมื่ออยู่ต่อหน้าชายชาวนาซาเร็ธคนนั้น ข้าหลับตาลง และมองเห็นมือข้าถูกมัดไว้กับใบพาย

          ความสงสัยคือความเจ็บปวดชนิดหนึ่ง มันโดดเดี่ยวเกินไป จนไม่รับรู้ว่าความเชื่อมั่นคือพี่น้องฝาแฝดของมัน

          ความสงสัยคือเด็กหลงที่เหลวไหลและไร้สุข และแม้มารดาที่ให้กำเนิดมันจะมาพบเข้า อุ้มมันไว้ในอก มันก็จะดึงดันขัดขืนด้วยความกลัวและไม่ไว้ใจ

          ความสงสัยไม่มีวันรู้จักความเชื่อ จนกว่าบาดแผลของมันจะถูกเยียวยาให้หายดีเสียก่อน

          ข้าเคยสงสัยในตัวพระเยซู จนกระทั่งเขาปรากฏตัวให้ข้าเห็น ให้ข้าแยงนิ้วเข้าไปในบาดแผลของเขา

          จากนั้นข้าจึงเชื่ออย่างสิ้นสุดจิตใจ ข้าทิ้งอดีตของข้าและอดีตของปู่ของปู่ไว้เบื้องหลัง

          คนตายที่อยู่ในตัวข้ามันฝังตัวเองไปแล้ว ส่วนคนเป็นที่อยู่ในตัวข้านั้น ตอนนี้ก็มีชีวิตอยู่เพื่อกษัตริย์ที่ได้รับเจิม มีลมหายใจอยู่เพื่อผู้เป็นบุตรแห่งมนุษย์เท่านั้น

          วันนั้นคนเป็นที่อยู่ในตัวข้าบอกข้าว่า ข้าต้องออกไปและประกาศถึงเรื่องของชายคนนี้ท่ามกลางคนเปอร์เซียและชาวฮินดู

          ข้าจะไป นับแต่วันนี้จนวันสุดท้าย นับแต่เช้าจรดค่ำ ข้ายังเห็นพระเจ้าของข้าประทับอยู่ในความสุกใส และข้าได้ยินเสียงพระองค์กล่าวกับข้า

พระเยซูไม่เคยแต่งงาน แต่เขาก็เป็นมิตรกับหญิงสาวทั้งหลาย เขารู้จักพวกนาง เท่าที่พวกนางรู้ซึ้งถึงความสัมพันธ์ที่อ่อนหวานของเขา

          เขารักเด็ก ๆ ดังที่พวกเด็กรักใคร่ในความเชื่อมั่นและความเข้าอกเข้าใจของเขา

          แสงสว่างจากดวงตาของเขาบ่งบอกถึงความเป็นบิดา เป็นพี่ชาย และเป็นลูกชาย

          เขาอุ้มเด็กไว้บนหน้าตัก แล้วกล่าวขึ้น “ดังนี้แหละคืออำนาจและอิสรภาพของพวกเธอ นี่คืออาณาจักรแห่งวิญญาณ”

          ใคร ๆ จึงว่า พระเยซูไม่ใส่ใจในกฎของโมเสส ทั้งเขายังเที่ยวไปยกบาปให้หญิงงามเมืองในเยรูซาเลมและตามบ้านนอกด้วย

          สำหรับตัวฉันเองแล้ว ครั้งหนึ่งก็เคยเป็นเช่นหญิงพวกนั้น เพราะฉันไปรักคนที่ไม่ใช่สามีของฉัน เขาเป็นคนหนึ่งในพวกซัดดูสี

          วันหนึ่งพวกซัดดูสีพากันมาหาฉันที่บ้าน ขณะนั้นคนรักก็อยู่กับฉันด้วย พวกนั้นตบตีฉันและลากฉันออกมา ส่วนคนรักของฉันนั้นวิ่งหนีหายไป

          พวกนั้นนำฉันไปที่ลานตลาด ซึ่งพระเยซูกำลังเทศน์สอนอยู่

          พวกนั้นนำฉันมาหาเขา     เพราะต้องการใช้ฉันเป็นเหยื่อล่อเขา

          แต่พระเยซูไม่ตัดสินฉัน เขาป้ายความอับอายคืนแก่ผู้ที่อยากให้ฉันอับอาย เขาด่าพวกนั้นกระเจิงไป 

          และที่สุด เขาสั่งให้ฉันไปตามทางของฉัน

          ตั้งแต่นั้นมา ผลไม้ไร้รสของชีวิตกลับกลายหอมหวานแก่ปากของฉัน ช่อดอกไม้ไร้กลิ่นกลับมีกลิ่นหอมแก่นาสิกประสาทของฉัน ฉันกลายเป็นหญิงผู้ปราศจากความทรงจำอันเป็นมลทิน ฉันเป็นอิสระ และหัวของฉันไม่ต้องก้มโค้งหลบหน้าหลบตาใครอีกต่อไป

ท่านต้องทราบถึงจุดมุ่งหมายชั้นแรกของพระเยซูเสียก่อน และข้ารู้สึกยินดีที่จะบอกให้ท่านทราบเดี๋ยวนี้แหละ แต่ท่านต้องเข้าใจด้วยว่า  ไม่มีมนุษย์คนใดใช้นิ้วสัมผัสกับพลังชีวิตในผลองุ่น หรือเห็นสายน้ำเลี้ยงในกิ่งก้านของต้นไม้ได้

          ดังนั้น แม้ข้าจะได้ลิ้มรสผลองุ่น และจิบชิมเหล้าใหม่จากบ่อย่ำ แต่ข้าก็ไม่อาจบรรยายความรู้สึกทั้งหมดได้

      อาจารย์ผู้เป็นที่รักของข้าใช้ชีวิตเช่นประกาศกอยู่ได้สามฤดูกาลคือ คราวใบไม้ผลิแห่งการขับเพลง ฤดูร้อนแห่งความยินดี และวันใบไม้ร่วงแห่งความทุกข์ทรมาน แต่ละฤดูกาลยาวนานถึงพันปีทีเดียว

          คราวใบไม้ผลิแห่งการขับเพลงเกิดขึ้นที่กาลิลี  เรื่องมีอยู่ว่า เขารวบรวมเพื่อนพ้องที่ชอบพอกัน พาไปยังริมทะเลสาบสีน้ำเงิน แล้วจึงเริ่มพูดถึงพระบิดา พูดถึงการปลดปล่อยและอิสรภาพของพวกเรา

          ที่ทะเลสาบกาลิลี พวกเราสูญเสียตัวเองและพบหนทางไปหาพระบิดา อา! เล็กน้อย เล็กน้อยเหลือเกินท่าน เมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้รับมา

          มีเทวดาขับเพลงอยู่ที่ริมหูเรา บอกให้ละทิ้งสวนรกร้างในจิตใจของตนเองเสีย

     อาจารย์พูดถึงท้องนาและทุ่งหญ้าสีเขียว พูดถึงเนินลาดแห่งเลบานอนซึ่งมีดอกพลับพลึงสีขาวชูช่ออยู่ข้างทาง แต่กอง คาราวานกลับเคลื่อนผ่านไปสู่ลานฝุ่นทรายอย่างไม่แยแส

          เขาพูดถึงกุหลาบป่าที่ยิ้มแย้มแก่พระอาทิตย์ และลอยรวยกลิ่นหอมในสายลม

     เขากล่าวขึ้น “เจ้าพลับพลึงและกุหลาบป่า เจ้ามีชีวิตยืนยาวเพียงวัน แต่วันนั้นกลับกลายเป็นตลอดกาลสำหรับเสรีภาพของเจ้า”

          เย็นหนึ่ง เรานั่งกันอยู่ริมธาร เขากล่าวขึ้น “จงมองลำธารและฟังดุริยบันเทิงของมันเถิด มันพุ่งโผนสู่ทะเลอยู่ตลอดกาล และแม้ต้องกระทำเช่นนั้น มันก็ยังคร่ำครวญถึงความลึกลับของตัวเองได้แต่เที่ยงวันจวบอีกเที่ยงวัน

          “จงพุ่งโผนสู่พระบิดา ดุจธารน้อยพุ่งโผนสู่ทะเลเถิด”

    จากนั้น ฤดูร้อนแห่งความยินดีก็มาเยือน เดือนมิถุนาฯแห่งความรักของเขาแผ่คลุมพวกเรา เขาเล่นหัวกับทุกคน ทั้งเพื่อนบ้าน คนผ่านทาง  ชายแปลกหน้า  หรือแม้แต่เพื่อนครั้งเยาว์วัยของเรา

          เขากล่าว “พี่น้องของเธอคือตัวตนซ่อนเร้นของเธอที่เผยออกมา ดวงหน้าของเขาสะท้อนกลับดังน้ำนิ่ง และถ้าจับจ้องให้ดี เธอจะพบตัวเอง

    “จงคอยสดับในยามค่ำ  แล้วจะได้ยินเขาเอ่ยปาก  คำพูดของเขาจะโยกคลอนใจเธอให้ไหวสะท้าน

          “จงทำแก่เขา ดังที่เธออยากให้เขาทำแก่เธอ

     “นี่คือกฎของฉัน ซึ่งฉันได้บอกกับเธอ กับลูก กับหลานของเธอ และคนรุ่นต่อ ๆ ไป”

          วันต่อมา เขากล่าวอีก “อย่าอยู่เพียงลำพัง แต่จงอยู่กับคนอื่น แม้จะเป็นคนแปลกหน้าที่มาเกาะแกะเธอทั้งวันก็ตามที

     “ก็เขาไม่ได้กระทำการเสียหาย และมือของเธอไม่ได้ร่วมทำกับเขามิใช่หรือ

          “เขาจะไม่ล้ม ส่วนเธอจะล้ม เขาจะไม่ได้ลุก ส่วนเธอจะลุกขึ้น ยืนเช่นเขา

          “เธอและพี่น้องของเธอ คือเมล็ดพันธุ์สองเมล็ดในทุ่งนา พวกเธอเติบโตขึ้นมาพร้อมกัน และเอนไหวไปตามสายลมด้วยกัน เธอทั้งสองจะไม่เรียกร้องสิทธิ์ต่อทุ่งนา เพราะเมล็ดพันธุ์ที่เติบโตตามหนทางของมัน จะไม่เรียกร้องอะไร แม้แต่ความปิติปรีดา

          “วันนี้ ฉันอยู่กับเธอ แต่พรุ่งนี้ ฉันก็ไปเสียแล้ว แต่ก่อนไป ฉันขอบอกเธอว่า พี่น้องของเธอคือตัวตนซ่อนเร้นของเธอที่เผยออกมา  จงออกไปหาเขาด้วยความรัก  แล้วเธอจะรู้จักตัว เอง ไม่เพียงเท่านั้น การรู้นี้จะทำให้เธอเป็นพี่น้องกับฉันด้วย”

          แล้ววันใบไม้ร่วงแห่งความทุกข์ทรมานก็ดำเนินมาถึง

     เขากล่าวกับเราอย่างเป็นอิสระดุจเดียวกับที่เขาเคยกล่าวในคราวใบไม้ผลิแห่งการขับเพลง: แต่คำพูดของเขาช่างห่างไกลจากความเข้าใจของเรา

    เขาว่า ใบไม้จะร้องเพลงในยามที่ลอยร่างตามลม แต่สำหรับมนุษย์นั้น ถ้วยของเทวดาจะปริ่มล้นดับกระหายก็ด้วยเลือดของหัวหน้าเทวดาเอง และไม่ว่าถ้วยนี้จะเปรมปริ่มหรือว่างเปล่า มันก็ตั้งเป็นประกายสุกใสอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าเสมอ

          เขาเอ่ยขึ้น “เธอคือถ้วยและเธอคือเหล้าองุ่น เธอจะเลือกดื่มขี้กะโล้โท้จากตัวเอง หรือไม่ก็ระลึกถึงฉัน เพื่อเธอจะไม่กระ-หายอีกเลย”

          ระหว่างที่เราเดินกันไปทางใต้ เขาเอ่ยขึ้น “เยรูซาเลมซึ่งยืนตระหง่านอวดโฉมบนที่สูงในขณะนี้ จะดำดิ่งลงสู่ยาฮันนุมหุบมืดลึก  และในท่ามกลางความเดียวดายของนาง  ฉันจะยืนเปล่าเปลี่ยวอยู่ที่นั่น

          “วิหารจะทลายลงเป็นผงฝุ่น ที่รอบระเบียงหน้ามุขมีแต่เสียงแม่ม่ายและลูกกำพร้า ผู้คนลังเลไม่รู้จะเดินหน้าหรือถอยหลัง  ทุกคนลืมใบหน้าของพี่น้องหมดสิ้น เพราะความกลัวได้ปกคลุมใจพวกเขาไว้หมดแล้ว

          “แต่ในขณะนี้ถ้าสองคนในพวกเธออยู่ร่วมกัน เรียกหาฉัน และหันไปทางทิศตะวันตก พวกเธอจะพบฉันที่นั่น คำพูดของฉันจะมาเยี่ยมเยียนเธออีกครั้ง     

          เมื่อเรามาถึงเนินเขาเบธานี เขากล่าวขึ้น “ให้เราไปยังเยรูซาเลมกันเถิด นางกำลังคอยเราอยู่ ฉันจะขี่ลาน้อยเข้าไปในเมือง  และจะพูดคุยกับชาวบ้าน

          “มีหลายคนอยากจับฉันขังคุก หลายคนอยากจับฉันเผาไฟ แต่ในความตายของฉัน เธอจะพบกับชีวิตและเป็นอิสระ

    “พวกเขาต้องการลมหายใจที่นอนระทวยร่อแร่อยู่ระหว่างจิตใจและความคิด เหมือนนกที่บินล้าแรงอยู่ระหว่างทุ่งนากับรังรักของมัน แต่ลมหายใจของฉันจะหนีรอดไปจากเขาและเขาไม่มีวันเอาชนะฉันได้

    “กำแพงที่พระบิดาสร้างไว้รายรอบตัวฉันไม่มีวันทลายลง  และสถานศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ไม่มีวันแปดเปื้อนมลทิน

      “เวลาเช้าใกล้เข้ามาแล้ว พระอาทิตย์จะเป็นมงกุฎของฉัน ฉันจะอยู่กับพวกเธอเพื่อเจอะเจอกับวันนั้น  วันนั้นยาวนานนัก  และโลกไม่ต้องการให้มันจบลงอย่างรวดเร็วเกินไปนัก

     “พวกธรรมาจารย์และฟาริสีบอกว่า แผ่นดินร้องเรียกเลือดของฉัน ฉันจึงอยากดับกระหายให้แผ่นดินด้วยเลือด เลือดจะหล่อเลี้ยงต้นโอ๊กและเมเปิลให้เติบโต ลมตะวันออกจะได้พัดพาลูกไม้ไปยังดินแดนอื่น”

          เขากล่าวต่อไป “ยูเดียจะมีกษัตริย์ นางจะเดินทัพเข้าต่อสู้กับทหารโรมัน

          “แต่ฉันไม่ใช่กษัตริย์ของนาง รัดเกล้าแห่งศิโยนงามเกินกว่าจะประดับบนหน้าผากนี้ และแหวนของซาโลมอนก็เล็กเกินกว่าจะสวมนิ้วนี้

          “ดูที่มือของฉันสิ  เธอไม่เห็นว่ามันแกร่งเกินกว่าจะใช้จับคทาหรือจับดาบหรือ?

          “ไม่มีทาง ฉันไม่มีวันสั่งให้ซีเรียนหาญสู้กับโรมันเด็ดขาด แต่เธอสามารถใช้วาจาของฉันไปปลุกเมืองให้ฟื้นขึ้นมาได้ วิญญาณของฉันจะกล่าวกับนางในอรุณรุ่งที่สอง

     “วาจาของฉันคือกองทัพที่มองไม่เห็น พร้อมทั้งรถรบและม้าศึก ฉันจะกำชัยเหนือพวกสงฆ์ในเยรูซาเลมและซีซาร์โดยไม่ต้องใช้ขวานหรือหอก

          “ฉันไม่ยอมนั่งบนบัลลังค์ที่พวกทาสใช้ปกครองทาสด้วยกัน และฉันไม่หาญสู้กับบุตรชายแห่งอิตาลี

     “แต่ฉันจะเป็นความทะมืนมืดบนฟ้าของเขา เป็นโศลกเศร้าในวิญญาณของเขา

          “ฉันจะเป็นที่เล่าขานจดจำ

          “ใคร ๆ เขาเรียกฉันว่า เยซู ผู้ได้รับการเจิม

          คำกล่าวเหล่านี้ เขาพูดไว้ที่นอกกำแพงเยรูซาเลม ก่อนหน้าที่เขาจะเข้าไปในเมือง

          และที่สุด คำกล่าวของเขาก็ถูกจารจารึกดังลิ่มสลักไว้จริง  ๆ 

มีกระแสธารสองสายไหลรินในจิตใจของชายนาซาเร็ธคนนี้ หนึ่งคือ กระแสธารแห่งสายสัมพันธ์กับพระเจ้าที่เขาเรียกว่าพระบิดา และอีกหนึ่งคือ กระแสธารแห่งความปิติที่เขาเรียกว่าอาณาจักร  ซึ่งสถิตอยู่เหนือโลกของเรา

               ในยามสันโดษ ข้าครุ่นคิดถึงเขา และล่องไปตามกระแสธารทั้งสองสายแห่งใจเขา ณ.ริมฝั่งธารแห่งหนึ่ง ข้าพบวิญญาณของตนสิงสู่อยู่ที่นั่น บางคราวิญญาณข้าเป็นดังคนขอทานและคนจรจัด บางครามันก็เป็นดังเจ้าหญิงในสวนหลวงของนาง

               เมื่อข้าล่องไปตามลำธารอีกสายหนึ่งในใจเขา ระหว่างทางนั้นข้าพบคนหนึ่งถูกทุบตีและถูกปล้นเอาทองไป  ใบหน้าชายนั้นยิ้มแย้ม  และต่อมาข้าพบนายโจรที่ปล้นทองของชายคนแรก ใบหน้านายโจรกลับอาบเอ่อน้ำตาไม่ขาดสาย

               เมื่อข้าได้ยินเสียงกระซิบพึมพำของธารสองสายในก้นบึ้งวิญญาณข้า ข้าก็รู้สึกปิติล้นเหลือ

               ครั้งที่ข้าไปเยี่ยมพระเยซู ในวันก่อนที่ปอนติอัส ปิลาตกับพวกสมณสงฆ์จะฆ่าเขา  เราได้พูดคุยกับยาวนาน ข้าถามเขาหลายข้อปุจฉา เขาตอบข้าด้วยความกรุณาอย่างยิ่ง เมื่อจากมาข้าจึงตระ-หนักแน่ว่า เขาคือพระเจ้าผู้ครอบครองโลกใบน้อยของเรานี้

               นานเหลือเกินกว่าสนซีดาร์จะก่นโค่นลง แต่กลิ่นหวลของมันช่างหอมทนและหอมนาน  กลิ่นนี้จะอวลไปทั่วแผ่นดินโลกเลยทีเดียว