Skip to main content

book

พระสมณสาส์น
พระองค์ทรงรักเรา
(DILEXIT NOS)

ของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส

ว่าด้วยความรักของมนุษย์
และพระเจ้าแห่งพระหฤทัยของพระเยซูคริสต์


บทนำ

  1. "พระองค์ทรงรักเรา" นักบุญเปาโลกล่าวถึงพระคริสต์ เพื่อให้เราตระหนักว่าไม่มีสิ่งใดจะ "พรากเรา" จากความรักนั้นได้ เปาโลกล่าวเช่นนี้ได้ด้วยความมั่นใจ เพราะพระเยซูเองทรงตรัสกับบรรดาศิษย์ว่า "เราได้รักท่านทั้งหลาย" แม้ในขณะนี้ องค์พระผู้เป็นเจ้ายังตรัสกับเราว่า "เราเรียกท่านว่ามิตรสหาย" พระหฤทัยที่เปิดกว้างของพระองค์ได้นำหน้าเราไปและรอคอยเราอยู่อย่างไม่มีเงื่อนไข โดยประสงค์เพียงมอบความรักและมิตรภาพของพระองค์แก่เรา เพราะ "พระองค์ทรงรักเราก่อน" เพราะพระเยซู "เราจึงรู้และเชื่อในความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อเรา"

บทที่ 1 ความสำคัญของหัวใจ

(THE IMPORTANCE OF THE HEART)

  1. เราใช้สัญลักษณ์ของหัวใจเพื่อแสดงถึงความรักของพระเยซูคริสต์ แต่ในยุคปัจจุบันสัญลักษณ์พระหฤทัยนี้ยังมีความหมายอยู่หรือไม่ เพราะเราอยู่ในยุคแห่งความฉาบฉวย แห่งความเร่งรีบ บ้างมีชีวิตอยู่อย่างไร้แก่นสาร บริโภคนิยม ที่เสพสิ่งต่างๆอย่างไม่รู้จักพอ หรือแม้แต่จะเป็นทาสของกลไกของการตลาด มนุษย์ขาดมุมมองของความลึกซึ้งของชีวิต เราทุกคนจำเป็นต้องค้นพบความสำคัญของหัวใจอีกครั้ง

เราหมายถึงอะไรเมื่อกล่าวถึง "หัวใจ"? (WHAT DO WE MEAN BY "THE HEART"?)

  1. ในภาษากรีกคลาสสิก คำว่า kardía หมายถึงส่วนที่ลึกที่สุดของมนุษย์ สัตว์ และพืช สำหรับโฮเมอร์ มันบ่งบอกไม่เพียงแค่ศูนย์กลางของร่างกาย แต่ยังรวมถึงวิญญาณและจิตใจของมนุษย์ด้วย ในมหากาพย์อีเลียด ความคิดและความรู้สึกล้วนออกมาจากหัวใจและเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด หัวใจปรากฏเป็นที่ตั้งของความปรารถนาและเป็นที่ซึ่งการตัดสินใจสำคัญก่อตัวขึ้น ในแนวคิดของเพลโต หัวใจทำหน้าที่เสมือนจุดเชื่อมระหว่างเหตุผลและสัญชาตญาณของบุคคล เพราะเชื่อว่าแรงกระตุ้นจากทั้งสติปัญญาขั้นสูงและกิเลสตัณหาล้วนไหลผ่านเส้นเลือดที่มาบรรจบกันที่หัวใจ ดังนั้น ตั้งแต่สมัยโบราณ จึงมีการยอมรับความจริงที่ว่ามนุษย์ไม่ได้เป็นเพียงผลรวมของทักษะต่างๆ แต่เป็นเอกภาพของร่างกายและวิญญาณ โดยมีศูนย์กลางที่ประสานงานกัน ซึ่งให้ความหมายและทิศทางแก่ทุกสิ่งที่บุคคลนั้นประสบ
  2. พระคัมภีร์ได้เตือนใจเราว่า "พระวาจาของพระเจ้านั้นมีชีวิตและทรงพลัง... สามารถวินิจฉัยความคิดและความมุ่งหมายในหัวใจได้" ในแง่นี้ พระคัมภีร์พูดถึงหัวใจในฐานะแก่นแท้ที่ซ่อนอยู่ภายใต้รูปลักษณ์ภายนอก แม้กระทั่งภายใต้ความคิดผิวเผินที่อาจนำเราไปในทางที่ผิด ศิษย์สองคนที่เดินทางไปเอมมาอูสกับพระคริสต์ผู้ทรงกลับคืนพระชนม์ชีพอย่างลึกลับ ประสบกับช่วงเวลาแห่งความทุกข์ ความสับสน ความสิ้นหวัง และความผิดหวัง ทว่า ลึกลงไปในใจพวกเขามีบางอย่างเกิดขึ้น "ใจของพวกเราไม่ได้เร่าร้อนเป็นไฟอยู่ภายในหรือเมื่อพระองค์ตรัสกับเราขณะเดินทาง?"
  3. การสำรวจหัวใจเป็นการแสดงออกถึงความจริงใจ ที่นั่นไม่มีความหลอกลวง ที่หัวใจเราพบเจตคติของเรา นั้นคือ สิ่งที่เราคิด เชื่อ และปรารถนาจริงๆ ที่หัวใจเป็นที่ที่อยู่ของ "ความลับ" ที่เราไม่เคยบอกใคร พูดได้ว่าสิ่งที่อยู่ในใจคือ “ความจริงอันเปลือยเปล่าเกี่ยวกับตัวเรา” สิ่งที่เราค้นพบที่หัวใจ ไม่ใช่ภาพลักษณ์หรือภาพลวงตา แต่เป็นของจริง เป็น "ตัวตนที่เราเป็น" อย่างแท้จริง นั่นคือเหตุผลที่แซมซั่นผู้ปิดบังความลับเรื่องพละกำลังจากเดไลลาห์ ถูกถามโดยนางว่า "ท่านพูดได้อย่างไรว่า 'ฉันรักเธอ' ในเมื่อใจของท่านไม่ได้อยู่กับฉัน?" ต่อเมื่อแซมซั่นเปิดใจให้นางรู้เท่านั้น นางจึงตระหนักว่า "เขาได้บอกความลับทั้งหมดแก่นางแล้ว"
  4. ปกติแล้ว มนุษมักปกปิดสิ่งที่อยู่ในใจ เป็นดั่ง "ใบไม้ที่ปกปิด" สิ่งต่างๆมากมาย เช่นนี้แล้ว เราจึงรู้สิกยากที่จะเข้าใจตนเอง หรือยิ่งยากที่จะเข้าใจผู้อื่น "จิตใจนั้นหลอกลวงกว่าสิ่งอื่นใดและเสื่อมทราม ใครเล่าจะหยั่งรู้ได้?" หนังสือสุภาษิตสอนเราว่า "จงรักษาใจของเจ้าด้วยความระวังระไวรอบด้าน เพราะชีวิตเริ่มต้นออกมาจากใจ จงทิ้งวาจาที่คดโกงเสีย" ภาพลักษณ์ภายนอก ความไม่ซื่อสัตย์ และการหลอกลวงทำร้ายและบิดเบือนหัวใจ แม้เราจะพยายามแสดงออกว่าเป็นสิ่งที่เราไม่ได้เป็น แต่หัวใจคือผู้ตัดสินสุดท้าย ไม่ใช่ตัดสินสิ่งที่เราแสดงหรือซ่อนจากผู้อื่น แต่ตัดสินว่าเราคือใครที่แท้จริง มันเป็นรากฐานสำหรับโครงการชีวิตที่มั่นคง ไม่มีสิ่งใดที่มีค่าจะสามารถดำเนินการได้หากปราศจากหัวใจ ภาพลวงตาและความเท็จจะทิ้งเราไว้มือเปล่าในที่สุด
  5. ข้าพเจ้าขอยกตัวอย่าง เมื่อตอนเป็นเด็กยายของข้าพเจ้าทำขนมแป้งทอดสำหรับงานคาร์นิวัล แป้งที่ใช้ทำบางมาก เมื่อทอดในน้ำมัน มันจะพองตัวขึ้น แต่เมื่อกัดเข้าไป ข้างในกลับกลวง ในภาษาถิ่นของเราเรียกขนมนี้ว่า “คำโกหก” (bugie) ยายอธิบายว่าเป็นเสมือน 'เหมือนคำโกหก มันดูใหญ่โต แต่ข้างในว่างเปล่า เป็นของปลอม ไม่ใช่ของจริง'"
  6. เรามักจะเสียเวลากับความสุขแบบผิวเผิน หรือชั่วครั้งชั่วคราว เราควรจะตั้งคำถามตอนเองอยู่บ่อยๆว่า “ฉันคือใครจริงๆ? ฉันกำลังมองหาอะไร? ฉันต้องการให้ชีวิต การตัดสินใจ และการกระทำของฉันไปในทิศทางใด? ทำไมและเพื่ออะไรฉันจึงอยู่ในโลกนี้? ฉันอยากมองย้อนกลับมาดูชีวิตของฉันอย่างไรเมื่อมันจบลง? ฉันอยากให้ความหมายอะไรแก่ประสบการณ์ทั้งหมดของฉัน? ฉันอยากเป็นใครสำหรับผู้อื่น? ฉันเป็นใครสำหรับพระเจ้า?” เพราะคำถามทั้งหมดนี้นำเรากลับมาที่หัวใจของเราเอง

การกลับสู่หัวใจ (RETURNING TO THE HEART)

  1. เราอยู่ในยุคที่โลกกำลัง "ลื่นไหลไปเรื่อย" (liquid world) เราพบว่า ตัวเองจมอยู่ในสังคมของผู้บริโภคแบบต่อเนื่อง เป็นที่ที่คนใช้ชีวิตวันต่อวัน พวกเขาถูกครอบงำด้วยความเร่งรีบ และมีชีวิตที่เอ่อล้นไปด้วยเทคโนโลยี พวกเขาขาดความอดทน ขาดสิ่งที่จำเป็นต่อการเจริญชีวิตภายใน ผู้คน "เสี่ยงที่จะสูญเสียศูนย์กลาง สูญเสียศูนย์กลางแห่งตนเอง" แท้จริงแล้ว "ชายและหญิงในยุคของเรามักพบว่าตัวเองสับสนและแตกแยก แทบจะสูญเสียหลักการภายใน ที่จะสร้างเอกภาพและบูรณาการ (unity and integrety) ในชีวิต ซึ่งส่งผลต่อการกระทำของตน พฤติกรรมของมนุษย์ปัจจุบันเน้นมิติทางเหตุผล-เทคโนโลยี บางพวกเน้นการทำตามสัญชาตญาณของตน จนไม่มีที่ว่างเหลือสำหรับหัวใจ เราจำเป็นต้องเริ่มพูดถึงหัวใจอีกครั้ง และคิดถึงสถานที่นี้ซึ่งทุกคน ทุกชนชั้น ทุกสถาณะ ที่ซึ่งพวกเขาพบแหล่งกำเนิดซึ่งเป็นรากฐานของความเข้มแข็ง ความเชื่อมั่น แรงบันดาลใจ ซึ่งมีส่วนช่วยในการตัดสินใจ ในชีวิตของตน
  2. ปัญหาของ “สังคมที่ลื่นไหล” คือ “การด้อยค่า และ “ลดทอนศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์” อาทิเช่น ในอดีตมีลัทธิเหตุผลนิยมยุคกรีก และลัทธิวัตถุนิยมในรูปแบบต่างๆที่หัวใจถูกเพิกเฉยในการศึกษาความเป็นมนุษย์ (มานุษยวิทยา) ในทางปรัชญา พวกเขาเน้น เหตุผล เจตจำนง หรือเสรีภาพ มากกว่ามิติของความเป็นมนุษย์ในมิติอื่นๆ หลายคนรู้สึกปลอดภัยมากกว่าในระบบความคิด ที่พวกเขาสร้างขึ้นมาเอง โดยกำหนดขอบเขตของสติปัญญาและเจตจำนงที่ควบคุมได้ง่ายกว่า พวกเขาล้มเหลวที่จะหาที่ว่างในหัวใจ จนมองไม่เห็นศูนย์กลางในหัวใจ นั้นคือ “ความรัก” เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความรักคือความจริงเพียงหนึ่งเดียวที่จะสามารถรวมทุกสิ่งเข้าด้วยกันได้
  3. หากเราลดคุณค่าของหัวใจ เราก็ลดคุณค่าของการพูดจากใจจริง การกระทำด้วยใจรัก การบ่มเพาะและรักษาหัวใจให้เข้มแข็ง หากเราไม่เห็นคุณค่าของหัวใจ เราเองจะพลาดข้อความที่มีเพียงจิตใจที่สามารถสื่อสารได้; เราจะพลาดความร่ำรวยของการพบปะกับผู้อื่น; เราจะพลาดบทกวีจรรโลงใจ เราจะสูญเสียร่องรอยของประวัติศาสตร์และอดีตของเราเอง เพราะประวัติศาสตร์ส่วนตัวที่แท้จริงของเราถูกจารึกในหัวใจของเราแต่ละคน ในวาระสุดท้ายของชีวิต สิ่งนั้นเพียงสิ่งเดียวที่จะมีความหมาย
  4. เราทุกคนมีหัวใจ หัวใจที่อยู่ร่วมกับหัวใจดวงอื่นๆ ทำให้มันเป็น “ฉัน” และ “เธอ” เราจะยกตัวอย่างตัวละครจากนวนิยายเรื่องหนึ่งของดอสโตเยฟสกี คือ นิโคไล สตราโวกิน และ โรมาโน กวาร์ดินี อธิบายว่า สตราโวกินคือร่างอวตารของความชั่วร้าย เพราะลักษณะเด่นของเขาคือการไร้หัวใจ "สตราโวกินไม่มีหัวใจ ดังนั้นจิตใจของเขาจึงเย็นชาและว่างเปล่า และร่างกายของเขาจมดิ่งอยู่ในความเกียจคร้านและตัณหาเยี่ยงสัตว์ เขาไม่มีหัวใจ ดังนั้นเขาจึงเข้าใกล้ใครไม่ได้เลย และไม่มีใครสามารถเข้าใกล้เขาได้อย่างแท้จริง เพราะมีเพียงหัวใจเท่านั้นที่สร้างความใกล้ชิด ความสนิทสนมที่แท้จริงระหว่างสองบุคคล มีเพียงหัวใจเท่านั้นที่สามารถต้อนรับและมอบการต้อนรับ ความสนิทสนมคือกิจกรรมและอาณาเขตของหัวใจ สตราโวกินอยู่ห่างไกลอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเสมอ แม้กระทั่งจากตัวเขาเอง เพราะมนุษย์สามารถเข้าสู่ภายในตนเองได้ด้วยหัวใจเท่านั้น ไม่ใช่ด้วยจิตใจ มันไม่อยู่ในอำนาจของมนุษย์ที่จะเข้าสู่ภายในตนเองด้วยจิตใจ ดังนั้น หากหัวใจไม่มีชีวิต มนุษย์ก็ยังคงเป็นคนแปลกหน้าสำหรับตัวเอง"
  5. การกระทำทั้งหมดของเราต้องอยู่ภายใต้ “การปกครองด้วยหัวใจ” เพราะหัวใจจะนำเสนอความสงบสุขและความดีงาม ในท่ามกลางความก้าวร้าวและความปรารถนาที่หมกมุ่น เป็นพลังที่ต่อต้านความชั่วร้าย เราสามารถที่จะดึงสติปัญญาและเจตจำนงถูกนำมารับใช้ความดีที่ยิ่งใหญ่กว่า โดยการสัมผัสกับความจริง ซึ่งตรงข้ามกับวิธีของวิทยาศาสตร์ที่จะต้องการครอบครองความจริง ในหัวใจเราพอเจตจำนงแห่งความปรารถนาความดีที่ยิ่งใหญ่กว่า
  6. กล่าวได้เลยว่า “ฉันคือหัวใจของฉัน” เพราะสัมผัสในหัวใจของฉัน ทำให้ฉันแยกจากคนอื่นๆ เป็นอัตลักษณ์ทางจิตวิญญาณ และช่วยให้ฉันมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ ในขณะที่อัลกอริทึม (หรือโปรแกรมที่ถูกเขียนไว้) ในโลกดิจิทัลมันชักจูงให้คนเรารู้สึกร่วมไปกับมัน พวกมันคาดเดาได้ง่าย เราถูกบิดเบือนได้ง่ายๆ ด้วยเช่นกัน แต่นั่นไม่ใช่การทำงานของหัวใจของฉัน เพราะ “ฉันคือหัวใจของฉัน”
  7. คำว่า “หัวใจ” ได้พิสูจน์คุณค่าของมันเอง เพราะเราพยายามทำความเข้าใจคำว่า “หัวใจ” นี้ทั้งในทางปรัชญาและเทววิทยา แม้เราจะไม่สามารถเข้าใจความหมายของคำว่าหัวใจได้ทั้งหมด แม้เราจะพยายามอธิบายในเชิงกายภาค ชีววิทยา จิตวิทยา มานุษยวิทยา หรือศาสตร์อื่นใด ก็เป็นเพียงแค่การอธิบายความเป็นจริงที่เป็นของมนุษย์ในแง่เดียว ด้วยว่านักชีววิทยาไม่ได้อยู่กับความเป็นจริงทั้งหมด เมื่อพูดถึงหัวใจ เพราะพวกเขาเห็นเพียงด้านกายภาคของมัน ยิ่งไปกว่านั้น ภาษานามธรรมก็ไม่อาจอธิบายความหมายที่ชัดเจนของ “หัวใจ” ได้ทั้งครอบ การรำพึงคำว่า "หัวใจ" ได้ปลุกส่วนที่เป็นแก่นแท้ที่สุดในของตัวเรา และทำให้เราเข้าใจตัวเองได้สมบูรณ์มากขึ้น
  8. “การเข้าสู่หัวใจเป็นพลังสู่ความเข้าใจ” เมื่อเราเข้าใจความจริงด้วยหัวใจ เราจึงรับรู้ได้ดีกว่าและสมบูรณ์กว่า สิ่งนี้นำเราไปสู่ความรักที่หัวใจสามารถทำได้ เพราะ "แก่นแท้ของความจริงคือความรัก" สำหรับไฮเดกเกอร์ นักปรัชญาสมัยใหม่ ท่านมีความเห็นว่า ความคิดทางปรัชญาไม่ได้เริ่มต้นด้วยแนวคิด แต่ด้วยความรู้สึกตื่นตะลึง "ความคิดต้องถูกกระตุ้นด้วยความรู้สึก ก่อนที่จะเริ่มทำงานกับแนวคิด หรือในขณะที่ทำงานกับพวกมัน หากปราศจากอารมณ์ลึกซึ้ง ความคิดก็เริ่มต้นไม่ได้ มโนภาพแรกจึงถูกปลุกขึ้นมาก สิ่งแรกที่กระตุ้นให้คนคิดและตั้งคำถามคืออารมณ์ลึกซึ้ง ปรัชญาเกิดขึ้นในอารมณ์พื้นฐานเสมอ" นั่นคือที่ที่ “หัวใจ” เข้ามามีบทบาท เนื่องจากมัน "เป็นที่อยู่ของสภาวะของจิตใจ และทำหน้าที่เป็น 'ผู้รักษาอารมณ์' 'หัวใจ' รับฟัง 'เสียงเงียบ' ของความเป็นอยู่ ในแบบที่ไม่ใช่อุปมาอุปไมย โดยยอมให้ตัวเองได้รับการปรับแต่งและกำหนดโดยมัน"

หัวใจรวมสิ่งที่แตกแยก (THE HEART UNITES THE FRAGMENTS)

  1. ในเรื่องของความสัมพันธ์ สัมผัสแห่งหัวใจทำให้เกิดการผูกพันที่แท้จริงในชีวิต ความสัมพันธ์ไร้หัวใจก็จะมีแต่ความแตกแยกที่เกิดจากปัจเจกบุคคล คนสองคนอาจจะอยู่ด้วยกัน ทำงานด้วยกัน หากปราศจากหัวใจ พวกเขาจะไม่มีวันเชื่อมความสัมพันธ์ต่อกันอย่างแท้จริง สังคมที่ถูกครอบงำด้วยความหลงตัวเองและการยึดตนเองเป็นศูนย์กลางจะกลายเป็น “สังคมที่ไร้หัวใจ” มากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งนี้จะนำไปสู่ "การสูญเสียความปรารถนา" เพราะเมื่อบุคคลอื่นหายไปจากขอบฟ้า เราก็พบว่าตัวเองติดอยู่ในกำแพงที่เราสร้างขึ้นเอง ไม่สามารถมีความสัมพันธ์ที่ดีได้อีกต่อไป ผลที่ตามมาคือ เราก็กลายเป็นคนที่ไม่สามารถเปิดรับพระเจ้าได้ด้วย ดังที่ไฮเดกเกอร์กล่าวไว้ ในการเปิดรับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เราจำเป็นต้องสร้าง "เรือนรับรอง" สำหรับพระเจ้าก่อน
  2. เพราะในหัวใจของเราแต่ละคน มีความเชื่อมโยงอันลึกลับระหว่าง “การรู้จักตนเอง” และ “การเปิดใจต่อผู้อื่น” ระหว่าง “การค้นพบอัตลักษณ์” และ “ความเต็มใจที่จะมอบตนเองให้ผู้อื่น” เราจะเป็นตัวของตัวเองได้ก็ต่อเมื่อเรามีความสามารถในการยอมรับผู้อื่น ในขณะที่มีเพียงผู้ที่ยอมรับและรับตนเองได้เท่านั้นจึงจะสามารถพบปะผู้อื่นได้
  3. สัมผัสแห่งหัวใจช่วยให้เราระลึกถึงอดีตกาล ดั่งเช่นพระแม่มารีย์ ผู้ซึ่งมองเห็นสิ่งต่างๆ ด้วยหัวใจ พระนางสามารถสนทนากับสิ่งที่พระนางประสบโดยการไตร่ตรองในใจ เก็บรักษาความทรงจำเหล่านั้น และมองพวกมันในมุมมองที่กว้างขึ้น ตามพระวรสารนักบุญลูกาที่ว่า “พระนางเก็บเรื่องทั้งหมดนี้และไตร่ตรองในใจ" คำกริยากรีกที่ใช้ symbállein "ไตร่ตรอง" สื่อถึงภาพของการนำสองสิ่งมารวมกัน ("สัญลักษณ์") ในใจและไตร่ตรองถึงสิ่งเหล่านั้น ในการสนทนากับตนเอง ในลูกา 251 คำกริยาที่ใช้คือ dietérei ซึ่งมีความหมายว่า "เก็บรักษา" สิ่งที่มารีย์ "เก็บรักษา" ไม่ใช่เพียงความทรงจำของสิ่งที่พระนางเห็นและได้ยิน แต่ยังรวมถึงแง่มุมที่พระนางยังไม่เข้าใจ; สิ่งเหล่านี้ยังคงอยู่และมีชีวิตในความทรงจำ รอที่จะถูก "ประกอบเข้าด้วยกัน" ในใจของพระนาง
  4. ในยุคของปัญญาประดิษฐ์ เราต้องไม่ลืมว่าบทกวีและความรักเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาความเป็นมนุษย์ของเรา ไม่มีอัลกอริทึมใดจะจับภาพความถวิลหา (nostalgia) ที่เราทุกคนรู้สึก ไม่ว่าเราจะอายุเท่าไรหรืออยู่ที่ไหน เมื่อเราระลึกถึงตอนที่เราใช้ส้อมกดขอบพายครั้งแรกที่เราช่วยแม่หรือยายทำที่บ้าน มันเป็นช่วงเวลาของการฝึกงานทำอาหาร ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างการเล่นของเด็กและความเป็นผู้ใหญ่ เมื่อเรารู้สึกรับผิดชอบในการทำงานและช่วยเหลือซึ่งกันและกันเป็นครั้งแรก นอกจากส้อมแล้ว ข้าพเจ้ายังสามารถพูดถึงสิ่งเล็กๆ น้อยๆ อีกนับพันที่เป็นส่วนล้ำค่าในชีวิตของทุกคน รอยยิ้มที่เราได้รับจากการเล่าเรื่องตลก ภาพวาดที่เราสเก็ตช์ในแสงของหน้าต่าง การเตะฟุตบอลครั้งแรกด้วยลูกบอลผ้า  หนอนที่เราเก็บในกล่องรองเท้า  ดอกไม้ที่เราทับไว้ในหน้าหนังสือ  ความห่วงใยของเราต่อลูกนกที่ตกจากรัง  คำอธิษฐานที่เราทำขณะเด็ดกลีบดอกเดซี่ สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ธรรมดาในตัวเองแต่วิเศษสำหรับเรา อัลกอริทึมไม่มีวันจับภาพได้ ส้อม  เรื่องตลก  หน้าต่าง  ลูกบอล  กล่องรองเท้า  หนังสือ  นก  ดอกไม้ ทั้งหมดนี้ยังคงมีชีวิตในฐานะความทรงจำล้ำค่าที่ "เก็บรักษา" ไว้ลึกในใจ
  5. แก่นแท้อันลึกซึ้งนี้ ที่มีอยู่ในชายและหญิงทุกคน ไม่ใช่แค่ของวิญญาณ แต่เป็นของบุคคลทั้งคนในอัตลักษณ์ที่เป็นกายและจิต ทุกสิ่งพบเอกภาพในหัวใจ ซึ่งสามารถเป็นที่พำนักของความรักในทุกมิติ ทั้งทางจิตวิญญาณ จิตใจ และแม้แต่ทางกายภาพ กล่าวสั้นๆ คือ หากความรักครองในใจเรา เราจะเป็นบุคคลที่เราถูกกำหนดให้เป็นอย่างสมบูรณ์และสว่างไสว เพราะมนุษย์ทุกคนถูกสร้างขึ้นเหนือสิ่งอื่นใดเพื่อความรัก ในเส้นใยที่ลึกที่สุดของตัวเรา เราถูกสร้างมาเพื่อรักและเพื่อถูกรัก
  6. ด้วยเหตุนี้ เมื่อเราเป็นพยานถึงการระบาดของสงครามใหม่ๆ โดยการสมรู้ร่วมคิด การยอมจำนน หรือความเฉยเมยของประเทศอื่นๆ หรือการต่อสู้แย่งชิงอำนาจเล็กๆ น้อยๆ เพื่อผลประโยชน์ของพรรคพวก เราอาจถูกล่อลวงให้สรุปว่าโลกของเรากำลังสูญเสียหัวใจ เราเพียงแค่ต้องมองและฟังหญิงชรา - จากทั้งสองฝ่าย - ที่ตกอยู่ภายใต้ความเมตตาของความขัดแย้งที่ทำลายล้างเหล่านี้ เป็นเรื่องน่าใจหายที่เห็นพวกนางร่ำไห้ให้หลานที่ถูกฆ่า หรือปรารถนาจะตายตามไปหลังจากสูญเสียบ้านที่พวกนางใช้ชีวิตมาทั้งชีวิต หญิงเหล่านั้น ผู้ซึ่งมักเป็นเสาหลักแห่งความเข้มแข็งและความอดทนท่ามกลางความยากลำบากของชีวิต บัดนี้ ในวาระสุดท้ายของวันเวลา แทนที่จะได้รับการพักผ่อนที่สมควรได้รับ กลับพบเพียงความทุกข์ทรมาน ความกลัว และความโกรธเคือง การโยนความผิดให้ผู้อื่นไม่ได้แก้ไขสถานการณ์ที่น่าละอายและน่าเศร้าสลดเหล่านี้ การเห็นหญิงชราเหล่านี้ร้องไห้ และไม่รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ทนไม่ได้ คือสัญญาณของโลกที่กลายเป็นไร้หัวใจ
  7. เมื่อใดก็ตามที่บุคคลคิด ตั้งคำถาม และไตร่ตรองถึงตัวตนที่แท้จริงของตน พยายามเข้าใจคำถามที่ลึกซึ้งของชีวิตและแสวงหาพระเจ้า หรือสัมผัสความตื่นเต้นของการเหลือบเห็นความจริง มันจะนำไปสู่ความตระหนักว่าความเติมเต็มของเราในฐานะมนุษย์พบได้ในความรัก ในการรัก เราสัมผัสได้ว่าเรารู้จุดประสงค์และเป้าหมายของการดำรงอยู่ของเราในโลกนี้ ทุกสิ่งมารวมกันในสภาวะที่สอดคล้องและกลมกลืน ตามมาว่า ในการใคร่ครวญความหมายของชีวิต บางทีคำถามที่ตัดสินชี้ขาดที่สุดที่เราจะถามได้คือ "ฉันมีหัวใจหรือไม่?"

ไฟ (FIRE)

  1. ทั้งหมดที่เราได้กล่าวไปมีนัยต่อชีวิตฝ่ายจิต ตัวอย่างเช่น เทววิทยาที่รองรับ การฝึกฝนทางจิตวิญญาณ (Spiritual Exercises) ของนักบุญอิกนาทิอุส แห่งโลโยลา วางอยู่บนพื้นฐานของ "ความรู้สึก" หรือ "ความเสน่หา" (affectus) โครงสร้างของการฝึกฝนสมมติว่ามีความปรารถนาที่มั่นคงและออกมาจากใจที่จะ "จัดระเบียบ" ชีวิตของตนใหม่ ความปรารถนาซึ่งจะให้ความเข้มแข็งและปัจจัยที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น กฎเกณฑ์และการสร้างภาพสถานที่ที่อิกนาทิอุสให้ไว้นั้นรับใช้สิ่งที่สำคัญกว่ามาก นั่นคือ รหัสธรรมของหัวใจมนุษย์ มิเชล เดอ เซอร์โต แสดงให้เห็นว่า "ความเคลื่อนไหว" ที่อิกนาทิอุสพูดถึงคือ "การบุกรุก" ของความปรารถนาของพระเจ้าและความปรารถนาของใจเราเองท่ามกลางความก้าวหน้าอย่างเป็นระเบียบของการรำพึงภาวนา สิ่งที่ไม่คาดคิดและไม่เคยรู้มาก่อนเริ่มพูดในใจเรา ทะลวงผ่านความรู้ผิวเผินของเราและตั้งคำถามกับมัน นี่คือจุดเริ่มต้นของกระบวนการใหม่ในการ "จัดระเบียบชีวิตของเรา" เริ่มต้นจากหัวใจ มันไม่ใช่เรื่องของแนวคิดทางปัญญาที่ต้องนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ราวกับว่าความรู้สึกและการปฏิบัตินั้นเป็นเพียงผลและขึ้นอยู่กับข้อมูลความรู้
  2. ในที่ซึ่งความคิดของนักปรัชญาหยุดลง ที่นั่นหัวใจของผู้มีความเชื่อจะรุดหน้าต่อไปในความรักและการนมัสการ ในการวอนขอการให้อภัย และในความเต็มใจที่จะรับใช้ในทุกที่ที่องค์พระผู้เป็นเจ้าอนุญาตให้เราเลือก เพื่อเดินตามรอยพระบาทของพระองค์ ณ จุดนั้น เราตระหนักว่าในสายพระเนตรของพระเจ้า เราคือ "เธอ" (Thou) และด้วยเหตุผลนั้นเอง เราจึงสามารถเป็น "ฉัน" (I) ได้ แท้จริงแล้ว มีเพียงองค์พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้นที่เสนอจะปฏิบัติต่อเราแต่ละคนเป็น "เธอ" เสมอและตลอดไป การยอมรับมิตรภาพของพระองค์เป็นเรื่องของหัวใจ เป็นสิ่งที่ประกอบสร้างเราให้เป็นบุคคลในความหมายที่สมบูรณ์ที่สุดของคำนั้น
  3. นักบุญโบนาเวนตูราบอกเราว่า ท้ายที่สุดเราไม่ควรภาวนาขอแสงสว่าง แต่ขอ "ไฟที่โหมกระหน่ำ" ท่านสอนว่า "ความเชื่ออยู่ในสติปัญญา ในลักษณะที่จะกระตุ้นความเสน่หา ในแง่นี้ ตัวอย่างเช่น ความรู้ที่ว่าพระคริสต์สิ้นพระชนม์เพื่อเรา ไม่ได้เป็นเพียงความรู้ แต่จำเป็นต้องกลายเป็นความเสน่หา เป็นความรัก" ในแนวทางเดียวกัน นักบุญจอห์น เฮนรี นิวแมน ใช้คติพจน์ Cor ad cor loquitur (ใจพูดกับใจ) เพราะเหนือกว่าความคิดและไอเดียทั้งหมดของเรา องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงช่วยเราให้รอดโดยการตรัสกับใจเราจากพระหฤทัยศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ ความตระหนักรู้นี้ทำให้นักปราชญ์ผู้โดดเด่นอย่างท่านยอมรับว่า การพบกับตนเองและกับองค์พระผู้เป็นเจ้าที่ลึกซึ้งที่สุดไม่ได้มาจากการอ่านหรือการไตร่ตรอง แต่จากการสนทนาภาวนา แบบใจถึงใจ กับพระคริสต์ผู้ทรงพระชนม์และประทับอยู่ ในศีลมหาสนิทนั่นเองที่นิวแมนได้พบกับพระหฤทัยที่มีชีวิตของพระเยซู ซึ่งสามารถปลดปล่อยเรา ให้ความหมายแก่ทุกช่วงเวลาของชีวิต และมอบสันติสุขที่แท้จริง "โอ้ พระหฤทัยศักดิ์สิทธิ์และเปี่ยมรักที่สุดของพระเยซู พระองค์ทรงซ่อนอยู่ในศีลมหาสนิท และพระองค์ยังคงเต้นเพื่อเรา... ข้าพเจ้าขอนมัสการพระองค์ด้วยความรักและความเกรงขามที่สุด ด้วยความเสน่หาอันแรงกล้า ด้วยเจตจำนงที่นอบน้อมและแน่วแน่ที่สุด โอ้ พระเจ้าของข้าพเจ้า เมื่อพระองค์ทรงลดตัวลงมายอมให้ข้าพเจ้ารับพระองค์ กินและดื่มพระองค์ และพระองค์ทรงพำนักอยู่ในข้าพเจ้าชั่วขณะหนึ่ง โอ้ โปรดทำให้ใจของข้าพเจ้าเต้นไปพร้อมกับพระหฤทัยของพระองค์ โปรดชำระมันให้บริสุทธิ์จากทุกสิ่งที่เป็นทางโลก ทุกสิ่งที่หยิ่งยโสและหมกมุ่นในกามรมณ์ ทุกสิ่งที่แข็งกระด้างและโหดร้าย จากความบิดเบี้ยวทั้งปวง จากความไร้ระเบียบทั้งปวง จากความตายด้านทั้งปวง โปรดเติมเต็มมันด้วยพระองค์ เพื่อที่เหตุการณ์ในแต่ละวันหรือสถานการณ์ของเวลาจะไม่มีอำนาจทำให้มันวุ่นวาย แต่ในความรักและความยำเกรงพระองค์ มันจะมีสันติสุข"
  4. ต่อหน้าพระหฤทัยของพระเยซู ผู้ทรงพระชนม์และประทับอยู่ จิตใจของเราซึ่งได้รับแสงสว่างจากพระจิต จะเติบโตในความเข้าใจพระวาจาของพระองค์ และเจตจำนงของเราจะถูกขับเคลื่อนให้นำไปปฏิบัติ สิ่งนี้อาจยังคงอยู่ในระดับของศีลธรรมที่พึ่งพาตนเองได้ง่ายๆ แต่การได้ยินและลิ้มรสองค์พระผู้เป็นเจ้า และการถวายเกียรติที่เหมาะสมแด่พระองค์นั้น เป็นเรื่องของหัวใจ มีเพียงหัวใจเท่านั้นที่สามารถทำให้พลังและกิเลสอื่นๆ ของเรา และตัวตนทั้งหมดของเรา อยู่ในท่าทีของความเคารพและความเชื่อฟังด้วยความรักต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า

โลกสามารถเปลี่ยนได้ เริ่มต้นด้วยหัวใจ (THE WORLD CAN CHANGE  BEGINNING WITH THE HEART)

  1. การเริ่มต้นจากหัวใจเท่านั้นที่ชุมชนของเราจะประสบความสำเร็จในการรวมและคืนดีจิตใจและเจตจำนงที่แตกต่างกัน เพื่อให้พระจิตสามารถนำทางเราในความเป็นเอกภาพฉันพี่น้อง การคืนดีและสันติสุขก็กำเนิดจากหัวใจเช่นกัน พระหฤทัยของพระคริสต์คือ "ความปิติยินดี" (ecstasy) ความเปิดกว้าง ของขวัญ และการพบปะ ในพระหฤทัยนั้น เราเรียนรู้ที่จะสัมพันธ์กันในวิถีทางที่ดีงามและมีความสุข และสร้างอาณาจักรแห่งความรักและความยุติธรรมของพระเจ้าในโลกนี้ หัวใจของเรา เมื่อรวมกับพระหฤทัยของพระคริสต์ สามารถสร้างปาฏิหาริย์ทางสังคมนี้ได้
  2. การให้ความสำคัญกับหัวใจอย่างจริงจัง จึงมีผลต่อสังคมโดยรวม สภาสังคายนาวาติกันที่ 2 สอนว่า "เราทุกคนจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงจิตใจ เราต้องเพ่งสายตาไปที่โลกทั้งใบและมองไปที่ภารกิจที่เราทุกคนสามารถทำร่วมกันเพื่อความดีขึ้นของเผ่าพันธุ์ของเรา" เพราะ "ความไม่สมดุลที่ส่งผลกระทบต่อโลกในปัจจุบัน แท้จริงแล้วเป็นอาการของความไม่สมดุลที่ลึกซึ้งกว่าซึ่งหยั่งรากอยู่ในหัวใจของมนุษย์" ในการไตร่ตรองโศกนาฏกรรมที่ทำร้ายโลกของเรา สภาสังคายนาเรียกร้องให้เรากลับสู่หัวใจ โดยอธิบายว่ามนุษย์ "โดยชีวิตภายในของพวกเขา อยู่เหนือจักรวาลวัตถุทั้งหมด พวกเขาสัมผัสความลึกซึ้งภายในนี้เมื่อเข้าสู่หัวใจของตนเอง ที่ซึ่งพระเจ้าผู้ทรงหยั่งรู้หัวใจทรงรอคอยพวกเขา และที่ซึ่งพวกเขาตัดสินชะตากรรมของตนเองในสายพระเนตรของพระเจ้า"
  3. สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าให้พึ่งพาความสามารถของตนเองมากเกินไป ขอให้เราอย่าลืมว่าหัวใจของเราไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ แต่เปราะบางและมีบาดแผล หัวใจมีศักดิ์ศรีทางภววิทยา (ontological dignity) แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องแสวงหาชีวิตที่มีศักดิ์ศรีมากยิ่งขึ้น สภาสังคายนาวาติกันที่ 2 ชี้ให้เห็นว่า "เชื้อแป้งแห่งพระวรสารได้ปลุกและยังคงปลุกความกระหายในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่ไม่รู้จักพอในหัวใจมนุษย์" แต่เพื่อจะดำเนินชีวิตตามศักดิ์ศรีนี้ การรู้พระวรสารหรือปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของพระวรสารอย่างเครื่องจักรนั้นไม่เพียงพอ เราต้องการความช่วยเหลือจากความรักของพระเจ้า ดังนั้น ให้เราหันไปหาพระหฤทัยของพระคริสต์ แก่นแท้แห่งความเป็นอยู่ของพระองค์ ซึ่งเป็นเตาหลอมที่ลุกโชนด้วยความรักของพระเจ้าและมนุษย์ และเป็นความสมบูรณ์สูงสุดที่มนุษยชาติสามารถปรารถนาได้ ในพระหฤทัยนั้น เราจะได้รู้จักตัวเราเองอย่างแท้จริงในที่สุด และเราจะได้เรียนรู้วิธีที่จะรัก
  4. ท้ายที่สุด พระหฤทัยศักดิ์สิทธิ์นั้นคือหลักการที่เป็นเอกภาพของความจริงทั้งหมด เพราะ "พระคริสต์คือหัวใจของโลก และรหัสธรรมปัสกาแห่งความตายและการกลับคืนพระชนม์ชีพของพระองค์คือศูนย์กลางของประวัติศาสตร์ ซึ่งเพราะพระองค์ จึงเป็นประวัติศาสตร์แห่งความรอด" สิ่งสร้างทั้งปวง "กำลังก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับเราและผ่านทางเรา ไปสู่จุดหมายปลายทางร่วมกัน ซึ่งคือพระเจ้า ในความสมบูรณ์เหนือธรรมชาติที่พระคริสต์ผู้ทรงกลับคืนพระชนม์ชีพทรงโอบกอดและส่องสว่างทุกสิ่ง" ต่อหน้าพระหฤทัยของพระคริสต์ ข้าพเจ้าขอวอนขอองค์พระผู้เป็นเจ้าอีกครั้งให้ทรงเมตตาโลกที่ทนทุกข์นี้ ซึ่งพระองค์ทรงเลือกที่จะพำนักอยู่ในฐานะหนึ่งในพวกเรา ขอพระองค์ทรงหลั่งเทสมบัติแห่งแสงสว่างและความรักของพระองค์ เพื่อให้โลกของเรา ซึ่งรุดหน้าไปแม้จะมีสงคราม ความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจ และการใช้เทคโนโลยีที่คุกคามความเป็นมนุษย์ของเรา ได้รับสิ่งสำคัญที่สุดและจำเป็นที่สุดกลับคืนมา นั่นคือ หัวใจ

บทที่ 1 ความสำคัญของหัวใจ