Skip to main content

book

พระสมณสาส์น
พระองค์ทรงรักเรา
(DILEXIT NOS)

ของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส

ว่าด้วยความรักของมนุษย์
และพระเจ้าแห่งพระหฤทัยของพระเยซูคริสต์


บทที่ 5 รักแลกด้วยรัก (2)

การชดเชย ส่วนขยายของพระหฤทัยของพระคริสต์ (REPARATION AN EXTENSION OF THE HEART OF CHRIST)

  1. มีอีกแนวทางหนึ่งที่เกื้อกูลกันสำหรับการชดเชย ซึ่งช่วยให้เราวางมันไว้ในความสัมพันธ์โดยตรงยิ่งขึ้นกับพระหฤทัยของพระคริสต์
  2. แม้เราจะมองเห็นความทุกข์หรือความเจ็บปวด บางกล่าวว่าเป็นความเลวร้ายที่เกิดขึ้น เช่นเดียวกับประสบการณ์ของความเจ็บปวดในขณะคลอดบุตร องค์พระเจ้าได้ดึงเราเข้าสู่การร่วมมือกับแผนการสร้างของพระองค์ การร่วมมือนี้อนุญาตให้ฤทธานุภาพและความรักของพระเจ้าขยายตัวในชีวิตเราและในโลก ในขณะที่การปฏิเสธหรือความเฉยเมยของเราสามารถขัดขวางมันได้
  3. พระองค์ทรงยอมให้พระสิริรุ่งโรจน์แห่งการกลับคืนพระชนม์ชีพของพระองค์ถูกจำกัด และการแพร่ขยายของความรักอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ถูกควบคุมไว้ เพื่อเหลือพื้นที่ให้กับการร่วมมืออย่างอิสระของเรา การปฏิเสธความรักของพระองค์สร้างกำแพงกั้นของขวัญนั้น ในขณะที่การยอมรับด้วยความไว้วางใจของเราเปิดพื้นที่ เป็นช่องทางให้ความรักนั้นหลั่งไหลเข้าสู่ใจของเรา ถ้าพระองค์ไม่พบความเปิดกว้างในตัวฉัน ความรักของพระองค์ก็ถูกพรากไปจากการขยายตัวในชีวิตของฉันและในโลกนี้ นี่ไม่ได้เกิดจากความอ่อนแอของพระองค์ แต่เกิดจากเสรีภาพอันไร้ขอบเขตและความรักที่สมบูรณ์ของพระองค์ที่มีต่อเราแต่ละคน
  4. นักบุญมาร์กาเร็ต แมรี เล่าให้พวกเราฟังว่า "มนุษย์ไม่สามารถกักเก็บเปลวไฟแห่งความรักอันเร่าร้อนไว้ได้ ต้องแผ่ขยายออกไป" เนื่องจากองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงปรารถนาความร่วมมือจากเรา การชดเชยจึงสามารถเข้าใจได้ว่าเป็นการที่เราขจัดอุปสรรคที่เราวางไว้ขวางกั้นการขยายตัวของความรักของพระคริสต์ในโลก โดยการขาดความไว้วางใจ ความกตัญญู และการเสียสละของเรา

การถวายตัวแด่ความรัก (An Oblation to Love)

  1. ท่านนักบุญเทเรซาแห่งพระกุมารเยซูทราบว่ามีการชดเชยรูปแบบสุดโต่งที่เน้นการเสนอตัวเป็นเครื่องบูชาเพื่อความยุติธรรมของพระเจ้า เพื่อรับโทษแทนคนบาป แต่นางไม่รู้สึกดึงดูดใจกับสิ่งนั้น การเน้นความยุติธรรมของพระเจ้ามากเกินไปอาจนำไปสู่ความคิดที่ว่าการเสียสละของพระคริสต์ไม่สมบูรณ์ หรือความเมตตาของพระองค์ไม่ทรงพลังพอ
  2. ด้วยความเข้าใจทางจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ นักบุญเทเรซาค้นพบว่าเราสามารถถวายตัวในอีกวิธีหนึ่ง ไม่ใช่เพื่อตอบสนองความยุติธรรม แต่เพื่อให้ความรักอันไร้ขอบเขตขององค์พระผู้เป็นเจ้าแผ่ขยายออกไปอย่างอิสระ "โอ พระเจ้าของข้าพเจ้า! ความรักที่ถูกดูหมิ่นของพระองค์จะต้องถูกปิดตายอยู่ภายในพระหฤทัยของพระองค์หรือ? ...ดูเหมือนว่าหากพระองค์พบวิญญาณที่ถวายตัวเป็นเครื่องบูชาแด่ความรักของพระองค์ พระองค์จะเผาผลาญพวกเขาอย่างรวดเร็ว... พระองค์จะมีความสุขที่ไม่ต้องกักเก็บคลื่นแห่งความอ่อนโยนอันไร้ขอบเขตไว้ภายในพระองค์"
  3. มนุษย์สามารถปฏิเสธพระเจ้าได้อย่างอิสระ แต่จะเป็นการขัดขวางพระหฤทัยของพระคริสต์ จากการแผ่ขยาย "คลื่นแห่งความอ่อนโยนอันไร้ขอบเขต" ในโลกนี้ ที่เป็นเช่นนี้เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเคารพเสรีภาพของเรา สิ่งที่รบกวนจิตใจของนักบุญเทเรซาไม่ใช่ความยุติธรรมของพระเจ้า แต่เป็นความจริงที่ว่าความรักของพระคริสต์อาจถูกปฏิเสธ
  4. นี่คือที่มาของ บทภาวนาถวายตัว (Act of Oblation) ของนักบุญเทเรซาแห่งพระกุมารเยซู เป็นบทภาวนาถวายแด่ ความรักเมตตา ของพระเจ้า "ข้าพเจ้าขอถวายตัวเป็นเครื่องบูชาแด่ความรักเมตตาของพระองค์ ขอพระองค์เผาผลาญข้าพเจ้าอย่างไม่หยุดยั้ง ยอมให้คลื่นแห่งความอ่อนโยนอันไร้ขอบเขตที่ถูกปิดกั้นไว้ภายในพระองค์หลั่งไหลเข้าสู่วิญญาณของข้าพเจ้า..." สำหรับเทเรซา นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการให้พระหฤทัยของพระคริสต์เติมเต็มใจนาง แต่ยังเกี่ยวกับการให้ความรักนั้นแผ่ขยายไปสู่ผู้อื่นผ่านชีวิตของนาง "ในหัวใจของพระศาสนจักร พระมารดาของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะเป็นความรัก"
  5. องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงรับการถวายตัวของนาง หลังจากนั้นไม่นานนางกล่าวว่านางรู้สึกถึงความรักอันรุนแรงต่อผู้อื่น และยืนยันว่ามันมาจากพระหฤทัยของพระคริสต์ที่ยืดขยายผ่านตัวนาง

ความบูรณาการและความกลมกลืน (Integrity and Harmony)

  1. พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอเสนอให้เราพัฒนาวิธีการชดเชยนี้ ซึ่งกล่าวสั้นๆ คือ การมอบโอกาสใหม่แก่พระหฤทัยของพระคริสต์ในการแผ่ขยายเปลวไฟแห่งความรักอันเร่าร้อนและเปี่ยมพระคุณในโลกนี้ การทำเช่นนี้เป็นมากกว่าแค่ "การปลอบประโลม" พระคริสต์ แต่แสดงออกในการกระทำแห่งความรักฉันพี่น้อง ซึ่งเราเยียวยาบาดแผลของพระศาสนจักรและของโลก ด้วยวิธีนี้ เรามอบวิธีการแสดงออกใหม่ๆ แก่พลังเยียวยาของพระหฤทัยพระคริสต์
  2. "สิ่งที่ขาดตกบกพร่องในความทุกข์ทรมานของพระคริสต์เพื่อพระกายของพระองค์ คือพระศาสนจักร" ให้สมบูรณ์ในเนื้อหนังของเรา และพระคริสต์เองทรงยืดเวลาผลแห่งการมอบตนเองด้วยความรักของพระองค์ผ่านทางเรา
  3. พระเจ้าเลือกที่จะมาหาเราด้วยความถ่อมตนและความเล็กน้อย เมื่อพระองค์ตรัสว่า "จงเรียนรู้จากเรา เพราะเรามีใจอ่อนโยนและถ่อมตน" พระองค์ทรงแสดงให้เราเห็นว่า "เพื่อจะทำให้พระองค์เป็นที่รู้จัก พระองค์ต้องการความเล็กน้อยของเรา การถ่อมตัวลงของเรา"
  4. การกระทำแห่งความรักต่อเพื่อนบ้าน จะเป็นเช่นนั้นได้ก็ต่อเมื่อได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยความรักของพระคริสต์เอง พระองค์ทรงทำให้เรารักได้เหมือนที่พระองค์ทรงรัก และด้วยวิธีนี้ พระองค์ทรงรักและรับใช้ผู้อื่นผ่านทางเรา เมื่อใจของเราต้อนรับความรักของพระคริสต์ด้วยความไว้วางใจอย่างสมบูรณ์ เราจะสามารถรักผู้อื่นได้อย่างที่พระคริสต์ทรงทำ ด้วยความถ่อมตนและความใกล้ชิดกับทุกคน
  5. ท้ายที่สุด การชดเชยที่เราถวายแด่พระหฤทัยของพระคริสต์นั้น มุ่งตรงไปยังพระบิดา ผู้ทรงพอพระทัยที่จะเห็นเรารวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสต์ เมื่อใดก็ตามที่เราถวายตัวเราผ่านทางพระองค์ พร้อมกับพระองค์ และในพระองค์

การนำความรักไปสู่โลก (BRINGING LOVE TO THE WORLD)

  1. ข่าวสารของคริสตชนจะดึงดูดใจเมื่อได้รับการสัมผัสและแสดงออกในองค์รวม ไม่ใช่แค่ที่หลบภัยสำหรับความคิดศรัทธา เราจะถวายการนมัสการแบบใดแด่พระคริสต์ หากเราพอใจแค่ความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระองค์ แต่ไม่แสดงความสนใจที่จะบรรเทาความทุกข์ของผู้อื่น? ในทางกลับกัน งานของเราในฐานะคริสตชนเพื่อสังคมที่ดีขึ้นก็ไม่ควรบดบังแรงบันดาลใจทางศาสนา เราจึงควรสรุปบทนี้ด้วยการระลึกถึงมิติพันธกิจ (Missionary dimension) ของความรักที่เรามีต่อพระหฤทัยของพระคริสต์
  2. การมอบถวายตัวแด่พระหฤทัยของพระคริสต์ต้อง "ถูกมองในความสัมพันธ์กับกิจกรรมพันธกิจของพระศาสนจักร" เพราะมันตอบสนองต่อความปรารถนาของพระหฤทัยพระเยซูที่จะแผ่ขยายความมุ่งมั่นต่อพระอาณาจักรไปทั่วโลก ผ่านทางสมาชิกในพระวรกายของพระองค์
  3. เปลวไฟแห่งความรักของพระหฤทัยศักดิ์สิทธิ์ขยายตัวผ่านการออกไปทำพันธกิจของพระศาสนจักร นักบุญวินเซนต์ เดอ ปอล เชิญชวนศิษย์ให้ภาวนาขอ "จิตวิญญาณนี้ พระหฤทัยนี้ ที่ทำให้เราไปทุกที่... พระองค์ทรงส่งเราไป... เพื่อนำไฟไปทุกที่"
  4. นักบุญเปาโลที่ 6 ตั้งข้อสังเกตว่า ภารกิจอภิบาลและความกระตือรือร้นในการแพร่ธรรมจะลุกโชน หากเราพินิจแบบอย่างความรักนิรันดร์ที่พระคริสต์ทรงแสดง พันธกิจกลายเป็นเรื่องของความรัก อันตรายที่สุดในพันธกิจคือ ท่ามกลางสิ่งที่เราพูดและทำ เราล้มเหลวในการนำมาซึ่งการพบปะที่เปี่ยมสุขกับความรักของพระคริสต์
  5. พันธกิจ ในฐานะการแผ่รัศมีแห่งความรักของพระหฤทัยพระคริสต์ ต้องการมิชชันนารีที่กำลังตกหลุมรัก และรู้สึกผูกพันที่จะแบ่งปันความรักที่เปลี่ยนชีวิตของพวกเขา พวกเขาไม่อดทนเมื่อเสียเวลาไปกับการถกเถียงเรื่องรอง เพราะความห่วงใยสูงสุดคือการแบ่งปันสิ่งที่ตนได้รับรู้มา พวกเขาต้องการให้ผู้อื่นรับรู้ความดีและความงามของผู้เป็นที่รักผ่านความพยายามของพวกเขา ดังที่ดันเต้ อาลีกีเอรี พยายามแสดงตรรกะของความรักนี้ "ความรักที่แสนหวานทำให้ฉันรู้สึกว่า ถ้าฉันไม่สูญเสียความกล้าไปเสียก่อน ฉันจะพูดออกมาและทำให้ทุกคนตกหลุมรัก"
  6. การที่สามารถพูดถึงพระคริสต์ จนผู้อื่นแสวงหาที่จะรักพระองค์ เป็นความปรารถนาสูงสุดของผู้แพร่ธรรมวิญญาณ พลวัตแห่งความรักนี้ไม่เกี่ยวกับ การบังคับเข้ารีต (Proselytism) ถ้อยคำของคนรักไม่รบกวนผู้อื่น ไม่เรียกร้อง หรือบังคับ แต่เพียงนำผู้อื่นให้ประหลาดใจกับความรักเช่นนั้น ด้วยความเคารพอย่างสูงต่อเสรีภาพและศักดิ์ศรีของพวกเขา
  7. พระคริสต์ขอให้ท่านอย่าละอายที่จะบอกผู้อื่นเกี่ยวกับมิตรภาพของท่านกับพระองค์ ด้วยความรอบคอบและความเคารพ สำหรับหัวใจที่รัก นี่ไม่ใช่หน้าที่ แต่เป็นความต้องการที่ไม่อาจต้านทานได้ "วิบัติแก่ข้าพเจ้า หากข้าพเจ้าไม่ประกาศข่าวประเสริฐ!"

ในความสัมพันธ์แห่งการรับใช้ (In communion of service)

  1. เราไม่ควรคิดถึงพันธกิจนี้ว่าเป็นเรื่องระหว่างพระเยซูกับฉันเท่านั้น พันธกิจถูกสัมผัสในความสัมพันธ์กับชุมชนของเราและกับพระศาสนจักรทั้งหมด หากเราหันหลังให้ชุมชน มิตรภาพของเรากับพระเยซูจะเย็นชาลง ความรักต่อพี่น้องในชุมชนเป็นเหมือนเชื้อเพลิงที่หล่อเลี้ยงมิตรภาพของเรากับพระเยซู
  2. ความรักนี้จะกลายเป็นการรับใช้ภายในชุมชน พระเยซูทรงบอกเราชัดเจนว่า "ท่านทำสิ่งใดต่อพี่น้องผู้ต่ำต้อยที่สุดของเราคนหนึ่ง ท่านก็ทำสิ่งนั้นต่อเรา" พระองค์ทรงขอให้ท่านพบพระองค์ที่นั่น ในพี่น้องทุกคน โดยเฉพาะคนยากจน ผู้ถูกดูหมิ่น และผู้ถูกทอดทิ้ง
  3. หากเรากังวลกับการช่วยเหลือผู้อื่น นี่ไม่ได้หมายความว่าเรากำลังหันเหไปจากพระเยซู แต่เรากำลังพบพระองค์ในอีกทางหนึ่ง พระองค์ทรงอยู่ที่นั่นเสมอ ทรงทำงานร่วมกับเรา แบ่งปันความพยายามของเราในการทำความดี ความรักของพระองค์ปรากฏผ่านการรับใช้ของเราอย่างลึกลับ
  4. พระเยซูทรงเรียกท่านและส่งท่านออกไปเพื่อแพร่ขยายความดีในโลกของเรา ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ใด ท่านสามารถได้ยินเสียงเรียกของพระองค์ พระองค์สัญญาและจะทรงทำตามนั้น "เพราะเราอยู่กับท่านทุกวัน ตลอดไปจนสิ้นยุค"
  5. ในแบบฉบับของท่านเอง ท่านต้องเป็นมิชชันนารี เช่นเดียวกับอัครสาวกและศิษย์รุ่นแรกที่ออกไปประกาศความรักของพระเจ้า นักบุญเทเรซาสัมผัสสิ่งนี้ว่าเป็นส่วนสำคัญของการถวายตัวแด่ความรักเมตตา "ฉันต้องการให้ผู้เป็นที่รักของฉันได้ดื่ม และฉันรู้สึกว่าตัวเองถูกเผาผลาญด้วยความกระหายหาวิญญาณ" นั่นคือพันธกิจของท่านเช่นกัน หากท่านยอมรับความท้าทาย พระองค์จะทรงส่องสว่าง นำทาง และเสริมกำลังท่าน และท่านจะมีประสบการณ์ที่เปี่ยมความหมายซึ่งนำมาซึ่งความสุขมากมาย ไม่สำคัญว่าท่านจะเห็นผลลัพธ์ทันทีหรือไม่ จงปล่อยให้เป็นหน้าที่ขององค์พระผู้เป็นเจ้า

บทที่ 5 รักแลกด้วยรัก (2)