Skip to main content

book

พระสมณสาส์น
พระองค์ทรงรักเรา
(DILEXIT NOS)

ของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส

ว่าด้วยความรักของมนุษย์
และพระเจ้าแห่งพระหฤทัยของพระเยซูคริสต์


บทที่ 5 รักแลกด้วยรัก

(LOVE FOR LOVE)

  1. ในประสบการณ์ทางจิตวิญญาณของนักบุญมาร์กาเร็ต แมรี อลาค็อก นอกจากคำประกาศความรักอันเร่าร้อนที่มีต่อพระเยซูคริสต์แล้ว เรายังพบคำเชิญชวนที่ท้าทายและเป็นส่วนตัวอย่างลึกซึ้งให้เรามอบชีวิตของเราไว้กับองค์พระผู้เป็นเจ้า ความรู้ที่ว่าเราได้รับความรัก และความไว้วางใจอย่างสมบูรณ์ในความรักนั้น ไม่ได้ลดทอนความปรารถนาของเราที่จะตอบสนองอย่างใจกว้าง แม้เราจะมีความเปราะบางและข้อบกพร่องมากมายก็ตาม

คำคร่ำครวญและคำขอ (A LAMENT AND A REQUEST)

  1. เริ่มตั้งแต่การประจักษ์ครั้งสำคัญครั้งที่สองต่อนักบุญมาร์กาเร็ต แมรี พระเยซูตรัสถึงความโศกเศร้าที่พระองค์รู้สึก เพราะความรักอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ที่มีต่อมนุษยชาติได้รับสิ่งตอบแทนเป็น "เพียงความเนรคุณและความเฉยเมย" "ความเย็นชาและการดูหมิ่น" พระองค์ตรัสเสริมว่า "สิ่งนี้ทำให้เราเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าทุกสิ่งที่เราได้รับในมหาทรมานของเรา"
  2. พระเยซูตรัสถึงความกระหายในความรัก และทรงเปิดเผยว่าพระหฤทัยของพระองค์ไม่เมินเฉยต่อวิธีที่เราตอบสนองต่อความกระหายนั้น ดังพระวาจาที่ว่า "เรากระหาย แต่ด้วยความกระหายอันเร่าร้อนที่จะได้รับความรักจากมนุษย์ในศีลมหาสนิท จนความกระหายนี้เผาผลาญเรา และเราไม่พบผู้ใดที่พยายามตามความปรารถนาของเรา ที่จะดับความกระหายของเรา โดยการตอบแทนความรักของเรา" พระเยซูทรงขอความรัก เมื่อใจของผู้มีความเชื่อตระหนักถึงสิ่งนี้ การตอบสนองโดยธรรมชาติคือความรัก ไม่ใช่ความปรารถนาที่จะเพิ่มการเสียสละหรือเพียงแค่ทำหน้าที่อันหนักอึ้งให้เสร็จสิ้นไป "ข้าพเจ้าได้รับพระหรรษทานแห่งความรักของพระองค์มากจนเกินจะวัดได้ และข้าพเจ้ารู้สึกถูกกระตุ้นด้วยความปรารถนาที่จะตอบสนองต่อสิ่งเหล่านั้นบ้าง และตอบสนองด้วยรักแลกด้วยรัก" ดังที่พระสันตะปาปาเลโอที่ 13 ทรงชี้ให้เห็นว่า ผ่านภาพลักษณ์ของพระหฤทัยศักดิ์สิทธิ์ ความรักของพระคริสต์ "กระตุ้นเราให้คืนรักด้วยรัก"

การขยายความรักของพระคริสต์สู่พี่น้องของเรา
(EXTENDING CHRIST'S LOVE TO OUR BROTHERS AND SISTERS)

  1. พระวาจาของพระเจ้าสอนเราว่า การตอบสนองต่อความรักของพระหฤทัยพระคริสต์ได้ดีที่สุด คือการรักพี่น้องของเรา ไม่มีวิธีใดที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่านี้ นั้นคือ “การคืนรักด้วยรัก” ดั่งที่ว่า "ท่านทำสิ่งใดต่อพี่น้องผู้ต่ำต้อยที่สุดของเราคนหนึ่ง ท่านก็ทำสิ่งนั้นต่อเรา" "เพราะธรรมบัญญัติทั้งสิ้นสรุปได้เป็นข้อเดียวคือ 'จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง'" "เรารู้ว่าเราได้ผ่านจากความตายไปสู่ชีวิตแล้ว เพราะเรารักพี่น้อง ผู้ที่ไม่รักก็ยังอยู่ในความตาย" "ผู้ที่ไม่รักพี่น้องที่มองเห็นได้ จะรักพระเจ้าที่มองไม่เห็นไม่ได้"
  2. ความรักไม่ได้เกิดจากความพยายามของเราเอง แต่ความรักก่อเกิดจาก การเปลี่ยนหัวใจที่เห็นแก่ตัวของเรา เราจึงควรสวดซ้ำบ่อยๆ ว่า "ข้าแต่พระเยซู โปรดทำให้ใจของลูกเหมือนพระทัยของพระองค์" เฉกเช่นกับนักบุญเปาโลที่สอนว่า "จงมีความคิดจิตใจแบบเดียวกับที่มีในพระเยซูคริสต์"
  3. ในประวัติศาสตร์ของจักรวรรดิโรมัน เป็นกลุ่มคริสตชนที่ดูแลผู้ยากจน คนต่างชาติ และผู้ที่อยู่ชายขอบของสังคม แม้จักรพรรดิจูเลียนไม่จะเชื่อในศาสนาใด ท่านกลับยอมรับเมตตากิจของบรรดาคริสตชน ในจดหมายของท่านฉบับหนึ่ง ท่านได้กล่าวยกย่องคริสตชนว่า พวกเขาควรได้รับความเคารพและเอาเป็นแบบอย่าง พวกเขาช่วยเหลือคนยากจนและปฏิบัติต่อคนแปลกหน้าเป็นอย่างดี เพราะคนพวกนี้มักถูกเมินเฉยและถูกดูถูกดูแคลน แม้จักรพรรดิจูเลียนจะดูเหมิ่นคริสตชน แต่มโนธรรมของเขาก็ได้บอกว่า "นอกจากพวกคริสตชนจะเลี้ยงดูคนของพวกเขาเองแล้ว ยังเลี้ยงดูคนยากจนและขัดสนของเราด้วย ซึ่งไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ จากเรา" จักรพรรดิจึงยืนกรานถึงความจำเป็นที่จะต้องสร้างสถาบันการกุศลขึ้นมาแข่งขัน แต่จูเลียนไม่บรรลุวัตถุประสงค์ เพราะสิ่งที่รองรับงานเหล่านั้นไม่มีอะไรเทียบได้กับความรักแบบคริสตชนที่เคารพในศักดิ์ศรีที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคล
  4. เป็นพระเยซูคริสต์พระองค์เองที่ทรงคลุกคลีกับที่ถูกด้อยค่าในสังคม "พระเยซูทรงนำสิ่งใหม่ที่ยิ่งใหญ่มาสู่โลก คือการยอมรับศักดิ์ศรีของทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่ถูกพิจารณาว่า 'ไร้ค่า' หลักการใหม่ในประวัติศาสตร์มนุษย์นี้... ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของโลก มันทำให้เกิดสถาบันที่ดูแลผู้ที่อยู่ในสภาวะด้อยโอกาส เช่น ทารกที่ถูกทอดทิ้ง เด็กกำพร้า ผู้สูงอายุที่ไร้คนดูแล ผู้ป่วยทางจิต และผู้ที่มีโรคร้ายแรง"
  5. ยามใดที่เรามองไปยังดวงหฤทัยที่ถูกแทงของพระเยซูเจ้า เรารับรู้ว่า “พระองค์ทรงรับเอาความอ่อนแอของเราและแบกโรคภัยไข้เจ็บของเราไป" เป็นแรงบันดาลใจ ให้พวกเราได้ใส่ใจต่อความทุกข์และความต้องการของผู้อื่นมากขึ้นด้วยเช่นกัน เพื่อพวกเราจะได้มั่นใจว่า เราเองก็สามารถมีส่วนร่วมในการไถ่กู้ของพระคริสต์ ในฐานะเครื่องมือสำหรับการแพร่ขยายความรักของพระองค์ และอาจจะเกิดคำถามในใจของเราได้ว่า ทำไมเราจึงไม่ควรพร้อมที่จะสละชีวิตเพื่อผู้อื่นด้วยเช่นกัน "เรารู้จักความรักด้วยการที่พระองค์ทรงสละชีวิตเพื่อเรา และเราก็ควรสละชีวิตเพื่อพี่น้องเช่นกัน"

เสียงสะท้อนในประวัติศาสตร์จิตวิญญาณ
(ECHOES IN THE HISTORY OF SPIRITUALITY)

  1. สายใยเชื่อมโยงระหว่างการอุทิศตนต่อพระหฤทัยของพระเยซูและความมุ่งมั่นต่อพี่น้องของเรา เป็นสิ่งที่คงอยู่ในประวัติศาสตร์จิตวิญญาณคริสตชนเสมอมา

เป็นน้ำพุที่สามารถดื่มกินได้ (Being a fountain from which others can drink)

  1. เริ่มจากท่านออริเจนและตามด้วยปิตาจารย์ของพระศาสนจักร ได้ไตร่ตรองพระวาจาของยอห์นที่ว่า "แม่น้ำที่มีน้ำแห่งชีวิตจะไหลออกมาจากใจของเขา" สำหรับผู้ที่วางใจในพระคริสต์ ความเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสต์ไม่ได้เพื่อดับความกระหายของเราเอง แต่ยังทำให้เราเป็นบ่อน้ำพุแห่งชีวิตสำหรับผู้อื่นด้วย ออริเจนเขียนว่าพระคริสต์ทรงทำให้คำสัญญาเป็นจริงโดยทำให้น้ำพุแห่งน้ำจืดพุ่งขึ้นภายในเรา "วิญญาณมนุษย์ ซึ่งถูกสร้างตามพระฉายาของพระเจ้า สามารถบรรจุและหลั่งไหลออกมาซึ่งบ่อน้ำ น้ำพุ และแม่น้ำ"
  2. นักบุญแอมโบรสแนะนำให้ดื่มน้ำพุนี้ลึกซึ้ง "เพื่อที่น้ำพุแห่งชีวิตนิรันดร์จะได้เอ่อล้นในตัวท่าน" นักบุญออกัสตินมองว่ากระแสน้ำที่ไหลออกจากผู้มีความเชื่อนี้คือความเมตตากรุณา นักบุญโทมัส อไควนัส ยืนยันว่าเมื่อใดก็ตามที่ใครสักคน "รีบเร่งแบ่งปันของประทานแห่งพระหรรษทานที่ได้รับจากพระเจ้า น้ำแห่งชีวิตก็ไหลออกจากใจของเขา"
  3. แม้ว่า "เครื่องบูชาที่ถวายบนไม้กางเขน... จะเป็นการชดเชยที่อุดมสมบูรณ์และไร้ขอบเขตสำหรับบาปของมนุษยชาติ" แต่พระศาสนจักรซึ่งเกิดจากพระหฤทัยของพระคริสต์ ก็ยืดเวลาและมอบผลแห่งมหาทรมานเพื่อการไถ่กู้นั้น ในทุกยุคทุกสมัย
  4. เฉกเช่นกับพระนางมารีย์ผู้เป็นคนกลาง เป็นผู้เสนอวิงวอนและเป็นมารดาของเรา เปรียบเสมือนเป็นหัวใจของพระศาสนจักร "การมีส่วนร่วมในแหล่งกำเนิดเดียว ซึ่งคือการเป็นคนกลางของพระคริสต์เอง" ผู้ทรงเป็นพระผู้ไถ่เพียงพระองค์เดียว การอุทิศตนต่อหัวใจของพระแม่มารีย์ไม่ได้ลดทอนการนมัสการพระหฤทัยของพระคริสต์ แต่กลับเพิ่มพูนขึ้น ขอบคุณพระหรรษทานที่หลั่งไหลจากสีข้างที่เปิดออกของพระคริสต์ พระศาสนจักร พระแม่มารีย์ และผู้มีความเชื่อทุกคน สามารถกลายเป็นกระแสน้ำแห่งชีวิตได้ในรูปแบบต่างๆ

ภราดรภาพและรหัสยะ (Fraternity and mysticism)

  1. นักบุญเบอร์นาร์ด เมื่อกระตุ้นให้เราเป็นหนึ่งเดียวกับพระหฤทัยของพระคริสต์ การอุทิศตนนี้ช่างร่ำรวยเหเหลือเกิน ทำให้กลับใจของคนบาปตั้งอยู่บนความรัก ความชั่วร้ายถูกเอาชนะด้วยความดี "ความอ่อนหวานเอาชนะความอ่อนหวาน เหมือนตะปูตัวหนึ่งตอกไล่อีกตัวหนึ่งออกไป"
  2. นักบุญฟรานซิส เดอ ซาลส์ ได้รับแรงบันดาลใจจากพระวจนะที่ว่า "จงเรียนรู้จากเรา เพราะเรามีใจอ่อนโยนและถ่อมตน" ท่านกล่าวว่าแม้ในเรื่องที่เรียบง่ายและธรรมดาที่สุด เราก็สามารถ "ขโมย" พระหฤทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้ "ความอดทนในชีวิตประจำวัน อาการปวดหัว ปวดฟัน เป็นหวัด นิสัยน่ารำคาญของสามีหรือภรรยา... จงมั่นใจว่าความทุกข์เหล่านี้ แม้จะเล็กน้อย แต่หากยอมรับด้วยความรัก ก็เป็นที่พอพระทัยอย่างยิ่งต่อพระเจ้า" ท้ายที่สุด การตอบสนองของเราต่อความรักของพระหฤทัยพระคริสต์แสดงออกในความรักต่อเพื่อนบ้าน "ความรักที่มั่นคง ไม่หวั่นไหว... องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงรักเราอย่างไม่หยุดยั้ง ทรงอดทนต่อข้อบกพร่องของเรามากมาย เพราะเหตุนี้ เราต้องทำเช่นเดียวกันกับพี่น้องของเรา ไม่เหนื่อยหน่ายที่จะอดทนต่อพวกเขา"
  3. ตลอดชีวิตของนักบุญชาร์ลส์ เดอ ฟูโกด์ ท่านได้แสวงหาและเลียนแบบพระเยซูเจ้า โดยการดำเนินชีวิตและกระทำเช่นเดียวกับพระองค์ ท่านกล่าวว่า "ข้าพเจ้าปรารถนาความทุกข์ทรมานเพื่อคืนรักด้วยรัก เพื่อเลียนแบบพระองค์... เพื่อเข้าสู่การงานของพระองค์ เพื่อถวายตัวข้าพเจ้าพร้อมกับพระองค์..." ความปรารถนาที่จะนำความรักของพระเยซูไปสู่ผู้อื่น นำท่านไปสู่การเป็น "พี่น้องสากล" ยอมให้ตนเองถูกหล่อหลอมโดยพระหฤทัยของพระคริสต์ ท่านพยายามโอบอุ้มมนุษยชาติที่ทนทุกข์ไว้ในหัวใจฉันพี่น้องของท่าน "หัวใจของเรา ต้องเหมือนกับของพระเยซู คือต้องโอบกอดมนุษย์ทุกคน"
  4. นักบุญวินเซนต์ เดอ ปอล กระตุ้นให้สมาชิกในคณะ "ค้นหาคำปลอบโยนในพระหฤทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อมอบให้แก่คนเจ็บป่วยที่ยากจน" หากคำพูดนั้นจะน่าเชื่อถือ ใจของเราเองต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงจากความรักและความอ่อนโยนของพระหฤทัยพระคริสต์เสียก่อน "เราควรพยายามอย่างยิ่งที่จะเรียนรู้บทเรียนที่พระคริสต์สอน 'จงเรียนรู้จากเรา เพราะเรามีใจอ่อนโยนและถ่อมตน'... ถ้าเราปฏิบัติตามนี้ เราจะเอาชนะใจคนได้... สิ่งนั้นจะไม่เกิดขึ้นหากเราปฏิบัติต่อผู้คนอย่างรุนแรงหรือแข็งกร้าว"

การชดเชย การสร้างบนซากปรักหักพัง (REPARATION BUILDING ON THE RUINS)

  1. ต่อไปนี้เราพยายามทำความเข้าใจความหมายที่เหมาะสมของ "การชดเชย" (Reparation) ต่อพระหฤทัยของพระคริสต์ในแสงสว่างของพระวาจาของพระเจ้า

ความสำคัญทางสังคมของการชดเชยต่อพระหฤทัยของพระคริสต์ (The social significance of reparation to the heart of Christ)

  1. นักบุญยอห์น ปอล ที่ 2 กล่าวถึงการมอบตัวเราแด่พระหฤทัยของพระคริสต์ว่าดังนี้ "บนซากปรักหักพังที่สั่งสมมาจากความเกลียดชังและความรุนแรง อารยธรรมแห่งความรักที่ปรารถนาอย่างยิ่ง อาณาจักรแห่งพระหฤทัยของพระคริสต์ จะสามารถถูกสร้างขึ้นได้" สิ่งนี้ต้องการให้เรา "รวมความรักฉันลูกต่อพระเจ้าและความรักต่อเพื่อนบ้านเข้าด้วยกัน" และนี่คือ "การชดเชยที่แท้จริงที่พระหฤทัยของพระผู้ไถ่ทรงร้องขอ" ท่ามกลางความพินาศที่ความชั่วร้ายก่อขึ้น พระหฤทัยของพระคริสต์ปรารถนาให้เราร่วมมือกับพระองค์ในการฟื้นฟูความดีและความงามให้กับโลกของเรา
  2. เพราะบาปทำร้ายพระศาสนจักรและสังคมมนุษย์ การทำบาปซ้ำแล้วซ้ำอีก จะมีผลต่อผู้อื่น จนกลายเป็น "โครงสร้างแห่งบาป" ซึ่งส่งผลกระทบต่อการพัฒนาของผู้คน สังคมจะแปลกแยกหากรูปแบบขององค์กรทางสังคมทำให้การมอบตนเองและการสร้างความสมานฉันท์ระหว่างผู้คนยากขึ้น ไม่ใช่แค่บรรทัดฐานทางศีลธรรมเท่านั้นที่นำเราให้ต่อต้านโครงสร้างทางสังคมที่แปลกแยกเหล่านี้ แต่เป็น "การกลับใจใหม่ของหัวใจ" ของเราที่ "กำหนดภาระหน้าที่" ให้ซ่อมแซมโครงสร้างเหล่านี้ มันคือการตอบสนองต่อความรักของพระหฤทัยพระเยซู
  3. ชดเชยบาปจึงมีความสำคัญต่อโครงสร้างสังคมมนุษย์ การกระทำแห่งความรัก การรับใช้ และการคืนดีของเรา เพื่อให้เป็นการชดเชยอย่างแท้จริง จำเป็นต้องได้รับแรงบันดาลใจ แรงจูงใจ และพลังจากพระคริสต์ การชดเชยแบบคริสตชนไม่สามารถเข้าใจได้ว่าเป็นเพียงการรวมกลุ่มของงานภายนอก งานเหล่านี้ต้องการ "รหัสธรรม" (mystique) ต้องการจิตวิญญาณ ต้องการความหมายที่มอบความเข้มแข็งและพลังสร้างสรรค์ที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย พวกเขาต้องการชีวิต ไฟ และแสงสว่างที่แผ่ออกมาจากพระหฤทัยของพระคริสต์

การเยียวยาหัวใจที่บาดเจ็บ (Mending wounded hearts)

  1. การชดเชยเพียงภายนอกนั้นไม่เพียงพอ หากเราแต่ละคนพิจารณาบาปของตนและผลกระทบต่อผู้อื่น เราจะตระหนักว่าการซ่อมแซมความเสียหายที่ทำต่อโลกนี้ เรียกร้องความปรารถนาที่จะเยียวยาหัวใจที่บาดเจ็บ ซึ่งเป็นที่ที่ความเสียหายลึกซึ้งที่สุดและความเจ็บปวดรุนแรงที่สุด
  2. จิตวิญญาณแห่งการชดเชยจึง "นำเราไปสู่ความหวังว่าทุกบาดแผลสามารถรักษาได้ ไม่ว่าจะลึกเพียงใด... เจตนาที่จะแก้ไขและทำอย่างเป็นรูปธรรม เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับกระบวนการคืนดีและการกลับสู่สันติสุขของหัวใจ"

ความงามของการขอโทษ (The beauty of asking forgiveness)

  1. เจตนาดีเพียงอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องมีความปรารถนาภายในที่แสดงออกเป็นการกระทำภายนอก "การชดเชย หากจะเป็นแบบคริสตชน เพื่อสัมผัสใจของผู้ถูกกระทำ... ย่อมต้องการสองสิ่งที่เรียกร้องความกล้าหาญ การยอมรับความผิดของเรา และการขอโทษ... จากการยอมรับความผิดอย่างซื่อสัตย์... ความปรารถนาที่จะแก้ไขจึงเกิดขึ้น"
  2. เราไม่ควรคิดว่าการยอมรับบาปของเราต่อหน้าผู้อื่นเป็นการลดเกียรติหรือดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ในทางตรงกันข้าม มันเรียกร้องให้เราหยุดหลอกตัวเองและยอมรับอดีตของเราตามที่เป็นจริง ซึ่งมีรอยด่างพร้อยจากบาป "การกล่าวโทษตนเองเป็นส่วนหนึ่งของปรีชาญาณแบบคริสตชน... เป็นที่พอพระทัยต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า"
  3. ส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณแห่งการชดเชยคือธรรมเนียมการขอโทษจากพี่น้อง ซึ่งแสดงถึงความสูงส่งท่ามกลางความอ่อนแอของเรา การขอโทษเป็นวิธีการรักษาความสัมพันธ์ เพราะมัน "เปิดบทสนทนาอีกครั้งและแสดงเจตจำนงที่จะสร้างสายใยแห่งความรักฉันพี่น้องขึ้นใหม่... มันสัมผัสใจพี่น้อง นำความบรรเทา และบันดาลให้เกิดการยอมรับการให้อภัย... แม้สิ่งที่แก้ไขไม่ได้อาจไม่ได้รับการซ่อมแซมอย่างสมบูรณ์ แต่ความรักสามารถเกิดขึ้นใหม่ได้เสมอ ทำให้ความเจ็บปวดนั้นพอทนได้"
  4. หัวใจที่สามารถมีความทุกข์ใจจะเติบโตในภราดรภาพและความสมานฉันท์ คนที่มีความทุกข์ใจ "แทนที่จะรู้สึกโกรธและสะดุดใจในความล้มเหลวของพี่น้อง กลับร้องไห้เพราะบาปของพวกเขา... เกิดการกลับตาลปัตร... โดยพระหรรษทานของพระเจ้า เรากลายเป็นคนเข้มงวดกับตัวเองและเมตตาต่อผู้อื่น"

บทที่ 5 รักแลกด้วยรัก (1)