Skip to main content

book

พระสมณสาส์น
พระเจ้าทรงรักท่าน
(DILEXI TE)

พระราชดำรัสเตือนใจ (Apostolic Exhortation)

ฉบับแรกของสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 


บทที่ 4 ประวัติศาสตร์ที่ดำเนินต่อไป

ศตวรรษแห่งคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร

82. ในสองศตวรรษที่ผ่านมา ได้มีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและสังคม พร้อมด้วยความขัดแย้งต่างๆ ในสังคม ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อชีวิตคนยากจน แถมยังมีขบวนการต่างๆ ของผู้ใช้แรงงาน กลุ่มสตรี และคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ๆ พวกเขาต่อสู้กับการเลือกปฏิบัติในรูปแบบต่างๆ ก่อให้เกิด “การตระหนักรู้ใหม่” ถึงศักดิ์ศรีของผู้ที่อยู่ชายขอบสังคม คำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักรก็เกิดขึ้นจากบริบทนี้ พระศาสนจักรจึงวิเคราะห์บริบทของปัญหาสังคม แรงงาน เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมสมัยใหม่ โดยไม่อาจเพิกเฉยของส่วนร่วมของฆราวาส ทั้งชายและหญิง (ผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาส) ที่ต่อสู้กับปัญหาใหญ่ในยุคของตน และผู้ที่อยู่เคียงข้างพวกเขาคือบรรดานักบวชชายหญิง ที่มีส่วนนำพระศาสนจักรก้าวไปในทิศทางงานอภิบาลใหม่ๆ การเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัยที่เรากำลังประสบอยู่นี้ ทำให้สะพานระหว่างผู้มีความเชื่อกับคำสอนอย่างเป็นทางการของพระศาสนจักร (Magisterium) ระหว่างสัตบุรุษทั่วไปกับผู้เชี่ยวชาญ ระหว่างปัจเจกบุคคลกับสถาบัน บางที เป็นคนที่อยู่วงนอกที่จะมองเห็นความจริงมากกว่าคนวงใน เราต้องฟังเสียงพวกเขา

83. ในรอบ 150 ปีที่ผ่านมา พระศาสนจักรมีคลังสมบัติ นั่นก็คือ คำสอนที่สำคัญๆ เกี่ยวกับคนยากจน บรรดาพระสังฆราชแห่งโรมได้มอบความเข้าใจใหม่ๆ ในเรื่องนี้ ตัวอย่างเช่น ในพระสมณสาส์น Rerum Novarum (Of New Things - เกี่ยวกับสิ่งใหม่ๆ) พระสันตะปาปาเลโอที่ 13 กล่าวถึงปัญหาแรงงาน โดยชี้ถึงสภาพความเป็นอยู่คนงานอุตสาหกรรมจำนวนมากที่เกินจะทนไหว และท่านได้เสนอสังคมที่ปฏิบัติต่อคนงานอย่างเป็นธรรม พระสันตะปาปาองค์อื่นๆ ก็ตรัสในหัวข้อนี้เช่นกัน นักบุญยอห์นที่ 23 ในพระสมณสาส์น Mater et Magistra (1961) (Mother and Teacher - พระศาสนจักรแม่และผู้สั่งสอน) เรียกร้องความยุติธรรมในระดับโลก ประเทศร่ำรวยไม่สามารถเพิกเฉยต่อประเทศที่หิวโหยและยากจนอย่างรุนแรงได้อีกต่อไป แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขาถูกเรียกร้องให้ช่วยเหลืออย่างใจกว้างด้วยทรัพย์สินทั้งหมดที่มี

84. สภาสังคายนาวาติกันที่ 2 เป็นหมุดหมายสำคัญในความเข้าใจของพระศาสนจักรเกี่ยวกับคนยากจนในแผนการกอบกู้ของพระเจ้า แม้หัวข้อนี้จะยังคงเป็นเรื่องรองในเอกสารเตรียมการ พระสันตะปาปายอห์นที่ 23 ได้กล่าวทางวิทยุเมื่อวันที่ 11 กันยายน 1962 หนึ่งเดือนก่อนเปิดสภาสังคายนา ท่านได้เรียกร้องให้มีความสนใจต่อปัญหานี้ “พระศาสนจักรนำเสนอตัวเธออย่างที่เป็นและอย่างที่ปรารถนาจะเป็น พระศาสนจักรของทุกคนและโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระศาสนจักรของคนยากจน” ด้วยการมีส่วนร่วมของบรรดาพระสังฆราช นักเทววิทยา และผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ได้มอบทิศทางใหม่ให้แก่สภาสังคายนาวาติกันที่ 2 โดยเน้นการมีพระคริสต์เป็นศูนย์กลา ทั้งในระดับหลักคำสอนและด้านสังคม หนึ่งในบิดาแห่งสภาสังคายนาหลายท่านสนับสนุนแนวทางนี้ ดังที่พระคาร์ดินัลเลอร์กาโรได้กล่าว (6 ธันวาคม 1962) ว่า “ความลึกลับของพระคริสต์ในพระศาสนจักรเป็นเช่นนั้นเสมอมา และในวันนี้ โดยวิธีพิเศษ คือความลึกลับของพระคริสต์ในคนยากจน” ท่านกล่าวต่อว่า “นี่ไม่ใช่แค่หัวข้อหนึ่งในหัวข้ออื่นๆ แต่ในแง่หนึ่งเป็นหัวข้อเดียวของสภาสังคายนาโดยรวม” อัครพระสังฆราชแห่งโบโลญญา ในการเตรียมข้อความสำหรับการแทรกแซงนี้ ได้บันทึกว่า “นี่คือเวลาของคนยากจน ของคนยากจนนับล้านทั่วโลก นี่คือเวลาแห่งความลึกลับของพระศาสนจักรในฐานะมารดาของคนยากจน นี่คือเวลาแห่งความลึกลับของพระคริสต์ ผู้ประทับอยู่อย่างยิ่งในคนยากจน” มีความรู้สึกที่เพิ่มขึ้นถึงความจำเป็นสำหรับภาพลักษณ์ใหม่ของพระศาสนจักร ที่เรียบง่ายและสมถะกว่า โอบกอดประชากรทั้งหมดของพระเจ้าและการประทับอยู่ของพระองค์ในประวัติศาสตร์ พระศาสนจักรที่คล้ายคลึงกับองค์พระผู้เป็นเจ้าของเธอมากกว่าอำนาจทางโลก และทำงานเพื่อส่งเสริมความมุ่งมั่นที่เป็นรูปธรรมของมนุษยชาติทั้งมวลในการแก้ปัญหาความยากจนมหาศาลในโลก

85. ในการเปิดประชุมสังคายนาวาติกันที่ 2 พระสันตะปาปาเปาโลที่ 6 ได้รับต่อยอดความสนใจพิเศษ “ไปยังคนยากจน ผู้ขัดสน ผู้ทุกข์ใจ ผู้หิวโหย ผู้ทนทุกข์ ผู้ถูกจองจำ นั่นคือ เธอมองไปยังมนุษยชาติทั้งมวลที่ทนทุกข์และร้องไห้ เธอเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขาโดยสิทธิ์แห่งพระวรสาร” ในการเข้าเฝ้าทั่วไปเมื่อ 11 พฤศจิกายน 1964 ท่านได้ชี้ว่า “คนยากจนเป็นตัวแทนของพระคริสต์” และเปรียบเทียบภาพลักษณ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าในคนยากจนกับที่เห็นในพระสันตะปาปา ท่านยืนยันความจริงนี้ด้วยถ้อยคำเหล่านี้ “การเป็นตัวแทนของพระคริสต์ในคนยากจนนั้นเป็นสากล คนยากจนทุกคนสะท้อนพระคริสต์ ส่วนของพระสันตะปาปานั้นเป็นส่วนบุคคล... คนยากจนและนักบุญเปโตรสามารถเป็นหนึ่งเดียวในบุคคลเดียวกัน สวมใส่การเป็นตัวแทนสองแบบ คือความยากจนและอำนาจหน้าที่” ด้วยวิธีนี้ ความเชื่อมโยงภายในระหว่างพระศาสนจักรและคนยากจนจึงถูกแสดงออกเชิงสัญลักษณ์และด้วยความชัดเจนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

86. ธรรมนูญ Gaudium et Spes (Joy and Hopeความชื่นชมยินดีและความหวัง) โดยต่อยอดจากคำสอนของปิตาจารย์ของพระศาสนจักร ได้ยืนยันอย่างหนักแน่นถึงจุดหมายปลายทางสากลของทรัพย์สินในโลกและหน้าที่ทางสังคมของทรัพย์สินที่เกิดจากสิ่งนั้น ธรรมนูญระบุว่า “พระเจ้าทรงกำหนดให้โลกและทุกสิ่งที่อยู่ในนั้นเป็นของประชากรและประชาชาติทั้งปวง เพื่อที่สรรพสิ่งที่ถูกสร้างจะได้ถูกแบ่งปันอย่างเป็นธรรมแก่มนุษยชาติทั้งหมด ภายใต้การนำของความยุติธรรมที่เจือด้วยความรัก... ในการใช้สิ่งของ ผู้คนควรถือว่าทรัพย์สินภายนอกที่ตนครอบครองโดยชอบธรรมนั้นไม่ใช่แค่ของตนเอง แต่เป็นของส่วนรวมด้วย ในแง่ที่ว่ามันสามารถเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นได้เช่นเดียวกับตนเอง ดังนั้น ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะครอบครองทรัพย์สินของโลกในจำนวนที่เพียงพอสำหรับตนเองและครอบครัว... บุคคลที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดมีสิทธิ์ที่จะ เอาสิ่งที่จำเป็นจากความมั่งคั่งของผู้อื่น... โดยธรรมชาติ ทรัพย์สินส่วนบุคคลมีมิติทางสังคมซึ่งตั้งอยู่บนกฎแห่งจุดหมายปลายทางร่วมกันของทรัพย์สินในโลก เมื่อใดที่แง่มุมทางสังคมถูกลืม การเป็นเจ้าของมักกลายเป็นวัตถุแห่งความโลภและแหล่งของความวุ่นวายร้ายแรง” ความเชื่อมั่นนี้ได้รับการย้ำโดยพระสันตะปาปาเปาโลที่ 6 ในพระสมณสาส์น Populorum Progressio (On the Development of Peoples – ว่าด้วยเรื่องความก้าวหน้าของปวงชน) ว่าไม่ควรเลยที่จะ “ถือครองทรัพย์สินส่วนเกินเพื่อใช้ส่วนตัวแต่เพียงผู้เดียว เมื่อผู้อื่นขาดแคลนสิ่งจำเป็นพื้นฐานของชีวิต” ในสุนทรพจน์ที่สหประชาชาติ พระสันตะปาปาเปาโลที่ 6 ตรัสในฐานะทนายแก้ต่างให้ประชาชนที่ยากจน และกระตุ้นประชาคมระหว่างประเทศให้สร้างโลกแห่งความสมานฉันท์

87. กับพระสันตะปาปายอห์น ปอลที่ 2 ได้ผูกความสัมพันธ์พิเศษของพระศาสนจักรกับคนยากจน คำสอนของท่านมองการเลือกข้างคนยากจนว่าเป็น “รูปแบบพิเศษของความสำคัญอันดับแรกในการปฏิบัติความรักแบบคริสต์ ซึ่งธรรมประเพณีทั้งหมดของพระศาสนจักรเป็นพยานถึง” ในพระสมณสาส์น Sollicitudo Rei Socialis (The Social Concern or Concern for Social Issues – ความห่วงใยทางสังคม) ท่านกล่าวว่า “ในปัจจุบัน เมื่อเราพิจารณาถึงปัญหาทางสังคมในมิติระดับโลก ความรักที่เลือกข้างคนยากจน และการตัดสินใจที่มันดลใจเรา ไม่อาจไม่โอบกอดฝูงชนมหาศาลของผู้หิวโหย ผู้ขัดสน คนไร้บ้าน ผู้ขาดการดูแลทางการแพทย์ และเหนือสิ่งอื่นใด ผู้ที่สิ้นหวังในอนาคตที่ดีกว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่คำนึงถึงการมีอยู่ของความจริงเหล่านี้ การเพิกเฉยต่อสิ่งเหล่านี้จะหมายถึงการกลายเป็นเหมือน ‘เศรษฐี’ ที่แสร้งทำเป็นไม่รู้จักขอทานลาซารัสที่นอนอยู่ที่ ประตูบ้านของเขา (เทียบ ลก 16:19-31)” คำสอนของพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2 เกี่ยวกับงานก็มีความสำคัญเช่นกันสำหรับการพิจารณาบทบาทเชิงรุกที่คนยากจนควรมีในการฟื้นฟูพระศาสนจักรและสังคม จึงละทิ้ง “ความเป็นพ่อแบบอุปถัมภ์” (paternalism) บางอย่างที่จำกัดตัวเองเพียงตอบสนองความต้องการเฉพาะหน้าของคนยากจน ในพระสมณสาส์น Laborem Exercens (Through Work - ผ่านทางการทำงาน) ท่านระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า “งานของมนุษย์เป็นกุญแจสำคัญ อาจเป็นกุญแจสำคัญที่สุด ต่อปัญหาสังคมทั้งหมด”

88. เราได้เริ่มสหัสวรรษที่สาม ด้วยวิกฤตการณ์ในหลายๆ ด้าน พระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ในพระสมณสาส์น Caritas in Veritate (Charity in Truth – ความรักในความจริง) ท่านยืนยันว่า “ยิ่งเราพยายามสร้างความดีส่วนรวมที่สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของเพื่อนมนุษย์ เราก็ยิ่งรักพวกเขาอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น” นอกจากนี้ ท่านยังสังเกตว่า “ความหิวโหยไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขาดแคลนวัตถุมากเท่ากับการขาดแคลนทรัพยากรทางสังคม ซึ่งที่สำคัญที่สุดคือทรัพยากรเชิงสถาบัน กล่าวอีกนัยหนึ่ง สิ่งที่ขาดหายไปคือเครือข่ายสถาบันทางเศรษฐกิจที่สามารถรับประกันการเข้าถึงอาหารและน้ำที่เพียงพอต่อความต้องการทางโภชนาการอย่างสม่ำเสมอ และยังสามารถจัดการกับความต้องการและความจำเป็นขั้นพื้นฐานที่เกิดจากวิกฤตอาหารที่แท้จริง ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุธรรมชาติหรือความไม่รับผิดชอบทางการเมือง ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ”

89. พระสันตะปาปาฟรังซิสทรงเห็นว่าในทศวรรษหลังๆ มานี้ สภาพระสังฆราชแห่งชาติและระดับภูมิภาคโดยเฉพาะในละตินอเมริกา ที่เน้น “ความสัมพันธ์ของพระศาสนจักรกับคนยากจน” เป็นสิ่งที่จำเป็นของพระศาสนจักรที่จะเป็นหนึ่งเดียวกับคนยากจนและมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการรักษาเสรีภาพของพวกเขา พระศาสนจักรขับเคลื่อนด้วยมวลชนคนยากจนที่ทนทุกข์จากการว่างงาน การจ้างงานต่ำกว่าระดับ ค่าจ้างที่ไม่เป็นธรรม และสภาพความเป็นอยู่ที่ต่ำกว่ามาตรฐาน การเป็นมรณสักขีของนักบุญออสการ์ โรเมโร อัครพระสังฆราชแห่งซานซัลวาดอร์ เป็นพยานที่ทรงพลังและแรงบันดาลใจสำหรับพระศาสนจักร ท่านรับเอาความทุกข์ยากของคนส่วนใหญ่ในฝูงแกะมาเป็นของท่าน และทำให้พวกเขาเป็นศูนย์กลางของวิสัยทัศน์อภิบาล การประชุมสภาพระสังฆราชละตินอเมริกาที่จัดขึ้นที่เมเดยิน (Medellín), ปวยบลา (Puebla), ซานโตโดมิงโก (Santo Domingo) และอปาเรซีดา (Aparecida) เป็นเหตุการณ์สำคัญสำหรับชีวิตของพระศาสนจักรโดยรวมด้วย สำหรับส่วนของข้าพเจ้า เมื่อได้รับใช้เป็นมิชชันนารีในเปรูเป็นเวลาหลายปี ข้าพเจ้าเป็นหนี้บุญคุณอย่างมากต่อกระบวนการแยกแยะทางพระศาสนจักรนี้ ซึ่งสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสเชื่อมโยงอย่างชาญฉลาดกับของพระศาสนจักรท้องถิ่นอื่นๆ โดยเฉพาะในซีกโลกใต้ (Global South) ข้าพเจ้าใคร่ขอหยิบยกสองประเด็นเฉพาะจากคำสอนของพระสังฆราชเหล่านี้

โครงสร้างแห่งบาปที่สร้างความยากจนและความไม่เท่าเทียมอย่างรุนแรง

90. ที่เมเดยิน บรรดาพระสังฆราชประกาศตนสนับสนุนการเลือกเข้าข้างฝ่ายคนยากจน “พระคริสต์ พระผู้ช่วยให้รอดของเรา ไม่เพียงรักคนยากจน แต่ ‘แม้พระองค์ทรงร่ำรวย ก็ทรงยอมกลายเป็นคนยากจน’ พระองค์ทรงดำเนินชีวิตยากจน เน้นพันธกิจของพระองค์ในการประกาศการปลดปล่อยพวกเขา และก่อตั้งพระศาสนจักรของพระองค์ให้เป็นเครื่องหมายแห่งความยากจนนี้ท่ามกลางเรา... ความยากจนที่พี่น้องของเราจำนวนมากต้องทนทุกข์ร้องหาความยุติธรรม ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน การเป็นพยาน ความมุ่งมั่น และความพยายามที่มุ่งยุติมัน เพื่อให้พันธกิจการกอบกู้ที่พระคริสต์ทรงมอบหมายสำเร็จบริบูรณ์” บรรดาพระสังฆราชระบุอย่างแข็งขันว่าพระศาสนจักร เพื่อจะซื่อสัตย์ต่อกระแสเรียกของเธออย่างเต็มเปี่ยม ต้องไม่เพียงร่วมในสภาพของคนยากจน แต่ต้องยืนเคียงข้างพวกเขาและทำงานอย่างแข็งขันเพื่อการพัฒนาอย่างบูรณาการของพวกเขา เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ความยากจนที่เลวร้ายลงในละตินอเมริกา การประชุมที่ปวยบลาได้ยืนยันการตัดสินใจที่เมเดยินในการสนับสนุนทางเลือกที่ตรงไปตรงมาและพยากรณ์เพื่อคนยากจน และอธิบายโครงสร้างแห่งความอยุติธรรมว่าเป็น “บาปทางสังคม”

91. ความรักมีพลังที่จะเปลี่ยนแปลงความเป็นจริง มันเป็นพลังที่แท้จริงสำหรับการเปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์ มันเป็นแหล่งที่ต้องดลใจและชี้นำความพยายามทุกอย่างเพื่อ “แก้สาเหตุเชิงโครงสร้างของความยากจน” และทำด้วยความเร่งด่วน เป็นความหวังของข้าพเจ้าที่เราจะเห็น “นักการเมืองที่สามารถสนทนาอย่างจริงใจและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อเยียวยารากเหง้าที่ลึกที่สุด ไม่ใช่เพียงรูปลักษณ์ภายนอก ของความชั่วร้ายในโลกของเรา” เพราะ “มันเป็นเรื่องของการได้ยินเสียงร้องของประชาชนทั้งมวล ประชาชนที่ยากจนที่สุดในโลก”

92. ดังนั้น เราต้องดำเนินการต่อ เพื่อประณาม “เผด็จการของระบบเศรษฐกิจที่ฆ่าคน (dictatorship of an economy that kills)” และยอมรับว่า “ในขณะที่รายได้ของคนกลุ่มน้อยเติบโตแบบทวีคูณ ช่องว่างที่แยกคนส่วนใหญ่ออกจากความมั่งคั่งที่คนไม่กี่คนที่มีความสุขได้รับก็เติบโตเช่นกัน ความไม่สมดุลนี้เป็นผลจากอุดมการณ์ที่ปกป้องอิสระสัมบูรณ์ของตลาดและการเก็งกำไรทางการเงิน ผลคือ พวกเขาปฏิเสธสิทธิ์ของรัฐ ซึ่งมีหน้าที่เฝ้าระวังเพื่อความดีส่วนรวม ในการใช้รูปแบบการควบคุมใดๆ ทรราชย์ใหม่กำลังถือกำเนิดขึ้น มองไม่เห็นและมักเป็นเสมือนจริง ซึ่งบังคับใช้กฎและ กติกาของตนเองฝ่ายเดียวและไม่ลดละ” ไม่มีทฤษฎีใดที่ขาดแคลนในการพยายามสร้างความชอบธรรมให้สถานะปัจจุบัน หรืออธิบายว่าความคิดทางเศรษฐกิจเรียกร้องให้เรารอกลไกตลาดที่มองไม่เห็นเพื่อแก้ทุกอย่าง อย่างไรก็ตาม ศักดิ์ศรีของมนุษย์ทุกคนต้องได้รับการเคารพในวันนี้ ไม่ใช่พรุ่งนี้ และความยากจนรุนแรงของทุกคนที่ถูกปฏิเสธศักดิ์ศรีนี้ควรถ่วงอยู่บนมโนธรรมของเราอย่างต่อเนื่อง

93. ในพระสมณสาส์น Dilexit Nos (For He loves us – เพราะพระองค์ทรงรักเรา) โดยเฉพาะในบทสุดท้ายพระสันตะปาปาฟรังซิสเตือนเราว่าบาปทางสังคมทำให้ “โครงสร้างแห่งบาป” มั่นคงขึ้นภายในสังคม และบ่อยครั้งเป็น “ส่วนหนึ่งของกรอบความคิดหลักที่ถือว่าความเห็นแก่ตัวและความเฉยเมยเป็นเรื่องปกติหรือสมเหตุสมผล ซึ่งก่อให้เกิดความแปลกแยกทางสังคม” จากนั้นมันจึงกลายเป็นเรื่องปกติที่จะเพิกเฉยต่อคนยากจนและใช้ชีวิตราวกับว่าพวกเขาไม่มีตัวตน และดูสมเหตุสมผลที่จะจัดระเบียบเศรษฐกิจในลักษณะที่เรียกร้องความเสียสละจากมวลชนเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้มีอำนาจ ในขณะเดียวกัน คนยากจนได้รับสัญญาเพียงไม่กี่ “หยด” ที่ไหลลงมา จนกว่าวิกฤตโลกครั้งถัดไปจะนำสิ่งต่างๆ กลับไปสู่จุดเดิม รูปแบบความแปลกแยกที่แท้จริงปรากฏเมื่อเราจำกัดตนเองอยู่แค่ข้อแก้ตัวทางทฤษฎีแทนที่จะแสวงหาการแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมของผู้ที่ทนทุกข์ พระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2 เคยสังเกตไว้แล้วว่า “สังคมจะแปลกแยกหากรูปแบบการจัดระเบียบสังคม การผลิต และการบริโภค ทำให้การมอบตนเองและการสร้างความสมานฉันท์ระหว่างผู้คนเป็นเรื่องยากขึ้น”

94. เราจำเป็นต้องมุ่งมั่นมากขึ้นเรื่อยๆ ในการแก้ “สาเหตุเชิงโครงสร้างของความยากจน” นี่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ “ไม่อาจล่าช้า ไม่ใช่เพียงเหตุผลเชิงปฏิบัติเรื่องความเร่งด่วนเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคม แต่เพราะสังคมจำเป็นต้องได้รับการรักษาจากความเจ็บป่วยที่ทำให้สังคมอ่อนแอและหงุดหงิด และซึ่งมีแต่นำไปสู่วิกฤตใหม่ๆ โครงการสวัสดิการ ซึ่งตอบสนองความต้องการเร่งด่วนบางอย่าง ควรได้รับการพิจารณาว่าเป็นเพียงการตอบสนองชั่วคราว” ข้าพเจ้าทำได้เพียงระบุอีกครั้งว่าความไม่เท่าเทียม “เป็นรากเหง้าของความเจ็บป่วยทางสังคม” แท้จริงแล้ว “บ่อยครั้งเป็นที่ชัดเจนว่า ในทางปฏิบัติ สิทธิมนุษยชนไม่เท่าเทียมกันสำหรับทุกคน”

95. ในปัจจุบัน “รูปแบบปัจจุบันที่เน้นความสำเร็จและการพึ่งพาตนเอง ดูเหมือนจะไม่เอื้อต่อการลงทุนในความพยายามช่วยคนช้า คนอ่อนแอ หรือคนที่มีพรสวรรค์น้อยกว่าให้หาโอกาสในชีวิต” คำถามเดิมๆ กลับมาหาเราเสมอ นี่หมายความว่าคนที่มีพรสวรรค์น้อยกว่าไม่ใช่มนุษย์หรือ? หรือคนอ่อนแอไม่มีศักดิ์ศรีเท่ากับเรา? คนที่เกิดมาพร้อมโอกาสน้อยกว่ามีค่าความเป็นมนุษย์น้อยกว่าหรือ? พวกเขาควรจำกัดตนเองเพียงแค่เอาชีวิตรอดหรือ? คุณค่าของสังคมเราและอนาคตของเราเองขึ้นอยู่กับคำตอบที่เราให้กับคำถามเหล่านี้ ไม่ว่าเราจะกอบกู้ศักดิ์ศรีทางศีลธรรมและจิตวิญญาณของเราคืนมา หรือเราจะตกลงสู่บ่อโสโครก เว้นแต่เราจะหยุดและเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ เราจะยังคง อย่างเปิดเผยหรือแอบแฝง “สร้างความชอบธรรมให้รูปแบบการกระจายในปัจจุบัน ที่ซึ่งคนกลุ่มน้อยเชื่อว่าตนมีสิทธิ์บริโภคในแบบที่ไม่สามารถทำให้เป็นสากลได้ เพราะโลกไม่สามารถรองรับแม้แต่ของเสียจากการบริโภคนั้น”

96. ปัญหาเชิงโครงสร้างประการหนึ่งที่ไม่สามารถแก้ไขได้จริงจากเบื้องบนและจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขโดยเร็วที่สุด เกี่ยวข้องกับสถานที่ ย่าน บ้าน และเมืองที่คนยากจนอาศัยและใช้เวลา เราทุกคนชื่นชมความงามของ “เมืองที่เอาชนะความไม่ไว้วางใจที่ทำให้เป็นอัมพาต บูรณาการผู้ที่แตกต่าง และทำให้การบูรณาการนี้เป็นปัจจัยใหม่ของการพัฒนา! ช่างน่าดึงดูดใจเพียงใดสำหรับเมืองที่แม้แต่ในการออกแบบสถาปัตยกรรม ก็เต็มไปด้วยพื้นที่ที่เชื่อมต่อ เกี่ยวข้อง และเอื้อต่อการยอมรับผู้อื่น!” แต่ในขณะเดียวกัน “เราไม่อาจไม่พิจารณาผลกระทบต่อชีวิตผู้คนจากความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม รูปแบบการพัฒนาปัจจุบัน และวัฒนธรรมการทิ้งขว้าง” เพราะ “ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมและสังคมส่งผลกระทบต่อคนที่เปราะบางที่สุดในโลก”

97. สมาชิกทุกคนของประชากรของพระเจ้ามีหน้าที่ต้องส่งเสียง แม้ในวิธีที่ต่างกัน เพื่อชี้และประณามปัญหาเชิงโครงสร้างดังกล่าว แม้ต้องแลกด้วยการดูเหมือนคนโง่หรือไร้เดียงสา โครงสร้างที่ไม่ยุติธรรมจำเป็นต้องได้รับการยอมรับและขจัดออกด้วยพลังแห่งความดี ด้วยการเปลี่ยนกรอบความคิด แต่ด้วยความช่วยเหลือของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในการพัฒนานโยบายที่มีประสิทธิภาพเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม ต้องไม่ลืมว่าสารของพระวรสารไม่เพียงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ส่วนตัวของปัจเจกกับองค์พระผู้เป็นเจ้า แต่ยังเกี่ยวกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า “อาณาจักรของพระเจ้า (เทียบ ลก 4:43); มันเกี่ยวกับการรักพระเจ้าผู้ทรงครอบครองในโลกของเรา ในระดับที่พระองค์ทรงครอบครองภายในเรา ชีวิตของสังคมจะเป็นฉากสำหรับภราดรภาพสากล ความยุติธรรม สันติภาพ และศักดิ์ศรี ทั้งการเทศนาและชีวิตคริสตชน จึงมุ่งให้มีผลกระทบต่อสังคม เรากำลังแสวงหาอาณาจักรของพระเจ้า”

98. สุดท้ายแล้ว แม้ผู้คนจะไม่เห็นด้วยกับสมณสาส์นในตอนแรก เรายังพบข้อคิดที่ยังทันสมัยอยู่นั่นคือ “ในฐานะของ ผู้ปกป้องความเชื่อที่ถูกต้อง (orthodoxy) มักจะถูกถูกกล่าวหาว่านิ่งเฉย ผ่อนปรน หรือสมรู้ร่วมคิดในสถานการณ์ความอยุติธรรมที่ไม่สามารถรับได้ ตกอยู่ในระบอบการเมืองที่ยืดเยื้อมันออกไป ในทางกลับกัน เราได้รับผิดชอบต่อการกลับใจของจิตวิญญาณ เพิ่มความเข้มข้นของความรักต่อพระเจ้าและเพื่อนมนุษย์ มีความกระตือรือร้นเพื่อส่งเสริมความยุติธรรมและสันติภาพ และคุณค่าของพระวรสารของคนยากจนและความยากจน โดยเฉพาะในหมู่ผู้อภิบาลและผู้มีตำแหน่งรับผิดชอบของพระศาสนจักร เป็นพยานที่มีประสิทธิภาพในการรับใช้เพื่อนมนุษย์ โดยเฉพาะคนยากจนและผู้ถูกกดขี่ ในลักษณะทางเทววิทยาที่บูรณาการ”

คนยากจนในฐานะประธาน (Subjects)

99. ชีวิตของพระศาสนจักรสากลได้รับความมั่งคั่งจากการแยกแยะของการประชุมที่อปาเรซีดา ซึ่งพระสังฆราชละตินอเมริกาทำให้ชัดเจนว่าการเลือกเข้าข้างฝ่ายคนยากจนของพระศาสนจักร “แฝงอยู่ในความเชื่อทางคริสตวิทยาในพระเจ้าผู้ทรงเป็นคนยากจนเพื่อเรา เพื่อทำให้เรามั่งคั่งด้วยความยากจนของพระองค์” เอกสารอปาเรซีดาตั้งพันธกิจของพระศาสนจักรในบริบทปัจจุบันของโลกโลกาภิวัตน์ที่มีความไม่สมดุลใหม่และรุนแรง ในสาส์นสุดท้าย บรรดาพระสังฆราชเขียนว่า “ความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างคนรวยและคนจนเชิญชวนเราให้ทำงานด้วยความมุ่งมั่นยิ่งขึ้นในการเป็นศิษย์ที่สามารถแบ่งปันโต๊ะแห่งชีวิต โต๊ะของบุตรธิดาทุกคนของพระบิดา โต๊ะที่เปิดกว้างและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งไม่มีใครถูกกีดกัน เราจึงยืนยันทางเลือกเข้าข้างฝ่ายคนยากจนตามพระวรสารของเรา”

100. ในขณะเดียวกัน เอกสารนี้ โดยรับเอาหัวข้อที่กล่าวถึงในการประชุมก่อนหน้าของคณะพระสังฆราชละตินอเมริกา ยืนกรานถึงความจำเป็นในการพิจารณาชุมชนชายขอบในฐานะประธาน (subjects) ที่สามารถสร้างวัฒนธรรมของตนเอง แทนที่จะเป็นวัตถุแห่งการกุศลจากผู้อื่น นี่หมายความว่าชุมชนดังกล่าวมีสิทธิ์ที่จะโอบกอดพระวรสารและเฉลิมฉลองและสื่อสารความเชื่อของตนตามคุณค่าที่มีอยู่ในวัฒนธรรมของตนเอง ประสบการณ์ความยากจนให้ความสามารถแก่พวกเขาในการรับรู้แง่มุมของความเป็นจริงที่ผู้อื่นมองไม่เห็น; ด้วยเหตุนี้ สังคมจึงจำเป็นต้องฟังพวกเขา เช่นเดียวกับพระศาสนจักร ซึ่งควรมองการปฏิบัติความเชื่อแบบ “ภาคประชาชน” ของพวกเขาในแง่บวก ข้อความที่ดีจากเอกสารอปาเรซีดาสามารถช่วยเราไตร่ตรองจุดนี้และการตอบสนองที่เหมาะสมของเรา “เฉพาะความใกล้ชิดที่ทำให้เราเป็นเพื่อนเท่านั้นที่ช่วยให้เราซาบซึ้งอย่างลึกซึ้งถึงคุณค่าของคนยากจนในปัจจุบัน ความปรารถนาที่ชอบธรรมของพวกเขา และวิธีการดำเนินชีวิตความเชื่อของพวกเขา... วันแล้ววันเล่า คนยากจนกลายเป็นผู้กระทำการแห่งการประกาศข่าวดีและการส่งเสริมมนุษย์อย่างรอบด้าน พวกเขาอบรมลูกหลานในความเชื่อ มีส่วนร่วมในความสมานฉันท์ต่อเนื่องระหว่างญาติและเพื่อนบ้าน แสวงหาพระเจ้าอย่างสม่ำเสมอ และให้ชีวิตแก่การจาริกของพระศาสนจักร ในแสงสว่างของพระวรสาร เราตระหนักถึงศักดิ์ศรีอันยิ่งใหญ่และ คุณค่าศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขาในสายพระเนตรของพระคริสต์ ผู้ทรงยากจนเหมือนพวกเขาและถูกกีดกันท่ามกลางพวกเขา บนพื้นฐานประสบการณ์ความเชื่อนี้ เราจะร่วมปกป้องสิทธิของพวกเขากับพวกเขา”

101. ทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับแง่มุมหนึ่งของทางเลือกเพื่อคนยากจนที่เราต้องจำไว้เสมอ นั่นคือ มันเรียกร้องทัศนคติแห่งการใส่ใจต่อผู้อื่นจากเรา “ความใส่ใจด้วยความรักนี้เป็นจุดเริ่มต้นของความห่วงใยที่แท้จริงต่อตัวบุคคลของพวกเขา ซึ่งดลใจข้าพเจ้าอย่างมีประสิทธิภาพให้แสวงหาความดีของพวกเขา สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับการเห็นคุณค่าของคนยากจนในความดีของพวกเขา ในประสบการณ์ชีวิต ในวัฒนธรรม และในวิถีการดำเนินชีวิตความเชื่อของพวกเขา ความรักที่แท้จริงเป็นการเพ่งพินิจเสมอ และอนุญาตให้เรารับใช้ผู้อื่นไม่ใช่เพราะความจำเป็นหรือความถือดี แต่เพราะเขาหรือเธอสวยงามเหนือและเกินกว่ารูปลักษณ์ภายนอก... เฉพาะบนพื้นฐานของความใกล้ชิดที่แท้จริงและจริงใจนี้เท่านั้น เราจึงจะสามารถติดตามคนยากจนบนเส้นทางแห่งการปลดปล่อยของพวกเขาได้อย่างเหมาะสม” ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าขอแสดงความขอบคุณจากใจจริงต่อทุกคนที่เลือกดำเนินชีวิตท่ามกลางคนยากจน ไม่ใช่เพียงเพื่อไปเยี่ยมเป็นครั้งคราว แต่เพื่ออยู่กับพวกเขาอย่างที่พวกเขาอยู่ การตัดสินใจเช่นนี้ควรถือเป็นรูปแบบชีวิตตามพระวรสารที่สูงส่งที่สุดรูปแบบหนึ่ง

102. ในแสงสว่างนี้ เป็นที่ชัดเจนว่าเราทุกคนต้อง “ปล่อยให้ตนเองได้รับการประกาศข่าวดี” โดยคนยากจน และยอมรับ “ปัญญาอันลึกลับที่พระเจ้าทรงประสงค์จะแบ่งปันกับเราผ่านทางพวกเขา” การเติบโตในสถานการณ์ที่ไม่มั่นคง การเรียนรู้ที่จะอยู่รอดในสภาพเลวร้ายที่สุด การไว้วางใจในพระเจ้าด้วยความมั่นใจว่าไม่มีใครอื่นที่เอาจริงเอาจังกับพวกเขา และการช่วยเหลือกันและกันในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุด คนยากจนได้เรียนรู้หลายสิ่งที่พวกเขาเก็บซ่อนไว้ในใจ พวกเราที่ไม่มีประสบการณ์การใช้ชีวิตแบบนี้ย่อมได้รับประโยชน์มากมายจากแหล่งปัญญาซึ่งก็คือประสบการณ์ของคนยากจน เฉพาะโดยการนำคำบ่นของเราไปเทียบกับความทุกข์และการขาดแคลนของพวกเขา เราจึงจะสัมผัสคำตำหนิที่ท้าทายให้เราทำให้ชีวิตของเราเรียบง่ายขึ้น