บทที่ 15 "พระสันตะปาปาแห่งโรม"
(Hierarchical Structures)
พระศาสนจักรคาทอลิกเป็นที่รู้จักกันในนามพระศาสนจักรที่มีโครงสร้างตามฐานันดร คำว่า “Hierarchy” (ฐานันดร) มาจากภาษากรีกสองคำคือ hieros ซึ่งแปลว่า ศักดิ์สิทธิ์ และ arche ซึ่งแปลว่า การปกครอง หรือ อำนาจ ดังนั้น hierarchy จึงแปลว่า “อำนาจศักดิ์สิทธิ์” อย่างไรก็ตาม คำนี้ไม่ได้หมายถึงการครอบงำ เพราะพระเยซูเจ้าเองทรงห้ามไม่ให้สาวกคนใด “ทำตัวเป็นเจ้านายเหนือ” ผู้อื่น; ในหมู่ผู้ติดตามพระเยซู ผู้นำต้องทำหน้าที่รับใช้ผู้อื่น (มธ 20:25–28; มก 10:42–45; ลก 22:25–27) สังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 ย้ำว่า ผู้ที่ได้รับอำนาจตามฐานันดรนั้นคือผู้รับใช้พี่น้องของตน (Lumen Gentium 18) เนื้อหาในส่วนนี้ของหนังสือที่ว่าด้วยประชากรของพระเจ้าจะนำเสนอโครงสร้างที่เป็นระเบียบของชุมชนและตำแหน่งหน้าที่ต่างๆ ของพระศาสนจักร
อำนาจสูงสุด:
พระสันตะปาปาและคณะพระสังฆราช (มาตรา 330–67)
(Highest Authority: Pope and College of Bishops)
![]()
พระสังฆราชแห่งโรมของคาทอลิกน่าจะเป็นผู้นำทางศาสนาที่เป็นที่รู้จักและมีเกียรติมากที่สุดในโลก ภายในพระศาสนจักร พระสันตะปาปาตรัสและทรงงานด้วยอำนาจที่ดูเหมือนจะไร้ขีดจำกัด รูปแบบการปฏิบัติพระกรณียกิจของพระสันตะปาปานี้ทำให้เกิดความเข้าใจว่าระบบสมณศักดิ์เป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และพระศาสนจักรคาทอลิกมีกษัตริย์ที่มาจากการเลือกตั้งเป็นประมุข ความเข้าใจเช่นนั้น แม้จะมีเหตุให้เข้าใจได้ แต่ก็เป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรง อำนาจสูงสุดในพระศาสนจักรคาทอลิกนั้นทำงานแบบหมู่คณะ (collegiate) ไม่ใช่ระบอบกษัตริย์ คณะพระสังฆราช (college of bishops) โดยมีพระสันตะปาปาเป็นประมุข ถือเป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุดในพระศาสนจักร
แน่นอนว่า สิ่งนี้เปรียบได้กับกลุ่มอัครสาวกทั้งสิบสองคนที่มีเปโตรอยู่ท่ามกลางพวกเขา ซึ่งทั้งหมดล้วนถูกเลือกโดยพระเยซู เช่นเดียวกับที่พวกเขารวมกันเป็นหมู่คณะหรือองค์คณะเดียว บรรดาพระสังฆราชซึ่งเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากบรรดาอัครสาวก ร่วมกับองค์พระสันตะปาปาซึ่งเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากเปโตร ก็รวมกันเป็นหมู่คณะเดียวเช่นกัน (มาตรา 330) แนวคิดเรื่องความรับผิดชอบร่วมกันเป็นหมู่คณะต่อพระศาสนจักรในระดับสูงสุดนี้เป็นกุญแจสำคัญ เนื่องจากมีการรับรองไว้ในพระคัมภีร์และสะท้อนถึงธรรมชาติของพระศาสจักรสากลในฐานะความสนิทสัมพันธ์ของพระศาสนจักรต่างๆ (communio ecclesiarum) พระสังฆราชของพระศาสนจักรท้องถิ่นเหล่านั้นมีส่วนร่วมกับพระสังฆราชแห่งโรมในความห่วงใยด้านงานอภิบาลร่วมกันต่อพระศาสนจักรทั้งหมด ทุกท่านมีส่วนร่วมในฐานะหมู่คณะเดียวกันในการสั่งสอนและปกครองพระศาสนจักร
พระสันตะปาปาแห่งโรม
(The Roman Pontiff)
![]()
ในประมวลกฎหมาย คำนำหน้าชื่อที่นิยมใช้สำหรับพระสันตะปาปาคือ “Roman Pontiff” (พระสันตะปาปาแห่งโรม) คำว่า “Pontiff” (มาจากคำว่า pons แปลว่า สะพาน และ facere แปลว่า การสร้าง หมายถึง ผู้ที่สร้างสะพานเชื่อมช่องว่างระหว่างเทพเจ้ากับมนุษยชาติ) เป็นคำโบราณที่ใช้เรียกนักบวชในจักรวรรดิโรมัน; Pontifex Maximus คือมหาปุโรหิตในโรมยุคพหุเทวนิยม คำนี้ถูกนำมาใช้กับบรรดาพระสังฆราชในพระศาสนจักรยุคแรก และต่อมาการใช้คำนี้ก็ถูกสงวนไว้สำหรับพระสังฆราชแห่งโรมเท่านั้น ตำแหน่งทางกฎหมายพระศาสนจักรอีกประการหนึ่งสำหรับพระสันตะปาปาคือ “Supreme Pontiff” (Summus Pontifex - พระสันตะปาปาสูงสุด) ชื่อที่ใช้กันทั่วไปที่สุดคือ “pope” (พระสันตะปาปา) มาจากภาษากรีก pappas และภาษาละติน papa ซึ่งแปลว่า บิดา และเป็นที่มาของคำนำหน้าที่เป็นทางการมากกว่าคือ “Holy Father” (พระบิดาผู้ศักดิ์สิทธิ์)
พระสันตะปาปาแห่งโรมทรงเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่ทรงพลังที่สุดของคาทอลิก ภายในความสนิทสัมพันธ์ของพระศาสนจักรต่างๆ ซึ่งก็คือพระศาสนจักรสากล ตำแหน่งพระสันตะปาปาทำหน้าที่เป็นเครื่องหมาย ศูนย์กลาง และผู้รับประกันเอกภาพที่ไม่เหมือนใคร ผู้สืบทอดตำแหน่งของเปโตรมีหน้าที่หล่อเลี้ยง สนับสนุน ให้กำลังใจ และรวมบรรดาเพื่อนคริสตชนสัตบุรุษให้เป็นหนึ่งเดียว (พระเยซูทรงสั่งให้เปโตรเลี้ยงดูฝูงแกะของพระองค์และค้ำจุนบรรดาสาวกให้เข้มแข็ง ยน 21:15–17; ลก 22:32) แต่มาตราต่างๆ ของประมวลกฎหมายกลับกล่าวถึงความรับผิดชอบทางงานอภิบาลที่เป็นศูนย์กลางเหล่านี้น้อยมาก แต่กลับมอบอำนาจและความรับผิดชอบทางนิติศาสตร์อันมหาศาลเป็นพิเศษให้กับพระสันตะปาปาแห่งโรม มาตราต่างๆ กำหนดอำนาจ ความเป็นใหญ่ และเอกสิทธิ์มากมายของพระสันตะปาปา
อำนาจ
(Authority)
![]()
อัตลักษณ์ดั้งเดิมของพระสันตะปาปาคือพระสังฆราชแห่งพระศาสนจักรที่กรุงโรม โดยอาศัยตำแหน่งทางศีลศักดิ์สิทธิ์นั้น พระองค์ทรงเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งของเปโตร ประมุขของคณะพระสังฆราช และผู้อภิบาลของพระศาสนจักรสากลบนโลก มาตรา 331 อธิบายถึงอำนาจของพระองค์ว่าเป็น "อำนาจสามัญ" (มาพร้อมกับตำแหน่ง), "สูงสุด" (ไม่มีอำนาจใดสูงกว่า), "บริบูรณ์" (สมบูรณ์), "โดยตรง" (สามารถเกี่ยวข้องโดยตรงกับบุคคลใดๆ ในพระศาสนจักรโดยไม่ต้องผ่านคนกลาง), และ "สากล" (ครอบคลุมทุกส่วนของพระศาสนจักร) และระบุว่าพระองค์สามารถใช้อำนาจนี้ได้อย่างอิสระเสมอ
ข้อความเกี่ยวกับอำนาจของพระสันตะปาปานี้ทำให้ดูเหมือนเป็นอำนาจเด็ดขาด แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ อำนาจนี้ถูกจำกัดด้วยปัจจัยหลายประการ: พระวจนะของพระเจ้าที่ถูกเปิดเผย, ธรรมเนียมปฏิบัติของคริสตชน, ธรรมชาติและวัตถุประสงค์ของพระศาสนจักร, บทบาทของตำแหน่งพระสันตะปาปา, กฎธรรมชาติ, ความสัมพันธ์แบบหมู่คณะกับพระสังฆราชท่านอื่นๆ ฯลฯ ดังนั้น แม้ว่าคำอธิบายทางกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจของพระสันตะปาปาจะมีขอบเขตสูงสุด หรืออาจฟังดูเกินจริงไปบ้าง แต่อำนาจนั้นในความเป็นจริงไม่ได้ไร้ขีดจำกัดอย่างแน่นอน
ความเป็นใหญ่
(Primacy)
![]()
มาตรา 333 สรุปความสัมพันธ์ของพระสันตะปาปาที่มีต่อพระศาสนจักรต่างๆ ในความสนิทสัมพันธ์แบบคาทอลิก พระองค์ทรงเป็นมากกว่าผู้เป็นเอกในหมู่ผู้เท่าเทียม นั่นคือ นอกเหนือจากการทรงมีอำนาจสูงสุดเหนือพระศาสนจักรสากลแล้ว พระองค์ยังมีอำนาจในทุกๆ พระศาสนจักรเฉพาะถิ่นที่ประกอบกันขึ้นเป็นพระศาสนจักรสากลด้วย อำนาจของพระองค์ไม่ได้ไปแทนที่หรือยกเลิกอำนาจของพระสังฆราชท้องถิ่นในสังฆมณฑลของตน แต่เป็นการเสริมให้สมบูรณ์ มีจุดมุ่งหมายเพื่อยืนยันและรักษาอำนาจของพระสังฆราชไว้ ความเป็นใหญ่ให้อำนาจพระสันตะปาปาในการแทรกแซงชีวิตของพระศาสนจักรท้องถิ่นเมื่อมีสถานการณ์พิเศษที่จำเป็น ในแง่นี้ หมายถึงการมี "อำนาจสำรอง" ที่จะใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน
โดยอาศัยความเป็นประมุขของคณะพระสังฆราช มีข้อสันนิษฐานว่าพระสันตะปาปาทรงปฏิบัติหน้าที่ร่วมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับพระสังฆราชท่านอื่นๆ ทั้งหมดเสมอ (มาตรา 333, วรรค 2) และเนื่องจากพระองค์ทรงเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด เป็น "ศาลสุดท้าย" จึงไม่มีการอุทธรณ์คำตัดสินของพระองค์ ไม่มีการ "ข้ามหัว" พระองค์ไปได้ (มาตรา 333, วรรค 3; 1372; 1629, 1°) พระองค์ไม่อยู่ภายใต้การตัดสินของใคร (มาตรา 1404)
เอกสิทธิ์
(Prerogatives)

มาตราต่างๆ ระบุว่าพระสันตะปาปา:
- ทรงมีอำนาจการสอนที่ไม่ผิดพลาด ทรงเป็นผู้อภิบาลและอาจารย์สูงสุดของสัตบุรุษทุกคน (มาตรา 749)
- ทรงเป็นผู้พิพากษาสูงสุดสำหรับโลกคาทอลิกทั้งหมด (มาตรา 1442); สามารถอุทธรณ์คดีใดๆ ต่อพระองค์ได้ทุกเวลา (มาตรา 1417, วรรค 1)
- ทรงเป็นผู้บริหารและผู้พิทักษ์สูงสุดของทรัพย์สินทางโลกทั้งหมดของพระศาสนจักร (มาตรา 1273)
- ทรงมีสิทธิที่จะส่งเอกอัครสมณทูตไปยังพระศาสนจักรเฉพาะถิ่นและไปยังประเทศเอกราชต่างๆ (มาตรา 362)
- ทรงได้รับความนบนอบจากเคลริก (มาตรา 273) และนักบวช (มาตรา 590, วรรค 2) ทุกคน
- ทรงเรียกประชุมและควบคุมการสังคายนาสากล (มาตรา 338)
- ทรงแต่งตั้งหรือรับรองพระสังฆราชทั้งหมด (มาตรา 377, วรรค 1) ดังนั้นจึงทรงควบคุมการเป็นสมาชิกภาพของคณะพระสังฆราช
- ทรงรับรายงานเกี่ยวกับสถานะของแต่ละสังฆมณฑลจากพระสังฆราชทุกๆ ห้าปี (มาตรา 399, วรรค 1)
- ทรงสามารถจำกัดอำนาจของพระสังฆราชโดยสงวนเรื่องบางเรื่องไว้พิจารณาเอง (มาตรา 381, วรรค 1)
- ทรงสงวนอำนาจไว้สำหรับพระองค์เองในการผ่อนผันการถือโสดของเคลริก (มาตรา 291) และการผ่อนผันจากการแต่งงานที่ยังไม่มีความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยา (มาตรา 1142); พระองค์สามารถยกเว้นสถาบันนักบวชจากอำนาจของพระสังฆราชท้องถิ่นได้ (มาตรา 591)
อำนาจตามกฎหมายและเอกสิทธิ์เหล่านี้ (และยังมีอีกมากมายนอกเหนือจากที่ระบุไว้ที่นี่) ได้เพิ่มพูนขึ้นแก่ตำแหน่งพระสันตะปาปาตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา รวมกันแล้ว สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงตำแหน่งที่มีการขยายอำนาจอย่างมาก เป็นการรวมศูนย์อำนาจที่โดดเด่นอย่างแท้จริง เหตุผลหนึ่งคือพระสันตะปาปาทรงทำหน้าที่เป็นผู้มีอำนาจหลักในการออกกฎเกณฑ์ในพระศาสนจักร ทรงเป็นผู้ออกกฎหมายสูงสุด ผลลัพธ์ประการหนึ่งคือพระสันตะปาปาถูกมองว่าเป็น "พระสังฆราชสากล" ชีวิตคริสตชนของชาวคาทอลิกทั่วไปทั่วโลกได้รับอิทธิพลจากพระสันตะปาปามากกว่าจากพระสังฆราชของตนเองเสียอีก
พระสันตะปาปาทรงได้รับตำแหน่งโดยผ่านเหตุการณ์ 2 ประการคือ (1) การรับศีลบวชเป็นพระสังฆราช และ (2) การที่พระองค์ทรงยอมรับการรับเลือกจากคณะพระคาร์ดินัล (มาตรา 332, วรรค 1) ตามธรรมเนียมแล้ว พระสันตะปาปาจะดำรงตำแหน่งตลอดชีพ แต่พระองค์สามารถลาออกจากตำแหน่งได้หากทรงเลือกที่จะทำเช่นนั้น ดังที่สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ทรงกระทำในปี 2013 (มาตรา 332, วรรค 2)
เห็นได้ชัดว่า พระสันตะปาปาทรงต้องการผู้ช่วยจำนวนมากในการปฏิบัติหน้าที่มากมายของพระองค์ บรรดาพระสังฆราช พระคาร์ดินัล และบุคคลรวมถึงหน่วยงานอื่นๆ อีกมากมายเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือดังกล่าว กลุ่มต่างๆ ที่ประกอบกันเป็นหน่วยงานบริหารส่วนกลางของสันตะสำนัก (โรมันคูเรีย - Roman Curia) จะถูกกล่าวถึงในส่วนถัดไป สิ่งสำคัญที่ต้องทราบคือ ผู้ช่วยเหล่านี้ปฏิบัติงานเฉพาะของตน ภายใต้ขอบเขตทางกฎหมายของพวกเขา ในนามของและโดยอำนาจของพระสันตะปาปา (มาตรา 334) เส้นแบ่งและขอบเขตของการมอบอำนาจนั้นบางครั้งก็ยากที่จะแยกแยะ และเช่นเดียวกับระบบราชการอื่นๆ เจ้าหน้าที่ระดับล่างมักมีแนวโน้มที่จะขยายอำนาจของตน
ท่านกำลังอ่าน
บทที่ 15 "พระสันตะปาปาแห่งโรม"
- บทที่ 1 “ประเด็นเบื้องต้น”
- บทที่ 2 “ประวัติศาสตร์ของกฎหมายพระศาสนจักร”
- บทที่ 3 “ยุคหลังอัครสาวกและพระศาสนจักรยุคแรกเริ่ม”
- บทที่ 4 “พระศาสนจักรแห่งจักรวรรดิ”
- บทที่ 5 “พระศาสนจักรและระบบศักดินา”
- บทที่ 6 “ยุคคลาสสิกของกฎหมายพระศาสนจักร”
- บทที่ 7 “ยุคเสื่อมถอยและการปฏิรูป”
- บทที่ 8 “พระศาสนจักรในโลกสมัยใหม่”
- บทที่ 9 “การประมวลข้อกฎหมายพระศาสนจักร”
- บทที่ 10 "ประมวลกฎหมายฉบับปรับปรุง และการฟื้นฟูพระศาสนจักร"
- บทที่ 11 "แหล่งกำเนิดของกฎหมายพระศาสนจักร"
- บทที่ 12 "ประมวลกฎหมายพระศาสนจักร"
- บทที่ 13 "คริสตชนสัตบุรุษ"
- บทที่ 14 "ศาสนบริกรศักดิ์สิทธิ์ (มาตรา 232–93)"
- บทที่ 15 "พระสันตะปาปาแห่งโรม"
- บทที่ 16 "คณะพระสังฆราช”
- บทที่ 17 "สังฆมณฑลและพระสังฆราช (มาตรา 368–514)"
- บทที่ 18 "การรวมกลุ่มของสังฆมณฑลและพระสังฆราช"
- บทที่ 19 “เขตวัดและเจ้าอาวาส (มาตรา 515–72)”
- บทที่ 20 “ชีวิตที่ถวายแด่พระเจ้าและชีวิตแพร่ธรรม: นักบวช (มาตรา 573–746)”
- บทที่ 21 “หน้าที่การสั่งสอนของพระศาสนจักร”
- บทที่ 22 “การสอนคำสอน”
- บทที่ 23 “กิจกรรมธรรมทูต”
- บทที่ 24 “การศึกษาคาทอลิก”
- บทที่ 25 “การจัดพิมพ์หนังสือ”
- บทที่ 26 “การประกาศยืนยันความเชื่อและการสาบานตนแห่งความซื่อสัตย์”
- บทที่ 27 “การทำให้ศักดิ์สิทธิ์ไป”
- บทที่ 28 “ศีลศักดิ์สิทธิ์ (มาตรา 840–1165)”
- บทที่ 29 “ศีลล้างบาป”
- บทที่ 30 “ศีลกำลัง”
- บทที่ 31 “ศีลมหาสนิท”
- บทที่ 32 “ศีลอภัยบาป”
- บทที่ 33 “ศีลเจิมคนไข้”
- บทที่ 34 “ศีลบรรพชา”
- บทที่ 35 “ศีลสมรส”
- บทที่ 36 “การนมัสการพระเจ้าด้านอื่นๆ (มาตรา 1166–1204)”
- บทที่ 37 “สถานที่และเวลาศักดิ์สิทธิ์ (มาตรา 1205–53)”
- บทที่ 38 “บรรดทัดฐานทั่วไป”
- บทที่ 39 “อำนาจการปกครอง”
- บทที่ 40 “ทรัพย์สินทางโลก”
- บทที่ 41 “ว่าด้วยบทลงโทษในพระศาสนจักร”
- บทที่ 42 “กระบวนการพิจารณาความ”