บทที่ 32 “ศีลอภัยบาป”
(Penance)
ในศีลอภัยบาป คริสตชนสารภาพบาปของตนต่อศาสนบริกรของพระศาสนจักร แสดงความเสียใจต่อบาปเหล่านั้น และระบุถึงความตั้งใจที่จะกลับตัวใหม่ พวกเขาได้รับการอภัยบาปจากพระเจ้าผ่านการโปรดอภัยบาป (absolution) ของศาสนบริกร และได้รับการคืนดีกับพระศาสนจักร (มาตรา 959) พระศาสนจักรทั้งหมดในฐานะประชากรสงฆ์ มีส่วนร่วมในกิจการแห่งการคืนดีนี้ การประกาศข่าวดีของพระศาสนจักรเรียกร้องให้คนบาปกลับใจและเปลี่ยนวิถีชีวิต คำภาวนาของพระศาสนจักรช่วยสนับสนุนและเสริมกำลังพวกเขา และพันธกิจของพระศาสนจักรแสดงออกถึงพระเมตตาของพระเจ้า ผู้ทรงเป็นเพียงผู้เดียวที่สามารถอภัยบาปได้
การประกอบพิธี
(Celebration)
![]()
มีรูปแบบการประกอบศีลอภัยบาปที่แตกต่างและได้รับการพัฒนามาอย่างดี 3 รูปแบบในหนังสือพิธีกรรมศีลอภัยบาปของพระศาสนจักร แต่ประมวลกฎหมายเน้นไปที่รูปแบบเดียว คือ การคืนดีของปัจเจกบุคคล ("การสารภาพบาปส่วนตัว") โดยมีเพียง 3 มาตราที่กล่าวถึงรูปแบบที่สาม คือ การโปรดอภัยบาปหมู่ (general absolution)
- การสารภาพบาปและการโปรดอภัยบาปส่วนตัวอย่างครบถ้วน เป็นวิธีปกติที่คริสตชนซึ่งรู้ตัวว่าทำบาปหนักจะได้คืนดีกับพระเจ้าและพระศาสนจักร ความเป็นไปไม่ได้ทางกายภาพหรือทางศีลธรรมที่จะสารภาพบาปด้วยวิธีนี้ ถือเป็นข้อยกเว้นและอนุญาตให้ใช้วิธีการคืนดีอื่นๆ ได้ (มาตรา 960)
- สถานที่: การฟังแก้บาปต้องกระทำในวัดหรือวัดน้อย และต้องจัดเตรียมที่ฟังแก้บาปหรือห้องสำหรับการคืนดีให้พร้อมสำหรับจุดประสงค์นี้ (มาตรา 964) (บรรดาพระสังฆราชแห่งสหรัฐอเมริกาเห็นว่าเป็นการสมควรที่จะจัดให้มีห้องสำหรับการคืนดี ซึ่งให้ทางเลือกแก่ผู้แก้บาปที่จะสารภาพบาปแบบไม่เปิดเผยตัวตน หรือแบบเผชิญหน้ากับพระสงฆ์ได้)
- การโปรดอภัยบาปหมู่: การอภัยบาปโดยไม่มีการสารภาพบาปส่วนตัวล่วงหน้า สามารถให้แก่ผู้แก้บาปหลายคนพร้อมกันได้ก็ต่อเมื่อมีอันตรายใกล้จะถึงตาย หรือมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด กล่าวคือ เมื่อมีผู้ฟังแก้บาปไม่เพียงพอที่จะฟังแก้บาปแต่ละคนภายในเวลาที่เหมาะสม จนทำให้ผู้แก้บาปต้องขาดจากพระหรรษทานของศีลศักดิ์สิทธิ์หรือการรับศีลมหาสนิทเป็นเวลานาน พระสังฆราชสังฆมณฑลจะเป็นผู้ตัดสินใจว่ามีเงื่อนไขเหล่านี้หรือไม่ (มาตรา 961)
- คริสตชนที่ต้องการรับการโปรดอภัยบาปหมู่ต้องมีการเตรียมตัวที่เหมาะสมและตั้งใจที่จะสารภาพบาปหนักเป็นรายบุคคลทันทีที่มีโอกาส พวกเขาต้องได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องนี้ และแต่ละคนจำเป็นต้องแสดงความเสียใจต่อบาป (act of contrition) ก่อนที่จะได้รับการโปรดอภัยบาปหมู่ (มาตรา 962–963)
ศาสนบริกร
(Minister)
![]()
พระสงฆ์เท่านั้น ที่เป็นศาสนบริกรของศีลอภัยบาป (มาตรา 965) อย่างไรก็ตาม เพื่อให้พระสงฆ์สามารถโปรดอภัยบาปได้อย่างสมบูรณ์ (validly) นอกจากอำนาจที่ได้รับจากการบวชแล้ว ท่านยังต้องมี "อำนาจหน้าที่" (faculty) ในการใช้อำนาจนั้นเหนือผู้แก้บาป ท่านได้รับอำนาจหน้านี้จากกฎหมาย (กล่าวคือ จากตัวกฎหมายเอง) หรือจากการอนุญาตโดยผู้มีอำนาจในพระศาสนจักร (มาตรา 966)
สังคายนาแห่งเตรนท์ (Council of Trent) ในปี ค.ศ. 1551 ได้อธิบายการโปรดอภัยบาปของพระสงฆ์ว่าเป็น การกระทำทางศาล (judicial act / actus judicialis) โดยเชื่อมโยงแนวคิดนี้กับการอ้างอิงในพระวรสารเกี่ยวกับการผูกหรือการแก้ การอภัยบาปหรือการหน่วงเหนี่ยวบาปไว้ (มัทธิว 18:18; ยอห์น 20:23) แม้แนวคิดเรื่องการกระทำทางศาลจะไม่ได้เป็นศูนย์กลางของความเข้าใจเรื่องศีลแห่งการคืนดีนี้ แต่ก็ช่วยอธิบายโครงสร้างทางกฎหมายของศีลศักดิ์สิทธิ์ได้:
- เช่นเดียวกับผู้พิพากษา พระสงฆ์จำเป็นต้องมี อำนาจหน้าที่กึ่งขอบเขตอำนาจศาล (quasi-jurisdictional faculty) เพื่อฟังการสารภาพบาป ประเมินท่าทีของผู้แก้บาป โปรดอภัยบาป และกำหนดกิจใช้โทษบาป
- มาตรา 978 เตือนพระสงฆ์ว่าท่านทำหน้าที่เสมือนผู้พิพากษา เป็นศาสนบริกรแห่งความยุติธรรมของพระเจ้า ในการฟังแก้บาป แต่แนวคิดนี้ไม่ควรถูกเน้นย้ำมากเกินไปจนบดบังบทบาทของชุมชนในการคืนดี
ที่มาและการใช้อำนาจหน้าที่ (Faculties):
- พระสังฆราชและเจ้าอาวาสมีอำนาจฟังแก้บาปโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ (มาตรา 968, ย่อหน้า 1)
- พระสังฆราชมอบอำนาจให้บรรดาพระสงฆ์ (มาตรา 969, ย่อหน้า 1) ซึ่งควรให้เป็นลายลักษณ์อักษร (มาตรา 973)
- ผู้ที่มีอำนาจฟังแก้บาปเป็นประจำ สามารถใช้อำนาจนั้นได้ทุกที่ทั่วโลก ไม่จำกัดแค่ในอาณาเขตของเขตวัดหรือสังฆมณฑลตน (มาตรา 967, ย่อหน้า 2)
- พระศาสนจักรสามารถชดเชย (supplies) อำนาจให้พระสงฆ์ได้ในสถานการณ์ที่มีการเข้าใจผิดของคนหมู่มาก (common error) หรือข้อสงสัยที่มีเหตุผลและเป็นไปได้ (positive and probable doubt) (มาตรา 144)
- เมื่อมีอันตรายใกล้ตาย: พระสงฆ์ทุกองค์สามารถโปรดอภัยบาปได้อย่างสมบูรณ์และถูกต้องตามกฎหมาย แม้จะไม่มีอำนาจหน้าที่ฟังแก้บาปก็ตาม (มาตรา 976)
หน้าที่และข้อจำกัดของศาสนบริกร:
- พระสงฆ์ต้องระมัดระวังและรอบคอบในการตั้งคำถาม และต้อง ไม่ถามถึงตัวตนของผู้ร่วมทำบาป อย่างเด็ดขาด (มาตรา 979)
- พระสงฆ์ต้องกำหนดกิจใช้โทษบาป (penance) ที่เหมาะสมกับสถานการณ์และบาปที่สารภาพ (มาตรา 981)
- ความลับของศีลอภัยบาป (Sacramental seal): ถือเป็นความลับขั้นสูงสุดและละเมิดมิได้ ผู้ฟังแก้บาปต้องไม่เปิดเผยผู้แก้บาปไม่ว่าด้วยคำพูดหรือวิธีใดๆ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม (มาตรา 983, 1388)
- ห้ามผู้ฟังแก้บาปนำความรู้ที่ได้จากการฟังแก้บาปไปใช้ในทางที่อาจเป็นผลร้ายต่อผู้แก้บาป หรือใช้ในการใช้อำนาจปกครอง (มาตรา 984)
- พระสงฆ์ที่ชักชวนผู้แก้บาป (ไม่ว่าชายหรือหญิง) ในระหว่างการโปรดศีลฯ ให้ทำบาปทางเพศ จะต้องถูกลงโทษอย่างรุนแรง (มาตรา 1387) และการโปรดอภัยบาปให้คู่บาปทางเพศของตนจะไม่มีผลสมบูรณ์ ยกเว้นในกรณีอันตรายใกล้ตาย (มาตรา 977)
ผู้แก้บาป
(Penitents)
![]()
ผู้แก้บาปไม่ใช่เพียงผู้รับศีลอภัยบาปแบบตั้งรับ แต่มีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน พวกเขาต้องเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อการกลับใจ เปลี่ยนแปลงหัวใจเข้าหาพระเจ้า โดยการปฏิเสธบาปและตั้งใจจะปรับปรุงตัว (มาตรา 987)
- คริสตชนมีหน้าที่ต้องสารภาพบาปหนักทั้งหมด (ทั้งชนิดและจำนวนครั้ง) ที่ได้กระทำหลังจากการรับศีลล้างบาป และยังไม่เคยได้รับการอภัยบาปผ่านศีลอภัยบาป (มาตรา 988)
- เมื่อถึงเกณฑ์อายุที่รู้ความ คริสตชนมีหน้าที่ต้องสารภาพบาปหนักอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง (มาตรา 989)
- คริสตชนมีอิสระอย่างเต็มที่ในการเลือกผู้ฟังแก้บาป (มาตรา 991) (อ้างอิงถึงหนังสือพิธีกรรมศีลอภัยบาป [1974] จากสมณกระทรวงเพื่อการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าและศีลศักดิ์สิทธิ์)
ท่านกำลังอ่าน
บทที่ 32 “ศีลอภัยบาป”
- บทที่ 1 “ประเด็นเบื้องต้น”
- บทที่ 2 “ประวัติศาสตร์ของกฎหมายพระศาสนจักร”
- บทที่ 3 “ยุคหลังอัครสาวกและพระศาสนจักรยุคแรกเริ่ม”
- บทที่ 4 “พระศาสนจักรแห่งจักรวรรดิ”
- บทที่ 5 “พระศาสนจักรและระบบศักดินา”
- บทที่ 6 “ยุคคลาสสิกของกฎหมายพระศาสนจักร”
- บทที่ 7 “ยุคเสื่อมถอยและการปฏิรูป”
- บทที่ 8 “พระศาสนจักรในโลกสมัยใหม่”
- บทที่ 9 “การประมวลข้อกฎหมายพระศาสนจักร”
- บทที่ 10 "ประมวลกฎหมายฉบับปรับปรุง และการฟื้นฟูพระศาสนจักร"
- บทที่ 11 "แหล่งกำเนิดของกฎหมายพระศาสนจักร"
- บทที่ 12 "ประมวลกฎหมายพระศาสนจักร"
- บทที่ 13 "คริสตชนสัตบุรุษ"
- บทที่ 14 "ศาสนบริกรศักดิ์สิทธิ์ (มาตรา 232–93)"
- บทที่ 15 "พระสันตะปาปาแห่งโรม"
- บทที่ 16 "คณะพระสังฆราช”
- บทที่ 17 "สังฆมณฑลและพระสังฆราช (มาตรา 368–514)"
- บทที่ 18 "การรวมกลุ่มของสังฆมณฑลและพระสังฆราช"
- บทที่ 19 “เขตวัดและเจ้าอาวาส (มาตรา 515–72)”
- บทที่ 20 “ชีวิตที่ถวายแด่พระเจ้าและชีวิตแพร่ธรรม: นักบวช (มาตรา 573–746)”
- บทที่ 21 “หน้าที่การสั่งสอนของพระศาสนจักร”
- บทที่ 22 “การสอนคำสอน”
- บทที่ 23 “กิจกรรมธรรมทูต”
- บทที่ 24 “การศึกษาคาทอลิก”
- บทที่ 25 “การจัดพิมพ์หนังสือ”
- บทที่ 26 “การประกาศยืนยันความเชื่อและการสาบานตนแห่งความซื่อสัตย์”
- บทที่ 27 “การทำให้ศักดิ์สิทธิ์ไป”
- บทที่ 28 “ศีลศักดิ์สิทธิ์ (มาตรา 840–1165)”
- บทที่ 29 “ศีลล้างบาป”
- บทที่ 30 “ศีลกำลัง”
- บทที่ 31 “ศีลมหาสนิท”
- บทที่ 32 “ศีลอภัยบาป”
- บทที่ 33 “ศีลเจิมคนไข้”
- บทที่ 34 “ศีลบรรพชา”
- บทที่ 35 “ศีลสมรส”
- บทที่ 36 “การนมัสการพระเจ้าด้านอื่นๆ (มาตรา 1166–1204)”
- บทที่ 37 “สถานที่และเวลาศักดิ์สิทธิ์ (มาตรา 1205–53)”
- บทที่ 38 “บรรดทัดฐานทั่วไป”
- บทที่ 39 “อำนาจการปกครอง”
- บทที่ 40 “ทรัพย์สินทางโลก”
- บทที่ 41 “ว่าด้วยบทลงโทษในพระศาสนจักร”
- บทที่ 42 “กระบวนการพิจารณาความ”