บทที่ 34 “ศีลบรรพชา”
(Orders)
คริสตชนบางคนได้รับการประทับตราที่ลบเลือนไม่ได้ (indelible character) และได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสนาบริกรศักดิ์สิทธิ์ผ่านทางศีลบวช พวกเขาได้รับการอภิเษกและมอบหมายให้รับใช้ประชากรของพระเจ้าด้วยตำแหน่งที่เฉพาะเจาะจง (มาตรา 1008)
ศีลบรรพชามี 3 ขั้น ได้แก่ ขั้นพระสังฆราช (episcopacy), ขั้นพระสงฆ์ (presbyterate), และ ขั้นสังฆานุกร (diaconate) โปรดให้โดยการปกมือของพระสังฆราชผู้บวชให้ และบทภาวนาอภิเษกตามที่กำหนดในหนังสือพิธีกรรม ผู้ที่อยู่ในขั้นพระสังฆราชหรือพระสงฆ์ได้รับพันธกิจและขีดความสามารถที่จะกระทำการในนามของพระคริสตเจ้าผู้ทรงเป็นศีรษะ (in the person of Christ the Head) ในขณะที่สังฆานุกรได้รับอำนาจให้รับใช้ประชากรของพระเจ้าในพันธกิจด้านพิธีกรรม พระวาจา และเมตตาธรรม (มาตรา 1009)
คำว่า “Orders” มาจากภาษาละติน ordo หมายถึง ระดับขั้น กลุ่ม หรือกอง (เช่น กองทหาร) การบวช (Ordination) หมายถึงการเข้าไปรวมอยู่ในกลุ่มหรือระดับขั้นนั้น รวมถึงการได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่พันธกิจสาธารณะในพระศาสนจักร
การประกอบพิธี
(Celebration)
![]()
ควรมีสัตบุรุษมาร่วมพิธีบวชเป็นจำนวนมาก ควรเชิญชวนประชาชนและผู้ที่มีศีลบวชมาร่วมพิธี (มาตรา 1011, §2) พิธีบวชต้องทำภายในมิสซา โดยควรเป็นวันอาทิตย์หรือวันฉลองบังคับ (มาตรา 1010) ตามปกติควรทำในอาสนวิหาร แต่อาจทำในวัดหรือวัดน้อยอื่นได้ด้วยเหตุผลทางงานอภิบาล (มาตรา 1011, §1)
ศาสนบริกร
(Minister)
![]()
ศาสนบริกรผู้บวชให้คือ พระสังฆราชที่ได้รับการอภิเษกแล้ว (มาตรา 1012)
- ในการบวชหรืออภิเษกพระสังฆราช ประธานในพิธีต้องมีพระสังฆราชองค์อื่นอีกอย่างน้อย 2 องค์ร่วมเป็น พระสังฆราชผู้ร่วมอภิเษก (co-consecrators) และจะเหมาะสมที่สุดหากพระสังฆราชที่มาร่วมงานทั้งหมดได้ร่วมอภิเษกพระสังฆราชใหม่ด้วย (มาตรา 1014)
- พระสังฆราชผู้บวชต้องได้รับอาณัติจากพระสันตะปาปาจึงจะอภิเษกพระสังฆราชองค์อื่นได้ (มาตรา 1013, 1382)
- อธิการเจ้าคณะนักบวชชาย สามารถออก จดหมายอนุญาตให้บวช (dimissorial letters) เพื่อให้สังฆานุกรและผู้เตรียมบวชเป็นพระสงฆ์ในคณะของตนได้รับการบวช (มาตรา 1019)
- จดหมายนี้คือการขอให้พระสังฆราชองค์อื่นบวชให้แก่ผู้สมัคร ซึ่งผู้ที่ออกจดหมายจะต้องรับรองความเหมาะสมของผู้สมัครด้วย (มาตรา 1052) จึงต้องรวบรวมเอกสารการเรียน การรับศีลศักดิ์สิทธิ์ และการประเมินต่างๆ ให้ครบถ้วนเสียก่อน
ผู้สมัครรับศีลบรรพชา / บวชเป็นพระสงฆ์คาทอลิก
(Candidates)
![]()
เฉพาะผู้ชายที่รับศีลล้างบาปแล้วเท่านั้นจึงจะรับศีลบวชได้อย่างสมบูรณ์ (มาตรา 1024) พวกเขาต้องได้รับศีลกำลังแล้ว (มาตรา 1033) และต้องได้รับการตัดสินว่าเป็นประโยชน์ต่อพันธกิจของพระศาสนจักร (มาตรา 1025, §2)
ข้อขาดคุณสมบัติหรือข้อขัดขวางการรับศีลบวชแบ่งออกเป็น 2 ประเภท: ข้อขัดขวางถาวร (irregularities) และ ข้อขัดขวางชั่วคราว (impediments) (มาตรา 1040)
ผู้มีข้อขัดขวางถาวรสำหรับการรับศีลบรรพชา (Irregularities) ได้แก่:
- ผู้ที่วิกลจริตหรือมีความบกพร่องทางจิตอย่างรุนแรง
- ผู้ทิ้งความเชื่อ ผู้ทำให้เกิดรอยร้าวในพระศาสนจักร และผู้มีความเชื่อผิด (ดู มาตรา 751)
- ผู้ที่พยายามแต่งงานในขณะที่ยังผูกพันด้วยพันธะแห่งการแต่งงาน ศีลบวช หรือคำปฏิญาณตน หรือพยายามแต่งงานกับผู้ที่ติดคำปฏิญาณหรือแต่งงานแล้ว
- ผู้ที่ก่อเหตุฆาตกรรม ทำแท้ง หรือมีส่วนร่วมในเชิงบวกกับการกระทำดังกล่าว
- ผู้ที่ทำร้ายร่างกายตนเองหรือผู้อื่นให้พิการ หรือพยายามฆ่าตัวตาย
- ผู้ที่ประกอบกิจของศีลบวชทั้งที่ตนเองไม่ได้อยู่ในขั้นศีลบวชนั้น หรือในขณะที่ถูกห้ามไม่ให้ปฏิบัติหน้าที่ (มาตรา 1041)
ผู้มีข้อขัดขวางชั่วคราว (Impediments) ได้แก่:
- ผู้ที่แต่งงานแล้ว (ยกเว้นผู้เตรียมเป็นสังฆานุกรถาวร)
- ผู้ที่ดำรงตำแหน่งที่ห้ามสำหรับนักบวช (มาตรา 285–86)
- ผู้ที่เป็นคริสตชนคาทอลิกใหม่ (มาตรา 1042)
คุณสมบัติและข้อกำหนดสำหรับขั้นพระสงฆ์และสังฆานุกร ได้แก่:
- ได้รับการยอมรับเป็นผู้สมัคร (มาตรา 1034) และได้รับหน้าที่ ผู้อ่านพระคัมภีร์ (lector) และ ผู้ช่วยพิธีกรรม (acolyte) (มาตรา 1035)
- มีอิสระจากการถูกบังคับ (มาตรา 1026); ได้รับการอบรมอย่างเต็มที่เกี่ยวกับศีลบวชและข้อผูกมัด (มาตรา 1028), มีการประกาศความสมัครใจและความตั้งใจที่จะอุทิศตนถาวรต่องานพันธกิจ รวมถึงมีการเขียนคำร้องขอรับการบวช (มาตรา 1036)
- การเตรียมตัวและการทดลอง (มาตรา 1027, 1025); สำหรับขั้นพระสงฆ์ ต้องศึกษาปรัชญาและเทววิทยาเป็นเวลา 6 ปี บวกกับการฝึกงานในขั้นสังฆานุกร (มาตรา 1032, 250)
- มีความเชื่อครบถ้วน มีแรงจูงใจที่ถูกต้อง มีความรู้ที่จำเป็น มีชื่อเสียงดี มีศีลธรรมอันดีงาม มีคุณธรรมที่พิสูจน์แล้ว และมีคุณสมบัติทางร่างกายและจิตใจที่เหมาะสม (มาตรา 1029)
- ยกเว้นสังฆานุกรที่แต่งงานแล้ว ผู้สมัครต้องประกาศรับพันธะหน้าที่เรื่องการถือโสดอย่างเปิดเผย (มาตรา 1037); สำหรับผู้อยู่ในชีวิตนักบวช ต้องปฏิญาณตนตลอดชีพ (มาตรา 1019)
- สำหรับขั้นพระสงฆ์ ต้องมีอายุอย่างน้อย 25 ปี และเป็นสังฆานุกรมาแล้วอย่างน้อย 6 เดือน; สำหรับสังฆานุกรเตรียมบวชเป็นพระสงฆ์ ต้องมีอายุอย่างน้อย 23 ปี และปฏิบัติหน้าที่ผู้อ่านพระคัมภีร์และผู้ช่วยพิธีกรรมมาแล้วอย่างน้อย 6 เดือน; สำหรับสังฆานุกรถาวรที่แต่งงานแล้ว ต้องมีอายุอย่างน้อย 35 ปี และได้รับความยินยอมจากภรรยา (มาตรา 1031)
- ต้องเข้าเงียบฟื้นฟูจิตใจอย่างน้อย 5 วันก่อนการบวช (มาตรา 1039)
ทะเบียนประวัติ
(Records)
![]()
พระสังฆราชผู้บวชจะมอบใบรับรองการบวชแก่ผู้ที่รับศีลบวชแต่ละคน จะต้องมีการเก็บบันทึกการบวชทั้งหมดอย่างละเอียดในสังฆมณฑลที่ทำการบวช และในสังฆมณฑลหรือคณะนักบวชที่ผู้บวชสังกัด (มาตรา 1053) จะต้องส่งการแจ้งข่าวการบวชไปยังเขตวัดที่บุคคลนั้นได้รับศีลล้างบาป เพื่อให้สามารถบันทึกลงในทะเบียนศีลล้างบาปได้ (มาตรา 1054; 535, §2)
ท่านกำลังอ่าน
บทที่ 34 “ศีลบรรพชา”
- บทที่ 1 “ประเด็นเบื้องต้น”
- บทที่ 2 “ประวัติศาสตร์ของกฎหมายพระศาสนจักร”
- บทที่ 3 “ยุคหลังอัครสาวกและพระศาสนจักรยุคแรกเริ่ม”
- บทที่ 4 “พระศาสนจักรแห่งจักรวรรดิ”
- บทที่ 5 “พระศาสนจักรและระบบศักดินา”
- บทที่ 6 “ยุคคลาสสิกของกฎหมายพระศาสนจักร”
- บทที่ 7 “ยุคเสื่อมถอยและการปฏิรูป”
- บทที่ 8 “พระศาสนจักรในโลกสมัยใหม่”
- บทที่ 9 “การประมวลข้อกฎหมายพระศาสนจักร”
- บทที่ 10 "ประมวลกฎหมายฉบับปรับปรุง และการฟื้นฟูพระศาสนจักร"
- บทที่ 11 "แหล่งกำเนิดของกฎหมายพระศาสนจักร"
- บทที่ 12 "ประมวลกฎหมายพระศาสนจักร"
- บทที่ 13 "คริสตชนสัตบุรุษ"
- บทที่ 14 "ศาสนบริกรศักดิ์สิทธิ์ (มาตรา 232–93)"
- บทที่ 15 "พระสันตะปาปาแห่งโรม"
- บทที่ 16 "คณะพระสังฆราช”
- บทที่ 17 "สังฆมณฑลและพระสังฆราช (มาตรา 368–514)"
- บทที่ 18 "การรวมกลุ่มของสังฆมณฑลและพระสังฆราช"
- บทที่ 19 “เขตวัดและเจ้าอาวาส (มาตรา 515–72)”
- บทที่ 20 “ชีวิตที่ถวายแด่พระเจ้าและชีวิตแพร่ธรรม: นักบวช (มาตรา 573–746)”
- บทที่ 21 “หน้าที่การสั่งสอนของพระศาสนจักร”
- บทที่ 22 “การสอนคำสอน”
- บทที่ 23 “กิจกรรมธรรมทูต”
- บทที่ 24 “การศึกษาคาทอลิก”
- บทที่ 25 “การจัดพิมพ์หนังสือ”
- บทที่ 26 “การประกาศยืนยันความเชื่อและการสาบานตนแห่งความซื่อสัตย์”
- บทที่ 27 “การทำให้ศักดิ์สิทธิ์ไป”
- บทที่ 28 “ศีลศักดิ์สิทธิ์ (มาตรา 840–1165)”
- บทที่ 29 “ศีลล้างบาป”
- บทที่ 30 “ศีลกำลัง”
- บทที่ 31 “ศีลมหาสนิท”
- บทที่ 32 “ศีลอภัยบาป”
- บทที่ 33 “ศีลเจิมคนไข้”
- บทที่ 34 “ศีลบรรพชา”
- บทที่ 35 “ศีลสมรส”
- บทที่ 36 “การนมัสการพระเจ้าด้านอื่นๆ (มาตรา 1166–1204)”
- บทที่ 37 “สถานที่และเวลาศักดิ์สิทธิ์ (มาตรา 1205–53)”
- บทที่ 38 “บรรดทัดฐานทั่วไป”
- บทที่ 39 “อำนาจการปกครอง”
- บทที่ 40 “ทรัพย์สินทางโลก”
- บทที่ 41 “ว่าด้วยบทลงโทษในพระศาสนจักร”
- บทที่ 42 “กระบวนการพิจารณาความ”