Skip to main content

บทที่ 25 “การจัดพิมพ์หนังสือ”

(Publication of Books)

มาตราต่างๆ ในประมวลกฎหมายกำหนดให้ผู้นำพระศาสนจักรมีหน้าที่ในการสอดส่องดูแลสิ่งพิมพ์และสื่อสารมวลชนอื่นๆ โดยทั่วไป เพื่อรักษาความสมบูรณ์แห่งความเชื่อและศีลธรรมของบรรดาสัตบุรุษ บรรดาพระสังฆราชสามารถขอให้ชาวคาทอลิกส่งงานเขียนของตนที่เกี่ยวกับความเชื่อหรือศีลธรรมมาให้ท่านพิจารณาตัดสินได้ และพวกท่านสามารถวิพากษ์วิจารณ์งานเขียนที่เห็นว่าเป็นอันตรายได้ (มาตรา 823; 827, วรรค 3)

อย่างไรก็ตาม สิ่งพิมพ์บางประเภทมีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับคำสอนและการนมัสการของพระศาสนจักรเอง และพระศาสนจักรได้พยายามที่จะควบคุมสิ่งพิมพ์เหล่านั้นให้มากขึ้น โดยกำหนดให้ต้องได้รับอนุญาตหรือได้รับการอนุมัติเพื่อจัดพิมพ์หนังสือ 6 ประเภทที่แตกต่างกัน ได้แก่:

1. หนังสือพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ 
ต้องได้รับการอนุมัติจากสันตะสำนักหรือสภาพระสังฆราช (มาตรา 825)

2. หนังสือพิธีกรรม
  (เช่น หนังสือมิสซา หนังสือจารีตพิธี หนังสือทำวัตร) และหนังสือสวดมนต์ (มาตรา 826)

3. หนังสือคำสอน
  (มาตรา 827, วรรค 1)

4. ตำราเรียนในสาขาวิชาเทววิทยาสำหรับใช้ในโรงเรียน
  (มาตรา 827, วรรค 2)

5. สิ่งพิมพ์ที่จัดแสดงหรือแจกจ่ายในเขตวัด
  (มาตรา 827, วรรค 4)

6. ชุดรวบรวมกฤษฎีกา หรือ เอกสารการกระทำอย่างเป็นทางการของผู้มีอำนาจในพระศาสนจักร เช่น สภาสังคายนา สมัชชา หรือสภาคณะนักบวช (มาตรา 828)

กฎระเบียบเหล่านี้ไม่ได้บังคับใช้เฉพาะกับหนังสือเท่านั้น แต่รวมถึงงานเขียนใดๆ ที่ตั้งใจจะแจกจ่ายต่อสาธารณชน ผู้ที่มีอำนาจอนุญาตให้ตีพิมพ์คือพระสังฆราชของผู้เขียนหรือของผู้จัดพิมพ์ (มาตรา 824) พระสังฆราชอาจตั้งผู้ตรวจพิจารณา (censor) เพื่อประเมินงานเขียนนั้นว่ามีความสอดคล้องกับคำสอนของพระศาสนจักรในเรื่องความเชื่อและศีลธรรมหรือไม่ จากนั้นจึงตัดสินใจด้วยความรอบคอบของท่านเอง (มาตรา 830) การจัดพิมพ์ฉบับใหม่หรือการแปลผลงาน ต้องได้รับการอนุญาตเฉพาะสำหรับฉบับนั้นๆ ด้วย (มาตรา 829) สมาชิกของหมู่คณะนักบวชก็ต้องขออนุญาตจากอธิการของตนเพื่อตีพิมพ์เรื่องที่เกี่ยวกับศาสนาหรือศีลธรรมเช่นกัน (มาตรา 832)

 

การประยุกต์ใช้กับสื่ออิเล็กทรอนิกส์
เว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย และบล็อกส่วนตัว
(Application to Electronic Media,
Websites, Social Media, and Personal Blogs)

Line deco2

แม้ว่าประมวลกฎหมายพระศาสนจักร ปี ค.ศ. 1983 จะถูกร่างขึ้นก่อนยุคที่อินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียจะเฟื่องฟู และยังไม่มีมาตราใดในหมวดนี้ที่ระบุคำว่า "สื่อดิจิทัล" ไว้อย่างชัดเจน แต่ หลักการและเจตนารมณ์พื้นฐาน ของมาตราเหล่านี้ยังคงถูกนำมาประยุกต์ใช้กับบริบทของโลกออนไลน์ในปัจจุบันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้เพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดคือ "การรักษาความสมบูรณ์แห่งความเชื่อและศีลธรรม" ของประชากรของพระเจ้า

ในการตีความทางกฎหมายและแนวปฏิบัติทางอภิบาลในยุคปัจจุบัน พระศาสนจักรมีมุมมองต่อสื่อดิจิทัลดังนี้:

1. การขยายความหมายของ "สิ่งพิมพ์" และ "งานเขียน"

คำว่า "งานเขียนใดๆ ที่ตั้งใจจะแจกจ่ายต่อสาธารณชน" ในมาตรา 824 ย่อมครอบคลุมไปถึงสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-books), เว็บไซต์, แอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน, บล็อกส่วนตัว, พอดแคสต์ (Podcasts), ไฟล์วิดีโอ, และการโพสต์ข้อความสาธารณะบนโซเชียลมีเดีย (เช่น Facebook, YouTube, X/Twitter, TikTok) หากเนื้อหาในสื่อดิจิทัลนั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็น "หนังสือคำสอนดิจิทัล" หรือ "แอปพลิเคชันสำหรับพิธีกรรมและบทสวดมนต์" อย่างเป็นทางการ ผู้จัดทำยังคงมีหน้าที่ต้องขอการรับรองและอนุมัติ (เช่น Nihil obstat และ Imprimatur) จากพระสังฆราชเช่นเดียวกับหนังสือแบบดั้งเดิม

2. การใช้ชื่อ "คาทอลิก" บนโลกออนไลน์

อิงตามหลักการของมาตรา 216 และ 300 ที่ว่าด้วยสิทธิในการตั้งสมาคมและกิจการต่างๆ เว็บไซต์ เพจเฟซบุ๊ก ช่องยูทูป หรือกลุ่มโซเชียลมีเดีย ไม่ควรใช้ชื่อว่า "คาทอลิก" (Catholic) อย่างเป็นทางการเพื่อสื่อถึงการเป็นกระบอกเสียงของพระศาสนจักร หากไม่ได้รับความยินยอมหรือการรับรองจากผู้มีอำนาจในพระศาสนจักรระดับท้องถิ่น (พระสังฆราช) เพื่อป้องกันความสับสนของสัตบุรุษระหว่าง "ความเห็นส่วนตัว" กับ "คำสอนอย่างเป็นทางการ"

3. บล็อกส่วนตัวและโซเชียลมีเดียของปัจเจกบุคคล

ฆราวาส คริสตชน ตลอดจนพระสงฆ์และนักบวช มีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเพื่อผลดีของพระศาสนจักร (ตามมาตรา 212 วรรค 3) การเขียนบล็อกส่วนตัวหรือโพสต์สเตตัสจึงไม่ต้องผ่านการ "เซ็นเซอร์" หรือขออนุญาตล่วงหน้าแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม หากบล็อกเกอร์ หรือ อินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) ที่เป็นคาทอลิก เผยแพร่ข้อความที่บิดเบือนจากหลักคำสอนอย่างร้ายแรง โจมตีข้อความเชื่อ สร้างความแตกแยก (Schism) หรือก่อให้เกิดเรื่องอื้อฉาว (Scandal) บนโลกออนไลน์ พระสังฆราชยังมีสิทธิและอำนาจเต็มที่ (ตามมาตรา 823) ในการตักเตือน เรียกร้องให้แก้ไข หรือออกแถลงการณ์วิพากษ์วิจารณ์สื่อดิจิทัลนั้นๆ ว่าเป็นอันตรายต่อความเชื่อของสัตบุรุษ

4. ความรับผิดชอบพิเศษของพระสงฆ์และนักบวชในโลกดิจิทัล

สำหรับพระสงฆ์และนักบวชที่เป็นผู้สร้างสรรค์เนื้อหา (Content Creators) ทางออนไลน์ พวกท่านยังคงผูกพันตามมาตรา 832 ที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ และมักจะต้องได้รับอนุญาตจากอธิการผู้ใหญ่ของตนในการจัดทำสื่อสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับประเด็นละเอียดอ่อนทางศาสนาหรือศีลธรรม เพื่อให้แน่ใจว่าสื่อเหล่านั้นสะท้อนความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับพระศาสนจักร

บทสรุปทางอภิบาล

ในปัจจุบัน แม้จะยังไม่มีการบัญญัติกฎหมายพระศาสนจักรข้อใหม่มาบังคับใช้กับโซเชียลมีเดียโดยตรง (เนื่องจากเป็นสื่อที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วและควบคุมแบบเบ็ดเสร็จได้ยาก) แต่สันตะสำนัก (เช่น สมณกระทรวงเพื่อการสื่อสาร) ได้ออกเอกสารแนวทางปฏิบัติทางอภิบาลมาอย่างต่อเนื่อง พระศาสนจักรไม่ได้มองสื่อดิจิทัลด้วยสายตาของการ "จ้องจับผิดเพื่อเซ็นเซอร์" แต่เน้นย้ำถึง "มโนธรรมและความรับผิดชอบ" โดยเรียกร้องให้คริสตชนใช้โลกออนไลน์เป็น "พื้นที่แห่งการประกาศข่าวดีใหม่" (Digital Areopagus) ที่ส่งเสริมความจริง ความรัก และความเคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างสร้างสรรค์

ท่านกำลังอ่าน

บทที่ 25 “การจัดพิมพ์หนังสือ”